สงครามมุอฺตะฮฺ
ในปีที่ 8 หลังฮิจเราะฮ์ ท่านนบี ผู้ถูกส่งมาเป็นความเมตตาแก่สากลโลก ได้ส่งคณะทูตไปยังเผ่าและรัฐต่าง ๆ เพื่อเชิญชวนสู่อิสลาม บางคณะก็สำเร็จไปด้วยดี แต่สำหรับท่านฮาริษ อิบนุ อุมัยรฺ ซึ่งถูกส่งไปหาผู้ว่าการเมืองบุสรอ กลับถูกทหารคริสต์จับกุมไว้ที่หมู่บ้านมุอฺตะฮฺ ในแคว้นบัลกาของดามัสกัส เขาถูกนำไปหาชะเราะฮ์บีล อิบนุ อัมรฺ ผู้ว่าการดามัสกัส และถูกสังหารอย่างโหดร้าย ทั้งที่เขาเป็นถึงทูตในขณะนั้น1
เมื่อท่านนบีทราบข่าวก็เศร้าเสียใจอย่างยิ่ง และรีบสั่งรวมพลเหล่าเศาะฮาบะฮฺผู้กล้า บรรดาสหายต่างร่ำลาลูก ๆ ของตน แล้วมาชุมนุมกันที่ค่ายญุรฟ์ หลังละหมาดอัศริ ท่านนบีกล่าวว่า
"ฉันได้แต่งตั้งซัยด์ อิบนุ ฮาริษะฮ์ เป็นแม่ทัพ หากเขาได้ชะฮีด ก็ให้ญะอ์ฟัร อิบนุ อบีฏอลิบ รับตำแหน่งต่อ หากญะอ์ฟัรได้ชะฮีด ก็ให้ อับดุลลอฮฺ อิบนุ รอวาฮะฮ์ รับตำแหน่งต่อ หากอับดุลลอฮฺได้ชะฮีดอีก ก็ให้พวกท่านเลือกบุคคลที่เหมาะสมในหมู่พวกท่านเป็นแม่ทัพ" หะดีษ อัช-ชะรีฟ
"ฉันได้แต่งตั้งซัยด์ อิบนุ ฮาริษะฮ์ เป็นแม่ทัพ หากเขาได้ชะฮีด ก็ให้ญะอ์ฟัร อิบนุ อบีฏอลิบ รับตำแหน่งต่อ หากญะอ์ฟัรได้ชะฮีด ก็ให้ อับดุลลอฮฺ อิบนุ รอวาฮะฮ์ รับตำแหน่งต่อ หากอับดุลลอฮฺได้ชะฮีดอีก ก็ให้พวกท่านเลือกบุคคลที่เหมาะสมในหมู่พวกท่านเป็นแม่ทัพ"
ได้ยินเช่นนั้น เหล่าเศาะฮาบะฮฺก็คิดว่าบุคคลที่ถูกเอ่ยนามจะได้รับชะฮีด จึงร่ำไห้และกล่าวว่า "โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ เราหวังว่าพวกเขาจะยังมีชีวิตอยู่ต่อไป เพราะเราคงจะได้รับคุณงามความดีจากพวกเขาอีกมาก" แต่ท่านนบีไม่ได้ตอบอะไร ท่านเพียงนิ่งเงียบเท่านั้น2
ส่วนซัยด์ ญะอ์ฟัร และอับดุลลอฮฺ เมื่อได้ยินถ้อยคำนี้กลับรู้สึกเปี่ยมไปด้วยความสุข เพราะความปรารถนายิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขาคือการได้พลีชีพเพื่อเผยแพร่อิสลาม และบัดนี้พวกเขาได้รับข่าวดีด้วยหูของตนเอง
เมื่อกองทัพพร้อมแล้ว ท่านนบีมอบธงอิสลามสีขาวให้แก่ซัยด์ อิบนุ ฮาริษะฮ์ และสั่งให้เขาไปยังสถานที่ที่ท่านฮาริษ อิบนุ อุมัยรถูกสังหาร เพื่อทำการประกาศถึงอิสลาม หากศัตรูไม่ยอมรับ ก็ให้ต่อสู้กับพวกเขา
ขณะกำลังร่ำลา อับดุลลอฮฺ อิบนุ รอวาฮะฮ์ถึงกับหลั่งน้ำตา สหายคนหนึ่งถามว่า "โอ้บุตรของรอวาฮะฮ์ อะไรทำให้เจ้าเสียน้ำตาหรือ" เขาตอบเป็นบทกวี ซึ่งมีความหมายดังนี้
