นบีที่รัก

เหตุการณ์ฮุดัยบียะฮฺ

ตั้งเจตนาเพื่ออุมเราะฮ์ แต่ผลลัพธ์คือฮุดัยบียะฮฺ
ในเดือนซุลเกาะอ์ดะฮ์ ปีฮิจเราะฮ์ที่หก คืนหนึ่งท่านนบีฝันว่า ท่านและบรรดาเศาะฮาบะฮฺได้เข้าสู่เมืองมักกะฮฺ ทำการฏอวาฟรอบกะอฺบะฮฺ บางคนโกนศีรษะ บางคนตัดผมสั้น เมื่อท่านเล่าความฝันนี้ให้บรรดาเศาะฮาบะฮฺฟัง พวกเขาต่างรู้สึกยินดี และเต็มไปด้วยความหวังว่าจะได้กลับไปยังมักกะฮฺ บ้านเกิดอันงดงาม ที่ซึ่งเต็มไปด้วยความทรงจำอันล้ำค่า นับแต่วันฮิจเราะฮ์ก็ยังไม่ได้เห็นบ้านเกิดอีกเลย

พวกเขาจะได้ไปเยือนและฏอวาฟรอบกะอฺบะฮฺอันศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง ทิศที่พวกเขาหันหน้าเข้าหาวันละห้าครั้งและโหยหาที่จะได้พบมาโดยตลอด ข่าวดีนี้ทำให้หัวใจทุกคนยิ้มทั้งน้ำตา เมื่อท่านนบียืนยันว่า "พวกท่านจะได้เข้าสู่มัสยิดอัลหะรอมแน่นอน" บรรดาเศาะฮาบะฮฺจึงรีบเตรียมตัวกันทันที

เมื่อท่านนบีผู้เป็นที่รัก เตรียมพร้อมแล้ว ท่านได้มอบหมาย อับดุลลอฮฺ อิบนุอุมมิมักตูม ให้ทำหน้าที่รักษาการณ์แทนในเมืองมะดีนะฮ์ วันจันทร์แรกของเดือนซุลเกาะอ์ดะฮ์ ท่านขึ้นอูฐชื่อก็อศวาอ์ พร้อมกับบรรดาเศาะฮาบะฮฺหนึ่งพันสี่ร้อยคน พวกเขากล่าวอำลาผู้ที่อยู่ในมะดีนะฮ์ ตั้งเนียต (การตั้งเจตนาในใจของบุคคลนั้นเพื่อกระทำการใด ๆ เพื่ออัลลอฮฺตะอาลา) เพื่อการอุมเราะฮ์ และมุ่งหน้าสู่เมืองมักกะฮฺอันศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาพกดาบเพื่อป้องกันตัวระหว่างการเดินทาง และอูฐเจ็ดสิบตัวสำหรับกุรบาน กองคาราวานนี้มีทหารม้าสองร้อยนาย และมีสตรีสี่คน หนึ่งในนั้นคือท่านหญิงอุมมุสะละมะฮ์ ภรรยาของท่านนบีผู้บริสุทธิ์และเปี่ยมด้วยความจำเริญ

เมื่อถึงซุลฮุลัยฟะฮ์ สถานที่ที่ได้รับบัญชาให้สวมอิหฺรอม พวกเขาทำการสวมอิหฺรอมและละหมาดอัศร์ จากนั้นจึงทำเครื่องหมายที่หูอูฐที่จะถูกเชือดเป็นกุรบานแล้วคล้องเชือกไว้ที่คอ

ท่านนบีแต่งตั้ง นาญิยะฮ์ อิบนุญุนดุบ อัสลามี ให้เป็นผู้ดูแลอูฐ และแต่งตั้ง อับบาด อิบนุ บิชรฺ ให้เป็นผู้บังคับการของกองทหารม้า 20 นาย และถูกส่งไปล่วงหน้าเพื่อทำหน้าที่ลาดตระเวนตรวจดูเส้นทาง อีกทั้งส่งบิชร อิบนุซุฟยานไปเป็นผู้ส่งข่าวถึงชาวมักกะฮฺ1

เมื่ออยู่ในอิหฺรอม ท่านนบีและบรรดาเศาะฮาบะฮฺก็เริ่มกล่าวตัลบียะฮ์สรรเสริญอัลลอฮฺว่า

"ลับบัยกัลลอฮุมมะลับบัยก์ ลับบัยกะลา ชะรีกะละกะลับบัยก์ อินนัลฮัมดะ วันนิอฺมะตะ ละกะวัลมุลก์ ลาชะรีกะลัก"

(โอ้อัลลอฮฺ ข้าพระองค์ได้ตอบสนองคำเรียกร้องของพระองค์ ข้าพระองค์ตอบสนองคำเรียกร้องของพระองค์ ด้วยการไม่ตั้งสิ่งใดมาเป็นภาคีกับพระองค์ แท้จริงการสรรเสริญ ความโปรดปรานและอำนาจเป็นของพระองค์ ไม่มีการตั้งสิ่งใดมาเป็นภาคีต่อพระองค์)

"ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ไม่ว่าสิ่งใดก็ตามที่พวกกุร็อยช์ร้องขอจากข้าพเจ้า โดยมีเงื่อนไขให้ให้เกียรติแก่บัยตุลชะรีฟ ข้าพเจ้าจะยอมรับสิ่งนั้น"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

เสียงตัลบียะฮ์ดังก้องจนแผ่นดินและท้องฟ้าสั่นสะเทือน บรรยากาศในซุลฮุลัยฟะฮ์เรืองรองไปด้วยแสงแห่งความหวัง ทุกคนต่างตื่นเต้นยินดี รีบออกเดินทางโดยเร็วที่สุด

ระหว่างทาง อุมัร และ สะอฺด์ อิบนุอุบาดะฮ์ ได้เข้ามาเรียนแก่ท่านนบีว่า "โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ เราจะไปหาผู้ที่เคยทำสงครามกับท่านโดยไม่มีอาวุธเลยหรือ เรากลัวว่ากุร็อยช์จะโจมตีท่านและทำร้ายท่าน" ท่านนบีตอบว่า "ฉันตั้งเจตนาเพื่ออุมเราะฮ์ ฉันไม่ต้องการพกอาวุธขณะอยู่ในสภาพนี้"

การเดินทางเป็นไปอย่างสงบ พวกเขาแวะเยี่ยมเยียนตามชนเผ่าต่าง ๆ ตลอดเส้นทาง ท่านนบีได้เชิญชวนพวกเขาสู่อิสลาม บางเผ่าก็ลังเล บางเผ่ามอบเป็นของกำนัลให้ ในที่สุดพวกเขาก็เดินทางมาถึงครึ่งทาง ณ สถานที่ชื่อฆอดีร อัลอัชต๊าต อยู่ข้างหลังอุศฟาน ซึ่ง บิชรฺ อิบนุซุฟยาน ถูกส่งไปเพื่อเจรจากับชาวมักกะฮฺ เขากลับมาเล่าให้ท่านนบีฟังว่า "โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ ชาวกุร็อยช์รู้แล้วว่าท่านกำลังจะมา พวกเขาหวาดกลัวจนจัดงานเลี้ยงใหญ่โตให้แก่ชนเผ่ารอบ ๆ เพื่อขอความช่วยเหลือ และได้ส่งกองกำลังม้าสองร้อยนายมาตรวจการณ์ พวกเผ่ารอบข้างตอบรับคำขอนั้นและมารวมตัวกันที่สถานที่ชื่อบัลดะฮ์ พวกเขาสร้างป้อมปราการมากมาย และสาบานว่าจะไม่ยอมให้ท่านเข้าสู่มักกะฮฺได้อย่างเป็นอันขาด"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ท่านนบีผู้เป็นที่รักก็รู้สึกเศร้าใจและกล่าวว่า "กุร็อยช์ถูกทำลายไปเสียแล้ว สงครามได้กลืนกินพวกเขาไปแล้ว... พวกมุชริกแห่งกุร็อยช์คิดว่าตนเองมีอำนาจเช่นนั้นหรือ วัลลอฮ์ ฉันจะไม่มีวันเลิกต่อสู้กับพวกเขาเด็ดขาด จนกว่าศีรษะของฉันจะขาดออกจากร่าง หรือจนกว่าฉันจะทำให้ศาสนาที่อัลลอฮฺทรงส่งฉันมาเผยแพร่นี้ กลายเป็นศาสนาที่แพร่หลายและอยู่เหนือสิ่งอื่นใด"

