นบีที่รัก

จดหมายเชิญ

"โอ้ผู้ปกครองเอ๋ย ข้าพเจ้าขอเชิญท่านให้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ ผู้ทรงสูงส่ง ผู้ซึ่งไม่มีภาคีใด ๆ ให้เคารพภักดีต่อพระองค์ และให้ปฏิบัติตามข้าพเจ้า พร้อมทั้งศรัทธาต่อสิ่งที่อัลลอฮฺ ผู้ทรงสูงส่ง ได้ประทานแก่ข้าพเจ้า เพราะแท้จริงแล้ว ข้าพเจ้าคือรอซูลของอัลลอฮฺ ผู้ทรงสูงส่ง ซึ่งมีหน้าที่ถ่ายทอดสารเหล่านี้"
ท่านนบีมุฮัมมัด อะลัยฮิสสลาม

จดหมายที่ส่งถึงบรรดากษัตริย์
หลังจากท่านนบีกลับมาจากฮุดัยบียะฮฺแล้ว ท่านหวังเป็นอย่างยิ่งให้อิสลามได้ถูกเผยแพร่ไปทั่วทุกหน้าแผ่นดิน เพื่อให้มนุษยชาติรอดพ้นจากการถูกทรมานในนรกญะฮันนัม เพื่อได้ลิ้มรสของความสุขที่แท้จริง ท่านนบีถูกส่งมาเป็นความเมตตาแก่สากลจักรวาล ดังนั้นท่านจึงตั้งใจจะส่งคณะทูตไปยังบรรดากษัตริย์ของดินแดนโดยรอบ เพื่อเชิญชวนพวกเขาสู่อิสลาม

ในช่วงปลายเดือนซุลฮิจญะฮ์ ปีที่หกแห่งฮิจเราะฮ์ และช่วงต้นเดือนมุฮัรร็อม ปีที่เจ็ด ท่านได้ส่งอัมร์ อิบนุ อุมัยยะฮ์ ไปพบราชาแห่งอะบิสสิเนีย ส่ง ดิฮยะฮ์ อัลก็อลบี ไปยังจักรวรรดิโรมัน ส่ง คอติบ อิบนุ อบีบัลตะอะฮ์ ไปยังราชาแห่งอียิปต์ อีกทั้งยังส่ง อับดุลลอฮฺ อิบนุ ฮุซาฟะฮ์ ไปยังราชาแห่งเปอร์เซีย ชุญาอ์ อิบนุ วะฮ์บฺ ไปยังชาวฆอสซาน ซะลีต อิบนุ อัมร์ ไปยังยามามะฮ์ และอะลาอ์ อิบนุ ฮัดรอมีย์ ไปยัง มุนซิร อิบนุ ซาวี กษัตริย์ผู้ครองบะห์เรน1

บรรดาทูตเหล่านี้ล้วนเป็นเศาะฮาบะฮฺผู้สูงส่งที่สุด มีรูปลักษณ์ที่งดงามและวาจาที่ไพเราะ ท่านนบีได้ให้มีการเขียนจดหมายเชิญสู่อิสลามเป็นการเฉพาะต่อกษัตริย์แต่ละองค์ และประทับตราด้วยแหวนเงินที่มีจารึกสามบรรทัดเรียงจากล่างขึ้นบนว่า "มุฮัมมัด รอซูล อัลลอฮฺ" และยังมีอีกหนึ่งปาฏิหาริย์ของท่านนบี คือ ในเช้าวันที่เหล่าทูตจะออกเดินทาง พวกเขาจะตื่นขึ้นมาพร้อมความสามารถในการพูดภาษาของดินแดนที่ตนกำลังจะไปเยือน2

จดหมายถึงกษัตริย์เนกุส (อันนัจญาชี) อะชะมะฮ์
อัมร์ อิบนุ อุมัยยะฮ์ ซึ่งถูกส่งไปยังอะบิสสิเนีย ยังได้รับมอบหมายให้นำคำร้องไปเข้าเฝ้ากษัตริย์เนกุส อะชะมะฮ์ เพื่อให้ส่งเหล่าเศาะฮาบะฮฺที่อพยพไปอยู่ที่นั่นกลับมามะดีนะฮ์ด้วย ท่านนบีได้ส่งจดหมายถึงกษัตริย์เนกุสสองฉบับ

เมื่ออัมร์ อิบนุ อุมัยยะฮ์เดินทางไปถึงอะบิสสิเนียแล้ว เขาได้เข้าเฝ้ากษัตริย์เนกุส อะชะมะฮ์ และได้มอบจดหมายฉบับแรก กษัตริย์เนกุสลงจากบัลลังก์ รับจดหมายด้วยความเคารพรักยิ่ง ทรงจุมพิตจดหมาย นำมาแนบที่ใบหน้าและดวงตาของตน จากนั้นจึงเปิดอ่านและสั่งให้ผู้อ่านออกเสียงดัง เนื้อความในจดหมายมีดังนี้

บิสมิลลาฮิรเราะห์มานิรเราะฮีม
จากรอซูลแห่งอัลลอฮฺ มุฮัมมัด อะลัยฮิสสลาม ถึงราชาแห่งอะบิสสิเนีย เนกุส อะชะมะฮ์
ความสันติจงมีแด่ผู้ที่เดินตามทางนำที่แท้จริง
โอ้องค์กษัตริย์ ขอสันติจงมีแด่ท่าน และขอสรรเสริญอัลลอฮฺสำหรับความโปรดปรานที่พระองค์ประทานแก่ท่าน ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ พระองค์คืออัลมาลิก ผู้ทรงอำนาจเหนือสากลจักรวาล และผู้ที่มีการปกครองเป็นนิรันดร์ พระองค์คืออัลกุดดูส ผู้ทรงบริสุทธิ์จากข้อบกพร่องทั้งปวงและทรงคู่ควรแก่คำสรรเสริญ พระองค์คืออัสสลาม ผู้ทรงคุ้มครองปวงบ่าวให้พ้นจากอันตราย พระองค์คืออัลมุอ์มิน ผู้ทรงประทานความมั่นคงและแสงแห่งอีมาน พระองค์คืออัลมุฮัยมิน ผู้ทรงเฝ้ามองและปกป้องคุ้มครองทุกสิ่งทุกอย่าง

หนึ่งในจดหมายที่ท่านรอซูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ส่งถึงบรรดากษัตริย์

หนึ่งในจดหมายที่ท่านรอซูลุลลอฮฺส่งถึงบรรดากษัตริย์

ที่มุมล่างซ้ายของจดหมาย จะมีตราประทับซึ่งจารึกเป็นสามบรรทัดจากล่างขึ้นบนว่า "มุฮัมมัด รอซูล อัลลอฮฺ" จดหมายเชิญสู่อิสลามทุกฉบับจะถูกประทับตรานี้ไว้ด้านล่าง ตรานี้ถูกแกะสลักลงบนแหวนเงิน

ท่านนบีใช้แหวนวงนี้เป็นตราประจำรัฐอิสลามเรื่อยมาจนถึงวาระสุดท้าย หลังจากนั้นในสมัยเคาะลีฟะฮ์ ท่านอบูบักร ท่านอุมัร และท่านอุษมานก็ได้ใช้แหวนวงนี้เป็นตราของรัฐในเวลาต่อมา เมื่อท่านอุษมานใช้ตรานี้ได้ราวหกเดือน วันหนึ่งแหวนก็หลุดจากนิ้วของท่านและตกลงไปในบ่ออะริส แม้จะช่วยกันค้นหาอย่างไรก็ไม่พบอีกเลย

"ข้าขอสาบานว่านี่คือศาสนทูตผู้ที่ยิวและคริสเตียนซึ่งเป็นอะฮ์ลุลกิตาบเฝ้ารอคอย และเป็นผู้ที่บรรดานบีก่อนหน้าได้แจ้งข่าวไว้"
ราชาเนกุส

ข้าพเจ้าขอปฏิญาณว่า อีซา อะลัยฮิสสลาม คือวิญญาณและพระวจนะของอัลลอฮฺที่พระองค์ทรงบันดาลไว้ใน มัรยัม สตรีผู้บริสุทธิ์ ผู้สะอาดไร้มลทิน และไกลห่างจากทุกความลุ่มหลงในโลกนี้ และนั่นทำให้นางตั้งครรภ์ด้วยอีซา ดังที่อัลลอฮฺทรงสร้างอาดัมด้วยพระอำนาจของพระองค์ พระองค์ก็สร้างอีซาในทำนองเดียวกัน

โอ้กษัตริย์ ข้าพเจ้าขอเชิญท่านให้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺผู้ทรงไร้ภาคี เคารพภักดีต่อพระองค์ และเดินตามแนวทางของข้าพเจ้า พร้อมทั้งเชื่อในสิ่งที่อัลลอฮฺทรงประทานมายังข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าคือรอซูลของพระองค์ ผู้มีหน้าที่สื่อสารสารนี้อย่างครบถ้วน

บัดนี้ข้าพเจ้าได้ทำหน้าที่แจ้งข่าวและมอบคำตักเตือนที่จะนำไปสู่ความสุขอันสถาพรของท่านทั้งในดุนยาและอาคิเราะฮ์แล้ว จงรับคำตักเตือนนี้เถิด ขอความสันติจงมีแด่ผู้ที่ได้รับทางนำและเข้าถึงหนทางอันเที่ยงตรง

ราชาเนกุสรับฟังจดหมายของท่านรอซูลุลลอฮฺด้วยความเคารพและความถ่อมตน แล้วกล่าวคำชะฮาดะฮ์ทันที "อัชฮะดู อัลลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮ์ วะอัชฮะดู อันนะ มุฮัมมะดัน อับดูฮู วะรอซูลุฮู" และกล่าวว่า "ข้าขอสาบานว่านี่คือศาสนทูตผู้ที่ยิวและคริสเตียนซึ่งเป็นอะฮ์ลุลกิตาบเฝ้ารอคอย และเป็นผู้ที่บรรดานบีก่อนหน้าได้แจ้งข่าวไว้ หากข้ามีโอกาส ข้าจะไปด้วยตนเองเพื่อเป็นเกียรติในการรับใช้ท่าน" จากนั้นเขาจึงเก็บจดหมายไว้ในหีบสวยงามใบหนึ่งและกล่าวว่า "ตราบใดที่จดหมายเหล่านี้ยังอยู่ ความจำเริญและความเป็นสิริมงคลจะไม่หายไปจากแผ่นดินอะบิสสิเนีย"3

ต่อมาเมื่อได้อ่านคำสั่งที่อยู่ในจดหมายฉบับที่สอง ราชาเนกุสได้ปฏิบัติตามอย่างเคารพ โดยทำพิธีนิกาห์ให้แก่อุมมุฮะบีบะฮ์กับท่านนบี ตามคำสั่งของท่านนบี หลังจากนั้นได้ให้การต้อนรับอุมมุฮะบีบะฮ์และบรรดาเศาะฮาบะฮฺอยู่ราวสองเดือน ก่อนจะจัดเรือส่งเธอและเศาะฮาบะฮฺกลับมะดีนะฮ์พร้อมของกำนัลมากมาย และในจดหมายที่ส่งกลับมา ราชาเนกุสได้แจ้งชัดว่าตนเองได้เข้ารับอิสลามแล้ว

จดหมายถึงจักรพรรดิโรม เฮราคลีอุส
ท่านดิฮฺยะฮ์ อัลก็อลบี ได้รับมอบหมายให้เชิญจักรพรรดิโรมเข้าสู่อิสลาม โดยท่านจะนำจดหมายไปมอบแก่ฮาริษ ผู้ครองฆอสซานที่บุศรอ และฮาริษจะเป็นผู้ส่งต่อถึงจักรพรรดิเฮราคลีอุส

ท่านดิฮยะฮ์ได้เดินทางถึงบุศรอและเข้าเฝ้าฮาริษ พร้อมแจ้งถึงภารกิจ ฮาริษจึงจัดให้ อะดี อิบนุ คอตัม ผู้ซึ่งยังไม่ได้เข้ารับอิสลาม เดินทางไปกับท่านดิฮยะฮ์ ทั้งคู่มุ่งหน้าไปยังนครกุดส์ ที่ซึ่งจักรพรรดิพำนักอยู่ในเวลานั้น เมื่อพวกเขาขอเข้าเฝ้า เหล่าคนของจักรพรรดิกล่าวกับท่านดิฮยะฮ์ว่า "เมื่อเจ้าจะเข้าเฝ้าจักรพรรดิ เจ้าจะต้องเดินก้มศีรษะ และเมื่อถึงใกล้จักรพรรดิ เจ้าต้องกราบลง หากท่านยังไม่อนุญาต เจ้าจะไม่อาจเงยหน้าขึ้นได้"

คำสั่งเหล่านี้ทำให้ท่านดิฮฺยะฮ์ไม่พอใจนักจึงกล่าวว่า "เรามุสลิมจะไม่ก้มกราบต่อผู้ใดนอกจากอัลลอฮฺ อีกทั้งการก้มกราบมนุษย์ด้วยกันก็เป็นสิ่งที่ขัดต่อธรรมชาติของมนุษย์ด้วย" พวกเขาตอบว่า "ถ้าเช่นนั้น องค์จักรพรรดิจะไม่รับจดหมายของเจ้า และจะขับไล่เจ้าออกไป" ท่านดิฮฺยะฮ์กล่าวว่า "ท่านนบีมุฮัมมัด อะลัยฮิสสลาม ไม่เคยยอมให้ผู้ใดก้มศีรษะให้ท่าน การก้มลงกราบยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย หากใครต้องการพูดคุยกับท่าน แม้ผู้นั้นจะมีสถานะเป็นเพียงทาส ท่านก็รับฟัง ให้โอกาสเข้าพบ ตอบรับคำขอ ช่วยปลดเปลื้องความทุกข์ และทำให้บุคคลเหล่านั้นพอใจ ดังนั้นทุก ๆ คนในประชาชาติของท่านจึงเป็นผู้มีอิสรภาพและเป็นผู้มีเกียรติ"

หนึ่งในผู้ฟังกล่าวขึ้นมาว่า "หากเจ้าจะไม่กราบองค์จักรพรรดิ ข้าจะบอกวิธีอื่นเพื่อให้เจ้าทำภารกิจได้สำเร็จ ที่ด้านหน้าพระราชวังมีลานที่องค์จักรพรรดิจะออกมาพักผ่อนทุกวันในช่วงบ่าย มีธรรมาสน์ตั้งอยู่ที่นั่น หากมีเอกสารใดวางอยู่บนธรรมาสน์ ท่านจะหยิบมาอ่านกแล้วจึงพักผ่อน เจ้าจงนำจดหมายไปวางไว้บนนั้นแล้วรออยู่ด้านนอก เมื่อจักรพรรดิได้เห็นจดหมายก็จะเรียกเจ้าเข้าไป แล้วเจ้าก็จะได้ทำภารกิจให้สำเร็จ"

เมื่อได้ฟังคำแนะนำจากชายผู้นั้น ท่านดิฮฺยะฮ์จึงนำจดหมายไปวางไว้ในสถานที่ที่บอกไว้ ไม่นานจักรพรรดิเฮราคลีอุสก็ออกมา เห็นจดหมายฉบับนั้นจึงหยิบขึ้นมาอ่าน จากนั้นได้เรียกนักแปลที่รู้ภาษาอาหรับมาอ่านให้ฟัง

ที่หัวจดหมายเขียนไว้ว่า "บิสมิลลาฮิรเราะห์มานิรเราะฮีม จากรอซูลแห่งอัลลอฮฺ มุฮัมมัด อะลัยฮิสสลาม ถึงเฮราคลีอุส หัวหน้าของชาวโรมัน"

เยนนัก หลานชายของเฮราคลีอุส รู้สึกโกรธมากกับหัวจดหมายเช่นนี้ เขากำหมัดชกนักแปลเข้าอย่างแรงที่หน้าอกจนเขาล้มลงกับพื้น และจดหมายอันทรงเกียรติฉบับนี้ก็ร่วงลงจากมือของเขา เฮราคลีอุสถามว่า "ทำไมเจ้าทำเช่นนี้" เยนนักตอบว่า "ท่านไม่เห็นหรือว่าจดหมายนี้เริ่มด้วยการเอ่ยชื่อของเขาก่อนชื่อของท่าน อีกทั้งยังไม่เขียนว่าท่านคือผู้ปกครองแห่งโรม แต่กลับเขียนเพียงว่า 'ถึงเฮราคลีอุส หัวหน้าของชาวโรมัน' ทำไมจึงไม่เขียนว่า 'กษัตริย์แห่งโรมัน' และเอ่ยชื่อของท่านก่อนชื่อเขา จดหมายแบบนี้ไม่สมควรจะไปอ่านมัน"

เมื่อได้ยินดังนั้น เฮราคลีอุสกล่าวว่า "ข้าขอสาบาน เจ้าช่างโง่เขลายิ่งนัก หรือไม่ก็คงเสียสติไปแล้ว ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะเป็นคนเช่นนี้ เจ้าจะฉีกจดหมายทิ้งก่อนที่ข้าจะได้รู้เนื้อหาอย่างนั้นหรือ ข้าสาบานด้วยชีวิตของข้า หากเขาเป็นรอซูลของอัลลอฮฺตามที่กล่าวจริง เขาย่อมมีสิทธิ์ที่จะเขียนชื่อของเขาก่อนชื่อของข้า และเรียกข้าว่าหัวหน้าแห่งชาวโรมัน เพราะแท้จริงแล้ว ข้าก็เป็นเพียงหัวหน้า มิใช่ผู้ครอบครองที่มีอำนาจสูงสุด" แล้วเฮราคลีอุสก็ขับไล่เยนนักออกไป

"ฉันขอสาบานว่า เขาคือศาสนทูตที่มูซาและอีซา อะลัยฮิมัสสลาม ได้ประกาศข่าวดีถึงการมาของเขา และเราก็เฝ้ารอการปรากฏตัวของเขามาโดยตลอด"
อุซกุฟแห่งกุดส์

จากนั้นเฮราคลีอุสได้เรียกอุซกุฟ ผู้เป็นทั้งปราชญ์คริสเตียนผู้รอบรู้ที่สุดและที่ปรึกษาคนสนิทให้มาอ่านจดหมายต่อ ข้อความในตอนต่อมาของจดหมายได้กล่าวไว้ว่า "ขอสันติจงมีแด่ผู้ที่เชื่อฟังทางนำของอัลลอฮฺ และเข้าถึงหนทางอันเที่ยงตรง ข้าขอเชิญท่านสู่อิสลามเพื่อท่านจะได้รับทางรอด และจะได้รับรางวัลสองเท่าจากอัลลอฮฺ หากท่านหันหลังให้กับอิสลาม บาปของคริสเตียนทั้งหมดทั้งปวง จะตกอยู่กับท่าน '(โอ้รอซูลของเรา) จงกล่าวเถิด โอ้ชาวคัมภีร์ จงมาสู่คำปฏิญาณเดียวกันระหว่างเราและท่าน นั่นคือ เราจะไม่คารพสักการะสิ่งใดนอกจากอัลลอฮฺ และจะไม่ตั้งภาคีใดต่อพระองค์ เราจะไม่ยกผู้ใดในหมู่เรามาเป็นพระเจ้าเทียบเคียงกับอัลลอฮฺ หากพวกเขาปฏิเสธคำปฏิญาณนี้ จงกล่าวว่า จงเป็นพยานเถิด เราคือมุสลิมที่แท้จริง'"4

ขณะกำลังอ่านจดหมายของท่านรอซูลุลลอฮฺ เหงื่อก็ไหลอาบหน้าผากของเฮราคลีอุส เมื่ออ่านจดหมายฉบับนี้จบ เขากล่าวว่า "ข้าไม่ได้เห็นจดหมายที่เริ่มด้วยคำว่า 'บิสมิลลาฮิรเราะห์มานิรเราะฮีม' มาตั้งแต่สมัยท่านนบีสุไลมาน อะลัยฮิสสลาม"

เมื่อเฮราคลีอุสหันไปถามอุซกุฟถึงความคิดเห็นในเรื่องนี้ เขาตอบว่า "ฉันขอสาบานว่า เขาคือศาสนทูตที่มูซาและอีซา อะลัยฮิมัสสลาม ได้ประกาศข่าวดีถึงการมาของเขา และเราก็เฝ้ารอการปรากฏตัวของเขามาโดยตลอด"

เฮราคลีอุสถามอุซกุฟว่า "เจ้าคิดว่าข้าควรทำอย่างไรในเรื่องนี้ อะไรคือสิ่งที่เหมาะและควร" อุซกุฟตอบว่า "สิ่งที่เหมาะสมที่สุดคือท่านควรเดินตามแนวทางเขา" เฮราคลีอุสกล่าวว่า "สิ่งที่เจ้าพูดมา ข้ารู้ดี แต่ข้าไม่อาจเดินตามแนวทางเขาหรือยอมรับอิสลามได้ เพราะถ้าทำเช่นนั้น ไม่เพียงแต่ราชบัลลังก์ของข้าจะต้องสิ้นสุดลงเท่านั้น แต่พวกเขาจะปลิดชีพของข้าด้วย"