"สิ่งที่ทำให้ฉันร้องไห้
มิใช่เพราะรักชีวิต
ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ
มิใช่เพราะฉันคิดถึงพวกเจ้า
เหตุผลแท้จริงนั้น
อยู่ในอัลกุรอาน อัลกะรีม
พระผู้อภิบาลตรัสไว้
ในโองการหนึ่งว่า
"พวกเจ้าทุกคน
ไม่มีผู้ใดเลย
ที่จะไม่ผ่าน
นรกญะฮันนัม…"
ฉันได้ยินโองการนี้
จากการที่รอซูลุลลอฮฺอ่านมัน
แล้วฉันจะทนได้อย่างไร
หากฉันต้องหยุดอยู่ที่ญะฮันนัม"
สหายทั้งหลายจึงขอดุอาให้เขา "ขออัลลอฮฺทรงทำให้เจ้าเป็นบ่าวผู้เป็นที่รักของพระองค์ และเป็นหนึ่งในผู้ศรัทธาผู้เคร่งครัดด้วยเถิด"
อับดุลลอฮฺ อิบนุ รอวาฮะฮ์จึงกล่าวต่อว่า "ฉันขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ และหวังจะเป็นชะฮีดด้วยคมดาบที่ฟันจนเลือดพุ่ง หรือหอกที่แทงทะลุตับไตและไส้ของฉัน"
เมื่อกองทัพพร้อมจะออกเดินทาง เขามาพบท่านนบีอีกครั้งเพื่อกล่าวลา พร้อมทั้งขอคำแนะนำ "โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ โปรดให้คำตักเตือนแก่ฉันสักอย่างเถิด เพื่อฉันจะได้จดจำมันไว้ในใจ"
ท่านนบีจึงกล่าวว่า "พรุ่งนี้เจ้าจะไปถึงดินแดนที่การสุญูดต่ออัลลอฮฺนั้นหาได้ยาก เจ้าจงเพิ่มการสุญูดและละหมาดให้มากเถิด"
เขาขอคำแนะนำอีกครั้ง "โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ โปรดให้คำตักเตือนแก่ฉันอีกเถิด" ท่านตอบว่า "จงรำลึกถึงอัลลอฮฺอยู่เสมอ เพราะการรำลึกถึงพระองค์จะช่วยให้เจ้าสมหวังในสิ่งที่เจ้าปรารถนา"
กองทัพอิสลามสามพันนายจึงออกเดินทางพร้อมเสียงตักบีร "อัลลอฮฺอักบัร อัลลอฮฺอักบัร" ท่านนบีและเศาะฮาบะฮฺที่อยู่ในมะดีนะฮ์ได้ไปส่งเหล่ามุญาฮิดจนถึงเนินวะดาอ์ ที่นั่นท่านนบีได้กล่าวโอวาทว่า
"ฉันขอแนะนำพวกท่านให้ปฏิบัติตามบัญชาของอัลลอฮฺ และละเว้นจากสิ่งที่พระองค์ทรงห้าม จงทำดีต่อพี่น้องมุสลิมของท่าน และปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างดีงาม จงต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ โดยเอ่ยนามพระองค์ อย่าคดโกงในทรัพย์จากสงคราม อย่าทำผิดสัญญา อย่าสังหารเด็กเล็ก
ในโบสถ์ของคริสเตียน เจ้าจะพบคนบางกลุ่มที่ละทิ้งโลก และอุทิศตนในการทำอิบาดะฮ์ จงอย่าทำร้ายพวกเขา นอกจากนั้นแล้ว พวกเจ้าจะพบผู้ที่ถูกความชั่วร้ายครอบงำจิตใจ จงฟันคอพวกเขาเสียด้วยดาบของเจ้า อย่าฆ่าผู้หญิงหรือคนชรา อย่าเผาหรือทำลายต้นไม้ และอย่าทำลายบ้านเรือน"