จากนั้นท่านนบีได้หันไปถามความเห็นจากบรรดาเศาะฮาบะฮฺผู้กล้าหาญ เหล่าเศาะฮาบะฮฺผู้ยิ่งใหญ่ที่มอบทั้งชีวิตและจิตวิญญาณเพื่อท่านรอซูลุลลอฮฺตอบพร้อมกันว่า "โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ อัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์ทรงรู้ดียิ่งกว่า ชีวิตของเราขอมอบไว้เพื่อท่านเถิด เราออกเดินทางครั้งนี้ด้วยเจตนาที่จะฏอวาฟรอบบัยตุลลอฮ์ ไม่ใช่เพื่อสู้รบหรือสังหารใคร แต่หากพวกเขาจะขัดขวางไม่ให้เราไปเยือนกะอฺบะฮฺ เราก็ขอยืนหยัดที่จะสู้จนกว่าจะบรรลุเป้าหมายของเรา"

ท่านนบีภูมิใจในความมุ่งมั่นของบรรดาเศาะฮาบะฮฺ ท่านกล่าวว่า "จงก้าวเดินออกไปด้วยพระนามอันทรงเกียรติของอัลลอฮฺเถิด" บรรดาเศาะฮาบะฮฺรอบตัวท่านต่างมุ่งหน้าต่อไปยังมักกะฮฺ พลางกล่าวตัลบียะฮ์ "ลับบัยกัลลอฮุมมะลับบัยก์" และเปล่งเสียงตักบีร "อัลลอฮฺอักบัร อัลลอฮฺอักบัร"

บ่ายวันหนึ่ง บิลาล อัลฮะบะชีได้อะซาน อัลมุฮัมมะดี ด้วยเสียงอันงดงามของเขา เพื่อป่าวประกาศว่าเวลาละหมาดมาถึงแล้ว ขณะนั้นกองทัพม้าของกุร็อยช์จำนวนสองร้อยนายได้เดินทางมาถึง และตั้งแถวขวางอยู่ระหว่างเศาะฮาบะฮฺกับเส้นทางสู่มักกะฮฺ พวกเขาพร้อมจะเข้าโจมตี ถึงกระนั้น ท่านนบีพร้อมบรรดาเศาะฮาบะฮฺ ได้ยืนเรียงหน้ากระดานและเริ่มละหมาด ภาพที่ปรากฏนั้นยิ่งใหญ่และงดงามอย่างยิ่ง เศาะฮาบะฮฺราวหนึ่งพันสี่ร้อยคน ยืนเป็นแถวอยู่เบื้องหลังท่านนบีอย่างสงบนิ่งไม่ไหวติงในกิยาม และโค้งลงพร้อมกันในรุกูอฺโดยเฉพาะเมื่อพวกเขาทั้งหมดก้มลงพร้อมกันในท่าสุญูด ภาพนั้นช่างงดงามดั่งเทือกเขาใหญ่ที่ก้มลงและยกขึ้นในจังหวะเดียวกัน

เหตุการณ์ฮุดัยบียะฮฺ

การที่บรรดาเศาะฮาบะฮฺได้แสดงความถ่อมตนโดยการก้มศีรษะให้หน้าผากแนบสู่พื้นดินต่อพระพักตร์ของอัลลอฮฺ ได้ทำให้ความรักต่ออิสลามเริ่มก่อตัวขึ้นในหัวใจของทหารม้ากุร็อยช์บางคน

พวกมุชริกแห่งกุร็อยช์คิดว่าตนเองมีอำนาจเช่นนั้นหรือ วัลลอฮ์ ฉันจะไม่มีวันเลิกต่อสู้กับพวกเขาเด็ดขาด จนกว่าศีรษะของฉันจะขาดออกจากร่าง หรือจนกว่าฉันจะทำให้ศาสนาที่อัลลอฮฺทรงส่งฉันมาเผยแพร่นี้ กลายเป็นศาสนาที่แพร่หลายและอยู่เหนือสิ่งอื่นใด"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

เมื่อการละหมาดและกล่าวสลามเสร็จสิ้นแล้ว แม่ทัพม้าของกุร็อยช์รู้สึกเสียดาย เขากล่าวว่า "ถ้าเราฉวยโอกาสเข้าโจมตีตอนที่มุสลิมกำลังละหมาด เราคงสังหารพวกเขาได้ทั้งหมด เราทิ้งโอกาสนั้นได้อย่างไร" เขาหันไปบอกพรรคพวกว่า "แต่ไม่ต้องห่วง พวกเขาจะต้องละหมาดอีกครั้ง เพราะการละหมาดนั้นเป็นที่รักยิ่งสำหรับพวกเขา ยิ่งกว่าชีวิตและลูกหลานของพวกเขาเสียอีก"

อัลลอฮฺตะอาลาได้ทรงแจ้งคำพูดของพวกเขาโดยการประทานเป็นวะฮีย์แก่ท่านนบีผ่านญิบรออีล อะลัยฮิสสลาม อายะฮ์นี้ถูกประทานลงมาว่า

"(โอ้ผู้เป็นที่รักของเรา) เมื่อเจ้าอยู่ท่ามกลางพวกเขา (ต่อหน้าเหล่าศัตรู) และเจ้านำพวกเขา (สหายของเจ้า) ในการละหมาด (แบ่งพวกเขาออกเป็นสองกลุ่ม) ให้กลุ่มหนึ่งละหมาดกับเจ้า และให้กลุ่มหนึ่งคอยเฝ้าระวังศัตรูไว้ และจงให้พวกเขาถืออาวุธด้วย เมื่อกลุ่มที่ละหมาดร็อกอะฮ์หนึ่งกับเจ้าเสร็จแล้ว ก็ให้พวกเขาไปยืนเฝ้าศัตรูแทน (โดยหลีกเลี่ยงการกระทำใด ๆ ที่ทำให้การละหมาดเสีย) จากนั้นให้กลุ่มที่ยังไม่ได้ละหมาดเข้ามาละหมาดร็อกอะฮ์ที่สองกับเจ้า และให้พวกเขานำเกราะ โล่ และอาวุธมาด้วย (และให้พวกเขาร่วมอ่านตะชะฮ์ฮุดกับเจ้า เมื่อเจ้ากล่าวสลาม พวกเขายังไม่ต้องกล่าวสลาม แต่ให้ลุกไปเฝ้าศัตรูเสียก่อน แล้วให้ผู้ที่ละหมาดเพียงหนึ่งร็อกอะฮ์ย้อนกลับมาละหมาดเพิ่มอีกหนึ่งร็อกอะฮ์ด้วยตนเองแล้วจึงกล่าวสลาม ส่วนผู้ที่ได้ละหมาดร็อกอะฮ์ที่สองพร้อมอิหม่าม ก็ให้กลับมาอีกครั้ง ทำเพิ่มอีกหนึ่งร็อกอะฮ์จนสมบูรณ์ แล้วค่อยกล่าวสลาม)
แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธนั้นหวังให้พวกเจ้าเผลอวางอาวุธและทรัพย์สินของพวกเจ้า เพื่อพวกเขาจะได้จู่โจม แต่ถ้าพวกเจ้าลำบากเพราะฝนตก หรือเจ็บป่วย ก็ไม่มีบาปสำหรับการวางอาวุธ แต่จงระวังให้ดีเถิด แท้จริงอัลลอฮฺได้ทรงเตรียมการลงโทษอันน่าอัปยศไว้สำหรับบรรดาผู้ปฏิเสธแล้ว"2