จากนั้นกษัตริย์ได้เรียกท่านดิฮฺยะฮ์ และ อะดี อิบนุ คอตัม เข้ามา อะดีจึงกล่าวว่า "โอ้กษัตริย์ ชายที่อยู่ข้าง ๆ ข้านี้ คือชาวอาหรับผู้เลี้ยงโคและอูฐ เขากำลังเล่าถึงเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเขา" เฮราคลีอุสถามว่า "เหตุการณ์อะไรหรือ" ท่านดิฮฺยะฮ์จึงตอบว่า "มีชายคนหนึ่งปรากฏขึ้นในหมู่พวกเรา เขาประกาศตนว่าเป็นนบี บางคนก็ศรัทธาเขา แต่บางคนก็ปฏิเสธ จึงเกิดการปะทะกันระหว่างผู้ศรัทธากับผู้ปฏิเสธศรัทธา"

จากนั้นเฮราคลีอุสเริ่มสืบเรื่องราวเกี่ยวกับท่านนบี เขาส่งคำสั่งไปยังผู้ว่าดามัสกัสให้หาผู้ที่สืบเชื้อสายเดียวกันกับท่านรอซูลุลลอฮฺ และในเวลาเดียวกันก็เขียนจดหมายถึงนักปราชญ์ชาวโรมันผู้เชี่ยวชาญภาษาฮิบรูเพื่อสอบถามข้อมูล สุดท้ายคำตอบที่ได้รับต่างปรากฏว่า ชายผู้นั้นคือศาสนทูตแห่งยุคสุดท้ายที่ถูกพรรณาไว้ในคัมภีร์ก่อนหน้า

ในเวลานั้น ผู้ว่าดามัสกัสได้พบกับกองคาราวานกุร็อยช์ที่กำลังเดินทางเพื่อการพาณิชย์ ในหมู่พวกนั้นมีอบูซุฟยาน ผู้นำของกุร็อยช์ซึ่งขณะนั้นยังไม่ได้รับอิสลาม

อบูซุฟยานเล่าว่า "เมื่อพวกเราอยู่ที่ฆอซซะฮ์ ผู้แทนของเฮราคลีอุสจากดามัสกัสได้บุกเข้ามาหาเราและถามว่า 'พวกเจ้ามาจากถิ่นของชายผู้ที่อยู่ในหิญาซหรือไม่' เราตอบว่า 'ใช่' เขาจึงกล่าวว่า 'พวกเจ้าจะต้องไปพบองค์จักรพรรดิกับเรา' แล้วก็พาเราทั้งหมดไปดามัสกัส เพื่อเข้าเฝ้าเฮราคลีอุส"

ขณะนั้นเฮราคลีอุสพำนักอยู่ที่บัยตุลมักดิสในอัลกุดส์ เขานั่งอยู่ร่วมกับรัฐมนตรีและสวมมงกุฎอยู่ เขาได้ต้อนรับอบูซุฟยานและชาวมักกะฮฺราวสามสิบคน จากนั้นเรียกนักแปลภาษามาเพื่อถามพวกเขาว่า "ในหมู่พวกเจ้า มีใครที่ใกล้ชิดกับสายตระกูลของชายผู้อ้างตนเป็นนบีมากที่สุด" อบูซุฟยานตอบว่า "ข้านี่แหละที่ใกล้ชิดที่สุด" เฮราคลีอุสจึงให้เขาเข้ามาใกล้ และบอกให้คนอื่น ๆ ยืนอยู่ข้างหลังอบูซุฟยาน

เฮราคลีอุสถามว่า "เจ้ามีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับเขาอย่างไรหรือ" อบูซุฟยานตอบว่า "เขาเป็นบุตรของลุง จากฝ่ายบิดาของข้า" (ปู่ของอบูซุฟยานคืออุมัยยะฮ์ ส่วนปู่ของท่านรอซูลุลลอฮฺคืออับดุลมุฏตอลิบ บรรพบุรุษของทั้งสองเป็นลูกพี่ลูกน้องกันทางฝ่ายบิดา ดังนั้นเมื่อเขากล่าวว่า "เขาเป็นลูกของลุง จากฝ่ายบิดา" ก็หมายถึงว่าทั้งสองสืบเชื้อสายโดยมีบรรพบุรุษร่วมกันซึ่งก็คือ อับดุลมะนาฟ)

แม้อบูซุฟยานจะโกหกไปในตอนแรก แต่ก็ไม่กล้าทำอีกเพราะหวั่นเกรงต่อคำขู่ของกษัตริย์ แล้วการสนทนาก็เกิดขึ้นดังนี้

เฮราคลีอุสถามว่า

- เชื้อสายของชายที่อ้างว่าเป็นนบีเป็นอย่างไร
ตอบ: เขาเป็นผู้มีเชื้อสายจากตระกูลที่สูงศักดิ์ที่สุดในยุคของเรา

- เคยมีใครในหมู่พวกเจ้าที่อ้างตนเป็นนบีก่อนเขาหรือไม่
ตอบ: ไม่เคยมี

- มีผู้ปกครองหรือกษัตริย์อยู่ในบรรพบุรุษของเขาหรือไม่
ตอบ: ไม่มี

- ใครคือผู้ที่เดินตามแนวทางของเขา คนชั้นสูงหรือคนยากจน
ตอบ: ส่วนใหญ่เป็นคนยากจน คนอ่อนแอ เด็กหนุ่ม และสตรี ไม่ค่อยมีผู้อาวุโสหรือชนชั้นสูงที่ปฏิบัติตามเขา

- จำนวนผู้ติดตามเขาเพิ่มขึ้นหรือลดลง
ตอบ: เพิ่มขึ้น

- มีใครที่เข้ารับศรัทธาแล้วต้องออกไปเพราะไม่พอใจหรือขุ่นเคืองใจบ้างหรือไม่
ตอบ: ไม่มี

- ก่อนที่เขาจะประกาศตนว่าเป็นนบี เขาเคยพูดโกหกบ้างหรือไม่
ตอบ: ไม่เคย

- เขาเคยผิดสัญญาหรือไม่รักษาคำพูดหรือไม่
ตอบ: ไม่เคย แต่ตอนนี้เรามีสนธิสัญญาสงบศึกกับเขาอยู่ เราไม่รู้เลยว่าในช่วงเวลานี้เขาทำอะไรอยู่

- เขาสั่งสอนให้พวกเจ้าทำอะไร
ตอบ: เขาสั่งให้เรานมัสการอัลลอฮฺเพียงพระองค์เดียว ไม่ตั้งภาคีใด ๆ ต่อพระองค์ ห้ามไม่ให้เรากราบไหว้สิ่งที่บรรพบุรุษเราเคยนับถือ สั่งให้เราละหมาด ให้เราซื่อสัตย์ ช่วยเหลือคนที่ยากจน หลีกเลี่ยงสิ่งต้องห้าม รักษาสัญญา ไม่ยักยอกทรัพย์สิน และให้เชื่อมสัมพันธ์กับเครือญาติ

"ไม่มีข้อสงสัยใด ๆ เลย ว่านี่คือศาสนทูตแห่งยุคสุดท้าย ท่านคือผู้ที่ มูซา และ อีซา ได้ประกาศไว้ล่วงหน้าแล้ว"
บาทหลวงซะฟาตีร

การสนทนานี้เกิดขึ้นที่บัยตุลมักดิส จดหมายอันทรงเกียรติของท่านรอซูลุลลอฮฺได้ถูกเปิดอ่านแล้ว เฮราคลีอุสจุมพิตจดหมาย นำมาแนบไว้บนดวงตาและศีรษะของตน ทำให้เกิดเสียงซุบซิบนินทาขึ้นในหมู่ชาวโรมัน ซีซาร์จึงสั่งให้อบูซุฟยานและชาวกุร็อยช์ที่มาด้วยออกไปก่อน ในเวลานั้น อบูซุฟยาน ซึ่งยังไม่ได้รับอิสลามในขณะนั้น ได้สาบานกับตัวเอง ว่าเขาเชื่อมั่นในศาสนาของรอซูลลุลลอฮฺว่าจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

ท่านดิฮฺยะฮ์ยืนประจันหน้าเฮราคลีอุส ด้วยใบหน้าที่งดงามและเสียงที่นุ่มนวล และกล่าวว่า "โอ้ซีซาร์ ชายคนหนึ่ง (ฮาริษ) แห่งบุศรอ เป็นผู้ส่งข้ามาหาท่าน เขามีความประเสริฐยิ่งกว่าท่าน และขอสาบานต่ออัลลอฮฺ บุคคล (ท่านรอซูลุลลอฮฺ) ที่ส่งข้าไปหาฮาริษนั้น มีความประเสริฐยิ่งกว่าทั้งเขาและท่าน ท่านจงฟังถ้อยคำของข้าด้วยความถ่อมตน และจงรับฟังคำตักเตือนเถิด เพราะผู้ที่มีความอ่อนน้อมย่อมเข้าใจคำตักเตือน และผู้ที่ไม่ยอมรับคำตักเตือน ก็ไม่อาจเป็นผู้ผดุงความยุติธรรมได้"

เมื่อเฮราคลีอุสกล่าวว่า "จงพูดต่อไป" ท่านดิฮฺยะฮ์ก็กล่าวว่า "ข้าขอเชิญชวนท่านให้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ ผู้ที่อีซา อะลัยฮิสสลาม เคยนมัสการต่อพระองค์ ข้าขอเชิญท่านให้ศรัทธาต่อผู้เป็นอุมมีย์ (ผู้ไม่เคยเรียนอ่านเขียน) ผู้ซึ่งได้รับการประกาศล่วงหน้าถึงการมาของท่าน โดยนบีมูซา อะลัยฮิสสลาม และนบีมูซา อะลัยฮิสสลาม หากท่านทราบเรื่องนี้แล้ว และปรารถนาถึงความสุขทั้งในโลกนี้และอาคิเราะฮ์ จงศรัทธาเถิด มิฉะนั้นท่านจะสูญเสียความสุขของอาคิเราะฮ์ และต้องตกอยู่ในการปฏิเสธและการตั้งภาคี จงรู้ไว้เถิดว่าอัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้าของท่าน ทรงทำลายล้างผู้กดขี่ และทรงเปลี่ยนแปลงความโปรดปรานได้"

เฮราคลีอุสกล่าวว่า "ข้าอ่านจดหมายทุกฉบับที่ได้รับ และไม่เคยปล่อยให้นักปราชญ์คนใดที่มาหาข้า ต้องจากไปโดยที่ข้าไม่ได้ถามพวกเขาในสิ่งที่ข้าไม่เคยรู้ และจากการปฏิบัติเช่นนั้น ทำให้ข้าได้รับแต่ความดีงามและผลประโยชน์ จงให้เวลาข้าได้ไตร่ตรองและค้นหาความจริงก่อนเถิด"

ต่อมาเฮราคลีอุสได้เรียกท่านดิฮฺยะฮ์เข้ามาพบเป็นการส่วนตัว แล้วกล่าวอย่างเปิดใจว่า "ข้ารู้ดีว่าผู้ที่ส่งเจ้ามานั้นคือศาสนทูตแห่งยุคสุดท้าย ผู้ที่ได้รับการกล่าวถึงในคัมภีร์ และพวกเราต่างเฝ้ารอคอยการมาถึงของเขา แต่ข้าเกรงว่า หากข้าปฏิบัติตามเขา พวกโรมันจะฆ่าข้าเสีย ข้าจะส่งเจ้าไปหาซะฟาตีร นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาพวกเขา ชาวโรมันเคารพเขามากกว่าข้าเสียอีก ชาวคริสเตียนทั้งหมดเดินตามแนวทางเขา หากเขาเข้ารับการศรัทธา ชาวโรมันทั้งหมดก็จะศรัทธาตามเขาด้วย แล้วข้าจะประกาศสิ่งที่อยู่ในใจและศรัทธาของข้า"

จากนั้นเฮราคลีอุสจึงเขียนจดหมายมอบให้ท่านดิฮฺยะฮ์ เพื่อนำไปถึงซะฟาตีร

บาทหลวงซะฟาตีร

ท่านนบีได้ส่งจดหมายถึงซะฟาตีรด้วย เมื่อซะฟาตีรได้อ่านจดหมายและฟังคำพรรณนาถึงคุณลักษณะของท่านนบี เขากล่าวว่า "ไม่มีข้อสงสัยใด ๆ เลย ว่านี่คือศาสนทูตแห่งยุคสุดท้าย ท่านคือผู้ที่ มูซา และ อีซา ได้ประกาศไว้ล่วงหน้าแล้ว" แล้วเขาก็ได้ทำการเข้ารับอิสลาม จากนั้นเขาก็กลับบ้าน ปิดประตูไว้ และไม่ออกไปแสดงธรรมต่อสาธารณะชนอีกเลยเป็นเวลาสามสัปดาห์ ชาวคริสเตียนต่างตะโกนถามว่า "เกิดอะไรขึ้นกับซะฟาตีร เขายังไม่ออกมาแสดงตัวเลยตั้งแต่วันที่เขาพูดคุยกับชาวอาหรับคนนั้น เราต้องการตัวเขาเดี๋ยวนี้"

ซะฟาตีรถอดชุดนักบวชสีดำออก แล้วปรากฎในชุดสีขาวพร้อมไม้เท้า เขาเดินเข้าไปในโบสถ์ และเมื่อชาวเมืองได้มารวมตัวกัน เขาลุกขึ้นกล่าวว่า "โอ้บรรดาคริสเตียนทั้งหลาย จงรู้ไว้ว่าเราได้รับจดหมายจากอะหมัด อะลัยฮิสสลาม เขาได้เชิญชวนเราสู่ศาสนาที่แท้จริง ข้ารู้และเชื่ออย่างชัดเจนว่าเขาคือรอซูลที่แท้จริงของอัลลอฮฺตะอาลา" เมื่อชาวคริสเตียนได้ยินดังนั้น พวกเขาก็กรูเข้าทำร้ายซะฟาตีรจนสิ้นลมหายใจ ทำให้เขาได้รับสถานะชะฮีดจากการการรุมทำร้าย

ท่านดิฮฺยะฮ์จึงไปแจ้งเรื่องทั้งหมดกับเฮราคลีอุส เฮราคลีอุสกล่าวว่า "ข้าไม่ได้บอกเจ้าหรือ ว่า สำหรับชาวคริสเตียนแล้ว ซะฟาตีรเป็นที่รักและสูงส่งยิ่งกว่าข้า หากพวกเขาได้ยินเช่นนี้ ข้าก็จะถูกฆ่าด้วยเช่นกัน"

ตามบันทึกของอิหม่ามบุคอรีย์ในตำรา เศาะฮีฮ์ ได้รายงานว่า เฮราคลีอุสได้เรียกบรรดาชนชั้นสูงแห่งโรมันเข้ามาในคฤหาสน์ที่เมืองฮิมศ์ และสั่งให้ปิดประตูทั้งหมด เขาขึ้นยืนบนที่สูงแล้วกล่าวว่า "โอ้ชาวโรมันเอ๋ย พวกเจ้าปรารถนาจะได้ความสุขและความสงบ ดำรงซึ่งอำนาจไปตลอดกาล และเชื่อฟังสิ่งที่อีซา (พระเยซู) ได้กล่าวไว้หรือไม่" ชาวโรมันจึงถามว่า "โอ้กษัตริย์ของเรา เราจะต้องทำอย่างไรเพื่อให้ได้สิ่งนั้น" เฮราคลีอุสตอบว่า "โอ้ชาวโรมันเอ๋ย ข้าได้เรียกรวมพวกเจ้ามาที่นี่เพื่อสิ่งที่ดีงาม ข้าได้รับจดหมายจากมุฮัมมัด เขาได้เชิญชวนข้าเข้าสู่อิสลาม ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ เขาคือศาสนทูตที่เรารอคอย ชื่อของเขาถูกกล่าวไว้ในคัมภีร์ของเรา และเราต่างรู้สัญญาณของการมาถึงของเขาแล้ว จงปฏิบัติตามเขาเถิด เราจะได้รอดพ้นทั้งในดุนยาและอาคิเราะฮ์"

ทันใดนั้น พวกเขาต่างก็โวยวาย ก่นด่าสาปแช่ง วิ่งไปยังประตูเพื่อจะออกไปจากคฤหาสน์ แต่เนื่องจากประตูถูกปิดไว้จึงไม่สามารถออกได้ เมื่อเฮราคลีอุสเห็นปฏิกิริยาของพวกเขา และรู้ว่าพวกเขาปฏิเสธอิสลาม เขาจึงกลัวอันตรายต่อชีวิตตนเองจึงกล่าวว่า "โอ้ชาวโรมัน สิ่งที่ข้าเอ่ยออกไปนั้นเป็นเพียงการทดสอบศรัทธาของพวกเจ้า ข้าได้เห็นด้วยตาตนเองแล้วว่าพวกเจ้ามีความจงรักภักดีต่อศาสนาของพวกเจ้า และการกระทำของพวกเจ้าก็ทำให้ข้าพอใจ" เมื่อเป็นเช่นนั้น ชาวโรมันจึงโค้งลงกราบเขา แล้วออกจากคฤหาสน์เมื่อประตูเปิด5

เฮราคลีอุสเรียกท่านดิฮฺยะฮ์มาเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง พร้อมมอบของขวัญ และเขียนจดหมายถึงท่านนบี โดยฝากทั้งจดหมายและของขวัญไปกับท่านดิฮฺยะฮ์ แม้เฮราคลีอุสมีความปรารถนาที่จะรับศรัทธา แต่เขาก็ไม่ได้เข้ารับอิสลามเพราะเกรงว่าจะสูญเสียอำนาจและชีวิต

ในจดหมายที่ส่งถึงท่านนบี เขาเขียนว่า "ถึงมุฮัมมัด รอซูลแห่งอัลลอฮฺ ผู้ที่อีซาได้แจ้งข่าวไว้ จากซีซาร์ จักรพรรดิแห่งโรม ทูตของท่านได้มาหาข้าพร้อมจดหมายของท่าน ข้าขอเป็นสักขีพยานว่าท่านคือรอซูลที่แท้จริงของอัลลอฮฺ เราพบการกล่าวถึงท่านในอินญีลแล้ว และอีซาได้แจ้งข่าวเกี่ยวกับการมาถึงของท่านไว้ แม้ว่าข้าจะเชิญชวนชาวโรมันให้ศรัทธาต่อท่าน แต่พวกเขาได้ปฏิเสธ หากพวกเขายอมรับ แน่นอนว่านั่นจะดีต่อพวกเขา ข้าปรารถนาอย่างมากที่จะได้อยู่เคียงข้างท่าน รับใช้ท่าน และล้างเท้าให้กับท่าน"

"โอ้คอติบ ขออัลลอฮฺทรงทำให้ภารกิจนี้เป็นความจำเริญแก่เจ้า"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

ท่านดิฮฺยะฮ์ออกจากเฮราคลีอุสและมาถึงฮิสมะอ์ ระหว่างทางในหุบเขาชะนารแห่งเผ่าญุซาม ฮุนัยด์ อิบนุ อุซ และลูกชายกับพรรคพวกได้เข้าปล้นท่านดิฮฺยะฮ์ เอาทุกสิ่งทุกอย่างไป เหลือไว้เพียงเสื้อผ้าเก่า ๆ เท่านั้น ต่อมา เมื่อดิฮยะฮ์มาถึงเผ่าดุบัยบ์ อิบนุ ริฟาอะฮ์ อิบนุ ซัยด์ ซึ่งเพิ่งเข้ารับอิสลาม เขาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง พวกดุบัยบ์จึงยกพวกไปโจมตีฮุนัยด์และเผ่าของเขา และยึดทรัพย์คืนมาได้

ในภายหลัง ท่านรอซูลุลลอฮฺได้ส่งท่านซัยด์ อิบนุ ฮาริษ เพื่อต่อกรกับฮุนัยด์และพรรคพวก ทำให้ผู้คนทั้งหมดในเมืองนั้นเข้ารับอิสลาม

เมื่อท่านดิฮฺยะฮ์กลับมาถึงมะดีนะฮ์ ท่านตรงไปยังบ้านของท่านนบีทันทีโดยไม่แวะบ้านตัวเอง เขาเคาะที่ประตูบ้าน ท่านนบีถามว่า "นั่นใคร" เขาตอบว่า "ดิฮฺยะฮ์ อัลก็อลบี" ท่านนบีกล่าวว่า "เข้ามาเถิด" เขาเข้าไปเล่าเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด และอ่านจดหมายของเฮราคลีอุสให้ท่านนบีฟัง ท่านนบีกล่าวว่า "เขาจะครองราชย์ต่อไปอีกระยะหนึ่ง ตราบใดที่จดหมายของข้าอยู่กับพวกเขา ราชอำนาจของพวกเขาก็จะดำเนินต่อไป"