ท่านนบีได้กำชับแม่ทัพซัยด์ อิบนุ ฮาริษะฮ์ว่า
"เมื่อเจ้าพบศัตรูผู้ตั้งภาคี จงเชิญชวนพวกเขาสู่หนึ่งในสามทางเลือก หากพวกเขาเข้ารับอิสลาม ก็จงเชิญชวนให้พวกเขาฮิจเราะฮ์มามะดีนะฮ์ หากพวกเขายอมรับคำเชิญ พวกเขาจะมีสิทธิและหน้าที่เช่นเดียวกับมุฮาญิรีน หากพวกเขาเลือกที่จะเป็นมุสลิมแต่ยังอยู่บ้านเมืองเดิม ก็จะมีสถานะเดียวกับอาหรับเร่ร่อนผู้ศรัทธา โดยมีบทบัญญัติศาสนาที่เหมือนกัน ทว่า จะไม่ได้รับส่วนแบ่งจากทรัพย์สงคราม เว้นแต่พวกเขาจะร่วมรบด้วย
หากไม่ยอมรับอิสลาม ก็จงเชิญให้พวกเขาจ่ายญิซยะฮ์ และอย่าทำอันตรายแก่ผู้ที่ยอมจ่าย แต่หากพวกเขาปฏิเสธทั้งอิสลามและญิซยะฮ์ ก็จงต่อสู้กับพวกเขา โดยขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ"
จากนั้นท่านนบีร่ำลามุญาฮิดีน กองทัพอิสลามออกเดินทางท่ามกลางเสียงตักบีร ผู้คนที่อยู่เบื้องหลังต่างโบกมือลา พร้อมขอดุอาให้อัลลอฮฺทรงคุ้มครองและพาพวกเขากลับมาโดยสวัสดิภาพ
ธงอิสลามโบกสะบัดอยู่ในมือของซัยด์ อิบนุ ฮาริษะฮ์ เหล่ามุญาฮิดีนก้าวไปบนเส้นทางอันยาวไกลเพื่อรับใช้ศาสนา การเดินทางเต็มไปด้วยความปลื้มปีติและความหวังที่จะได้เผชิญหน้ากับศัตรู หนึ่งในผู้ที่ปรารถนาชะฮีดมากที่สุดคือ อับดุลลอฮฺ อิบนุ รอวาฮะฮ์
ซัยด์ อิบนุ อัรก็อม เล่าว่า "ฉันเป็นเด็กกำพร้าที่เติบโตในความอุปถัมภ์ของอับดุลลอฮฺ อิบนุ รอวาฮะฮ์ เมื่อเขาออกเดินทางไปมุอฺตะฮฺ เขาให้ฉันนั่งบนหลังอูฐของเขา ระหว่างเดินทางในช่วงกลางคืน เขาได้ขับขานบทกวีว่า
"โอ้อูฐของฉัน หากเจ้าพาฉันข้ามผืนทราย
ไปจนถึงบ่อน้ำ และเดินทางต่ออีกสี่วัน
ฉันสัญญาว่าจะไม่พาเจ้าตระเวนอีก
อีกไม่นาน เจ้าก็จะไม่มีเจ้าของ
ส่วนฉัน คงไม่ได้กลับบ้านอีกเลย
ฉันหวังว่าในการศึกครั้งนี้ ฉันจะได้เป็นชะฮีด
โอ้บุตรแห่งรอวาฮะฮ์ เมื่อถึงปลายทาง
เหล่าผู้ศรัทธาได้ล่วงหน้าไปหมดแล้ว แม้แต่เครือญาติใกล้ชิด
พวกเขามอบเจ้าไว้กับอัลลอฮฺ แล้วก้าวเดินต่อไป
ฉันไม่ห่วงทรัพย์สิน ไม่อาลัยแด่ต้นไม้หรืออินทผลัมอีกแล้ว"