เมื่อถึงเวลาอัศร์ บิลาลก็ได้อะซานอีกครั้ง กองทัพม้ากุร็อยช์ก็เข้ามาขวางทางบรรดาเศาะฮาบะฮฺกับเส้นทางสู่มักกะฮฺอีกครั้งและพร้อมจะเข้าโจมตี ท่านนบีจึงนำละหมาดตามที่อัลกุรอานได้กำหนดไว้ การละหมาดอย่างรอบคอบและประณีตของมุสลิมนี้ทำให้พวกมุชริกต้องประหลาดใจ และอัลลอฮฺได้ทรงบรรจุความหวาดกลัวลงไปในหัวใจของพวกมุชริก จึงทำให้ไม่มีใครกล้าบุกเข้าโจมตี พวกเขาตัดสินใจถอยกลับเพื่อนำข่าวนี้กลับไปยังมักกะฮฺ ขณะที่ท่านนบีและบรรดาเศาะฮาบะฮฺก็ยังคงมุ่งหน้าไปสู่มักกะฮฺ

เมื่อถึงเขตแดนของมักกะฮฺอันศักดิ์สิทธิ์ อูฐของท่านนบีชื่อก็อศวาอ์ก็พับขานั่งลงทันทีโดยไม่มีสาเหตุ ไม่ว่าจะพยายามอย่างไรก็ทำให้มันลุกขึ้นไม่ได้ ท่านนบี ผู้นำแห่งสากลจักรวาล เอ่ยว่า "ก็อศวาอ์มิได้มีนิสัยเช่นนี้ แต่อัลลอฮฺตะอาลาเคยหยุดช้างของอับรอฮะฮ์มิให้เข้าสู่มักกะฮฺ บัดนี้พระองค์ทรงหยุดก็อศวาอ์ ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ผู้มีอำนาจเหนือชีวิตของฉัน ไม่ว่าสิ่งใดที่กุร็อยช์ร้องขอจากฉัน ซึ่งเป็นสิ่งที่อัลลอฮฺสั่งห้ามกระทำในเขตหะรอม (เช่น การละทิ้งการสู้รบและการนองเลือด) ฉันจะปฏิบัติตามทั้งหมดโดยแน่แท้"

หลังจากนั้นพวกเขาพยายามให้ก็อศวาอ์ลุกขึ้นอีกครั้งจึงสำเร็จ แต่ก็อศวาอ์ไม่เดินเข้าไปในเขตหะรอม มันหยุดอยู่ที่ฮุดัยบียะฮฺซึ่งอยู่บริเวณเขตแดน ท่านนบีและบรรดาเศาะฮาบะฮฺพักอยู่ที่นั่นด้วยน้ำมีเพียงน้อยนิด

ท่านนบีได้ให้ตั้งเต็นท์ของท่านนอกเขตแดนมักกะฮฺอันศักดิ์สิทธิ์ และเฝ้ารออยู่กับบรรดาเศาะฮาบะฮฺ เมื่อถึงเวลาละหมาด พวกเขาจึงละหมาดภายในเขตมักกะฮฺอัลมุกรอมะฮ์ แต่น้ำในบ่อหมดเกลี้ยง ไม่มีเหลือสำหรับดื่มหรือใช้สอยเลย เหลือเพียงน้ำในภาชนะของท่านนบีเท่านั้น บรรดาเศาะฮาบะฮฺจึงมาเข้าเฝ้าท่านว่า "โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ ขอให้เราได้สละชีวิตเพื่อท่านเถิด ตอนนี้เหลือน้ำแค่เพียงในภาชนะของท่านเท่านั้น พวกเราแย่แล้ว"

ท่านนบี ผู้นำแห่งโลกนี้และโลกหน้า ได้กล่าวว่า "ตราบใดที่ฉันยังอยู่กับพวกท่าน พวกท่านจะไม่มีวันพินาศ" แล้วท่านกล่าวบิสมิลลาฮ์และวางมืออันประเสริฐของท่านลงบนภาชนะนั้น เมื่อท่านยกมือขึ้นและกล่าวว่า "จงมารับไปเถิด" น้ำก็พรั่งพรูออกมาจากช่องระหว่างนิ้วมือของท่าน ราวกับตาน้ำที่มีน้ำไหลไม่รู้จบ บรรดาเศาะฮาบะฮฺจึงได้ดื่ม ทำวุฎูอฺอ์ เติมถุงเสบียงบรรจุน้ำ และให้น้ำแก่สัตว์ทุกตัวได้อย่างเพียงพอ ท่านนบีผู้เปรียบดั่งมหาสมุทรแห่งความเมตตา มองดูพวกเขาด้วยรอยยิ้ม และสรรเสริญอัลลอฮฺด้วยใจที่เปี่ยมด้วยความขอบคุณ

ญาบิร อิบนุอับดุลลอฮฺ ผู้อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นเล่าว่า "วันนั้นพวกเรามีจำนวนหนึ่งพันสี่ร้อยคน แต่แม้จะมีกันมากถึงหนึ่งแสนคน น้ำนั้นก็ยังคงเพียงพอสำหรับทุกคนอยู่ดี"

บัยอะตุรริฎวาน

"โอ้อุรวะฮ์ จงบอกตามความจริงเพื่ออัลลอฮฺเถิด การขัดขวางกุรบานของอูฐเหล่านั้น การขัดขวางการไปเยือนกะอฺบะฮฺ อัลมุอัซซะมะฮ์ และการขัดขวางการฏอวาฟนั้น เป็นสิ่งที่สมควรหรือไม่"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

ขณะที่ท่านรอซูลุลลอฮฺพำนักอยู่ที่ฮุดัยบียะฮฺ บุดัยล์ หัวหน้าเผ่าคุซาอะฮ์ซึ่งเป็นพันธมิตรกับมุสลิมมายาวนานได้มาแจ้งข่าวว่า กองทัพกุร็อยช์ร่วมกับชนเผ่ารอบข้างได้มาตั้งค่ายอยู่ที่ฮุดัยบียะฮฺ และสาบานว่าจะสู้รบจนกว่ากำลังของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะสูญสิ้นไป ท่านนบีกล่าวว่า "เรามิได้มาที่นี่เพื่อสู้รบกับใคร เราตั้งใจมาทำอุมเราะฮ์ เพื่อฏอวาฟและไปเยือนกะอฺบะฮฺอัลมุอัซซะมะฮ์ แต่ถึงกระนั้น หากมีผู้ใดมาขัดขวางการไปเยือนบัยตุลลอฮ์ เราย่อมต้องสู้ต่อไปจนกว่าจะไปถึงเป้าหมาย แน่นอนว่าสงครามได้บ่อนทำลายเผ่ากุร็อยช์มามาก ทำให้พวกเขาอ่อนกำลังและเสียหายอย่างหนัก หากพวกเขาต้องการ ฉันจะกำหนดระยะเวลาสงบศึกให้ ในช่วงนั้นพวกเขาจะปลอดภัยจากฉัน และอย่าได้มาขัดขวางระหว่างฉันกับเผ่าอื่น ปล่อยให้ฉันได้จัดการกับพวกเขา หากฉันมีชัยเหนือชนเผ่าเหล่านั้น แล้วอัลลอฮฺทรงนำทางพวกเขาให้เข้าสู่อิสลาม และหากพวกกุร็อยช์ประสงค์ ก็จงเข้ารับอิสลามเช่นเดียวกับพวกเขา แต่ถ้าฉันไม่ได้รับชัยชนะอย่างที่พวกเขาคิด พวกกุร็อยช์เองก็จะได้พักและมีโอกาสฟื้นกำลัง แต่หากกุร็อยช์ไม่ยอมรับข้อเสนอนี้และเลือกจะสู้กับฉัน ฉันขอสาบานต่ออัลลอฮฺผู้ทรงกุมชีวิตของฉันไว้ว่า ฉันจะสู้กับพวกเขาจนกว่าศีรษะจะแยกออกจากร่าง เพื่อศาสนาที่ฉันถูกส่งมาเผยแพร่ อัลลอฮฺย่อมทำให้สัญญาแห่งการช่วยเหลือของพระองค์สำเร็จแน่นอน"