แม้เฮราคลีอุสจะเขียนไว้ในจดหมายว่าเขาเชื่อในท่านนบี ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า "เขาโกหก เขาไม่ได้ละทิ้งศาสนาของตนแต่อย่างใด" เฮราคลีอุสห่อจดหมายของท่านนบีไว้ด้วยผ้าไหม เก็บรักษาไว้ในหีบทองคำทรงกลม และวงศ์วานของเฮราคลีอุสก็เก็บจดหมายนี้ไว้เป็นความลับเสมอมา โดยเชื่อกันว่าตราบใดที่ยังมีจดหมายนี้ ราชวงศ์ก็จะคงอำนาจอยู่ และก็เป็นจริงดังที่พวกเขาเชื่อ6

จดหมายถึง มุเกาว์กิส ผู้ครองอียิปต์ (ไซรัสแห่งอเล็กซานเดรีย)
ก่อนจะส่ง คอติบ อิบนุ อบีบัลตะอะฮ์ ไปยังผู้ครองนครอียิปต์ ท่านนบีได้กล่าวกับเศาะฮาบะฮฺว่า "โอ้เศาะฮาบะฮฺของฉัน ใครเล่าจะเป็นผู้นำจดหมายนี้ไปถึงผู้ครองอียิปต์ โดยหวังผลบุญจากอัลลอฮฺเท่านั้น" ท่านคอติบรีบลุกขึ้นกล่าวว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ ฉันจะไปเอง" ท่านนบีกล่าวว่า "โอ้คอติบ ขออัลลอฮฺทรงทำให้ภารกิจนี้เป็นความจำเริญแก่เจ้า"

ท่านคอติบ อิบนุ อบีบัลตะอะฮ์ รับจดหมายจากท่านนบีแล้วกลับไปเตรียมตัวที่บ้าน เขาเตรียมสัตว์พาหนะ กล่าวลาครอบครัว แล้วออกเดินทาง เขาทราบว่ามุเกาว์กิสอยู่ที่อเล็กซานเดรีย เมื่อไปถึงพระราชวัง ยามเฝ้าประตูได้ถามถึงความประสงค์ ต้อนรับเขาด้วยความเคารพและไม่ปล่อยให้ต้องรอ ขณะนั้นมุเกาว์กิสอยู่บนเรือกลางทะเลกำลังสนทนาอยู่กับผู้ติดตาม ท่านคอติบขึ้นเรือเล็กเข้าไปหาและส่งมอบจดหมายให้ มุเกาว์กิสรับจดหมายแล้วเปิดอ่าน

"บิสมิลลาฮิรเราะห์มานิรเราะฮีม

จากมุฮัมมัด บ่าวและรอซูลแห่งอัลลอฮฺ ถึงมุเกาว์กิส ผู้นำชาวกอปต์ (หมู่ชนแห่งอียิปต์โบราณ)ขอสันติจงมีแด่ผู้ที่เชื่อฟังทางนำของอัลลอฮฺ และเข้าถึงหนทางอันเที่ยงตรง ข้าขอเชิญท่านสู่อิสลามเพื่อท่านจะได้รับทางรอด และจะได้รับรางวัลสองเท่าจากอัลลอฮฺ หากท่านหันหลังให้กับอิสลาม บาปของชาวกอปต์ทั้งหมดทั้งปวงจะตกมาที่ท่าน '(โอ้รอซูลของเรา) จงกล่าวเถิด โอ้ชาวคัมภีร์ จงมาสู่คำปฏิญาณเดียวกันระหว่างเราและท่าน นั่นคือ เราจะไม่เคารพสักการะสิ่งใดนอกจากอัลลอฮฺ และจะไม่ตั้งภาคีใดต่อพระองค์ เราจะไม่ยกผู้ใดในหมู่เรามาเป็นพระเจ้าเทียบเคียงกับอัลลอฮฺ หากพวกเขาปฏิเสธคำปฏิญาณนี้ จงกล่าวว่า จงเป็นพยานเถิด เราคือมุสลิมที่แท้จริง'"7

เมื่ออ่านจดหมายจบ มุเกาว์กิสกล่าวกับท่านคอติบว่า "ขอให้สิ่งนี้เป็นศิริมงคลด้วยเถิด" แล้วเขาก็ได้รวบรวมบรรดาขุนนางและแม่ทัพขึ้นมาสนทนาด้วย เขาพูดกับคอติบว่า "ข้าจะถามเจ้าในเรื่องที่ข้าอยากจะรู้ และข้าขอคุยกับเจ้าในเรื่องนี้ด้วย" คอติบตอบว่า "เชิญท่านถามได้เลย"

มุเกาว์กิส: "จงบอกข้าเกี่ยวกับชายที่ส่งเจ้ามา เขาคือนบีจริงหรือไม่"
คอติบ: "ใช่ เขาเป็นนบี"
มุเกาว์กิส: "ถ้าเขาเป็นนบีจริง ทำไมเขาไม่ทำการสาปแช่งหมู่ชนของเขาที่ขับไล่เขา ทำให้เขาต้องทิ้งบ้านเกิดไปพึ่งถิ่นอื่นด้วย"
คอติบ: "ท่านเองก็ศรัทธาว่าอีซา บุตรแห่งมัรยัม เป็นนบีใช่หรือไม่
เมื่อหมู่ชนของอีซาจับและพยายามสังหารท่าน ท่านก็ไม่สาปแช่งพวกเขาเช่นกัน อัลลอฮฺเป็นผู้ทรงยกท่านขึ้นสู่ฟากฟ้าและให้รางวัลแก่ท่าน ผู้เป็นนบี จะไม่ขอดุอาให้หมู่ชนของตนพินาศ นี่คือคุณลักษณะของนบีแท้จริง"
มุเกาว์กิส: "เจ้าตอบได้ดีมาก เจ้าเป็นคนมีปัญญาที่มาจากบรรดาผู้มีปัญญา พักอยู่กับเราในคืนนี้เถิด แล้วพรุ่งนี้ข้าจะให้คำตอบ"

คอติบจึงกล่าวเตือนมุเกาว์กิส โดยยกตัวอย่างฟิรเอาน์ในสมัยของนบีมูซาว่า "ก่อนหน้าท่าน เคยมีผู้ครองเมืองคนหนึ่งที่อ้างตนว่า 'ฉันคือพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด' อัลลอฮฺได้ทรงลงโทษเขาทั้งในดุนยาและอาคิเราะฮ์ และทรงลงโทษแก่ความหยิ่งผยองของเขา ท่านจงเรียนรู้จากเรื่องราวนี้เถิด อย่าให้ต้องกลายเป็นบทเรียนให้ผู้อื่นจดจำเลย"

มุเกาว์กิสตอบว่า "เรามีศาสนาอยู่แล้ว และเราจะไม่ทิ้งมัน เว้นแต่จะมีศาสนาอื่นที่ดีกว่า"

คอติบจึงกล่าวอย่างหนักแน่นว่า "ศาสนาที่ดีกว่าสิ่งที่ท่านยึดถืออยู่ก็คืออิสลามอย่างไม่ต้องสงสัย อิสลามคือศาสนาสุดท้ายที่อัลลอฮฺทรงประทานลงมา พระองค์ทรงทำให้มันสมบูรณ์และเพียงพอสำหรับมนุษย์แล้ว และนี่คือสัจธรรมที่เด็ดขาด ที่ไม่อาจปฏิเสธได้

นบีผู้นี้ไม่ได้เชิญชวนแค่ท่านเท่านั้น แต่นบีเชิญชวนมนุษยชาติทุกคน

ในยุคนี้ ชาวกุร็อยช์คือผู้ที่ต่อต้านมากที่สุด ชาวยิวคือผู้ที่เป็นศัตรูที่สุด ส่วนชาวคริสเตียนคือผู้ที่อยู่ใกล้กับท่านมากที่สุด

ฉันขอสาบานต่ออัลลอฮฺ การที่มูซาประกาศข่าวการมาถึงของอีซา ก็เหมือนกับการที่อีซาประกาศข่าวการมาถึงของมุฮัมมัด เพราะฉะนั้น การที่เราชวนท่านสู่กุรอาน ก็เหมือนกับที่ท่านเชิญชาวยิวสู่คัมภีร์อินญีลเช่นกัน

และท่านก็รู้ดีว่า นบีทุกคนถูกส่งไปยังหมู่ชนที่เข้าใจถ้อยคำของพวกเขา และเป็นหน้าที่ของหมู่ชนนั้นที่จะเชื่อฟังนบีของตน วันนี้ท่านคือหนึ่งในผู้ที่มีชีวิตทันยุคของนบีท่านสุดท้ายผู้นี้ ดังนั้นเราจึงขอเชิญท่านเข้าสู่ศาสนาแห่งสัจธรรมนี้เถิด"

" (โอ้รอซูลของเรา) จงกล่าวเถิด โอ้ชาวคัมภีร์ จงมาสู่คำปฏิญาณเดียวกันระหว่างเราและท่าน นั่นคือ เราจะไม่เคารพสักการะสิ่งใดนอกจากอัลลอฮฺ และจะไม่ตั้งภาคีใดต่อพระองค์ เราจะไม่ยกผู้ใดในหมู่เรามาเป็นพระเจ้าเทียบเคียงกับอัลลอฮฺ หากพวกเขาปฏิเสธคำปฏิญาณนี้ จงกล่าวว่า จงเป็นพยานเถิด เราคือมุสลิมที่แท้จริง "
ซูเราะฮ์อาล อิมรอน อายะฮ์ 64

เมื่อมุเกาว์กิสได้ฟังคำของท่านคอติบ เขากล่าวว่า "ข้าได้ไตร่ตรองเกี่ยวกับนบีผู้นี้แล้ว และไม่พบสิ่งใดที่ขัดกับสติปัญญาหรือเหตุผลในคำสอนของเขา เท่าที่ข้าสังเกต เขาไม่ใช่นักเวท ไม่ใช่นักทำนาย และไม่ใช่คนโกหก ข้าเห็นสัญญาณบางประการของความเป็นนบีปรากฏในตัวเขา หนึ่งในนั้นคือความสามารถในการบอกสิ่งเร้นลับ และการเปิดเผยความลับที่ไม่มีใครรู้มาก่อน สิ่งเหล่านี้มาจากชายผู้นี้จริง ๆ"

แล้วเขาจึงกล่าวต่ออย่างหนักแน่นว่า

"จงให้เวลาข้าได้ไตร่ตรองอีกสักหน่อยเถิด"

ในคืนนั้น มุเกาว์กิสปลุกท่านคอติบขึ้นมา บอกว่าเขายังมีหลายเรื่องอยากถามเกี่ยวกับท่านนบี จากนั้นจึงเริ่มสนทนากันดังนี้

มุเกาว์กิส: "ถ้าเจ้าตอบคำถามได้หมดทุกเรื่อง เช่นนั้นข้าจะขอถามสามเรื่อง"
คอติบ: "จงถามมาเถิด ข้าจะพูดแต่ความจริง"
มุเกาว์กิส: "มุฮัมมัดเชิญชวนผู้คนไปสู่อะไร"
คอติบ: "เขาเชิญชวนผู้คนให้นมัสการอัลลอฮฺเพียงพระองค์เดียว สั่งให้ละหมาดวันละห้าครั้ง ถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน รักษาสัญญา และห้ามไม่ให้กินซากสัตว์"

มุเกาว์กิสกล่าวต่อว่า "อธิบายลักษณะรูปร่างและภายนอกของเขาให้ข้าฟังหน่อย"

คอติบได้บรรยายโดยสรุป แต่ยังไม่ได้เล่ารายละเอียดมากนัก มุเกาว์กิสเสริมขึ้นว่า "ยังมีสิ่งที่เจ้าไม่ได้กล่าวถึง เช่น ในดวงตาของเขามีสีแดงเรื่อเล็กน้อย บนหลังมีตราประทับแห่งนุบูวะฮ์ เขาขี่ลา สวมเสื้อผ้าขนสัตว์ กินอินทผลัมและอาหารที่มีเนื้อสัตว์เพียงเล็กน้อย อีกทั้งได้รับการปกป้องดูแลจากลุงทางฝ่ายบิดา และจากบรรดาลูกหลานของลุงเหล่านั้น"

ท่านคอติบตอบว่า "สิ่งที่ท่านกล่าวมานี้คือคุณลักษณะของท่านนบี"

มุเกาว์กิสถามต่ออีกว่า "เขาใช้กุฮ์ล (ผงทาขอบตา) หรือไม่"
คอติบตอบว่า "ใช้ ท่านนบีจะใช้กระจก และหวีเพื่อสางผม ท่านจะพกกระจก กุฮ์ล หวี และมิซวากติดตัวไว้เสมอ ไม่ว่าจะเดินทางหรือพำนักอยู่ที่บ้าน"

มุเกาว์กิสกล่าวว่า "ข้ารู้ว่ามีนบีอีกผู้หนึ่งที่จะมาปรากฏ และข้าเคยคิดว่าเขาจะมาจากดามัสกัส เพราะนบีส่วนใหญ่มาจากที่นั่น แต่ในคัมภีร์เขียนไว้ว่านบีคนสุดท้ายจะปรากฏในคาบสมุทรอาหรับ ดินแดนที่กันดารและแร้นแค้น ซึ่งเวลานี้ก็ตรงกับยุคของนบีผู้นั้นพอดี ตามที่พวกเราเคยอ่านคุณลักษณะไว้ว่า 'เขาจะไม่ให้มีการรวมสองพี่น้องเป็นภรรยาในคราวเดียว เขาจะรับของกำนัลแต่ไม่รับเศาะดะเกาะฮ์ เขาจะนั่งและเดินร่วมกับคนยากจน' แต่ชาวกอปต์จะไม่รับฟังข้าในเรื่องนี้ และข้าเองก็ไม่อาจละทิ้งราชบัลลังก์ได้ ข้ารักและหวงแหนอำนาจของข้า นบีผู้นี้จะครอบครองดินแดนต่าง ๆ และหลังจากเขา จะมีเหล่าเศาะฮาบะฮฺของเขาจะปรากฎในแผ่นดินของเรา และสุดท้ายพวกเขาจะได้รับชัยชนะเหนือผู้คนที่นี่ ข้าจะไม่บอกเรื่องนี้แก่ชาวกอปต์ และข้าก็ไม่อยากให้ใครมารับรู้คำพูดเหล่านี้ของข้าด้วย"

หลังจากสนทนาจบ มุเกาว์กิสเรียกอาลักษณ์ภาษาอาหรับให้เข้ามาหา เขาสั่งให้เขียนคำตอบถึงท่านนบีดังนี้

"ถึงมุฮัมมัด บุตรแห่งอับดุลลอฮฺ จากมุเกาว์กิส ผู้นำชาวกอปต์

ขอความสันติจงมีแด่ท่าน ฉันได้อ่านจดหมายของท่านแล้ว และเข้าใจสิ่งที่ท่านกล่าวทั้งหมดรวมถึงคำเชิญของท่าน ฉันก็ทราบดีว่าจะมีนบีมาปรากฏ แต่ฉันคิดว่าเขาจะมาจากดามัสกัส ฉันได้รับรองและให้เกียรติต่อทูตของท่าน พร้อมกันนี้ฉันได้ส่งทาสหญิงสองคนผู้เป็นที่รักของชาวกอปต์ พร้อมด้วยอาภรณ์ต่าง ๆ และฉันได้ส่งล่อเพศเมียให้ท่านได้ใช้เป็นพาหนะด้วย"

แต่มุเกาว์กิสทำเพียงเท่านี้ เขาไม่ได้เข้ารับอิสลาม เขาให้การต้อนรับท่านคอติบอย่างดีที่อียิปต์เป็นเวลาห้าวัน มอบของกำนัลมากมายแก่เขา แล้วกล่าวกับคอติบว่า "จงกลับไปหานายของเจ้าโดยเร็วเถิด ข้าได้สั่งให้ส่งนางทาสสองคน สัตว์พาหนะสองตัว ทองหนึ่งพันมิสกอล อาภรณ์ชั้นดีจากอียิปต์ยี่สิบชุด และของกำนัลอื่น ๆ ให้กับเขาแล้ว อีกทั้งข้าได้สั่งให้มอบทองคำหนึ่งร้อยดีนารและเสื้อผ้าอีกห้าชุดแก่เจ้าด้วย ตอนนี้เจ้าออกเดินทางเถิด และอย่าให้ชาวกอปต์ได้ยินคำพูดใด ๆ จากเจ้าแม้แต่คำเดียว"

ในบรรดาของกำนัลที่ส่งถึงท่านนบี มุเกาว์กิสยังได้มอบถ้วยแก้ว น้ำผึ้งหอม ผ้าโพกศีรษะ ผ้าลินินอียิปต์ น้ำหอมจากไม้กฤษณาและชะมดเชียง ไม้เท้า กุฮ์ลพร้อมกล่องเก็บ น้ำมันกุหลาบ หวี กรรไกร มิซวาก กระจก เข็มและด้าย

มุเกาว์กิสส่งท่านคอติบกลับพร้อมทหารคุ้มกัน และเมื่อถึงเขตคาบสมุทรอาหรับ เขาก็ให้ทหารเหล่านั้นกลับไป ส่วนตนเองก็เข้าร่วมขบวนคาราวานที่กำลังมุ่งสู่มะดีนะฮ์

เมื่อ คอติบ อิบนุ อบีบัลตะอะฮ์ มาถึงมะดีนะฮ์ เขานำของกำนัลไปมอบแด่ท่านรอซูลุลลอฮฺ ท่านนบีรับของกำนัลของมุเกาว์กิสไว้ และเมื่อคอติบมอบจดหมายพร้อมรายงานคำพูดของมุเกาว์กิส ท่านนบีกล่าวว่า "ชายผู้นี้ช่างชั่วช้าเสียจริง ที่ไม่ยอมสละอำนาจของตัวเอง หารู้ไม่ว่าบัลลังก์ที่ทำให้เขาปฏิเสธศรัทธา จะอยู่กับเขาได้ไม่นานนักหรอก"8

ทาสหญิงสองคนที่มุเกาว์กิสส่งมาเป็นของกำนัลแก่ท่านนบี คือ มาริยะฮ์ และน้องสาวชื่อ ซีรีน ระหว่างทาง ท่านคอติบ อิบนุ อบีบัลตะอะฮ์ได้เชิญชวนพวกนางเข้าสู่อิสลาม ทั้งคู่ตอบรับและกลายเป็นมุสลิม เมื่อท่านนบีทราบว่ามาริยะฮ์เข้ารับอิสลาม ท่านก็ชื่นชมยินดีและให้เกียรตินางโดยทำพิธีนิกาห์กับนาง และท่านนบีมีบุตรชายชื่ออิบรอฮีมจากนาง ส่วนซีรีน ท่านนบีมอบหมายให้นางแต่งงานกับหัซซาน อิบนุ ษาบิต นักกวีแห่งยุคสมัยนบี

"โอ้อัลลอฮฺ โปรดฉีกเขาและอำนาจของเขาเป็นชิ้น ๆ ดังที่เขาฉีกจดหมายของฉันเถิด"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

สัตว์พาหนะสองตัวที่ส่งมาเป็นของกำนัลคือ ล่อขนสีเทาอ่อนชื่อว่า ดุลดุล และลาที่มีชื่อว่า อุฟัยรฺ หรือยาฟูร ขณะนั้น คาบสมุทรอาหรับไม่เคยมีล่อขนสีเทาอ่อนมาก่อน ดุลดุล จึงเป็นล่อตัวแรกที่มุสลิมได้เห็น ส่วนถ้วยแก้วคริสตัลที่ได้รับมานั้น ท่านนบีได้นำไปใช้ดื่มน้ำ

มุเกาว์กิสให้ความเคารพต่อจดหมายของท่านนบีมาก เขาเก็บไว้ในหีบงาช้าง ปิดผนึกและมอบให้ทาสหญิงเก็บรักษา (ต่อมาในปีค.ศ. 1850 จดหมายฉบับนี้ถูกพบในหมู่ตำรากอปต์ในอารามเก่าแถบอะห์มิน ประเทศอียิปต์ และถูกซื้อมาโดยสุลต่านอับดุลมะญีด ฮาน เคาะลีฟะฮ์องค์ที่ 96 แห่งออตโตมัน จดหมายถูกเก็บรักษาไว้ในห้องเก็บเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ ณ พระราชวังโตกัปปิ อิสตันบูล)

จดหมายถึงกษัตริย์เปอร์เซีย คิสรอว์ ปัรวีซ
ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ ฮุซาฟะฮ์ ถูกส่งไปยังผู้ครองอิหร่าน เมื่อเขานำจดหมายอันทรงเกียรติจากท่านนบีไปถวายกษัตริย์ผู้โอหังแห่งเปอร์เซีย กษัตริย์ได้ส่งให้เลขานุการอ่านออกเสียง

"บิสมิลลาฮิรเราะห์มานิรเราะฮีม

จากมุฮัมมัด รอซูลแห่งอัลลอฮฺ ถึงกษัตริย์และหัวหน้าชาวเปอร์เซีย..."