เมื่อฉันได้ยินก็ร้องไห้ออกมา เขาแตะฉันด้วยแส้แล้วพูดว่า "เจ้าซุกซนเอ๋ย เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้า หากอัลลอฮฺประทานการชะฮีดแก่ฉัน เจ้าก็จะกลับถึงบ้านด้วยหลังอูฐ ส่วนฉันก็จะพ้นจากความทุกข์ของดุนยา และได้พบกับความสงบ" จากนั้นเขาก็ลงจากอูฐ ทำการละหมาดสองร็อกอะฮ์ และขอดุอาอย่างยาวนาน ก่อนจะเรียกฉันว่า "โอ้ลูกเอ๋ย" เมื่อฉันตอบ เขากล่าวว่า "อินชาอัลลอฮฺ ในสงครามครั้งนี้ ฉันจะได้เป็นชะฮีด"
"จงรำลึกถึงอัลลอฮฺอยู่เสมอ เพราะการรำลึกถึงพระองค์จะช่วยให้เจ้าสมหวังในสิ่งที่เจ้าปรารถนา"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
ในขณะเดียวกัน ชะเราะฮ์บีล อิบนุ อัมรฺ ผู้ว่าการดามัสกัสได้รับข่าวการมาของกองทัพอิสลาม จึงรีบแจ้งไปยังจักรพรรดิฮิรอกลิอุส และได้รับกำลังเสริมมาจำนวนมาก ตามรายงานจากข่าวกรอง มุสลิมมีเพียงสามพันถึงห้าพันคน ขณะที่ฝ่ายโรมันตะวันออกมีกองกำลังกว่าหนึ่งแสนคน พร้อมอาวุธครบมือจำนวนนับไม่ถ้วน
เมื่อกองทัพอิสลามมาถึงเมืองมะอาน และทราบข่าวว่ากองทัพโรมันกำลังยกทัพใหญ่เข้ามา พวกเขาจึงหยุดพักที่นั่นอยู่สองคืน แม่ทัพซัยด์เรียกประชุมเพื่อขอความคิดเห็น บางท่านเสนอให้ใช้วิธีโจมตีแบบกองโจรโดยไม่ปะทะโดยตรง ขณะที่บางท่านเสนอให้ส่งข่าวไปหาท่านนบี เพื่อขอกำลังเสริมหรือคำสั่งเพิ่มเติม
ในขณะที่การตัดสินใจกำลังเอนเอียงไปทางข้อหลัง อับดุลลอฮฺ อิบนุ รอวาฮะฮ์ ก็ลุกขึ้นกล่าวปลุกใจว่า
โอ้ผู้ศรัทธาเอ๋ย ทำไมพวกท่านจึงลังเล
เรามาที่นี่ก็เพื่อการชะฮีดมิใช่หรือ
เราไม่เคยต่อสู้เพราะมีจำนวนมากกว่า
แต่เราสู้ด้วยพลังแห่งศาสนาที่อัลลอฮฺประทาน
จงก้าวออกไปเถิด สุดท้ายย่อมมีเพียงชัยชนะหรือชะฮีด
ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ที่บะดรฺ เรามีม้าเพียงสองตัว ที่อุฮุดเรามีม้าไม่กี่ตัวและอาวุธอันน้อยนิด หากชัยชนะถูกกำหนดไว้ นั่นย่อมเป็นพระสัญญาแล้ว
และอัลลอฮฺไม่เคยผิดสัญญา จงก้าวไปข้างหน้าเถิด ผู้ศรัทธาทั้งหลาย
หากชะฮีดเป็นส่วนหนึ่งของกอฎอฺ
เราก็จะได้พบกับพี่น้องในสวรรค์
สงครามมุอฺตะฮฺ
ถ้อยคำของท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ รอวาฮะฮ์ ได้ปลุกขวัญบรรดามุญาฮิดีนให้ฮึกเหิม พวกเขากล่าวกันว่า "วัลลอฮิ บุตรของรอวาฮะฮ์พูดความจริง"
"โอ้ผู้ศรัทธาเอ๋ย ทำไมพวกท่านจึงลังเล เรามาที่นี่ก็เพื่อการชะฮีดมิใช่หรือ"
อับดุลลอฮฺ อิบนุ รอวาฮะฮ์
เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ
ในเวลานั้น การตัดสินใจก็ชัดเจนแล้ว พวกเขาจะเดินหน้าต่อไปจนกว่าจะได้ชัยชนะหรือชะฮาดะฮฺ
เมื่อเหล่าเศาะฮาบะฮฺผู้ทรงเกียรติเดินทางมาถึงหมู่บ้านที่เรียกว่า "มุอฺตะฮฺ" พวกเขาก็เผชิญหน้ากับกองทัพโรมันซึ่งมีจำนวนถึงหนึ่งแสนคน ภูเขาและหุบเขารอบด้านเต็มไปด้วยกำลังศัตรู ฝ่ายหนึ่งคือกองทัพอิสลามเพียงสามพันนาย ซึ่งออกเดินทางจากมะดีนะฮ์มุ่งสู่ดามัสกัสเพื่อเผยแพร่ศาสนาของอัลลอฮฺ อีกฝ่ายหนึ่งคือกองทัพขนาดมหาศาลที่รวมตัวกันเพื่อหวังหยุดยั้งอิสลาม
เมื่อมองจากภายนอก กำลังรบของทั้งสองฝ่ายแตกต่างกันอย่างมาก มุสลิมหนึ่งคนต้องเผชิญหน้ากับทหารโรมันมากกว่าสามสิบคน
ทั้งสองฝ่ายตั้งแถวเตรียมรบ ตามคำสั่งของท่านนบี คณะหนึ่งจากกองทัพอิสลามได้เข้าไปยังค่ายของโรมัน เพื่อเชิญชวนพวกเขาเข้ารับอิสลามหรือให้จ่ายญิซยะฮฺ แต่ฝ่ายโรมันปฏิเสธ การรีรอจึงยุติลงในเวลานั้น
ซัยด์ อิบนุ ฮาริษะฮ์ แม่ทัพของกองทัพอิสลาม ได้ชูธงอิสลามอันศักดิ์สิทธิ์ และสั่งให้ทัพอิสลามเข้าโจมตี
เหล่ามุญาฮิดีนที่เฝ้ารอวินาทีนั้น ต่างพุ่งเข้าหาศัตรูดั่งพายุด้วยเสียงตักบีร "อัลลอฮฺอักบัร!" พร้อมดาบวาววับราวสายฟ้า เสียงม้าร้อง เสียงดาบกระทบกัน เสียงตักบีร และเสียงร้องของผู้บาดเจ็บดังระงมไปทั่ว สนามรบกลายเป็นทะเลเลือดตั้งแต่ต้นของการปะทะ ทุกครั้งที่ดาบของเหล่าสหายผู้ทรงเกียรติฟาดฟันลงมา จะมีทั้งหัวหรือไม่ก็แขนของศัตรูหล่นลงมาด้วย
ซัยด์ อิบนุ ฮาริษะฮ์ ผู้ถือธงขาวสีของท่านรอซูลุลลอฮฺ ต่อสู้อยู่ท่ามกลางกองทัพศัตรู พลางเอ่ย "อัลลอฮฺ อัลลอฮฺ" อยู่เสมอทุกครั้งที่ดาบถูกฟาดออกไป ศัตรูจะถอยร่นด้วยความหวาดกลัว บรรดาสหายเมื่อเห็นความกล้าหาญของแม่ทัพ ก็เร่งบุกโจมตีอย่างไม่ถอยเช่นกัน
แต่แล้ว ก็มีหอกหลายเล่มก็ปักเข้าไปที่อกของท่านซัยด์ และตามมาด้วยหอกอีกจำนวนหนึ่ง ร่างของซัยด์ อิบนุ ฮาริษะฮ์ ถูกแทงจนพรุน เขาล้มลงบนผืนทรายอันร้อนระอุ กระทั่งได้บรรลุถึงความปรารถนาสูงสุดของเขา นั่นคือการได้รับชะฮีด
หลังจากนั้น ญะอฺฟัร ก็ได้คว้าธงขึ้นมาต่อทันที เมื่อธงอิสลามยังคงโบกสะบัดอยู่ บรรดามุญาฮิดีนก็กลับมาต่อสู้อย่างมีกำลังใจอีกครั้ง ญะอฺฟัรต่อสู้อย่างองอาจ ฟันดาบอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด ไม่ปล่อยให้ศัตรูได้พักหายใจ ขณะเดียวกันยังคอยตะโกนปลุกขวัญสหายให้สู้ต่อไป