บุดัยล์จึงออกเดินทางไปยังที่บัญชาการของกุร็อยช์ เพื่อนำถ้อยคำของท่านนบีไปแจ้ง เมื่อพวกมุชริกได้ฟังสิ่งที่บุดัยล์ถ่ายทอด พวกเขาจึงส่งบุคคลสำคัญของตนคือ อุรวะฮ์ อิบนุ มัสอูด มาพบกับท่านนบี เมื่ออุรวะฮ์กล่าวว่ากุร็อยช์ยืนกรานว่าจะไม่ให้ใครเข้าสู่มักกะฮฺ ท่านนบีจึงถามว่า "โอ้อุรวะฮ์ จงบอกตามความจริงเพื่ออัลลอฮฺเถิด การขัดขวางกุรบานของอูฐเหล่านั้น การขัดขวางการไปเยือนกะอฺบะฮฺ อัลมุอัซซะมะฮ์ และการขัดขวางการฏอวาฟนั้น เป็นสิ่งที่สมควรหรือไม่" จากนั้นท่านก็ถ่ายทอดข้อเสนอเดียวกับที่ได้บอกแก่หัวหน้าเผ่าคุซาอะฮ์ก่อนหน้านี้

ระหว่างที่อุรวะฮ์นั่งฟัง เขาพิจารณาดูจริยวัตรของบรรดาเศาะฮาบะฮฺ วิธีที่เขาปฏิบัติต่อกันและต่อท่านนบี ความเคารพและความยำเกรงที่มีต่อท่าน หลังจากฟังข้อเสนอจบ อุรวะฮ์ก็ลุกกลับไปแจ้งแก่กุร็อยช์ว่า

"ชาวกุร็อยช์ทั้งหลาย พวกท่านก็รู้กันว่าฉันเคยเป็นทูตที่ได้เข้าเฝ้ากษัตริย์มามาก ทั้งซีซาร์ ทั้งนัจญาชี และชาห์ ขอสาบานว่าไม่เคยเห็นผู้ปกครองคนใดได้รับความเคารพเท่าที่ชาวมุสลิมมีต่อมุฮัมมัดเลย สหายของท่านไม่มีผู้ใดเอ่ยถ้อยคำโดยไม่ขออนุญาต หากมีเส้นผมเส้นหนึ่งของเขาร่วงลงมา พวกเขาจะรีบแย่งมาเก็บไว้แนบอกเพื่อขอความจำเริญ เมื่อพวกเขาสนทนาใกล้มุฮัมมัด พวกเขาจะกดเสียงต่ำลงจนแทบไม่ได้ยิน เพราะความเคารพให้เกียรติที่มีต่อเขา พวกเขายังไม่กล้าแม้แต่จะจ้องมองใบหน้าของท่าน ได้แต่ก้มมองต่ำ หากเขาส่งสัญญาณหรือสั่งการสิ่งใด พวกเขาจะเร่งรีบทำให้สำเร็จ แม้ต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม

ชาวกุร็อยช์ทั้งหลาย ไม่ว่าพวกท่านจะชักดาบขึ้นมากี่ครั้ง หรือหากลวิธีใด ๆ แม้ผมของนบีเส้นเดียวพวกเขาก็ไม่มีวันมอบให้กับพวกท่าน พวกเขาจะไม่ยอมให้มีอันตรายใด ๆ และไม่ยอมให้ใครแตะต้องท่านเลย เพราะฉะนั้นในตอนนี้ มุฮัมมัดกำลังยื่นข้อเสนอสงบศึกที่ดีแก่เรา ก็จงคว้าโอกาสนี้ไว้เถิด"

แต่พวกมุชริกกุร็อยช์ ยังคงไม่ยอมรับข้อเสนอเหล่านั้น และยังปฏิบัติต่ออุรวะฮ์อย่างหยาบคาย ทำให้เขาได้รับความอับอาย

เมื่อไม่มีข่าวตอบกลับจากฝ่ายกุร็อยช์ ท่านนบีจึงส่ง ฮิรอช อิบนุอุมัยยะฮ์ ไปเป็นทูตเพื่อย้ำข้อเสนออีกครั้ง แต่พวกมุชริกกลับปฏิบัติต่อทูตฝ่ายอิสลามอย่างหยาบคายเช่นกัน พวกเขาฆ่าอูฐของเขา เอาเนื้อมันมากินและพยายามทำร้ายเขา ฮิรอชหนีรอดมาได้อย่างหวุดหวิดและกลับมารายงานเหตุการณ์แก่ท่านนบี ทำให้ท่านเสียใจมากที่ทูตของท่านถูกกระทำและดูหมิ่นเช่นนี้

ในระหว่างนั้น หุลัยส์ หัวหน้าเผ่าอะฮาบิช ปรากฏตัวขึ้นจากฝ่ายกุร็อยช์ เขาได้รับแต่งตั้งให้มาเป็นทูต เมื่อท่านนบีเห็นหุลัยส์กำลังเดินเข้ามา ท่านจึงกล่าวกับบรรดาเศาะฮาบะฮฺว่า "บุคคลที่กำลังเข้ามาเป็นคนจากชนเผ่าที่ให้ความเคารพต่อการเชือดกุรบาน และใฝ่ที่จะทำตามบัญชาของอัลลอฮฺ จงต้อนอูฐกุรบานไปทางเขาเพื่อให้เขาได้เห็นพวกมัน"

บรรดาเศาะฮาบะฮฺจึงปล่อยอูฐกุรบานที่มีเชือกคล้องคอและมีเครื่องหมายที่หูออกไป พร้อมกับกล่าวตัลบียะฮ์ว่า "ลับบัยกัลลอฮุมมะลับบัยก์"

เมื่อหุลัยส์เห็นอูฐกุรบานเหล่านั้น เขาจ้องมองพวกมันอยู่นาน น้ำตารื้นขึ้นมา และกล่าวด้วยน้ำเสียงอันสั่นเครือจากส่วนลึกของหัวใจว่า "มุสลิมไม่ได้มีเจตนาอื่นใดเลยจริง ๆ นอกจากจะทำการฏอวาฟและไปเยือนกะอฺบะฮฺ การขัดขวางพวกเขาเช่นนี้เป็นการกระทำที่เลวร้ายยิ่ง ขอสาบานต่อพระเจ้าของกะอฺบะฮฺ กุร็อยช์จะต้องพินาศเพราะความผิดครั้งนี้ของพวกเขา"

ท่านนบีได้ยินคำพูดนี้แล้วกล่าวว่า "ใช่แล้ว พวกเขาจะต้องพินาศ โอ้พี่น้องแห่งบะนีคินานะฮ์"