เลขานุการอ่านถึงตรงนี้ กษัตริย์ผู้หยิ่งผยองก็โกรธจัด กระชากจดหมายมาแล้วฉีกทิ้งทันที เพราะไม่พอใจที่ท่านนบีเริ่มจดหมายด้วยนามอันทรงเกียรติของท่านเองแทนที่จะขึ้นต้นด้วยบรรดาศักดิ์ของเขา เมื่อเขาสั่งให้ไล่อับดุลลอฮฺออกไป อับดุลลอฮฺจึงกล่าวกับกษัตริย์และพวกบูชาไฟที่นั่งอยู่รายรอบว่า

"โอ้ชาวเปอร์เซียทั้งหลาย พวกท่านไม่ศรัทธาในบรรดานบี และไม่ยอมรับคัมภีร์ที่มาจากฟากฟ้า พวกท่านกำลังหลงอยู่ในความฝัน วันและคืนอันจำกัดของพวกท่านได้ผ่านเลยไปบนผืนแผ่นดินนี้

โอ้กษัตริย์ บรรดาผู้ครองอำนาจมาก่อนท่านต่างเคยนั่งบนบัลลังก์นี้และปกครองบ้านเมือง ผู้ใดที่ปฏิบัติตามบัญชาของอัลลอฮฺก็จากโลกนี้ไปพร้อมชัยชนะในอาคิเราะฮ์ ส่วนผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามก็ต้องเผชิญโทษทัณฑ์จากพระองค์

โอ้กษัตริย์ จดหมายที่ข้านำมามอบให้ท่านคือความเมตตาอันยิ่งใหญ่สำหรับท่าน แต่ท่านกลับดูแคลนมัน ขอสาบานต่ออัลลอฮฺว่า เมื่อใดที่ศาสนาที่ท่านเหยียดหยามนี้ ได้แพร่เข้ามาบนแผ่นดินนี้ เมื่อนั้นท่านจะต้องหาทางหลบหนีเป็นแน่แท้"

แล้วอับดุลลอฮฺก็ออกจากวัง ขึ้นสัตว์พาหนะและรีบไปจากที่นั่น เมื่อเขากลับถึงมะดีนะฮ์และเล่าทุกอย่างแก่ท่านนบี ท่านนบีได้กล่าวว่า "โอ้อัลลอฮฺ โปรดฉีกเขาและอำนาจของเขาเป็นชิ้น ๆ ดังที่เขาฉีกจดหมายของฉันเถิด"

อัลลอฮฺทรงตอบรับคำวิงวอนของท่านรอซูลุลลอฮฺ คืนหนึ่ง องค์กษัตริย์ถูกบุตรชายของตนเองลอบสังหารและฉีกร่างของเขาจนถึงแก่ความตาย ต่อมาในสมัยของท่านอุมัร แผ่นดินเปอร์เซียทั้งหมดก็ตกอยู่ในการครอบครองของมุสลิม9

จดหมายถึงผู้ครองฆอสซาน ฮาริษ อิบนุ อบีชิมรฺ
ท่านชุญาอ์ อิบนุ วะฮ์บฺ ถูกส่งไปยังผู้ครองฆอสซาน เขาได้พูดคุยกับยามเฝ้าประตูและทำการเชิญชวนเขาสู่อิสลาม ยามเฝ้าประตูตอบรับทันที พร้อมทั้งฝากความเคารพและสลามแด่ท่านนบี แล้วก็รีบจัดการให้ท่านชุญาอ์ได้เข้าพบกษัตริย์ทันที

เมื่อ ฮาริษ อิบนุ อบีชิมรฺ อ่านจดหมายออกเสียงจบ เขาก็โกรธจัดและทิ้งจดหมายลงสู่พื้น เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านชุญาอ์ จึงรีบเดินทางกลับมะดีนะฮ์ เล่าเรื่องทั้งหมดแก่ท่านรอซูลุลลอฮฺ ท่านนบีเสียใจที่จดหมายถูกเหยียดหยาม ท่านได้กล่าวว่า "ขอให้ราชบัลลังก์ของเขาถูกทำลายเถิด" ไม่นานหลังจากนั้น ฮาริษก็เสียชีวิต และอาณาจักรของเขาก็ได้ล่มสลาย10

จดหมายถึงผู้ครองยามามะฮ์ เฮาซะฮ์ อิบนุ อาลี
ท่านสะลีฏ อิบนุ อัมร์ ถูกส่งไปยังผู้ครองยามามะฮ์ เฮาซะฮ์ซึ่งเป็นชาวคริสเตียน ในจดหมายของท่านนบีเขียนไว้ว่า

"บิสมิลลาฮิรเราะห์มานิรเราะฮีม

จากมุฮัมมัด รอซูลแห่งอัลลอฮฺ ถึงเฮาซะฮ์ อิบนุ อาลี ขอสันติจงมีแด่ผู้ที่ได้รับทางนำและเข้าสู่หนทางอันเที่ยงตรง โอ้เฮาซะฮ์ จงรู้ไว้เถิดว่า อิสลามจะแผ่ขยายไปไกลสุดปลายทางที่อูฐและม้าสามารถเดินไปถึง และจะได้รับชัยชนะเหนือทุกศาสนา

จงรับอิสลามเถิด ท่านจะได้ทางรอด หากท่านเข้ารับอิสลาม ข้าจะคงการปกครองแผ่นดินของท่านไว้ให้ท่าน..."

แต่เฮาซะฮ์ปฏิเสธ เขาไม่ตอบรับคำเชิญอันประเสริฐนี้ ความหลงใหลในอำนาจและความทะเยอทะยานทำให้ใจของเขามืดบอด เขาได้พลาดความโปรดปรานที่อยู่ในคำวิงวอนของท่านนบี

ท่านสะลีฏ อิบนุ อัมร์ได้ตักเตือนเขาด้วยใจที่มีเมตตาว่า

"โอ้เฮาซะฮ์ผู้ปกครองยามามะฮ์ เจ้าเป็นผู้นำของชนชาตินี้ ซีซาร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่เจ้าคิดว่าน่าเกรงขาม วันนี้ก็ได้จากไปและกลายเป็นฝุ่นดินไปแล้ว ผู้ที่ยิ่งใหญ่แท้จริง คือผู้ที่เชื่อฟังคำสั่งของอัลลอฮฺ และละเว้นจากสิ่งต้องห้าม ชุมชนจะได้รับเกียรติก็ต่อเมื่อมีศรัทธา เจ้าจงระวังเถิด อย่านำพาประชาชนออกจากทางนำด้วยความเชื่ออันบิดเบือนของเจ้าเลย

ข้าขอแนะนำอย่างจริงใจว่า เจ้าจงทำตามบัญชาของอัลลอฮฺ และละเว้นสิ่งต้องห้าม หากเจ้าศรัทธาต่อพระองค์และปฏิบัติตามคำสั่งใช้ เจ้าจะได้เข้าสวรรค์ แต่ถ้าเจ้าปฏิบัติตามชัยฏอน เจ้าจะตกอยู่ในนรกญะฮันนัม

หากเจ้ายอมรับต่อคำตักเตือนนี้ เจ้าจะปลอดภัยจากสิ่งที่เจ้ากลัว และจะได้มาซึ่งสิ่งที่เจ้าหวัง แต่ถ้าเจ้าปฏิเสธ ข้าก็ไม่อาจช่วยเจ้าได้อีกแล้ว เรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเจ้า"

เฮาซะฮ์ไม่ยอมรับฟังคำตักเตือนอันประเสริฐเช่นนี้ ท่านสะลีฏจึงเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ต่อ จึงรีบกลับมะดีนะฮ์ และเล่าเรื่องทั้งหมดแก่ท่านนบี ท่านนบีเสียใจที่เฮาซะฮ์ปิดกั้นตัวเองจากความผาสุกของการรับอิสลาม ไม่นานหลังจากนั้น ข่าวการตายของเฮาซะฮ์ก็มาถึง ความหลงใหลในอำนาจและตำแหน่งของเขาจบลงในหลุมศพที่เป็นเพลิงนรก11

จดหมายถึงผู้ว่าการบะห์เรน มุนซิร อิบนุ ซาวา

"โอ้อัลลอฮฺ ความยากลำบากที่อุมมุรูมานได้อดทนบนหนทางของพระองค์และเพื่อรอซูลของพระองค์ มิได้ถูกซ่อนเร้นจากสายพระเนตรของพระองค์เลย"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

ท่านอัลลาอ์ อิบนุ ฮัดร็อมีย์ ได้นำจดหมายไปมอบแก่ผู้ว่าการบะห์เรน มุนซิรได้อ่านจดหมายอันทรงเกียรติด้วยความเคารพ เขาเข้าใจอย่างถ่องแท้และได้รับเกียรติด้วยการเข้ารับศรัทธา ต่างจากผู้ปกครองแคว้นอื่น ๆ (เว้นแต่ราชาเนกุส) เขาไม่ได้คิดว่า "ผู้คนจะพูดถึงฉันอย่างไร ฉันจะสูญเสียบัลลังก์หรือไม่" แต่เขากล่าวอย่างหนักแน่นว่า "อัชฮะดู อัลลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮ์ วะอัชฮะดู อันนะ มุฮัมมะดัน อับดูฮู วะรอซูลุฮ์" และด้วยคำปฏิญาณนี้ ทำให้เขาได้นำพาตนเองและกลุ่มชนที่ศรัทธาตามเขาให้รอดพ้นจากไฟนรกญะฮันนัม

กษัตริย์ผู้นี้คือผู้ที่มีปัญญาอันเฉียบแหลม เขาศรัทธาอิสลามผ่านเพียงจดหมายเชิญจากท่านนบี ประชาชนของเขาบางส่วนรับอิสลามตามเขา แต่บางส่วนก็ยังคงปฏิเสธ มุนซิรจึงเขียนรายงานสถานการณ์และส่งผ่าน อัลลาอ์ อิบนุ ฮัดร็อมีย์ ไปถึงท่านนบี

ท่านนบีได้ตอบกลับเป็นจดหมายว่า "จงสอนบรรดาผู้ที่เชื่อฟังท่านในเรื่องอิสลาม ส่วนผู้ที่กบฏและขัดขืน จงเก็บญิซยะฮ์จากพวกเขา (ภาษีที่รัฐอิสลามเก็บจากผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม) มุสลิมจะไม่กินสัตว์ที่ถูกเชือดโดยพวกบูชาไฟ และจะไม่มีการสมรสเชื่อมสัมพันธ์กับพวกเขา ไม่ว่าฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิง"

บรรดาทูตทั้งเจ็ดได้ทำหน้าที่ของตนเสร็จสิ้นแล้ว พวกเขาประกาศรับรองสถานะของรัฐอิสลามต่อมหาอำนาจในยุคนั้น ได้มีการประกาศแจ้งเกี่ยวกับหนทางสู่ความสุขที่แท้จริงอย่างชัดเจน และจะไม่มีใครอ้างในวันกิยามะฮ์ได้ว่า "เราไม่เคยได้ยินข่าวนี้มาก่อนเลย"

โดยสรุป มีกษัตริย์เพียงสองคนที่เข้ารับอิสลาม ได้แก่ ราชาเนกุส และมุนซิร ส่วนที่เหลือยังคงปฏิเสธศรัทธา ราชาอะบิสสิเนีย อะชะมะฮ์ (รอฮิมะฮุลลอฮ์) ได้รับเกียรติด้วยการเป็นมุสลิม ได้พบเศาะฮาบะฮฺ ได้รับดุอาจากท่านนบี และยังได้ทำพิธีนิกาห์ให้กับท่านนบีและอุมมุฮะบีบะฮ์ รอฎิยัลลอฮุอันฮา

ถึงแม้ว่า เฮราคลีอุส จักรพรรดิแห่งโรมันตะวันออก และมุเกาว์กิส ผู้ครองอียิปต์ ไม่ได้เข้ารับอิสลาม แต่ทั้งสองได้แสดงความเคารพต่อจดหมาย ตอบกลับอย่างสุภาพ ปฏิบัติต่อทูตอย่างดี และส่งของกำนัลแก่ท่านนบี แต่สำหรับผู้ครองฆอสซานและเปอร์เซียนั้นตรงกันข้าม พวกเขาแสดงความเป็นศัตรูอย่างชัดเจน ส่วนผู้ครองยามามะฮ์แม้จะปฏิเสธศรัทธา แต่ก็ยังปฏิบัติต่อทูตของอิสลามอย่างสุภาพ

เหตุการณ์อื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในปีที่หกหลังฮิจเราะฮ์
มีเหตุซิฮาร (วิธีการหย่าในยุคญาฮิลียะฮ์) เกิดขึ้นระหว่างหญิงชื่อ เฮาละฮ์ บินตุ สะอฺละบะฮ์ อิบนุ กัยส์ อิบนุ มาลิก อัลฮัซรอญีย์ และสามีชื่อ เอาซ์ อิบนุ ศอมิต อิบนุ อะห์ซะมีย์ อันศอรีย์ ซูเราะฮ์อัลมุญาดะละฮ์จึงถูกประทานลงมา

ต่อมาท่านนบีได้อนุญาตให้มีการแข่งม้าและแข่งอูฐ วันหนึ่งอูฐของท่านที่ไม่เคยแพ้มาก่อน กลับพ่ายแพ้ให้กับอูฐของของชาวอาหรับ เศาะฮาบะฮฺต่างเสียใจมาก แต่ท่านนบีได้กล่าวกับพวกเขาว่า "ทุกอย่างย่อมมีขึ้นและมีลง"

ในส่วนของอุมมุรูมาน มารดาของอุมมุอาอิชะฮ์ รอฎิยัลลอฮุอันฮา ได้เสียชีวิตลง ท่านนบีเป็นผู้นำละหมาดญะนาซะฮ์และเป็นผู้ลงไปในหลุมฝังนางด้วยตนเอง ท่านได้แจ้งข่าวดีว่านางจะได้เข้าสวรรค์ ท่านนบีกล่าวว่า "ผู้ใดปรารถนาจะได้เห็นโฉมหน้าของเหล่านางสวรรค์ จงมองไปที่อุมมุรูมานเถิด" จากนั้นท่านได้ขออภัยโทษให้แก่นาง พร้อมกล่าวว่า "โอ้อัลลอฮฺ ความยากลำบากที่อุมมุรูมานได้อดทนบนหนทางของพระองค์และเพื่อรอซูลของพระองค์ ไม่ได้ถูกซ่อนเร้นจากสายพระเนตรของพระองค์เลย"

การพิชิตค็อยบัร

ในนครมะดีนะฮ์อันเรืองรอง ยังมีชาวยิวบางส่วนที่แสร้งเป็นมุสลิมแต่แท้จริงแล้วเป็นมุนาฟิก ก่อนที่ท่านรอซูลุลลอฮฺจะอพยพมายังมะดีนะฮ์ ชาวเมืองเคยยกอับดุลลอฮฺ อิบนุ ซะลูลขึ้นเป็นผู้นำ ถึงขั้นมอบมงกุฎประดับอัญมณีให้เขาสวม แต่เมื่อท่านนบีมาถึง ชาวเมืองก็หันมาเคารพรัก และเดินตามแนวทางของท่านนบีอันเป็นที่รัก ทำให้ อิบนุ ซะลูล กลายเป็นบุคคลที่ถูกลืมและไร้ค่า ผู้คนต่างเลิกสนใจเขา เขาจึงคับแค้นใจและหมายจะปลิดชีวิตท่านนบี

วันหนึ่ง ชาวยิวได้มารวมตัวปรึกษาเขาและวางแผนร้าย พวกเขาไปขอความช่วยเหลือจาก ละบีด อิบนุ อาซิม เขากล่าวว่า "มีหญิงชราผู้หนึ่งชื่อฮัยรอ อาศัยอยู่แถบโน้น เธอเก่งกล้าในการทำไสยศาสตร์ จงไปหานางเถิด" พวกเขาจึงไปหาหญิงคนนั้นและมอบทองคำหนึ่งพันดิรฮัมกับผ้าอีกสิบพับ แล้วบอกว่า "หากเจ้าฆ่ามุฮัมมัดได้ เราจะให้มากกว่านี้อีก" หญิงชราจึงใช้เข็มปักใส่ลูกนกพิราบ ผูกด้วยด้ายหลายปมพันรอบตัวของมัน แล้วโยนลงไปในบ่อร้างนอกเมืองและปิดปากบ่อไว้

หลังจากนั้นท่านนบีก็ล้มป่วย ด้วยอาการแขนขาอ่อนแรงเคลื่อนไหวไม่ได้ บรรดาเศาะฮาบะฮฺพยายามเสาะหายามารักษาแต่ก็ไม่เป็นผล อาการดัลกล่าวดำเนินอยู่นานถึงเก้าวัน

กระทั่งญิบรีล อะลัยฮิสสลาม ลงมาแจ้งแก่สาเหตุของอาการนั้น พวกเขาจึงพาท่านนบีไปยังบ่อดังกล่าว และนำลูกนกที่ถูกมัดด้วยด้ายหลายปมขึ้นมา ทว่าปมนั้นแน่นหนามาก ไม่สามารถแก้ได้โดยวิธีใด

ญิบรีลจึงนำ ซูเราะฮ์อัล-ฟะลัก และ ซูเราะฮ์อัน-นาส มามอบให้ แล้วกล่าวว่า "โอ้มุฮัมมัด จงอ่านซูเราะฮ์เหล่านี้ลงบนปมนั้นเถิด"

ท่านนบีจึงเริ่มอ่าน ทุก ๆ หนึ่งอายะฮ์ที่อ่าน ปมหนึ่งก็คลายออก ทำให้เข็มอันหนึ่งหลุดออกด้วย จนเมื่ออ่านครบสิบเอ็ดอายะฮ์ ปมทั้งหมดก็คลายออก ท่านนบีจึงหายจากอาการเจ็บป่วยและกลับมาแข็งแรงดังเดิม

ท่านนบีจึงให้เรียกผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้มาว่ากล่าวตักเตือน ชาวมะดีนะฮ์ก็ได้ลงโทษพวกเขาจนเรื่องยุติลง ส่วนละบีดนั้นได้ถูกจับกุมและนำตัวมาพบท่านนบี เมื่อท่านถามว่า "ทำไมเจ้าถึงทำเช่นนี้" เขาตอบว่า "เพราะความรักของข้าที่มีต่อทองคำ" บรรดาเศาะฮาบะฮฺจึงกล่าวว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ หากท่านอนุญาต เราจะตัดศีรษะยิวผู้นี้เสีย" แต่ท่านนบีจะไม่ลงโทษใครเพื่อตนเอง ท่านจึงไม่อนุญาต และกล่าวว่า "การลงโทษจากอัลลอฮฺที่เขาจะพบในบั้นปลายนั้น รุนแรงกว่านี้ยิ่งนัก"12

"ป้อมค็อยบัรจะถูกพิชิตโดยท่านอาลี บิน อบีฏอลิบ"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

เมื่อชาวยิวถูกขับออกจากมะดีนะฮ์ พวกเขาจึงไปตั้งหลักในดินแดนทางเหนือ บางส่วนไปอยู่ที่ค็อยบัร บางส่วนเดินทางไกลจนถึงดามัสกัส พวกเขาถูกขับไล่เนื่องจากการวางแผนลอบสังหารท่านนบี แต่แทนที่ความอาฆาตจะลดลง ความเคียดแค้นต่อมุสลิมกลับยิ่งทวีคูณ พวกเขาต้องการกำจัดท่านนบี ผู้เป็นที่รักแห่งอัลลอฮฺ และทำลายล้างศาสนาอิสลามให้สิ้นไป บรรดาผู้อาวุโสในหมู่พวกเขาบางคนกล่าวว่า "จงไปขอความช่วยเหลือจากชนเผ่าฆ็อตฟาน มาร่วมสู้กับมุสลิมเถิด" บางคนเสนอว่า "ไปเรียกชาวยิวแห่งฟะดัก ตัยมา และวาดี อัลกุรออฺ มาร่วมมือกัน เราจะโจมตีเมืองของพวกเขาก่อนที่พวกเขาจะมาโจมตีเรา และจะชำระแค้นทั้งหมดในคราวเดียว"

ชาวยิวแห่งค็อยบัรเห็นพ้องกับแผนการนี้ จึงเรียกชนเผ่ายิวโดยรอบ รวมทั้งฆ็อตฟานมาช่วย นักรบแนวหน้าจากฆ็อตฟานจำนวนมากต่างก็หลั่งไหลมายังค็อยบัร และเริ่มเตรียมตัวในการทำสงคราม