แต่แล้วในการต่อสู้อันดุเดือด มือข้างขวาของเขาถูกฟันขาด เขาจึงรีบใช้มือซ้ายคว้าไว้ไม่ให้ธงตกสู่พื้น ต่อมา มือข้างซ้ายก็ถูกฟันขาดอีกเช่นกัน เขาจึงใช้ลำตัวหนีบธงไว้ และยังคงยืนหยัดสู้ต่อไป ทว่า ดาบและหอกของศัตรูพุ่งเข้าใส่อย่างไม่หยุดยั้ง ในที่สุด ญะอฺฟัร ก็ได้บรรลุถึงสถานะของชะฮีดอันมีเกียรติ ร่างของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลนับร้อย3
เมื่อแม่ทัพอีกคนสิ้นชีพ บรรดามุญาฮิดีนจึงได้ชูธงอิสลามขึ้นอีกครั้ง และส่งต่อให้ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ รอวาฮะฮ์ ซึ่งขึ้นมานำกองทัพ เขาก็ขี่ม้าพร้อมธงในมือ บุกฟาดฟันศัตรูและเอ่ยถ้อยคำปลุกใจว่า…
โอ้ นัฟซ์ของฉัน เจ้าจงเชื่อฟังฉันเถิด
ฉันได้ปฏิญาณไว้แล้วว่า ในการศึกครั้งนี้ฉันจะได้เป็นชะฮีด
ไม่ว่าเจ้าจะยอมรับด้วยความเต็มใจ
หรือฉันจะบังคับให้เจ้าจำต้องยอมก็ตาม บอกฉันมาเถิด หากเจ้าไม่ถูกฆ่าในศึกครั้งนี้
เจ้าคิดหรือว่าจะไม่มีวันดับสูญ จงรู้ไว้เถิดว่า สิ่งที่ดีนั้นคือการเดินตามรอย
ของญะอ์ฟัร อิบนุ อบีฏอลิบ และซัยด์ อิบนุ ฮาริษะฮ์ ทั้งสองได้ล่วงหน้าไปแล้ว โอ้ นัฟซ์ของฉัน
อย่าได้ล้าหลัง มิฉะนั้นเจ้าจะต้องเสียใจ
จงลุกขึ้น และบุกโจมตีเดี๋ยวนี้เถิด!
พร้อมเสียงตะโกน "อัลลอฮฺอักบัร" อับดุลลอฮฺ อิบนุ รอวาฮะฮ์ ก็ต่อสู้อย่างดุเดือดกับเหล่าศัตรู จนกระทั่งคมดาบฟันเข้าที่นิ้วของท่าน นิ้วนั้นขาดจนห้อยรุ่งริ่ง
เขารีบกระโดดลงจากหลังม้า เหยียบมือของตนเองเพื่อกดนิ้วที่บาดเจ็บซึ่งเป็นอุปสรรคในการต่อสู้ แล้วกล่าวว่า "ก็เป็นเพียงนิ้วที่บาดเจ็บเท่านั้น คือสิ่งที่เกิดขึ้นบนหนทางของอัลลอฮฺ" จากนั้นเขาฉีกนิ้วนั้นทิ้งและกระโดดขึ้นม้าอีกครั้ง แล้วต่อสู้ด้วยพลังทั้งหมดที่มี
อย่างไรเสีย ในใจเขากลับตำหนิตนเองอยู่เสมอ เพราะเขายังไม่ได้รับเกียรติแห่งชะฮีดตามที่ปรารถนา เขาจึงพุ่งโจมตีศัตรูซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนในที่สุด หอกเล่มหนึ่งก็พุ่งปักร่างของเขาจนล้มลง เขาได้เป็นชะฮีดในหนทางของอัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์ วิญญาณอันมีเกียรติของเขาได้โบยบินสู่สวนสวรรค์
"โอ้คอลิด! รับธงศักดิ์สิทธิ์ของรอซูลุลลอฮฺเถิด วัลลอฮิ ฉันรับธงนี้มาก็เพื่อจะส่งมอบให้ท่าน เพราะท่านรู้ศิลปะแห่งสงครามดีกว่าฉัน"