หุลัยส์รู้สึกละอายใจ จึงไม่กล้าเข้าเฝ้าท่านนบีหรือแม้แต่จะมองหน้าท่าน เขาจึงกลับไปยังฝ่ายกุร็อยช์ และรายงานสิ่งที่ได้เห็น พร้อมทั้งแสดงความเห็นอย่างเปิดเผยว่า "ฉันคิดว่าการห้ามเขาไปเยือนกะอฺบะฮฺคือสิ่งที่ไม่ถูกต้อง"

พวกกุร็อยช์ได้ยินแล้วโกรธจัด และกล่าวหาหุลัยส์ว่าเป็นคนโง่ คราวนี้พวกมุชริกส่ง มิกเรซ อิบนุฮัฟศ์ ผู้มีชื่อเสียงด้านความโหดร้ายมาเป็นทูต เขาก็ได้รับคำตอบเดิมกลับไป หลังจบภารกิจของมิกเรซ พวกกุร็อยช์เริ่มกลัวว่ามุสลิมอาจเข้าโจมตีอย่างกะทันหัน

ท่านนบีไม่อยากปล่อยให้เรื่องนี้ค้างคา และต้องการส่งเศาะฮาบะฮฺคนหนึ่งที่กุร็อยช์ให้ความเคารพไปเจรจา สุดท้ายจึงตกลงกันว่าจะส่ง อุษมาน อิบนุอัฟฟาน ไป ท่านนบีได้สั่งเขาว่า "จงบอกพวกเขาว่า เรามิได้มาที่นี่เพื่อสู้กับใคร เรามาเพื่อไปเยือนกะอฺบะฮฺ อัลมุอัซซะมะฮ์และทำฏอวาฟ เราจะเชือดอูฐกุรบานที่นำมานี้แล้วกลับ และจงเชิญชวนพวกเขาสู่อิสลามด้วย"

นอกจากนี้ท่านยังสั่งให้อุษมานนำข่าวดีไปบอกแก่บรรดามุสลิมในมักกะฮฺด้วยว่า เมืองมักกะฮฺจะถูกพิชิตในเวลาอันใกล้3

อุษมานได้ไปหาพวกมุชริกและบอกพวกเขาตามที่ท่านนบีได้กำชับไว้ แต่พวกมุชริกก็ยังคงยืนกรานปฏิเสธ พวกเขาบอกว่า แค่อุษมานคนเดียวเท่านั้นที่จะเข้าฏอวาฟรอบบัยตุลลอฮ์ได้ อุษมานจึงตอบว่า "หากท่านนบียังไม่ได้ฏอวาฟที่บัยตุลลอฮ์ ฉันก็จะไม่ฏอวาฟเช่นกัน"

คำตอบนี้ทำให้พวกมุชริกโกรธมากและกักตัวเขาไว้ ข่าวลือแพร่สะพัดไปยังบรรดาเศาะฮาบะฮฺว่า "อุษมานถูกฆ่าตายแล้ว" เมื่อข่าวนี้ไปถึงท่านนบี ท่านเสียใจอย่างสุดซึ้งและได้กล่าวว่า "หากข่าวนี้เป็นจริง เราจะไม่ออกจากที่นี่จนกว่าจะได้ต่อสู้กับพวกเขา"

แล้วท่านไปนั่งใต้ต้นไม้ที่ชื่อ ซะมูเราะฮ์ และเรียกบรรดาเศาะฮาบะฮฺให้มาทำบัยอะฮ์โดยกล่าวว่า
"อัลลอฮฺตะอาลาได้ทรงบัญชาให้พวกท่านกล่าวคำสาบานกับฉัน"

บรรดาเศาะฮาบะฮฺผู้กล้าหาญต่างวางมือของตนเหนือมือของท่านนบีและให้คำมั่นว่า
"เราขอสาบานว่าจะต่อสู้เบื้องหน้าท่านจนกว่าจะพิชิตได้สำเร็จ หรือพลีชีพเพื่อหนทางของอัลลอฮฺ จนกว่าอัลลอฮฺตะอาลาจะประทานชัยชนะให้แก่ท่าน"

"ผู้ใดที่ทำบัยอะฮ์ด้วยความสัตย์จริงใต้ต้นไม้ต้นนี้ จะไม่มีวันได้เข้าสู่ญะฮันนัม" หะดีษ อัช-ชะรีฟ

ท่านนบีได้วางมืออีกข้างทับลงบนมือของท่านเอง เพื่อทำบัยอะฮ์ในนามของอุษมานที่ไม่ได้อยู่ ณ ที่แห่งนั้น ท่านนบีรู้สึกปลื้มปิติต่อการบัยอะฮ์ของบรรดาเศาะฮาบะฮฺครั้งนี้ และกล่าวว่า
"ผู้ใดที่ทำบัยอะฮ์ด้วยความสัตย์จริงใต้ต้นไม้ต้นนี้ จะไม่มีวันได้เข้าสู่ญะฮันนัม"

การให้สัตยาบันครั้งนี้จึงถูกเรียกว่า บัยอะตุรริฎวาน

4

บรรดาเศาะฮาบะฮฺได้ชักดาบออกมาเตรียมพร้อมและรอสัญญาณจากท่านนบีด้วยความฮึกเหิม ในขณะเดียวกัน สายลับกุร็อยช์ที่เฝ้าดูอยู่ได้เห็นเหล่ามุญาฮิดทำบัยอะฮ์กับท่านนบีว่าจะสู้เพื่อหนทางนี้จนถึงสถานะชะฮีด พร้อมทั้งมีการเตรียมความพร้อมเข้าต่อสู้ จึงรีบกลับไปรายงานที่กองบัญชาการกุร็อยช์

ท่านนบีได้จัดเวรยามกลางคืนเพื่อคุ้มครองบรรดาเศาะฮาบะฮฺ คืนหนึ่งขณะที่อุษมานยังถูกกักขัง กลุ่มมุชริกห้าสิบคนภายใต้การนำของมิกเรซได้บุกเข้ามาหวังจะจู่โจมในเวลาที่มุสลิมหลับอยู่ คืนนั้น มุฮัมมัด อิบนุมัสละมะฮ์ กับเหล่าสหาย รับหน้าที่เฝ้าเวรยาม พวกเขาต่อสู้กันจนสามารถจับตัวศัตรูไว้ได้ ยกเว้น มิกเรซ ที่หนีรอดไปได้ พวกเขานำตัวเชลยมาพบท่านนบี บางคนถูกสั่งคุมขัง บางคนได้รับการปล่อยตัวไป

พวกมุชริกพยายามบุกโจมตีอีกครั้งในคืนถัดมา แต่ก็ถูกจับได้อีก และท่านนบีก็ได้ยกโทษและปล่อยตัวพวกเขาไปเช่นกัน

สนธิสัญญาฮุดัยบียะฮฺ

ความกลัวได้เข้าครอบงำจิตใจของกองทัพมุชริก เมื่อพวกเขาเห็นว่ากองทัพอิสลามพร้อมรบทั้งกลางวันและกลางคืน และสามารถโจมตีได้ทุกเมื่อ เมื่อมองไม่เห็นทางออกใดนอกจากการทำสัญญาสงบศึก พวกเขารีบตั้งคณะผู้แทนขึ้นมา โดยมี สุฮัยล์ อิบนุอัมร์ เป็นหัวหน้า และกำชับว่า "จงทำสัญญา โดยมีเงื่อนไขว่ามุสลิมจะไม่สามารถเข้ามักกะฮฺได้ในปีนี้"