ระหว่างที่พวกเขากำลังวางแผนอยู่นั้น ท่านนบีก็ได้รับข่าวนี้ ท่านรีบส่งอับดุลลอฮฺ อิบนุ รอวาฮะฮ์ฮ์ พร้อมเศาะฮาบะฮฺอีกสามคนไปสืบความเคลื่อนไหวที่ค็อยบัร เมื่ออับดุลลอฮฺและสหายไปถึง ก็พบว่าค็อยบัรเป็นเมืองที่มั่งคั่ง มีป้อมปราการใหญ่ถึงแปดแห่งและป้อมเล็ก ๆ อีกหลายแห่ง มีเรือกสวนไร่นาและเถาองุ่นที่อุดมสมบูรณ์

พวกเขาแบ่งกันเข้าไปสังเกตการณ์ตามป้อมต่าง ๆ เป็นเวลาสามวัน คอยเฝ้าดูการเตรียมการรบของยิวอย่างใกล้ชิด เมื่อครบกำหนดก็กลับมารวมตัวกัน แล้วรีบเดินทางกลับมะดีนะฮ์ เพื่อรายงานต่อท่านนบีโดยละเอียด

ท่านนบีผู้เป็นที่รัก จึงมีคำสั่งให้บรรดาเศาะฮาบะฮฺเตรียมตัวโดยเร็ว และตัดสินใจยกทัพไปยังค็อยบัร เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวยิวบุกมาโจมตีมะดีนะฮ์ เมื่อข่าวนี้แพร่ไปถึงพวกยิวในมะดีนะฮ์ พวกเขาต่างก็ตกใจ และพยายามข่มขวัญด้วยถ้อยคำที่โอ้อวด "พวกเจ้าจะไม่มีวันย่างเท้าไปถึงค็อยบัรได้เลย หากได้เห็นป้อมปราการอันแข็งแกร่งที่ตั้งอยู่บนภูเขาสูง มีหอคอยสูงตระหง่าน และนักรบผู้กล้าพร้อมชุดเกราะและอาวุธครบมือที่รวมตัวกันอยู่ที่นั่น อีกทั้งยังมีพันธมิตรนับพันจากรอบด้านมาช่วย เจ้าคิดหรือว่าจะพิชิตค็อยบัรได้"

แต่บรรดาเศาะฮาบะฮฺผู้กล้าหาญ ตอบกลับอย่างหนักแน่นว่า "อัลลอฮฺได้ทรงสัญญาแก่ท่านนบีผู้เป็นที่รักของพระองค์แล้วว่า เราจะได้พิชิตค็อยบัร" คำพูดนี้เองทำให้พวกยิวรู้สึกกระวนกระวายใจและหวาดหวั่น

ขณะเดียวกัน อับดุลลอฮฺ อิบนุ อุบัย หัวหน้าของเหล่ามุนาฟิก ได้รีบส่งข่าวไปยังค็อยบัรว่า "มุฮัมมัดกำลังยกทัพมาหาพวกเจ้าด้วยกำลังพลเพียงน้อยนิด อย่าได้กลัวไปเลย แต่ให้ระวังไว้ให้ดี จงย้ายทรัพย์สินทั้งหมดไว้ในป้อม และออกมาตั้งรับที่นอกป้อม"

บรรดาเศาะฮาบะฮฺเตรียมการต่าง ๆ จนเสร็จสิ้น กล่าวลาครอบครัวและมาชุมนุมรายล้อมท่านนบี ด้วยทหารม้าจำนวนสองร้อยนาย และทหารเดินเท้าอีกหนึ่งพันสี่ร้อยนาย ทุกคนพร้อมจะออกปฏิบัติการตามคำสั่งของท่านนบีผู้เป็นที่รัก เพื่อเผยแผ่ศาสนาของอัลลอฮฺ เพื่อการทำญิฮาด และเพื่อแสวงหาสถานะของการเป็นชะฮีด

ในเวลาเดียวกัน มีสตรีหลายคนได้เข้ามาขอมีส่วนรวมในการศึก ด้วยจุดประสงค์ในการช่วยทำอาหาร ดูแลผู้ป่วยและผู้บาดเจ็บ จัดเตรียมยา และช่วยเหลือในสิ่งที่พวกนางสามารถทำได้ ท่านนบีผู้เปี่ยมเมตตา มิได้ห้ามพวกนางจากโอกาสในการแสวงหาผลบุญ การศึกครั้งนี้จึงมีสตรีประมาณ 20 คน โดยมีท่านหญิงอุมมุสะละมะฮ์ ภรรยาผู้ประเสริฐของท่านนบี เป็นผู้นำของบรรดาสตรีในการเข้าร่วมกับเหล่ามุญาฮิดีน13

ท่านรอซูลุลลอฮฺแต่งตั้งท่านสิบาอ์ จากเผ่าฆิฟาร (บางรายงานระบุชื่อว่า นุมัยละฮ์ อิบนุ อับดุลลอฮฺ) ให้ทำหน้าที่รักษาการณ์มะดีนะฮ์แทน จากนั้นจึงมีคำสั่งให้เดินทัพไปสู่ค็อยบัร การเดินทางเริ่มขึ้นด้วยเสียงตักบีร เด็กหนุ่มที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ร่วมศึกเพราะยังเด็กเกินไป ต่างก็มองดูท่านนบี บรรดาบิดา ปู่ ลุง และพี่ชายผู้กล้าหาญของตนด้วยความชื่นชม พร้อมส่งพวกเขาออกเดินทางด้วยเสียงตักบีรและคำกล่าววิงวอน

ขณะนั้นเป็นเดือนมุฮัรรอม ปีที่เจ็ดแห่งการฮิจเราะฮ์ ท่านอาลีถือธงศักดิ์สิทธิ์ของท่านนบี ส่วนท่านอุมัรได้รับการแต่งตั้งเป็นแม่ทัพฝ่ายขวา14 เศาะฮาบะฮฺอีกท่านหนึ่งเป็นแม่ทัพฝ่ายซ้าย การเดินทางเต็มไปด้วยความชื่นมื่น บรรดานักกวีอ่านบทกวีสรรเสริญอัลลอฮฺ กล่าวศอลาวอตแก่ท่านนบี และยกย่องเศาะฮาบะฮฺผู้ทรงเกียรติ ราวกับว่าพวกเขากำลังเดินทางไปสู่งานเฉลิมฉลองของวันอีด พวกเขาทั้งหลายพากันกล่าวว่า "อัลลอฮฺอักบัร อัลลอฮฺอักบัร ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮุ วัลลอฮุอักบัร!"

ทุกครั้งที่กองทัพหยุดพัก ท่านนบีจะขอดุอาว่า "โอ้อัลลอฮฺ ข้าขอความคุ้มครองต่อพระองค์จากความกังวลในอนาคต จากความโศกเศร้าในอดีต จากความอ่อนแอ ความเกียจคร้าน ความตระหนี่และความขลาด จากภาระหนี้สิน และการถูกกดขี่โดยผู้ที่ไม่ยุติธรรม"

เมื่อกองทัพเข้าใกล้ค็อยบัร ท่านนบีได้สั่งให้หยุดกองทัพ ท่านยกมือขึ้นและกล่าววิงวอนว่า

"โอ้อัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้าของท้องฟ้าและเงาที่ทอดลงมา โอ้อัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้าของผืนดินและสิ่งที่อยู่บนมัน โอ้อัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้าของชัยฏอนและบรรดาผู้ที่มันทำให้หลงผิด โอ้อัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้าของสายลมและสิ่งที่มันพัดไป ข้าขอความดีและความเมตตาของผืนแผ่นดินนี้ ขอความดีและความเมตตาของผู้คนในดินแดนนี้ ขอความดีและความเมตตาของทุกสิ่งที่อยู่ ณ ดินแดนนี้ และขอความคุ้มครองต่อพระองค์จากความชั่วร้ายของแผ่นดิน ความชั่วร้ายของผู้คน และความชั่วร้ายของทุกสรรพสิ่งในสถานที่แห่งนี้ด้วยเถิด"

เสียง "อามีน อามีน" ดังกึกก้องออกมาจากริมฝีปากของบรรดาเศาะฮาบะฮฺ แล้วท่านรอซูลลุลลอฮฺจึงกล่าวกับพวกเขาว่า "จงออกเดินพร้อมกล่าว บิสมิลลาฮิรเราะห์มานิรเราะฮีม"

บรรดาเศาะฮาบะฮฺล้อมรอบท่านรอซูลุลลอฮฺ และเริ่มเคลื่อนทัพอีกครั้ง จนมาถึงบริเวณใกล้ป้อมนะต๊าต ซึ่งเป็นหนึ่งในป้อมที่แข็งแกร่งที่สุดของค็อยบัร ขณะนั้นเป็นเวลาใกล้ค่ำแล้ว ซึ่งโดยธรรมเนียมของท่านนบีคือจะไม่ทำการโจมตีในเวลากลางคืน และจะเริ่มต้นจากการเชิญชวนศัตรูให้เข้าสู่อิสลามก่อนเสมอ ดังนั้นบรรดาเศาะฮาบะฮฺจึงคอยจนถึงรุ่งเช้า โดยที่ชาวยิวยังไม่รู้เลยว่ากองทัพอิสลามได้มาถึงแล้ว

เมื่อเข้าสู่รุ่งเช้า หลังจากท่านนบีนำละหมาดซุบฮ์เสร็จแล้ว ก็ได้จัดการเตรียมความพร้อมของกองทัพ แล้วเคลื่อนกองพลมุญาฮิดีนเข้าสู่สมรภูมิ โดยมีทหารม้าสองร้อยนาย และทหารเดินเท้าหนึ่งพันสี่ร้อยนาย ทำการรุกเข้าหาป้อมนะต๊าต

"พวกเราบรรดานบีไม่ทิ้งมรดก สิ่งที่พวกเราทิ้งไว้เบื้องหลังนั้นคือศอดะเกาะฮ์สำหรับคนยากจน"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

ขณะนั้น ชาวยิวที่ออกมาดูแลสวนองุ่นและไร่นา เมื่อเห็นกองทัพของอิสลามต่างก็ตกใจและอุทานออกมาว่า "เราขอสาบานว่านั่นต้องเป็นมุฮัมมัดและกองทัพของเขาอย่างแน่นอน"จากนั้นพวกเขาต่างก็รีบวิ่งหนีเข้าไปในป้อม

เมื่อเห็นเหตุการณ์ดังนั้น ท่านนบีจึงกล่าวว่า "อัลลอฮฺอักบัร อัลลอฮฺอักบัร ค็อยบัรถูกทำลายแล้ว" และท่านกล่าวถ้อยคำนี้ถึงสามครั้ง

ท่านนบีทำการเรียกร้องให้ชาวยิวเข้ารับอิสลาม หรือมิฉะนั้นก็ให้ยอมจำนนโดยจ่ายคอรอจและญิซยะฮ์ หากปฏิเสธข้อเสนอดังนี้ ก็จะต้องเผชิญกับสงครามและการนองเลือด ชาวยิวจึงไปหา ซัลลาม อิบนุ มิชกัม หนึ่งในผู้นำของพวกเขา ซัลลามได้พูดปลุกใจพวกเขาว่า "ก่อนหน้านี้ฉันเคยเรียกร้องให้พวกเจ้าลุกขึ้นสู้กับมุฮัมมัด แต่พวกเจ้าก็ไม่ยอม อย่างน้อยในครั้งนี้ ก็อย่าได้ลังเลอีกเลย การตายในสนามรบจากการต่อสู้กับมุสลิมย่อมดีกว่าการถูกทิ้งให้ใช้ชีวิตเพียงลำพัง"

ชาวยิวจึงรีบรวบรวมเด็กและสตรีเข้าไปอยู่ในป้อมกอตีบะฮ์ ย้ายเสบียงไปไว้ในป้อมนาอิม และจัดกองทหารเข้าสู่ป้อมนะต๊าต

เมื่อได้รับข้อเสนอให้เข้ารับอิสลาม พวกยิวกลับตอบโต้ด้วยการยิงธนูใส่กองทัพอิสลาม มุญาฮิดีนใช้โล่ต้านรับลูกธนูเหล่านั้น ตามคำสั่งของท่านนบี พวกเขาเองก็โก่งคันศรและยิงโต้กลับขึ้นไปยังหอคอยของชาวยิว พร้อมเสียงตะโกน "อัลลอฮฺอักบัร" จากนั้นสงครามก็เริ่มขึ้นอย่างเต็มขั้น

ฝ่ายหนึ่งคือท่านนบีผู้เป็นที่รักและเหล่าเศาะฮาบะฮฺผู้กล้าหาญ กำลังต่อสู้เพื่อเผยแผ่อิสลามและหวังให้ชาวยิวได้รอดพ้นจากนรกญะฮันนัม ส่วนอีกฝ่ายคือชาวยิวที่ไม่ยอมรับฟังคำตักเตือนใด ๆ และยังเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาเพราะนบีสุดท้ายไม่ได้มาจากเผ่าพันธุ์ของพวกตน พวกเขาพยายามทุกวิถีทางเพื่อสังหารท่านนบีตั้งแต่ท่านยังเยาว์วัย แต่ไม่เคยสำเร็จเพราะอัลลอฮฺทรงปกป้องคุ้มครองท่านเสมอมา

ทหารยิวกว่าหมื่นคนกำลังกระหน่ำยิงธนูใส่มุญาฮิดีนจำนวนเพียงหนึ่งพันหกร้อยนาย แต่เศาะฮาบะฮฺก็ได้ใช้โล่ป้องกัน และเมื่อเห็นลูกธนูตกลงบนพื้นก็เก็บขึ้นมายิงโต้กลับไป แม้ว่าบางคนจะได้รับบาดเจ็บก็ตาม

ระหว่างนั้น ท่านค็อบบาบ อิบนุ มุนซิร เดินเข้าไปหาท่านนบีด้วยความเคารพแล้วกล่าวว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ ชีวิตของฉันพร้อมจะสละเพื่อท่าน เราจะย้ายกองบัญชาการไปที่อื่นได้หรือไม่" ท่านนบีตอบว่า "อินชาอัลลอฮฺ เย็นนี้เราจะเปลี่ยนที่ตั้งค่าย" เนื่องจากบริเวณนั้นตั้งอยู่ในระยะธนูที่ยิงถึง แม้แต่ด้านหลังของกองบัญชาการก็ไม่ปลอดภัย15

การรบด้วยธนูดำเนินต่อไปจนถึงค่ำ มีเศาะฮาบะฮฺได้รับบาดเจ็บประมาณห้าสิบคน พอตกเย็น มุฮัมมัด อิบนุ มัสละมะฮ์ ได้รับมอบหมายให้หาสถานที่ใหม่สำหรับกองบัญชาการ เขาเห็นว่าบริเวณรอญีอ์มีความเหมาะสม กองบัญชาการจึงถูกย้ายไปที่นั่น บรรดาผู้บาดเจ็บก็ได้รับการรักษา16

สงครามค็อยบัร

"ในวันที่เราพิชิตป้อมค็อยบัร ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิ วะซัลลัม ได้ห้ามการกินเนื้อลาเลี้ยง และห้ามการทำการแต่งงานแบบมุตอะฮ์"
ท่านอาลี
เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ

วันถัดมา บรรดาเศาะฮาบะฮฺผู้กล้าออกมาประชิดหน้าป้อมนะต๊าตอีกครั้ง การต่อสู้ดำเนินไปจนถึงค่ำ และการปิดล้อมก็ยังคงต่อเนื่องตลอดวันที่สาม วันที่สี่ และวันที่ห้า โดยที่ชาวยิวยังคงตั้งรับอยู่ในป้อมตลอดเวลา

ในช่วงนั้น ท่านนบีผู้เป็นที่รัก มีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง จึงไม่สามารถเข้าร่วมกับกองทัพได้เป็นเวลาสองวันเต็ม วันแรกท่านได้มอบธงศักดิ์สิทธิ์ให้ท่านอบูบักร วันถัดมาได้มอบให้ท่านอุมัร ทั้งสองต่างนำกองทัพเศาะฮาบะฮฺเข้าสู้กับชาวยิวอย่างดุเดือด แต่ก็ยังไม่สามารถพิชิตป้อมได้

ต่อมา ชาวยิวเริ่มมีความฮึกเหิมกระทั่งเปิดประตูป้อมออกมาโจมตี การรบกลายเป็นการต่อสู้แบบประชิดตัว การต่อสู้นั้นยิ่งดุเดือดขึ้นไปอีก เมื่อท่านนบีกล่าวแก่เศาะฮาบะฮฺว่า "จงกล่าวตักบีร อัลลอฮฺอักบัร อัลลอฮฺอักบัร"

บรรดาเศาะฮาบะฮฺก็พร้อมใจกันพุ่งเข้าฟาดฟันศัตรูด้วยเสียงตะโกนตักบีรดังกึกก้อง จนในที่สุด มะห์มูด น้องชายของมุฮัมมัด อิบนุ มัสละมะฮ์ ถูกสังหารและได้รับสถานะชะฮีดในที่สุด การปะทะดำเนินไปอย่างหนักหน่วงจนถึงเย็นวันนั้น

ในวันต่อมา มัรฮับ แม่ทัพผู้เลื่องชื่อแห่งค็อยบัร สวมเกราะเต็มยศออกมาจากป้อม เขาเป็นชายร่างใหญ่กำยำ ไม่มีใครเคยเอาชนะเขามาก่อน เขาเงยหน้าตะโกนโอ้อวดว่า "เราคือมัรฮับ ผู้เลื่องชื่อในความหาญกล้า"

ทันใดนั้นมีเศาะฮาบะฮฺผู้หนึ่งก้าวออกมาจากแถว และตะโกนกลับไปว่า "ส่วนข้า คืออามิร ผู้ไม่เคยหวั่นต่อการที่ต้องดำดิ่งสู่สนามรบอันเหี้ยมโหด" แล้วเขาก็ยืนประจันหน้ากับมัรฮับ

มัรฮับฟันดาบใส่อามิรทันที ดาบเล่มนั้นจารึกไว้ว่า "ผู้ใดแตะต้องผู้นั้นจะพินาศ" แต่อามิรยกโล่ขึ้นรับดาบได้ทันที เสียงดาบกระทบโล่ดังก้อง และติดคาอยู่ที่โล่

ท่านอามิรร้อง "ยา อัลลอฮฺ!" แล้วเหวี่ยงดาบฟันลงไปที่ขาของมัรฮับซึ่งสวมเกราะเหล็กอยู่ ดาบเลยกระดอนกลับอย่างแรงมาโดนขาของอามิร ซึ่งทำให้เส้นเลือดใหญ่ถูกตัดขาด บรรดาเศาะฮาบะฮฺรีบวิ่งเข้ามาช่วยและพาเขากลับไปยังกองบัญชาการ แม้จะได้รับการดูแลในทันทีแต่สุดท้ายเขาก็เสียชีวิต ได้รับสถานะแห่งชะฮีด และวิญญาณของเขาก็โบยบินสู่สวรรค์17

การรบยังคงดำเนินไปอย่างดุเดือด จนใกล้ค่ำ ท่านนบีได้ส่งสาส์นไปยังชนฆ็อตฟานที่นำกองกำลังสี่พันนายมาช่วยชาวยิว โดยบอกว่าหากพวกเขาถอนทัพกลับไป ท่านจะยกผลผลิตอินทผลัมของค็อยบัรให้พวกเขาเป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม แต่ฆ็อตฟานปฏิเสธข้อเสนอนั้น

ท่านนบีจึงสั่งให้เศาะฮาบะฮฺตั้งค่ายล้อมใกล้ป้อมที่พวกฆ็อตฟานพักอยู่ พวกฆ็อตฟานกลัวว่ามุญาฮิดีนจะบุกเข้ามาโจมตียามค่ำคืนจนนอนไม่หลับกันทั้งคืน

ในคืนนั้นเอง มีเสียงลึกลับดังขึ้นมาว่า "ดินแดนของฆ็อตฟานถูกโจมตีแล้ว ครอบครัวและทรัพย์สินของพวกเจ้าได้ถูกยึดไปแล้ว" ประโยคนี้ถูกประกาศถึงสามครั้ง ทุกคนได้ยินกันหมดต่างก็ตัวสั่นเพราะความหวาดกลัว อุยัยนะฮ์ แม่ทัพของพวกเขาเองก็ได้ยินเช่นกัน เขาจึงรีบรวบรวมกำลังพลและถอนทัพกลับไปยังถิ่นของตัวเองตั้งแต่ก่อนรุ่งสาง

รุ่งเช้า เมื่อเห็นว่าพวกฆ็อตฟานได้ทิ้งค็อยบัรไปโดยไม่มีเหตุผล ชาวยิวทั้งประหลาดใจและสิ้นหวัง รู้สึกผิดหวังที่สุดที่เคยขอให้พวกเขามาช่วยเหลือ