ท่านนบีที่รักยิ่ง ได้พบกับคณะผู้แทนกุร็อยช์ คำขอแรกของพวกเขาคือการปล่อยตัวนักโทษที่ถูกจับไว้ ท่านนบีกล่าวว่า "หากพวกท่านไม่ปล่อยเศาะฮาบะฮฺของฉันที่ถูกขังในมักกะฮฺ ฉันก็จะไม่ปล่อยนักโทษของพวกท่านเช่นกัน"

สุฮัยล์กล่าวว่า "แท้จริง ท่านได้ปฏิบัติต่อเราด้วยความยุติธรรมแล้ว" แล้วเขาจึงยอมปล่อยอุษมานที่ถูกกักขังอยู่ในมักกะฮฺ พร้อมกับเศาะฮาบะฮฺอีกประมาณสิบคนที่เคยถูกจับมาก่อนหน้านี้ ส่วนพวกมุชริกที่ถูกจับในเหตุโจมตีครั้งก่อนก็ถูกปล่อยตัวเช่นกัน

หลังจากการเจรจาอันยาวนาน ทั้งสองฝ่ายก็บรรลุข้อตกลง ถึงเวลาจะต้องลงบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร อาลีถูกเลือกให้เป็นผู้เขียน มีการนำปากกาและกระดาษมาเพื่อเขียนสัญญาสงบศึก ท่านนบีผู้เป็นความเมตตาแห่งสากลจักรวาล กล่าวกับอาลีว่า "จงเขียนคำขึ้นต้นว่า บิสมิลลาฮิรเราะห์มานิรเราะฮีม"

ทันใดนั้นสุฮัยล์ก็ทักท้วงว่า "ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคำว่า อัรเราะห์มาน หมายถึงอะไร อย่าเขียนแบบนั้น แต่จงเขียนว่า บิสมิกัลลอฮุมมะ ถ้าไม่เขียนแบบนี้ ฉันจะไม่ยอมทำสัญญา"

ท่านนบีเล็งเห็นถึงประโยชน์ของสันติภาพ จึงได้กล่าวว่า "บิสมิกัลลอฮุมมะ ก็เป็นถ้อยคำที่งดงามเช่นกัน" แล้วบอกให้อาลีเขียนเช่นนั้น

เมื่อเขียนบันทึกแล้ว ท่านนบีกล่าวต่อว่า "นี่คือข้อสัญญาที่มุฮัมมัด รอซูลุลลอฮฺ ได้ทำกับสุฮัยล์ อิบนุอัมร์ เพื่อยืนยันข้อตกลงระหว่างทั้งสองฝ่าย"

สุฮัยล์จับมืออาลีไว้แล้วหันมาพูดกับท่านนบีว่า "หากพวกเรายอมรับว่าท่านคือรอซูลของอัลลอฮฺ เราก็ไม่อาจต่อต้านท่านหรือห้ามท่านไปเยือนกะอฺบะฮฺได้ ดังนั้นจงเขียนว่า มุฮัมมัด บุตรของอับดุลลอฮฺ แทนคำว่ารอซูลุลลอฮฺ"

ท่านนบีกล่าวว่า "ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ แม้พวกท่านจะปฏิเสธฉัน แต่ฉันก็คือรอซูลของอัลลอฮฺอย่างไม่ต้องสงสัย การมีชื่อฉันและชื่อบิดาของฉันอยู่ในสัญญานี้ ก็ไม่อาจลบล้างสถานะความเป็นนบีของฉันได้ โอ้อาลี จงลบมันออกเสีย แล้วเขียนว่า มุฮัมมัด บุตรของอับดุลลอฮฺ"

แต่ไม่มีเศาะฮาบะฮฺคนใดยอมให้ลบคำว่า รอซูลุลลอฮฺ ออกไปเลย ในชั่ววินาทีนั้น เหมือนพวกเขาลืมทุกสิ่งจึงกล่าวว่า "โอ้อาลี จงเขียนลงไปว่า มุฮัมมัด รอซูลุลลอฮฺ มิเช่นนั้นปัญหาระหว่างเรากับพวกมุชริกจะต้องถูกแก้ไขด้วยคมดาบเท่านั้น!"

ท่านนบีภูมิใจในความไม่ยอมแพ้ของบรรดาเศาะฮาบะฮฺ แต่ท่านได้ส่งสัญญาณมือให้พวกเขาสงบลง ท่านบอกให้อาลีลบออก แต่อาลีกล่าวว่า "โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ ขอให้ฉันได้สละชีวิตเพื่อท่านเถิด ฉันไม่สามารถลบคุณลักษณะอันประเสริฐของท่านได้จริง ๆ"

ท่านนบีจึงบอกให้เขาชี้ลงไปที่คำดังกล่าว เมื่ออาลีชี้ ท่านจึงหยิบสัญญามาและลบถ้อยคำนั้นออกด้วยนิ้วมือของท่านเอง แล้วให้เขียนลงไปว่า "มุฮัมมัด บุตรของอับดุลลอฮฺ" แทน

จากนั้นจึงเริ่มมีการเขียนข้อสัญญาลงไปว่า

สัญญานี้จะมีผลบังคับใช้สิบปี ในช่วงเวลานี้ทั้งสองฝ่ายจะไม่ทำสงครามกัน

มุสลิมจะไม่ได้เข้าสู่กะอฺบะฮฺในปีนี้ แต่จะสามารถเข้าสู่กะอฺบะฮฺได้ในปีถัดไป

มุสลิมที่มาเยือนกะอฺบะฮฺจะอยู่ในมักกะฮฺได้สามวัน และจะไม่พกพาอาวุธใด ๆ นอกจากอุปกรณ์สำหรับเดินทางทั่วไป

ขณะที่มุสลิมฏอวาฟรอบกะอฺบะฮฺ พวกกุร็อยช์จะต้องออกจากกะอฺบะฮฺ และเปิดทางให้พวกเขาทำฏอวาฟได้อย่างเสรี

หากบุคคลใดจากกุร็อยช์เข้ารับอิสลามแล้วเดินทางไปยังมะดีนะฮ์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ปกครอง จะต้องถูกส่งตัวกลับ แต่หากมุสลิมคนใดเปลี่ยนข้างและกลับไปอยู่ที่มักกะฮฺ ผู้นั้นจะไม่ถูกส่งตัวกลับคืน ในเงื่อนไขนี้ อุมัรได้ถามท่านนบีว่า "โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ ท่านจะยอมรับเงื่อนไขนี้ด้วยหรือ" ท่านนบียิ้มและตอบว่า "ใช่ ขอให้อัลลอฮฺตะอาลาทรงทำให้เราห่างไกลจากผู้ที่คิดจะไปอยู่กับพวกเขา"

หากเศาะฮาบะฮฺคนใดมาที่มักกะฮฺด้วยเจตนาในการทำฮัจญ์หรืออุมเราะฮ์ ชีวิตและทรัพย์สินของเขาจะปลอดภัย

หากผู้ปฏิเสธศรัทธาผู้ใด แวะผ่านมะดีนะฮ์ระหว่างทางไปชาม อียิปต์ หรือที่อื่น ๆ ชีวิตและทรัพย์สินของเขาก็จะปลอดภัยเช่นกัน

ชนเผ่าอาหรับอื่น ๆ สามารถเลือกที่จะเข้าร่วมฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้อย่างเสรี ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายมุสลิมหรือมุชริกก็ตาม5

"โอ้อบูจันดัล จงอดทนอีกเพียงเล็กน้อยเถิด จงอดกลั้นต่อสิ่งที่เจ้าถูกกระทำ แล้วจงขอรางวัลตอบแทนจากอัลลอฮฺ แท้จริงอัลลอฮฺจะทรงประทานทางออกแก่เจ้าและบรรดามุสลิมผู้ที่อ่อนแอและถูกทิ้งให้อยู่ลำพังเช่นเจ้าอย่างแน่นอน"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

เมื่อถึงเวลาลงนามในสัญญา ทันใดนั้นปรากฏว่ามีชายคนหนึ่งเดินลากโซ่ที่ข้อเท้าเข้ามาหากองทัพมุสลิม เขาเดินใกล้เข้ามาแล้วร้องตะโกนว่า "ช่วยฉันด้วย!"