ความกล้าหาญของอาลี

ในวันนั้น การสู้รบยังคงดำเนินต่อไปอย่างดุเดือดที่บริเวณค็อยบัร แต่ป้อมปราการก็ยังไม่ถูกพิชิตครั้นตกเย็น ท่านนบี สุลต่านแห่งสากลโลก ได้ประกาศข่าวดีแก่บรรดาเศาะฮาบะฮฺว่า "พรุ่งนี้ เราจะมอบธงให้แก่ชายผู้กล้าหาญคนหนึ่ง เขาผู้นั้นรักอัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์ และอัลลอฮฺกับรอซูลของพระองค์ก็รักเขา อัลลอฮฺจะทรงประทานชัยชนะจากมือของเขา"

คืนนั้น เศาะฮาบะฮฺต่างเฝ้ารอรุ่งเช้าด้วยใจที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง ทุกคนต่างภาวนาต่ออัลลอฮฺให้ตนเองได้เป็นผู้ถือธง บิลาล อัลฮะบะชีได้เปล่งเสียงอะซานซุบฮ์ด้วยเสียงอันไพเราะจับใจ ทุกครั้งที่เสียงอะซานถูกขานขึ้น ความปีติอันแสนพิเศษก็เกิดขึ้นในหัวใจของทุกคน เป็นความปีติอันศักดิ์สิทธิ์ที่แตกต่างจากความสุขใดในโลกนี้ หลังจากท่านนบีนำละหมาดซุบฮ์เสร็จ ท่านก็ลุกขึ้นและสั่งให้นำธงศักดิ์สิทธิ์แห่งอิสลามออกมา

เศาะฮาบะฮฺต่างยืนรอด้วยใจจดจ่อ เฝ้าคอยที่จะฟังถ้อยคำที่จะออกจากริมฝีปากของท่านนบี จนในที่สุดท่านรอซูลลุลลอฮฺก็กล่าวว่า "ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ผู้ทรงให้เกียรติมุฮัมมัดด้วยการเป็นนบี เราจะมอบธงนี้ให้แก่ชายผู้ที่ไม่มีคำว่า หนี อยู่ในความคิด" แล้วท่านก็กวาดสายตาหาใครบางคนและเอ่ยถามว่า "อาลีอยู่ที่ไหน" เศาะฮาบะฮฺตอบว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ เขามีอาการเจ็บที่ดวงตา" ท่านนบีจึงสั่งว่า "จงเรียกเขามาหาฉัน"

ในตอนนั้นท่านอาลีเจ็บที่ตาจนไม่สามารถลืมตาขึ้นได้ บรรดาเศาะฮาบะฮฺจึงไปพบเขา และพยุงแขนพาเข้าสู่ที่พำนักของท่านนบี ท่านนบีได้ขอดุอาต่ออัลลอฮฺเพื่อให้ท่านอาลีหาย แล้วใช้นิ้วมือแตะน้ำลายของท่าน วางลงบนดวงตาของอาลี

ทันใดนั้นความเจ็บปวดทั้งหมดก็มลายหายไป และท่านนบียังได้ขอดุอาว่า "โอ้พระเจ้าของข้า โปรดปกป้องเขาจากภัยของของความร้อนและความหนาวเหน็บด้วยเถิด"

จากนั้น ท่านนบีจึงสวมเกราะให้ อาลี ด้วยตนเอง คาดดาบของท่านให้อาลี และมอบธงสีขาวแห่งอิสลาม พร้อมสั่งว่า "จงต่อสู้จนกว่าอัลลอฮฺจะประทานชัยชนะ และจงอย่าหันหลังกลับ"

"ข้าคือผู้ที่มารดาตั้งชื่อว่าไฮดัร ข้าคือเจ้าแห่งสิงโต"
ท่านอาลี เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ

ท่านอาลีกล่าวตอบว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ ชีวิตของข้าขอสละเพื่อท่าน ข้าจะสู้จนกว่าพวกเขาจะยอมรับศาสนาอิสลาม" ท่านนบีจึงตอบว่า "ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ การที่อัลลอฮฺจะให้ทางนำแก่คนเพียงคนเดียวผ่านทางเจ้า เป็นการดียิ่งกว่าการครอบครองอูฐสีแดงจำนวนมากและเศาะดะเกาะฮ์มันทั้งหมดในหนทางของพระองค์เสียอีก"18

ขณะที่ท่านอาลีก้าวไปยังป้อมของชาวยิวพร้อมธงศักดิ์สิทธิ์ในมือ บรรดาเศาะฮาบะฮฺผู้ทรงเกียรติเดินตามเขาอย่างองอาจ เมื่อเข้าใกล้ป้อมก็ได้ปักธงไว้ข้างก้อนหิน ประตูป้อมเปิดออก กองทัพนักรบของชาวยิวกรูกันออกมา พวกเขาคือบรรดายอดนักรบแห่งค็อยบัร ทุกคนสวมเกราะเหล็กสองชั้น

หนึ่งคนในนั้นได้ก้าวออกมาเผชิญหน้าท่านอาลี เขาคือฮาริษ น้องชายของมัรฮับ ผู้ไม่มีใครเทียบในความมุทะลุ เขาพุ่งเข้าจู่โจมอย่างรวดเร็ว เสียงดาบปะทะกันดังก้องทั่วลาน ก่อนที่ซุลฟิก๊ารจะฟาดลงดั่งสายฟ้า ฟันศีรษะฮาริษจนขาดออกจากร่าง เสียงตักบีร "อัลลอฮฺอักบัร อัลลอฮฺอักบัร" ดังก้องไปทั่วฟ้า

เมื่อมัรฮับได้ยินว่าน้องชายตนถูกสังหาร เขาก็ออกมาพร้อมทหารในสังกัด ยืนประจันหน้ากับท่านอาลี เขาสวมเกราะสองชั้นเช่นกัน ถือดาบทั้งสองมือและมีร่างกายที่สูงใหญ่ประดุจยักษ์ เขาตะโกนข่มขวัญด้วยความเกรี้ยวกราด "ข้าคือมัรฮับ ผู้กระโจนเข้าสู่สมรภูมิอันดุเดือดและต่อสู้อย่างไม่กลัวเกรง ข้าสามารถแทงสิงโตที่กำลังคำรามด้วยหอกและดาบของข้าได้"

ท่านอาลี (กัรรอมัลลอฮุวัจฮะฮู วะเราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) ตอบกลับอย่างห้าวหาญ "ข้าคือผู้ที่มารดาตั้งชื่อว่าไฮดัร ข้าคือเจ้าแห่งสิงโต ข้าคือผู้กล้าที่จะทำให้เจ้าล้มลงด้วยการฟันดาบเพียงครั้งเดียว"

เมื่อมัรฮับได้ยินคำว่าไฮดัร หัวใจของเขาก็ต้องสั่นสะท้าน เพราะเมื่อคืนนี้เขาฝันเห็นว่าตนถูกฉีกทึ้งโดยสิงโตตัวหนึ่ง เขาฉุกคิดขึ้นมาทันทีว่า สิงโตในความฝันอาจมายืนอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว

มัรฮับพุ่งเข้าจู่โจม ท่านอาลีกันตนเองไว้ด้วยโล่ กล่าว "ยา อัลลอฮฺ" และฟาดด้วยดาบซุลฟิก๊ารสุดแรง คมดาบได้ผ่าโล่เหล็กอย่างหนาและหมวกเกราะของมัรฮับแตกออกพร้อมกัน ศีรษะของเขาถูกผ่าแยกออกเป็นสองส่วน เลือดพุ่งทะลักออกมาจากลำคอ ร่างใหญ่ยักษ์ล้มลงกับพื้น เสียงกระแทกของดาบซุลฟิก๊ารดังก้องไปทั่วค็อยบัร

ท่านนบีกล่าวว่า "จงยินดีเถิด บัดนี้การพิชิตค็อยบัรก็ง่ายขึ้นแล้ว" เศาะฮาบะฮฺต่างประหลาดใจในความกล้าหาญของท่านอาลี กล่าวตักบีร "อัลลอฮฺอักบัร! อัลลอฮฺอักบัร!" กึกก้องไปทั่ว

การรบยังดำเนินไปอย่างดุเดือด ขณะเศาะฮาบะฮฺรุกเข้าประชิดประตูป้อม นักรบยิวผู้หนึ่งฟาดโล่ของท่านอาลีจนร่วงลงกับพื้น เขาไม่มีช่วงจังหวะจะหยิบมันกลับขึ้นมา ทำให้ฝ่ายศัตรูคว้าโล่ไปได้แล้วหนีไป ราชสีห์แห่งอัลลอฮฺรู้สึกเสียดายอย่างยิ่ง และเมื่อใช้ซุลฟิก๊ารฟาดฟันจนศัตรูรอบ ๆ ตัวแตกกระเจิงไปหมดแล้ว เขาก็ตั้งใจจะใช้บานประตูป้อมมาเป็นโล่แทน ท่านอาลีกล่าว "บิสมิลลาฮิรเราะห์มานิรเราะฮีม" แล้วดึงห่วงเหล็กของประตูขนาดมหึมาหลุดออกจากกำแพง บานประตูนี้มีขนาดใหญ่ถึงขนาดที่ชายฉกรรจ์แปดคน หรือกระทั่งสิบคนยังไม่อาจขยับมันได้แม้แต่น้อย แต่เขากลับดึงออกมาได้ด้วยตัวคนเดียว ท่านอาลีจึงใช้ประตูนั้นเป็นโล่ โดยถือไว้ในมือข้างเดียว และต่อสู้อย่างห้าวหาญ เหตุการณ์อันน่าอัศจรรย์นี้เป็นหนึ่งในมุอฺญิซาตของท่านนบี และนับเป็น กะรอมะอ์19 ของท่านอาลี

นักรบผู้กล้าหาญที่สุดหกคนของชาวยิวผลัดกันออกมาประจันหน้า แต่ท่านอาลีก็ปราบพวกเขาได้ทีละคนด้วยการอนุมัติจากอัลลอฮฺ จากนั้นท่านอาลีพร้อมด้วยเหล่าเศาะฮาบะฮฺผู้กล้าก็กรูกันเข้าไปในป้อม การต่อสู้ข้างในดำเนินไปได้ไม่นาน ก็ไม่เหลือใครที่จะต่อสู้ได้อีก บรรดานักรบฝ่ายอิสลามจึงชูธงแห่งอิสลามขึ้นบนป้อม ป้อมนะต๊าตซึ่งแข็งแกร่งที่สุดของชาวยิว ก็ถูกพิชิตได้ในที่สุด

หลังจากท่านนบีได้แตะดวงตาของท่านอาลีด้วยริมฝีปากของท่านแล้ว ก็ได้กล่าวด้วยความเมตตาว่า "ด้วยความกล้าหาญที่เจ้าได้แสดงออกมา อัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์พอใจในตัวเจ้า" เมื่อได้ยินถ้อยคำอันประเสริฐนี้ ท่านอาลีก็ถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความปลื้มปิติ ท่านนบีจึงถามว่า "เจ้าร้องไห้ทำไม" ท่านอาลีตอบว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ ขอให้ชีวิตของฉันได้สละเพื่อท่าน ฉันร้องไห้เพราะความสุข ที่อัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์พอใจในตัวฉัน" ท่านนบีจึงตอบว่า "ไม่เพียงแต่เราเท่านั้น แต่ญิบรีล มีคาอีล และมะลาอิกะฮฺทั้งหมดต่างก็พอใจในตัวเจ้าด้วย"

ขณะนั้น มีมุสลิมอีกสี่ร้อยคนจากเผ่าเดาส์เดินทางมาสมทบกองทัพ20 การรบก็ดำเนินไปอย่างดุเดือดเพื่อพิชิตป้อมที่เหลือ จนกระทั่งป้อมทั้งเจ็ดแห่งของค็อยบัรถูกตีจนแตกพ่ายไปทีละแห่ง พวกยิวซึ่งหมดหนทางสู้ต่อจึงส่งคณะผู้แทนมาเจรจาขอสงบศึก ท่านนบีได้ตอบรับ โดยมีการตกลงเงื่อนไขดังนี้

เลือดของชาวยิวที่ต่อสู้กับมุสลิมในสงครามครั้งนี้จะไม่ถูกแตะต้อง

ผู้ที่ออกจากค็อยบัรสามารถนำติดตัวไปได้เพียงบุตรหลานของตน และของใช้จำเป็นเท่ากำลังบรรทุกของอูฐหนึ่งตัว

ทรัพย์สินทั้งหมดที่เหลือ ทั้งที่เคลื่อนย้ายได้และไม่ได้ อาวุธ เสื้อเกราะ ดาบ โล่ ธนู ลูกธนู เสื้อผ้าอาภรณ์ (ยกเว้นชุดที่สวมใส่อยู่) ผ้าไหม ทองคำ ทรัพย์สมบัติ สัตว์เลี้ยง เช่น ม้า อูฐ แพะ แกะ ทั้งหมดต้องถูกทิ้งไว้ให้กองทัพอิสลาม

ห้ามมีการซุกซ่อนทรัพย์สมบัติใด ๆ ที่ต้องทิ้งไว้ให้กับมุสลิมด้วยวิธีใดก็ตาม หากพบใครทำการซ่อนเร้น ผู้นั้นจะพ้นจากการคุ้มครองของอัลลอฮฺและรอซูล

แต่กินานะฮ์ อิบนุ รอบี คือผู้ที่ฝ่าฝืนกฎเกณฑ์นี้ โดยการฝังสมบัติไว้ใต้ดิน ทำให้เขาถูกลงโทษ ทรัพย์สงครามที่ได้มาครั้งนั้นมีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน รวมถึงผืนดินที่อุดมสมบูรณ์กับสวนอินทผลัมทั้งหมด ก็ตกเป็นของกองทัพอิสลาม21

"โอ้เศาะฮาบะฮฺ นำมือของพวกเจ้าออกจากอาหารเดี๋ยวนี้ เพราะเนื้อนี้ได้บอกกับฉันว่ามันถูกวางยาพิษ"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

ในระหว่างนั้น กลุ่มชนฆ็อตฟานที่เคยถอยทัพกลับถิ่นฐานไปก่อน ได้กลับมาที่ค็อยบัรอีกครั้งเพื่อช่วยเหลือชาวยิว เมื่อเห็นว่าท่านนบีได้พิชิตค็อยบัรและทำให้พวกยิวต้องยอมจำนนแล้ว พวกเขาจึงทวงสัญญากับท่านนบีว่า "โอ้มุฮัมมัด ท่านเคยสัญญาว่าจะมอบผลผลิตอินทผลัมจากค็อยบัรเป็นเวลาหนึ่งปีให้แก่เราหากเราถอนทัพออกไป เราได้ทำตามสัญญาแล้ว บัดนี้จงมอบมันให้แก่เราเถิด" ท่านนบีตอบว่า "พวกเจ้าจะได้ภูเขานั้นไป" พวกฆ็อตฟานไม่พอใจจึงพยายามข่มขู่กลับ "เช่นนั้นเราคงต้องสู้กับท่าน" ท่านนบีกล่าวกลับไปว่า "สนามรบของเราจะอยู่ที่ญะนาฟะฮ์" (ญะนาฟะฮ์เป็นชื่อหนึ่งในดินแดนของฆ็อตฟาน) เมื่อได้ยินเช่นนี้ พวกฆ็อตฟานก็พากันถอยกลับไปด้วยความหวาดกลัว

ท่านนบีและเศาะฮาบะฮฺผู้กล้าหาญต่างเหน็ดเหนื่อยจากการพิชิตค็อยบัร ระหว่างที่ผู้บาดเจ็บกำลังได้รับการรักษา นักรบอีกส่วนหนึ่งกำลังพักผ่อน ซัยนับ ภรรยาของซัลลาม อิบนุ มิชกัม แกนนำคนหนึ่งของชาวยิว ได้วางแผนจะลอบสังหารท่านนบีด้วยการวางยาพิษ นางเชือดแกะ นำมาปรุงอาหารและใส่ยาพิษเข้าไปในเนื้อ แล้วนำไปมอบต่อหน้าท่านนบี โดยบอกว่าเป็นของกำนัล ท่านนบีรับไว้และเรียกเศาะฮาบะฮฺมาร่วมรับประทาน

ท่านนบีหยิบเนื้อแกะขึ้นมา กล่าว "บิสมิลลาฮิรเราะห์มานิรเราะฮีม" และนำเข้าปาก ท่านได้เคี้ยวไปสองสามครั้งก็รีบคายออกทันที แล้วกล่าวว่า "โอ้เศาะฮาบะฮฺ นำมือของพวกเจ้าออกจากอาหารเดี๋ยวนี้ เพราะเนื้อนี้ได้บอกกับฉันว่ามันถูกวางยาพิษ!"

เมื่อเศาะฮาบะฮฺได้ยินคำสั่งของท่านนบี จึงรีบละมือออกจากจานอาหารทันที แต่ บิชรฺ อิบนุ บะรออ์ได้กินเข้าไปแล้วคำหนึ่ง ร่างกายของเขาได้กลายเป็นสีม่วงและเสียชีวิตในสถานะชะฮีด ญิบรีล อะลัยฮิสสลาม มาบอกท่านนบีให้ทำหิญามะฮ์ (กรอกเลือด) ที่บริเวณระหว่างบ่าของท่าน เพื่อขับพิษที่ยังปะปนอยู่ในน้ำลายออกไป ท่านจึงทำตามนั้น และเนื้อแกะที่มีพิษก็ได้ถูกนำไปฝังไว้ในดิน

ซัยนับ ผู้เป็นต้นเหตุของเรื่องนี้ ถูกจับตัวมาพบท่านนบี ท่านถามนางว่า "เจ้าคือคนที่วางยาพิษในแกะนี้ใช่หรือไม่" นางยอมรับ "ใช่ ฉันเป็นคนทำ" เมื่อถูกถามต่อว่า "ทำไมเจ้าจึงทำเช่นนี้" นางตอบว่า "ท่านฆ่าสามี บิดา และลุงของฉัน ฉันจึงคิดขึ้นมาว่า 'ถ้าเขาเป็นนบีจริง ๆ อัลลอฮฺจะต้องแจ้งให้เขาทราบแน่ แต่ถ้าเขาไม่ใช่นบี พิษนี้ก็จะฆ่าเขาตาย เราจะได้พ้นจากเขาเสียที'" บรรดาเศาะฮาบะฮฺต่างก็รู้สึกเสียใจมากกับเหตุการณ์นี้ และได้ถามว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ ขอให้ชีวิตของเราได้สละเพื่อท่านเถิด ท่านประสงค์ให้เราปลิดชีพนางหรือไม่" แต่ท่านนบี คือผู้ที่ให้อภัยในทุก ๆ การกระทำที่มีต่อท่าน ท่านก็ได้ให้อภัยแก่นางเช่นเดียวกัน ด้วยความเมตตาอันยิ่งใหญ่นี้ ทำให้ซัยนับกล่าวชะฮาดะฮ์และเข้ารับอิสลาม22

ในทรัพย์สงครามและเชลยที่ได้จากค็อยบัร มี ซะฟียะฮ์ บุตรีของฮุยัย อิบนุ อัคฏ็อบ ซึ่งตามสิทธิของแม่ทัพสูงสุดจะต้องตกเป็นของท่านนบี แต่ท่านนบีได้ปลดปล่อยนางเป็นอิสระ นางรู้สึกซาบซึ้งใจและกล่าวชะฮาดะฮ์เข้ารับอิสลามด้วยความสมัครใจ ท่านนบีจึงทำการนิกาห์กับนาง และยกเกียรติให้นางเป็นหนึ่งใน "มารดาของบรรดาผู้ศรัทธา" งานเลี้ยงถูกจัดขึ้นที่บริเวณซะฮ์บา โดยมีอินทผลัมและแตงโมเป็นอาหารที่เลี้ยงแขกเหรื่อ23

ที่ดวงตาของท่านซะฟียะฮ์มีรอยช้ำอยู่ เมื่อท่านนบีถามถึงมัน นางตอบว่า "คืนหนึ่งฉันฝันว่า ดวงจันทร์ตกลงมาจากฟ้าและเข้ามาที่หน้าอกของฉัน ฉันเล่าความฝันนี้แก่สามี กินานะฮ์ เขาก็ตีฉันที่ตาและพูดว่า 'เจ้าคงอยากเป็นภรรยาของผู้นำชาวอาหรับที่ยกทัพมาต่อสู้กับเรา' และนี่คือสาเหตุของรอยช้ำ"

หลังจากพิชิตค็อยบัรแล้ว กลุ่มชนยิวได้มาเข้าเฝ้าและแจ้งท่านนบีว่า "โอ้มุฮัมมัด พวกเราจะออกไปจากค็อยบัร แต่พวกเรามีความรู้ด้านการเพาะปลูกและการดูแลเรือกสวนเป็นอย่างดี หากท่านประสงค์ โปรดให้เราได้ทำงานในผืนดินนี้ต่อ แล้วเราจะส่งมอบผลผลิตครึ่งหนึ่งให้กับท่าน"