เมื่อเสียงนั้นดังขึ้น หัวหน้าคณะกุร็อยช์รีบลุกขึ้น ใช้กิ่งไม้ที่มีหนามฟาดลงบนศีรษะและใบหน้าของชายผู้นั้น ชายที่ถูกล่ามโซ่จึงทิ้งตัวลงแทบเท้าท่านนบีด้วยความทุกข์ร้อนและวิงวอนว่า "ได้โปรดช่วยฉันด้วย โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ"

ชายคนนี้คืออบูจันดัล บุตรชายของสุฮัยล์ ผู้เป็นหัวหน้าคณะกุร็อยช์ เขาได้รับฮิดายะฮ์และเข้ารับอิสลามในมักกะฮฺ จึงถูกบิดาของเขาล่ามโซ่ไว้ เขาถูกทรมานทุกวัน และบังคับให้กราบไหว้รูปเจว็ด เมื่อสบโอกาสที่พวกมุชริกออกมาฮุดัยบียะฮฺ เขาจึงหนีออกจากมักกะฮฺโดยไม่มีใครเห็น และมาขอความช่วยเหลือจากบรรดามุสลิม

สุฮัยล์ชี้ไปยังอบูจันดัลแล้วกล่าวกับท่านนบีว่า "เขาคือคนแรกที่ท่านจะต้องส่งตัวกลับให้ฉัน ตามสัญญาที่เราเพิ่งเขียนเสร็จสิ้น"

ท่านนบีและบรรดาเศาะฮาบะฮฺต่างก็เศร้าใจเป็นที่สุด ทุกคนเฝ้ารอคำตอบของท่านนบีด้วยใจลุ้นระทึก เพราะในด้านหนึ่งคือพันธะในสัญญา แต่อีกด้านหนึ่งคือมุสลิมที่กำลังถูกทรมาน ท่านนบีจึงบอกสุฮัยล์ว่า "เรายังไม่ได้ลงนามในสัญญาเลย"

แต่สุฮัยล์กลับยืนกรานว่า "โอ้มุฮัมมัด เราได้เขียนและตกลงเงื่อนไขเสร็จสิ้นแล้ว ก่อนที่บุตรของฉันจะมาที่นี่ หากท่านไม่คืนบุตรของฉัน ฉันจะไม่ลงนามในสัญญานี้เด็ดขาด"

แม้ว่าท่านนบีจะพูดว่า "จงยกเว้นเขาออกจากสัญญาเพื่อเห็นแก่ฉันเถิด" แต่พวกมุชริกก็ไม่ยอมรับ สุฮัยล์ อิบนุอัมร์ จึงลากบุตรชายของเขาออกไป ขณะที่อบูจันดัลร้องไห้พลางวิงวอนว่า

"โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ! โอ้พี่น้องมุสลิมของฉัน! แม้ว่าฉันจะได้รับเกียรติด้วยการได้เป็นมุสลิมและมาขอลี้ภัยกับท่าน แต่ท่านกลับส่งฉันคืนให้มุชริกหรือ ท่านคิดว่าการที่ฉันต้องทนทรมานอย่างแสนสาหัสทุกวันนั้นเหมาะสมแล้วหรือ โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ! ท่านจะส่งฉันกลับไปเพื่อให้พวกเขาบังคับฉันให้ออกจากศาสนาของฉันหรือ!"

เป็นคำร้องขอที่สะเทือนใจจนยากจะทนฟัง บรรดาเศาะฮาบะฮฺผู้เปี่ยมด้วยความรักต่อศาสนาต่างน้ำตาไหลด้วยความเศร้า ดวงตาของท่านนบี ผู้เป็นมหาสมุทรแห่งความเมตตา ก็เอ่อล้นด้วยน้ำตาเช่นกัน ท่านเดินมาหาสุฮัยล์และขอร้องอีกครั้งว่า "อย่าทำอย่างนี้เลย มอบเขาให้ฉันเถิด"

แต่สุฮัยล์ตอบว่า "เป็นไปไม่ได้ ฉันจะไม่ยกโทษให้เขาเด็ดขาด"

ท่านนบีจึงกล่าวปลอบอบูจันดัลว่า "โอ้อบูจันดัล จงอดทนอีกเพียงเล็กน้อยเถิด จงอดกลั้นต่อสิ่งที่เจ้าถูกกระทำ แล้วจงขอรางวัลตอบแทนจากอัลลอฮฺ แท้จริงอัลลอฮฺจะทรงประทานทางออกแก่เจ้าและบรรดามุสลิมผู้ที่อ่อนแอและถูกทิ้งให้อยู่ลำพังเช่นเจ้าอย่างแน่นอน เราไม่อาจผิดคำมั่นที่ให้ไว้ได้"

อบูจันดัลกล่าวว่า "โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ ฉันเข้าใจแล้ว" เขาได้แสดงความตั้งใจที่จะอดทนอดกลั้นเอาไว้

แม้แต่มุชริกบางคนในคณะเจรจาก็ยังทนเห็นเหตุการณ์นี้ไม่ไหว พวกเขาพูดขึ้นว่า "โอ้มุฮัมมัด เพื่อเห็นแก่ท่าน เราจะรับอบูจันดัลไว้ภายใต้การคุ้มครองของเรา เราจะไม่ปล่อยให้สุฮัยล์ทรมานเขา"

หลังจากนั้น ท่านนบีและบรรดาเศาะฮาบะฮฺจึงรู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อย (สุฮัยล์ อิบนุอัมร์ผู้นี้เอง ที่ได้เข้ารับอิสลามหลังการพิชิตมักกะฮฺในภายหลัง และกลายเป็นหนึ่งในบรรดาเศาะฮาบะฮฺ)

จากนั้น มีการเขียนสนธิสัญญาขึ้นสองฉบับและลงนามโดยทั้งสองฝ่าย เสร็จแล้วพวกมุชริกก็กลับไปยังกองบัญชาการ6

บรรดากุร็อยช์รู้สึกพอใจกับเงื่อนไขเหล่านี้ที่ดูเหมือนจะได้เปรียบมุสลิม แต่แท้จริงแล้วสนธิสัญญานี้คือชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของผู้ศรัทธา เพราะทำให้พวกมุชริกต้องยอมรับการมีอยู่ของรัฐอิสลาม หากมุชริกจากมักกะฮฺแวะผ่านมะดีนะฮ์ระหว่างทางไปค้าขายยังชามหรืออียิปต์ ชีวิตและทรัพย์สินของเขาจะปลอดภัย ซึ่งนั่นจะทำให้พวกเขาได้เห็นวิถีชีวิตของมุสลิมอย่างใกล้ชิด เห็นความยุติธรรมของอิสลาม เห็นความงดงามของการปฏิบัติต่อกันระหว่างเศาะฮาบะฮฺ และสุดท้ายจะหลงรักอิสลาม นำไปสู่การเข้ารับศาสนา

ด้วยสัญญาที่กำหนดสิบปีนี้ มุสลิมจะมีจำนวนเพิ่มขึ้น มีกำลังเข้มแข็ง และอิสลามจะแผ่ขยายไปทั่วทุกสารทิศ

มีอยู่ข้อหนึ่งที่ว่า "หากใครจากกุร็อยช์เข้ารับอิสลามและมาขอลี้ภัยในมะดีนะฮ์ เขาจะถูกส่งกลับ" ซึ่งทำให้ท่านนบีเศร้าใจ แต่ท่านกล่าวว่า "แน่นอน อัลลอฮฺตะอาลาจะทรงสร้างโอกาสและทางออกให้แก่พวกเขา"

เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว ท่านนบีกล่าวกับบรรดาเศาะฮาบะฮฺว่า "จงลุกขึ้น เชือดอูฐกุรบานของพวกท่าน และหลังจากโกนผมแล้วก็ออกจากสภาพอิหฺรอมได้"

ท่านนบีได้เชือดอูฐกุรบานด้วยตนเองต่อหน้าทุกคน จากนั้นให้ คีรอช อิบนุอุมัยยะฮ์ ช่างตัดผมของท่าน โกนผมให้ บรรดาเศาะฮาบะฮฺต่างรีบคว้ารับเส้นผมของท่านก่อนที่จะตกถึงพื้น และเก็บรักษาไว้เพื่อเป็นศิริมงคลและความจำเริญ เศาะฮาบะฮฺคนอื่น ๆ ต่างก็เชือดกุรบานของตน บางคนโกนผมทั้งหมด บางคนตัดสั้น7

พวกเขาพักอยู่ที่ฮุดัยบียะฮฺราวยี่สิบวัน จากนั้นท่านนบีพร้อมสหายก็ออกเดินทางกลับมะดีนะฮ์ ระหว่างทางอัลลอฮฺได้ประทานซูเราะฮ์ อัล-ฟัตฮ์ แก่ท่านนบี เป็นข่าวดีถึงการเติมเต็มความโปรดปรานและการช่วยเหลือจากพระองค์

เมื่อท่านนบี ผู้นำแห่งสากลจักรวาล เดินทางกลับสู่มะดีนะฮ์ด้วยชัยชนะ อบูบะซีรจากเผ่าเตาะกีฟแห่งกุร็อยช์ได้รับเกียรติด้วยการเข้ารับอิสลาม เขารู้ว่าตนไม่อาจอยู่ร่วมกับมุชริกได้อีก จึงเดินเท้าออกจากมักกะฮฺมายังมะดีนะฮ์ แต่ตามสนธิสัญญาฮุดัยบียะฮฺ เขาไม่อาจอยู่ที่นั่นได้ เขาจึงออกไปตั้งถิ่นฐานที่เมืองอีส ริมชายฝั่งทะเลแดง8

"แท้จริง เราได้ประทานชัยชนะอันชัดแจ้งแก่เจ้าแล้ว"
ซูเราะฮ์ อัลฟัตห์ อายะฮ์ที่ 1

สถานที่ที่อบูบะซีรตั้งถิ่นฐานนั้นอยู่บนเส้นทางการค้าที่พวกกุร็อยช์ต้องผ่านไปชาม ดังนั้นเมื่อมีผู้คนจากกุร็อยช์เข้ารับอิสลาม พวกเขาจะไม่ไปมะดีนะฮ์ แต่จะไปสมทบกับอบูบะซีรที่เมืองอีสแทน คนแรกที่ไปถึงคืออบูจันดัล กระบวนการเช่นนี้ดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ จนเพิ่มจำนวนถึงห้าสิบคน ร้อยคน สองร้อยคน และสามร้อยคน กองคาราวานการค้าของกุร็อยช์ก็จำเป็นต้องผ่านเส้นทางนี้ทุกครั้งเมื่อจะไปยังชาม อบูบะซีรและบรรดามุสลิมที่อยู่กับเขา ก็จะคอยดักทางพวกมุชริก และชวนพวกเขาให้เข้ารับอิสลาม รวมถึงทำการต่อสู้กับผู้ที่ปฏิเสธศรัทธา จึงทำให้พวกเขาค่อนข้างลำบาก

เมื่อพวกมุชริกแห่งมักกะฮฺเห็นว่าหนทางการค้าไปชามถูกปิดกั้น จึงส่งคณะไปยังมะดีนะฮ์เพื่อขอร้องให้ยกเลิกเงื่อนไขข้อหนึ่งในสนธิสัญญาฮุดัยบียะฮฺที่ว่า "หากบุคคลใดจากกุร็อยช์เข้ารับอิสลามและไปยังมะดีนะฮ์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ปกครอง จะต้องถูกส่งกลับ" ท่านนบีผู้เปี่ยมเมตตาก็ยอมรับคำร้องขอนี้ แล้วเส้นทางการค้าของกุร็อยช์ไปยังชามจึงถูกเปิดอีกครั้ง และด้วยกับความอดทนของบรรดามุสลิมเหล่านี้ พวกเขาก็ได้เดินทางเข้ามายังมะดีนะฮ์และไปยังท่านนบี

โอ้ ผู้ที่งดงามที่สุดในหมู่ผู้ที่งดงาม

โอ้ผู้ที่งดงามที่สุดในหมู่ผู้ที่งดงาม ท่านทำให้หัวใจของฉันลุกไหม้ด้วยความรัก
ดวงตาของฉันไม่เห็นสิ่งใดอีกต่อไป เพราะจิตใจเต็มไปด้วยภาพของท่าน

ท่านคือผู้สูงส่งแห่ง ณ "กอบะ กอวซัยนฺ" ส่วนฉันคือทาสผู้ละเมิด
ผู้หลงทางเช่นฉันจะกล้าเอ่ยได้อย่างไร ว่าเป็นแขกของท่าน

เพียงครั้งที่ท่านเมตตาและเหลียวมอง หัวใจที่ดับสิ้นไปก็ฟื้นคืน
ฉันมาหลบภัย ณ ประตูของท่าน เคาะเรียกความเมตตาที่ไร้ขอบเขต

ท่านคือแหล่งแห่งความดีงาม คือมหาสมุทรแห่งการเยียวยา
โปรดหยดความเมตตาเพียงหยดเดียวให้ฉันเถิด เพราะฉันไร้หนทางรักษาแล้ว

ผู้คนต่างมุ่งไปมักกะฮฺ กะอฺบะฮฺ ซอฟา และมัรวะฮ์
แต่ฉันได้ข้ามภูเขาและเนินเขามาเพียงเพื่อท่าน

ค่ำคืนก่อน ในความฝัน ศีรษะของฉันเอื้อมถึงฟ้า
ฉันคิดว่าข้ารับใช้ ณ ประตูของท่านได้เหยียบที่ต้นคอของฉัน

โอ้ท่านญามี นกไนติงเกลแห่งผู้เป็นที่รักของฉัน
จากบทกวีของท่าน ฉันเลือกมาหนึ่งบทว่า

"เหมือนสุนัขที่เป็นเรื้อน แลบลิ้นห้อยออกมา
หวังเพียงหยดน้ำเล็กน้อย ฉันจึงมายังมหาสมุทรแห่งความโปรดปรานของท่าน"

แปลจากต้นฉบับของ เมาลานา คอลิด อัลบัฆดาดีย์ (กุดดิซะห์ สิรรูฮ์)

จดหมายเชิญของท่านรอซูลุลลอฮฺ

แสงอาทิตย์จะไม่มีวันส่องถึงพื้นพิภพ
หากไม่ใช่เพราะผู้เป็นที่รักนั้น
โลกก็คงไม่รุ่งโรจน์ด้วยแสงสว่าง
หากไม่ใช่เพราะการประสูติของท่าน

ความงามคงไม่ผสานกับนูร
ใบหน้าดุจกุหลาบของท่านคงไม่เปี่ยมสุข
นูรคงไม่แผ่สะท้อนเข้าสู่หัวใจทั้งหลาย
หากท่านมิได้ปรากฏขึ้นบนโลกนี้

อัยยูบีย์