ท่านนบีและเศาะฮาบะฮฺเองก็ไม่มีเวลาจะทำไร่ทำนาอยู่แล้ว เนื่องจากเวลาทั้งหมดก็ได้ทุ่มเทให้กับการเผยแผ่อิสลามและการญิฮาดในหนทางของอัลลอฮฺ24 ท่านนบีจึงยินดีที่จะรับข้อเสนอนี้ โดยตั้งเงื่อนไขว่า "เราจะขับพวกเจ้าออกเมื่อใดก็ได้ที่เราประสงค์" ชาวยิวก็ยอมรับข้อตกลง และเริ่มทำงานในเรือกสวนไร่นาของค็อยบัรต่อไป25

หลังจากนั้น ท่านนบีและเศาะฮาบะฮฺผู้กล้าเดินทางกลับสู่มะดีนะฮ์อย่างผู้ชนะ ในเวลาใกล้เคียงกัน เศาะฮาบะฮฺกลุ่มสุดท้ายที่อพยพไปอะบิสสิเนีย นำโดยท่านญะอ์ฟัร อิบนุ อบีฏอลิบ ได้ออกเดินทางด้วยเรือสองลำที่กษัตริย์เนกุสจัดให้ มาถึงท่าเรือญัร แล้วขี่อูฐเข้าสู่มะดีนะฮ์ ท่านนบีมีความยินดีอย่างสุดซึ้งเมื่อได้เห็นเศาะฮาบะฮฺที่จากกันไปถึงสิบสองปีกลับมาพร้อมท่านญะอ์ฟัร ท่านถึงกับจูบหน้าผากและโอบกอดทุกคน แล้วกล่าวว่า "ฉันไม่รู้เลยว่าฉันควรยินดีต่อการพิชิตค็อยบัรหรือยินดีต่อการมาของญะอ์ฟัรมากกว่ากัน เพราะการอพยพของเจ้านั้นมีถึงสองครั้ง ทั้งอพยพไปยังบิสสิเนีย และอพยพมายังดินแดนของฉัน"

พวกเขาได้นำของกำนัลและจดหมายจากกษัตริย์เนกุสมามอบให้ท่านนบี และในปีนั้นเองที่ท่านนบีได้ทำการนิกาห์กับท่านอุมมุฮะบีบะฮ์ ซึ่งขณะนั้นนางมีอายุสามสิบหกปี

ทรัพย์สงครามที่ได้จากค็อยบัรถูกแบ่งสรรไปยังเศาะฮาบะฮฺทุกคนที่เข้าร่วมในสัญญาฮุดัยบียะฮฺ ไปยังบรรดาผู้เข้าร่วมการรบค็อยบัร ไปยังผู้ที่เคยอพยพสู่อะบิสสิเนีย และเผ่าเดาส์ที่มาสมทบ26

จากการพิชิตค็อยบัร ชนชาวยิวทั้งในคาบสมุทรอาหรับก็อยู่ใต้อำนาจของท่านนบี พวกเขาไม่อาจให้ความช่วยเหลือแก่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาได้อีกต่อไป ชนเผ่าและรัฐต่าง ๆ โดยรอบก็ตระหนักได้ว่า บรรดามุสลิม ผู้สามารถพิชิตค็อยบัรที่แสนยากเย็นนั้นมีพลังที่ยิ่งใหญ่ พวกเขาจึงเริ่มหวาดเกรงต่อรัฐอิสลาม ส่วนพวกกุร็อยช์ในมักกะฮฺกลับต้องตกอยู่ในความโศกเศร้าและสิ้นหวัง

หลังการพิชิตครั้งนี้ ชนเผ่าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ต่างก็พากันมาเยือนมะดีนะฮ์เพื่อเข้ารับอิสลามและได้รับเกียรติเป็นเศาะฮาบะฮฺ รวมทั้งเหล่าฆ็อตฟานด้วย ส่วนเผ่าใดที่ยังแข็งขืน ก็ถูกปราบด้วยกองกำลังของมุสลิม

ข้ามิได้ยกประตูค็อยบัรด้วยกำลังกาย แต่ด้วยพลังแห่งจิตวิญญาณ"
ท่านอาลี (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ)

เหตุการณ์ลัยละฮ์ อัต-ตะอ์รีส
ระหว่างทางกลับจากสงครามค็อยบัร พวกเขาได้หยุดพักที่ตำบลตะอ์รีส คืนนั้นท่านนบีเรียกท่านบิลาลแล้วกล่าวว่า "โอ้บิลาล คืนนี้จงอย่านอน จงเฝ้ารอเวลารุ่งเช้าแล้วปลุกพวกเราเพื่อละหมาดเถิด" แล้วท่านนบีก็เข้านอนพร้อมเศาะฮาบะฮฺทั้งหลาย ท่านบิลาลได้ทำการละหมาดสักพัก จากนั้นก็นั่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก พิงหลังกับสัมภาระของตน ขณะเฝ้ารอเวลาละหมาด เขาก็เผลอหลับไป

พวกเขาต่างเหนื่อยล้าอย่างมากจนไม่มีใครตื่นไหว กระทั่งแสงอาทิตย์ส่องลงมาอุ่นพื้นดินและกระทบบนใบหน้า แล้วท่านนบีก็ตื่นขึ้นก่อนใครทั้งหมด พวกเขาที่เหลือจึงลุกขึ้น ทำวุฎูอฺอ์ แล้วท่านบิลาลก็กล่าวอิกอมะฮ์ จากนั้นก็ละหมาดกอฎอซุบฮ์เป็นญะมาอะฮ์ หลังละหมาดเสร็จ ท่านนบีได้กล่าวว่า "ผู้ใดลืมละหมาด ให้เขาละหมาดทันทีเมื่อเขานึกขึ้นได้ เพราะอัลลอฮฺตรัสว่า 'อะกิมิศซอลาตะ ลิซิกรฺี' (จงดำรงละหมาดเพื่อระลึกถึงข้า เพื่อระลึกถึงความยิ่งใหญ่ของข้า)"

แสงตะวันหวนกลับเพื่อท่านอาลี
ระหว่างทางกลับจากสงครามค็อยบัร ท่านรอซูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) พักที่ซะฮ์บา โดยหนุนศีรษะอันประเสริฐของท่านบนตักของอาลี ขณะนั้นเอง วะฮ์ยูได้เริ่มประทานลงมา เวลานั้นดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า ท่านอาลียังไม่ได้ละหมาดอัสริ เมื่อวะฮ์ยูลงมาเสร็จสิ้น ดวงอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าไปแล้ว ท่านนบีจึงขอดุอาว่า "โอ้พระเจ้าของข้าพระองค์ หากอาลีอยู่ในฝ่ายของพระองค์และรอซูลของพระองค์ โปรดให้ดวงอาทิตย์หวนกลับมาอีกครั้งเถิด" อัลลอฮฺทรงตอบรับดุอานั้น ดวงอาทิตย์จึงกลับขึ้นมาอีกครั้งจนท่านอาลีได้ละหมาดอัสริเสร็จ แล้วจึงลับขอบฟ้าไปตามเดิม อัสมาอ์ บินติอุมัยส์ เล่าว่า "ฉันได้เห็นว่า หลังจากมันลับขอบฟ้าลงไปแล้ว ดวงอาทิตย์ก็กลับขึ้นมาและส่องสว่างแก่พื้นดินอีกครั้ง"

ฆ็อซวะฮฺวาดีลกุรอ
สงครามนี้เกิดขึ้นที่วาดีลกุรอในเดือนญุมาดัลอาคิร เมื่อชาวยิวในภูมิภาคนั้นได้ข่าวว่าท่านรอซูลุลลอฮฺ เดินทางมาพร้อมกองทัพมุสลิม ก็เตรียมตัวเพื่อทำสงคราม โดยได้รับการช่วยเหลือจากพวกมุชริกอาหรับบางกลุ่ม พวกเขาออกจากถิ่นฐานและตั้งแถวรบ

ท่านนบีได้จัดกองทัพในรูปขบวน มอบธงให้เศาะฮาบะฮฺท่านหนึ่ง แล้วทำการเชิญชวนฝ่ายศัตรูสู่อิสลาม โดยกล่าวว่า "หากพวกท่านศรัทธา พวกท่านจะได้ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของตน" แต่พวกเขาไม่รับคำเชิญชวน มีมุชริกคนหนึ่งออกมาท้าประลอง ก็ถูกท่านซุบัยร์ อิบนุ อาววามทำการสังหาร อีกคนหนึ่งเผชิญหน้ากับท่านอาลี ท่านอาลีก็ได้ส่งเขาไปสู่นรกญะฮันนัม ต่อมาอีกคนหนึ่งก็ถูกฆ่าเช่นกัน ท่านอบูดุญานะได้สังหารชาวยิวไปสองคน วันนั้นมีผู้ปฏิเสธศรัทธาเสียชีวิตรวมสิบห้าคน

พอตกเย็น ทั้งสองฝ่ายกลับสู่ที่ฐานตั้ง รุ่งเช้า ต่างฝ่ายต่างก็เตรียมตัวหยิบดาบและเผชิญหน้า แต่เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นสูงได้ประมาณหนึ่งหอก ความกลัวก็เข้าครอบงำฝ่ายศัตรูจึงทำให้หนีไป ฝ่ายมุญาฮิดีนจึงได้ทรัพย์สินและเชลยศึกมาจำนวนมาก ชาวยิวแห่งตัยมาฮ์ต่างหวาดหวั่นเมื่อได้เห็นชะตากรรมของชาวยิววาดีลกุรอ จึงยอมทำสัญญาสงบศึก โดยจ่ายญิซยะฮ์เพื่อปกป้องทรัพย์สินของตน

สงครามวาดีลกุรอ

"ลับบัยกัลลอฮุมมะลับบัยก์ ลับบัยกะ ลา ชะรีกะละกะ ลับบัยก์ อินนัลฮัมดะ วัน-นิอฺมะตะ ละกะ วัลมุลก์ ลา ชะรีกะลัก"
ตัลบียะฮ์

ครบหนึ่งปีหลังการทำสนธิสัญญาฮุดัยบียะฮฺ หนึ่งเดือนก่อนวันอีดอัฎฮา ซึ่งตรงกับต้นเดือนซุลกิอฺดะฮ์ ท่านรอซูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้สั่งให้เศาะฮาบะฮฺเตรียมตัวออกเดินทางทำอุมเราะฮ์ โดยมีเงื่อนไขว่า หากผู้ที่เคยร่วมเดินทางไปฮุดัยบียะฮฺและได้เข้าร่วมในบัยอะฮ์อัร-ริฎวานยังมีชีวิตอยู่ จะต้องร่วมการเดินทางครั้งนี้ด้วย คำสั่งนี้ทำให้เศาะฮาบะฮฺสองพันคนต่างเร่งเตรียมตัว พร้อมอูฐเจ็ดสิบตัวสำหรับเชือดเป็นกุรบาน ท่านนาญิยะฮ์ อิบนุ ญุนดุบ และสหายอีกสี่คน ได้รับมอบหมายให้พาอูฐเหล่านั้นตรงไปมักกะฮฺเพื่อเลี้ยงดูระหว่างทาง นอกจากนี้ยังมีทหารม้าอีกหนึ่งร้อยคนภายใต้การนำของท่านมุฮัมมัด อิบนุ มัสละมะฮ์ ที่ถูกส่งล่วงหน้าไปพร้อมอาวุธสงคราม เช่น เกราะ หอก และดาบ เผื่อว่าเกิดการโจมตีจากชาวกุร็อยช์

เศาะฮาบะฮฺบางท่านท้วงว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ ตามสัญญาฮุดัยบียะฮฺ เราจะไม่สามารถเข้าไปทำอุมเราะฮ์ได้ด้วยกับอาวุธใด ๆ นอกจากดาบที่อยู่ในฝักเท่านั้น" ท่านนบีจึงตอบว่า "เราจะไม่นำอาวุธเหล่านี้เมื่อเข้าสู่เขตหะรอมและเข้าใกล้กุร็อยช์ แต่เราจะเก็บไว้ใกล้มือ เผื่อไว้ใช้หากพวกเขาลอบโจมตี"

ท่านอบูซัรร์ อัลฆิฟารี (หรือมีรายงานว่าอบูรุฮ์ม อัลฆิฟารี) ถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาการณ์แทนท่านนบีในนครมะดีนะฮ์27 ขบวนเศาะฮาบะฮฺสองพันชีวิตออกเดินทางไปมักกะฮฺพร้อมกับท่านนบี หัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น จะได้กลับไปเห็นบ้านเกิดเมืองนอนที่เคยจากมาเพื่ออัลลอฮฺ จะได้เห็นกะอฺบะฮฺซึ่งเป็นทิศที่หันในการละหมาดห้าครั้งต่อวัน จะได้พบกับญาติพี่น้องที่เข้ารับอิสลาม แต่ติดเงื่อนไขสัญญาจึงไม่สามารถเข้ามายังมะดีนะฮ์ และที่สำคัญ คือจะได้ประกาศเกียรติศักดิ์แห่งอิสลามต่อหน้าชาวกุร็อยช์ ผู้ซึ่งเคยทำให้พวกเขาต้องหลั่งเลือดและน้ำตา

ชาวมะดีนะฮ์ที่ไม่ได้ร่วมเดินทางด้วย ต่างก็ออกมาส่งพวกเขาถึงเนินวะดาอ์ พวกเขากล่าวตักบีรไปตลอดทางกระทั่งต้องลาจาก

เมื่อท่านนบีถึงซุลฮุลัยฟะฮ์ ซึ่งอยู่ห่างจากมะดีนะฮ์ราวสิบกิโลเมตร ก็ได้สวมชุดอิห์รอม เศาะฮาบะฮฺทุกคนต่างปฏิบัติตาม ทุกคนสวมอาภรณ์ที่ขาวสะอาด ขบวนแห่งการอุมเราะฮ์ก็เริ่มต้นขึ้น เสียงก้องกังวานของการตัลบียะฮ์แผ่ไปทั่วทั้งฟากฟ้าและแผ่นดิน

"ลับบัยกัลลอฮุมมะลับบัยก์ ลับบัยกะ ลา ชะรีกะละกะ ลับบัยก์ อินนัลฮัมดะ วัน-นิอฺมะตะ ละกะ วัลมุลก์ ลา ชะรีกะลัก"

การเดินทางเต็มไปด้วยความชื่นมื่น การสรรเสริญพระนามอัลลอฮฺและดุอาถูกขับขานออกจากริมฝีปากของเศาะฮาบะฮฺ

เมื่อกองหน้าภายใต้การนำของ มุฮัมมัด อิบนุ มัสละมะฮ์ ใกล้ถึงมักกะฮฺ ชาวกุร็อยช์ก็มองเห็นพวกเขาใกล้เข้ามา จึงเร่งเข้าหาด้วยความหวาดหวั่น พลางถาม "นี่มันอะไรกัน นี่คือข้อตกลงเมื่อปีก่อนเช่นนั้นหรือ" มุฮัมมัด อิบนุ มัสละมะฮ์ ตอบว่า "นี่คือทหารม้าของรอซูลุลลอฮฺ หากอัลลอฮฺประสงค์ พรุ่งนี้ท่านนบีจะเข้ามาเป็นเกียรติ ณ ที่แห่งนี้" คำตอบนี้ทำให้ชาวกุร็อยช์เย็นวาบไปทั้งร่าง พวกเขารีบกลับไปมักกะฮฺแล้วบอกเล่าแก่ชาวเมือง ชาวกุร็อยช์พูดว่า "ขอสาบานเถิด เรายังรักษาสัญญาอยู่ แต่ทำไมมุฮัมมัดจึงจะมาสู้กับเราอีก" แล้วก็รีบส่งคณะผู้แทนไปเจรจากับท่านนบีทันที

ขณะนั้น ท่านนบีได้หยุดที่บัฏนุลยะอฺญาจ ซึ่งสามารถมองเห็นนครมักกะฮฺได้จากที่นั่น พวกเขาทิ้งอาวุธทั้งหมดไว้ที่นี่ ยกเว้นดาบที่ถูกเก็บอยู่ในฝักที่ติดตัวไปด้วย ท่านนบียังได้จัดให้เศาะฮาบะฮฺจำนวนสองร้อยคนเฝ้าอาวุธเหล่านั้นไว้

เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น คณะผู้แทนกุร็อยช์ก็เข้าพบรอซูลุลลอฮฺ และกล่าวว่า "โอ้มุฮัมมัด นับตั้งแต่เริ่มสนธิสัญญาฮุดัยบียะฮฺ เรายังไม่เคยผิดสัญญาใด ๆ กับท่าน แล้วท่านยังจะนำอาวุธเข้าสู่มักกะฮฺอีกหรือ ทั้งที่ในสัญญา เราตกลงกันว่าจะมีเพียงดาบในฝักเท่านั้น" ท่านนบีตอบว่า "ตั้งแต่ฉันยังเยาว์ ก็เป็นที่รู้กันดีว่าฉันคือผู้มีความซื่อสัตย์ และเป็นผู้รักษาคำมั่นสัญญา ดังนั้น พวกเราจะไม่เข้าสู่เขตหะรอมด้วยอาวุธอื่นใดนอกจากดาบที่อยู่ในฝัก และเราต้องการให้มีอาวุธอยู่ใกล้เราเผื่อในกรณีที่ถูกโจมตี" คณะผู้แทนได้ฟังแล้วก็โล่งใจ กล่าวว่า "โอ้มุฮัมมัด แท้จริงแล้วเราได้เห็นถึงความซื่อสัตย์และความเมตตาของท่านเสมอ สิ่งนี้เหมาะสมกับท่านยิ่งนัก"

พวกเขากลับไปยังมักกะฮฺแล้วแจ้งข่าวแก่ชาวกุร็อยช์ ทุกคนก็สบายใจไปด้วย ขุนนางผู้ใหญ่ของกุร็อยช์ที่เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาและความชิงชังเลือกที่จะหลบหนีขึ้นไปบนภูเขาเพื่อไม่ให้เห็นภาพความสุขของท่านนบีและเหล่าเศาะฮาบะฮฺ

ท่านนบีส่งอูฐที่ถูกทำเครื่องหมายไว้สำหรับกุรบานไปยังที่ซีย์ตูวา แล้วท่านและเหล่าเศาะฮาบะฮฺก็เตรียมพร้อมเพื่อเข้าสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เศาะฮาบะฮฺได้ล้อมรอบท่านนบี ผู้เป็นสุลต่านแห่งสากลโลก ท่านประทับบนอูฐกุศวา แสงรัศมีจากท่านส่องประกายดุจดวงตะวันที่สาดแสงให้แก่ดาวนับพัน โอ้พระผู้เป็นเจ้า ช่างเป็นภาพที่แสนงดงามและยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้

เสียงตัลบียะฮ์ "ลับบัยกัลลอฮุมมะ ลับบัยก์ ลับบัยกะ ลา ชะรีกะละกะ ลับบัยก์" ประดับบนริมฝีปาก และความรักต่ออัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์ก็เต็มเปี่ยมอยู่ในหัวใจ ในแต่ละย่างก้าวที่เข้าใกล้กะอฺบะฮฺอันทรงเกียรติ ความตื่นเต้นก็ยิ่งทวีคูณ เสียงตัลบียะฮ์ที่ถูกขับขานโดยพร้อมเพรียงนั้น ดังกึกก้องสะท้อนไปทั่วมักกะฮฺ หัวใจของบรรดามุชริกที่เคยแข็งกระด้างก็อ่อนยวบลงไปเมื่อได้เห็นภาพอันยิ่งใหญ่นี้ พวกเขาสัมผัสได้ถึงความอุ่นอ่อนของน้ำเชื่อมแห่งรักที่ไหลรินเข้าสู่จิตใจ ความรักต่ออิสลามได้เข้าสู่หัวใจของใครหลายคนแล้ว...

"ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ (อัลลอฮฺผู้ทรงสูงส่ง) ว่า ถ้อยคำของเขา (อิบนุ รอวาฮะฮ์) นั้น รวดเร็วและทรงพลังต่อพวกกุร็อยช์ผู้ตั้งภาคี มากกว่าการยิงลูกธนูใส่พวกเขาเสียอีก"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

และในที่สุด ท่านสุลต่านแห่งโลกนี้และโลกหน้า ผู้นำแห่งสากลจักรวาล ท่านรอซูลุลลอฮฺผู้เป็นที่รัก มุฮัมมัด อะลัยฮิสสลาม ได้เข้าสู่มักกะฮฺในฐานะผู้ชนะ

ท่านนบีและบรรดาเศาะฮาบะฮฺผู้ทรงเกียรติเดินทางเข้าสู่กะอฺบะฮฺ โดยมีดาบเสียบอยู่ที่เอวของพวกเขา ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ รอวาฮะฮ์ จูงบังเหียน กุศวา อูฐของท่านนบีเดินนำหน้า มีชาวกุร็อยช์จำนวนหนึ่งทั้งสตรีและเด็ก ได้มายืนเรียงรายตามทางดารุนัดวะฮ์ เฝ้ามองท่านนบีและเศาะฮาบะฮฺผู้กล้าหาญอย่างไม่ละสายตา

ในขณะที่เดินมุ่งไปข้างหน้า อับดุลลอฮฺ อิบนุ รอวาฮะฮ์ ก็เริ่มขับขานบทกวี ประหนึ่งเป็นการสลักถ้อยคำเหล่านั้นลงบนหัวใจของพวกมุชริก ความว่า

โอ้บรรดาผู้ปฏิเสธ จงหลีกทางให้แก่ศาสนทูตของอัลลอฮฺ
ผู้ซึ่งอัลลอฮฺทรงประทานอัลกุรอานแก่ท่าน

ทุกความดีงามและความเมตตา อยู่ในศาสนาของท่าน
ความตายที่ประเสริฐที่สุด คือความตายเพื่อศาสนานี้

แท้จริงท่านคือรอซูลุลลอฮฺ ข้าได้ศรัทธาเต็มหัวใจ
ข้าเชื่อมั่นในทุกถ้อยคำของท่าน และยอมรับหมดสิ้น

โอ้บรรดาผู้ปฏิเสธ เมื่อพวกเจ้าปฏิเสธว่าอัลกุรอาน
มิได้ถูกประทานจากอัลลอฮฺ

ประหนึ่งการฟาดฟันแบบฉับพลัน
ดังที่เราได้แยกลำคอออกจากร่างของพวกเจ้า

หากพวกเจ้าไม่เชื่อในความหมายของมัน
การฟาดฟันจะตกลงบนศีรษะของพวกเจ้าเช่นนั้น

ข้าขอเริ่มต้นด้วยพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของอัลลอฮฺ
นอกจากศาสนาของพระองค์แล้ว ก็ไม่มีศาสนาแท้จริงใดอีก

และข้าขอเริ่มต้นด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่อีกครั้ง
พระองค์ ผู้ซึ่งมุฮัมมัด เป็นทั้งบ่าวและรอซูลของพระองค์

ท่านอุมัรอดไม่ได้ที่จะตักเตือนว่า "โอ้อิบนุ รอวาฮะฮ์ ท่านกล้าขับบทกวีต่อหน้าท่านรอซูลุลลอฮฺ ในมัสยิดหะรอมเชียวหรือ" แต่ท่านนบีเอ่ยขึ้นว่า "โอ้อุมัร อย่าห้ามเขาเลย ขอสาบานต่ออัลลอฮฺผู้ยิ่งใหญ่ ถ้อยคำของเขามีผลต่อบรรดามุชริกกุร็อยช์อย่างรวดเร็วและทรงพลัง ยิ่งกว่าการยิงลูกธนูใส่พวกเขาเสียอีก โอ้อิบนุ รอวาฮะฮ์ จงกล่าวต่อไปเถิด"

แล้วท่านนบีกล่าวแก่ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ รอวาฮะฮ์ว่า "จงกล่าวว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ พระองค์ทรงเอกะ พระองค์ผู้ทรงทำให้สัญญาของพระองค์สำเร็จ พระองค์ผู้ทรงช่วยเหลือบ่าวของพระองค์ พระองค์ผู้ทรงทำให้กองทัพของพระองค์มีชัย และพระองค์เท่านั้นที่ทรงปราบชนเผ่าทั้งหลายที่รวมตัวกัน"

ทันใดนั้น อิบนุ รอวาฮะฮ์ก็กล่าวขึ้นว่า

ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮฺ ผู้ทรงเอกะ
พระองค์ไม่มีภาคี ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์

พระองค์คือผู้ประทานพลังแก่กองทัพมุสลิม
พระองค์คือผู้ทำให้บรรดากาฟิรถูกปราชัย แตกพ่ายกระจัดกระจาย!

บรรดาเศาะฮาบะฮฺทั้งหลายก็กล่าวถ้อยคำเหล่านี้ตามไปด้วย

เมื่อท่านนบีเข้าสู่บัยตุลลอฮ์ ท่านได้เปิดผ้าอิหฺรอมที่ไหล่ขวาตามแบบแผนของการครองอิหฺรอม ทำให้เห็นผิวของท่านที่ส่องประกายดังแสงแห่งตะวัน แล้วท่านก็กล่าวว่า "ขออัลลอฮฺทรงอภัยด้วยความเมตตา ให้แก่บรรดาผู้กล้าที่จะสำแดงกำลังต่อหน้ามุชริกในวันนี้" เศาะฮาบะฮฺจึงเปิดผ้าที่ไหล่ขวาตามท่าน และทำเฏาะวาฟรอบกะอฺบะฮฺสามรอบด้วยก้าวที่มั่นคงและรวดเร็ว แต่เมื่อถึงช่วงระหว่างรูคนุลยะมานีกับหัวมุมหะญะรุลอัสวัด พวกเขาก็เดินช้าลง ท่านนบีและเศาะฮาบะฮฺจูบและยกมือชี้ไปทางหะญะรุลอัสวัด

บรรดามุชริกที่เฝ้ามองอยู่ต่างตกตะลึงกับการเดินขบวนที่องอาจและสง่างามเช่นนี้ พวกเขาเคยได้ยินมาว่ามุสลิมในมะดีนะฮ์นั้นอ่อนกำลังและล้มป่วย แต่สิ่งที่เห็นตรงหน้ากลับตรงกันข้ามกับที่ได้ยินมาโดยสิ้นเชิง

เศาะฮาบะฮฺทำเฏาะวาฟที่เหลืออีกสี่รอบด้วยการเดินช้า ๆ หลังจากนั้นก็ละหมาดสองร็อกอะฮ์ที่มะกอมอิบรอฮีม ต่อมาก็เดินไปกลับระหว่างเนินเขาซอฟา-มัรวะฮ์อีกเจ็ดรอบ แล้วจึงทำการเชือดอูฐกุรบาน เส้นผมอันประเสริฐของท่านนบีถูกโกนออก และเส้นผมที่ถูกตัดก็ถูกคว้าไปเก็บกันอย่างรวดเร็ว เศาะฮาบะฮฺต่างก็โกนศีรษะของตนตามท่านนบี แท้จริงแล้วนี่คือเหตุการณ์ที่ท่านนบีฝันถึงเมื่อหนึ่งปีก่อน บัดนี้ได้เป็นจริงแล้ว

เมื่อเสร็จสิ้นอุมเราะฮ์ ท่านบิลาลได้รับคำสั่งให้อะซานที่กะอฺบะฮฺ เสียงอันไพเราะจับใจของบิลาลทำให้มักกะฮฺสั่นสะเทือน เศาะฮาบะฮฺสดับฟังด้วยใจศรัทธาและกล่าวตามเบา ๆ เมื่อสิ้นเสียงอะซาน ท่านนบีทำหน้าที่เป็นอิหม่าม การละหมาดอัศริเป็นการละหมาดแบบญะมาอะฮ์ ซึ่งส่งผลต่อหัวใจของบรรดามุชริกแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

"ขออัลลอฮฺทรงอภัยด้วยความเมตตา ให้แก่บรรดาผู้กล้าที่จะสำแดงกำลังต่อหน้ามุชริกในวันนี้"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

กระโจมหนังสำหรับท่านนบีถูกตั้งขึ้นที่อับฏอฮ์ โดยมีเศาะฮาบะฮฺตั้งกระโจมอยู่รอบ ๆ ท่านตลอดทั้งสามวัน และเมื่อถึงเวลาละหมาด พวกเขาจะเข้าไปละหมาดในบัยตุลลอฮ์โดยพร้อมกัน ส่วนเวลาอื่น ๆ ก็ไปเยี่ยมญาติพี่น้อง และแสดงมารยาทอันดีงามตามแบบฉบับอิสลามที่ได้รับการอบรมมา ในสามวันนี้ มักกะฮฺถูกพิชิตไว้ด้วยหัวใจ

เมื่อครบสามวันก็ถึงเวลาออกเดินทาง ท่านนบีกล่าวว่า "ผู้ใดที่มาทำอุมเราะฮ์กับเรา จะไม่ค้างคืนที่มักกะฮฺ เราจะออกเดินทางต่อ" พวกเขาจึงเตรียมสัมภาระให้พร้อมและเดินทางออกจากเมือง

ระหว่างทางที่ญุหฺฟะฮ์ ท่านนบีได้พบกับ อับบาส เขาเสนอต่อท่าน "โอ้รอซูลุลลอฮฺ มัยมูนะฮ์ บินติ ฮาริษ เพิ่งเป็นหม้าย เหตุใดท่านจึงไม่แต่งงานกับนางเล่า" ท่านนบีจึงส่งท่านอบูรอฟิอ์และหนึ่งในอันศอรไปสู่ขอนาง ขณะนั้น มัยมูนะฮ์ กำลังนั่งอยู่บนอูฐ เมื่อได้รับทราบว่าท่านนบีมุฮัมมัดขอแต่งงานกับนาง นางก็ตอบรับทันที โดยกล่าวว่า "ทั้งอูฐและผู้ที่อยู่บนอูฐนี้เป็นของรอซูลุลลอฮฺ" นางยินยอมมอบตนแก่ท่านนบี และมอบหมายให้พี่สาวจัดการเรื่องนี้ พี่สาวของนางจึงมอบหมายให้สามีของนาง คือท่านอับบาส ดำเนินการแทน

ในที่สุด เมื่อขบวนเดินทางถึงชะรีฟ ก็ได้มีการจัดพิธีนิกาห์ขึ้นที่นั่น โดยกำหนดมะฮัรจำนวนสี่ร้อยดิรฮัม และท่านมัยมูนะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ก็ได้เป็นภรรยาคนสุดท้ายของท่านนบี เพราะหลังจากนั้น ท่านนบีไม่แต่งงานกับใครอีกเลย

"ข้าได้กล้านำเชิงเทียนมามอบแด่ท่าน โอ้รอซูลุลลอฮฺ!
เจตนาของข้า ก็เพื่อรับใช้ธรณีประตูอันสูงส่งของท่าน

ของกำนัลจากบ่าวต่ำต้อยเช่นข้า ย่อมไม่คู่ควรกับเกียรติของท่าน
โปรดรับไว้ด้วยความกรุณาและเมตตาเถิด โอ้รอซูลุลลอฮฺ!

มีใครเล่าที่ข้าจะพึ่งพา นอกจากท่าน
รอบกายท่านเต็มไปด้วยความเมตตาและความเป็นศิริมงคล

ข้าขอที่พึ่งเพียงท่าน อยู่ในความเมตตาของท่าน
โปรดเมตตาและชะฟาอะฮ์แก่ข้าเถิด โอ้รอซูลุลลอฮฺ!

ทั้งโลกนี้และโลกหน้า โปรดรับ ฮานี มะฮ์มูด อัดลี เป็นของท่าน
อำนาจอธิปไตยเริ่มต้นและจบสิ้นที่ท่าน โอ้รอซูลุลลอฮฺ!"

—สุลต่านมะฮ์มูดที่ 2

การเข้ารับอิสลามของคอลิด อิบนุ วะลีด

เมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ซึ่งถูกส่งมาเป็นความเมตตาแก่สากลโลก เดินทางไปยังมักกะฮฺเพื่อทำอุมเราะฮ์ ท่านได้ถามท่านวะลีด อิบนุ วะลีด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ หนึ่งในเศาะฮาบะฮฺของท่านว่า "คอลิดอยู่ที่ไหนเล่า คนอย่างเขาไม่ควรพลาดในการได้รู้จักอิสลาม หากเขาได้ใช้ความพยายามและความกล้าหาญของเขามาใช้เพื่ออิสลาม และยืนเคียงข้างพวกมุสลิมแทนที่จะเป็นฝ่ายกุฟฟาร นั่นย่อมเป็นสิ่งที่น่ายกย่องยิ่ง เราจะรักและให้เกียรติเขาอย่างมาก"

วะลีด อิบนุ วะลีด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ มักเขียนจดหมายถึงพี่ชายของตนอยู่เสมอ เพื่อเชิญชวนให้เขาเข้ารับอิสลาม เมื่อถ้อยคำของท่านนบีถูกถ่ายทอดไปถึงท่านคอลิด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ความเอนเอียงของหัวใจเขาสู่ศรัทธาก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

หลังจากการทำอุมเราะฮ์เสร็จสิ้น บรรดาเศาะฮาบะฮฺได้เดินทางกลับสู่มะดีนะฮ์ กาลเวลาก็ล่วงเลยจนเข้าสู่ปีฮิจเราะฮ์ที่แปด ในเวลานั้น คอลิดไม่อาจรอได้อีกต่อไป หัวใจของเขาโหยหาที่จะเดินทางไปยังมะดีนะฮ์ เพื่อยืนต่อหน้าท่านนบี และได้รับเกียรติด้วยการเข้ารับอิสลาม

ท่านคอลิดเล่าว่า "อัลลอฮฺทรงประทานความรักต่อท่านนบีลงในหัวใจของฉัน พระองค์ทรงทำให้ฉันรักอิสลาม และทำให้ฉันมองเห็นความแตกต่างระหว่างความจริงกับความเท็จ ฉันบอกกับตัวเองว่า ฉันได้อยู่ในทุกสมรภูมิที่ต่อสู้กับมุฮัมมัด แต่ทุกครั้งที่ออกจากสนามรบ ฉันรู้สึกเสมอว่าตนเองอยู่บนเส้นทางที่ผิด และคิดเสมอว่าวันหนึ่งเขาจะต้องเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะอย่างแน่นอน

ฉันเคยเป็นแม่ทัพฝ่ายกุฟฟารในช่วงที่ท่านนบีมาที่หุดัยบิยะฮ์ ใกล้กับอุศฟาน ครั้งหนึ่งฉันเข้าใกล้ชาวมุสลิม และพวกเขาก็มองเห็นฉัน ขณะนั้นท่านนบีกำลังนำเศาะฮาบะฮฺละหมาดอัศรด้วยความสงบ หากเราบุกโจมตีในเวลานั้น ก็คงได้ผล แต่แผนกลับไม่สำเร็จ ราวกับว่าท่านนบีรู้ถึงความตั้งใจของเรา เพราะในการละหมาดครั้งถัดมา พวกเขาละหมาดด้วยความระมัดระวังยิ่งขึ้น

เหตุการณ์นี้ทำให้ฉันฉุกคิดว่า บุคคลผู้นี้ต้องได้รับการปกป้องจากอัลลอฮฺ ฉันครุ่นคิดอยู่เช่นนั้น และไม่ได้ปรากฏตัวต่อหน้าท่านนบีเมื่อท่านเดินทางมาทำอุมเราะฮ์ในมักกะฮฺ"

คอลิดเล่าต่อว่า ในเวลานั้นพี่ชายของเขา วะลีด ได้เดินทางมากับท่านนบี แต่ไม่พบตัวเขา จึงทิ้งจดหมายไว้ว่า

"บิสมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮีม
หลังจากสรรเสริญอัลลอฮฺและกล่าวสลามแด่ท่านนบีแล้ว
ข้าพเจ้าขอเรียนว่า ไม่เคยพบสิ่งใดน่าประหลาดใจเท่ากับการที่ท่านยังหันหลังให้อิสลาม ทั้งที่ท่านรู้ดีว่าหนทางที่เดินอยู่นั้นไม่ถูกต้อง เหตุใดจึงไม่ใช้สติใคร่ครวญเล่า
น่าแปลกที่ท่านยังไม่รู้จักศาสนาอันแท้จริงเช่นนี้ ท่านนบีได้ถามถึงตัวท่าน และหวังให้ท่านรู้จักอิสลาม และใช้ความกล้าหาญของท่านเพื่ออิสลาม แทนที่จะใช้กับพวกมุชริก
โอ้พี่ชายเอ๋ย ท่านได้พลาดโอกาสไปมากแล้ว อย่าผลัดวันอีกเลย"

"อิสลามได้ลบล้างบาปทั้งหลายที่มาก่อนหน้านี้แล้ว"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

เมื่อคอลิดอ่านจดหมายฉบับนี้ ความปรารถนาที่จะเข้ารับอิสลามก็ยิ่งทวีขึ้น เขารีบเตรียมตัวออกเดินทาง และถ้อยคำของท่านนบีทำให้เขาดีใจอย่างยิ่ง

คืนนั้นเขาฝันว่า ตนเองได้เดินออกจากสถานที่คับแคบ แห้งแล้ง และกันดาร ไปสู่สถานที่กว้างขวาง ร่มรื่น และอุดมสมบูรณ์ เขาตั้งใจว่า เมื่อไปถึงมะดีนะฮ์แล้ว จะเล่าความฝันนี้ให้ท่านอบูบักร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ฟัง และขอคำอธิบายจากท่าน

เมื่อเตรียมตัวเรียบร้อย เขาคิดว่าใครจะร่วมเดินทางไปกับเขาได้บ้าง เขาไปหาซอฟวาน อิบนุ อุมัยยะฮ์ แต่ถูกปฏิเสธ จากนั้นไปหาอิกริมะฮฺ บุตรของอบูญะฮัล ซึ่งก็ปฏิเสธเช่นกัน ต่อมาเขาไปหาอุษมาน อิบนุ ฏ็อลฮะฮ์ และบอกว่าตนตั้งใจจะไปพบท่านนบีเพื่อเข้ารับอิสลาม พร้อมชวนให้ร่วมเดินทางไปด้วย อุษมานตอบรับทันที และทั้งสองออกเดินทางในยามรุ่งเช้า

เมื่อถึงสถานที่ชื่อฮีเราะฮ์ พวกเขาได้พบกับอัมร์ อิบนุ อาศ เขาถามว่าพวกเขาจะเดินทางไปที่ใด เมื่อทราบความจริง เขาจึงบอกว่า ตนเพิ่งกลับมาจากอะบิสซิเนีย และได้เข้ารับอิสลามที่นั่นกับท่านนัจญาชี และกำลังเดินทางไปยังมะดีนะฮ์เพื่อทำบัยอะฮ์กับท่านนบี

ดังนั้น ทั้งสามจึงร่วมเดินทางไปด้วยกันจนถึงมะดีนะฮ์

เมื่อคอลิดมาถึง เขาได้ยินว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า "มักกะฮฺได้ส่งบุคคลอันเป็นที่รักของตนมายังเราแล้ว"

เมื่อฉันเดินทางถึงมะดีนะฮ์ ฉันถอดชุดเดินทางออก แล้วสวมเสื้อผ้าที่ดีที่สุด เตรียมตัวจะเข้าพบท่านนบีผู้เป็นที่รัก ขณะนั้นพี่ชายของฉัน วะลีด ได้มาหาฉันและกล่าวว่า "รีบไปเถิด นบีของเราได้รับข่าวการมาถึงของเจ้าแล้ว ท่านมีความยินดีอย่างยิ่ง และกำลังรอเจ้าอยู่"

ฉันจึงรีบตรงไปยังเบื้องหน้าของท่านนบีผู้ยิ่งใหญ่ ฉันกล่าวสลามและกล่าวว่า"ฉันขอปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และท่านคือศาสนทูตของอัลลอฮฺ" ท่านตอบว่า "อัลฮัมดุลิลลาฮ์ ต่อผู้ทรงชี้นำเจ้า และทำให้เจ้ามาสู่หนทางที่ถูกต้อง"

จากนั้นฉันขอให้ท่านวิงวอนต่ออัลลอฮฺ ให้การอภัยโทษแก่บาปของฉัน ท่านจึงขอดุอาให้ฉัน และกล่าวว่า "อิสลามได้ลบล้างบาปทั้งหลายที่มาก่อนหน้านี้แล้ว"

และสหายทั้งสองของฉันก็เข้ารับอิสลามเช่นเดียวกัน

28

และแล้ววีรบุรุษทั้งสามแห่งมักกะฮฺ ผู้ไม่เคยลังเลที่จะสละชีวิตเพื่อความศรัทธาของตน ก็ได้รับเกียรติให้เป็นเศาะฮาบะฮฺในสำนักของท่านนบี ด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยความจริงใจ ตั้งแต่บัดนี้ไป พวกเขาตั้งใจจะทุ่มเทกำลังทั้งหมดเพื่อทำลายล้างกุฟรฺและส่งเสริมสัจธรรม บรรดาเศาะฮาบะฮฺต่างมีความยินดีอย่างยิ่งต่อการที่พวกเขารับอิสลาม และร่วมกันเปล่งเสียงตักบีร "อัลลอฮฺอักบัร"

มุฮัมมัดผู้ทรงเกียรติ คือเสียงแห่งสัจธรรม
คือผู้นำของทั้งโลกนี้และโลกหน้า
ชาวอาหรับและเปอร์เซียล้วนเป็นบ่าวของท่าน

กาลเวลามิเคยเห็นดอกกุหลาบใดเสมอเหมือนกุหลาบนั้น
เจ้าก็จงโค้งศีรษะต่อความงามนั้นเถิด

อิมาม อัล-บุซัยรี