ษาบิต อิบนุ อักร็อม เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ
ขณะนั้น อบู อัล-ยุสรฺ กะอ์บฺ อิบนุ อุมัยรฺ ซึ่งต่อสู้อยู่ใกล้กับอับดุลลอฮฺ ได้พยายามยกธงขึ้นมา เขามองไปรอบ ๆ เพื่อหาสหายที่มีวัยวุฒิและความแข็งแกร่งมากกว่า จนสายตาไปหยุดที่ษาบิต อิบนุ อักร็อม เขาจึงส่งมอบธงให้
ษาบิตได้ตั้งธงไว้เบื้องหน้ามุญาฮิดีน แล้วกล่าวว่า "พี่น้องทั้งหลาย รีบเลือกแม่ทัพขึ้นมา และจงเชื่อฟังเขา" พวกเขาตอบว่า "เราขอเลือกท่าน" แต่ษาบิตไม่ยอมรับตำแหน่งนั้น เขาหันไปหาคอลิด อิบนุ วะลีด และกล่าวว่า "โอ้ อบูสุลัยมาน ท่านจงรับธงนี้เถิด"
คอลิดซึ่งเพิ่งเข้ารับอิสลามได้ไม่นาน กล่าวปฏิเสธด้วยความถ่อมตนว่า "ฉันไม่อาจรับธงนี้จากท่านได้ ท่านคู่ควรมากกว่าฉัน ทังวัยวุฒิ และด้วยเกียรติที่ท่านเคยร่วมรบเคียงข้างรอซูลุลลอฮฺในสงครามบัดรฺ"
แต่สถานการณ์ในตอนนั้นไม่อาจรอช้าได้ บรรดาเศาะฮาบะฮฺกำลังต่อสู้อย่างหนักเพื่อรับมือกับกองทัพศัตรูที่มีถึงแสนคน ษาบิตกล่าวซ้ำอีกครั้งว่า "โอ้คอลิด! รับธงศักดิ์สิทธิ์ของรอซูลุลลอฮฺเถิด วัลลอฮิ ฉันรับธงนี้มาก็เพื่อจะส่งมอบให้ท่าน เพราะท่านรู้ศิลปะแห่งสงครามดีกว่าฉัน"
จากนั้นเขาหันไปถามเหล่ามุญาฮิดีนรอบตัวว่า "พี่น้องทั้งหลาย ท่านคิดเห็นอย่างไรกับคอลิดในฐานะแม่ทัพ" พวกเขาตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า "เราขอมอบตำแหน่งแม่ทัพแก่เขา"
คอลิดจึงรับธงนั้นด้วยความเคารพ เขาจูบธงซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกส่งมอบโดยมืออันทรงเกียรติของท่านนบี จากนั้นก็กระโดดขึ้นม้า และพุ่งเข้าใส่ศัตรูด้วยความสง่างาม4
เหล่าสหายผู้กล้าก็เข้าบุกตามแม่ทัพคนใหม่อีกครั้ง คอลิดต่อสู้ด้วยความกล้าและความชำนาญที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน เขาฟันศัตรูที่ขวางหน้าจนแตกพ่าย ขณะนั้นเอง กุตบะฮฺ อิบนุ กอตาดะฮ์ ได้สังหารมาลิก อิบนุ ซอฟิละฮ์ แม่ทัพฝ่ายโรมันคนหนึ่ง กำลังใจของกองทัพโรมันจึงสั่นคลอน
แต่แล้วเวลาก็ล่วงเลยสู่ยามค่ำ ฟ้ามืดลง การสู้รบในความมืดเต็มไปด้วยอันตรายรอบด้าน เนื่องจากอาจทำให้พลาดพลั้งทำร้ายฝ่ายเดียวกันได้…
ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองฝ่ายจึงถอยกลับไปยังค่ายของตนเองเพื่อทำการรักษาผู้บาดเจ็บ คอลิด อิบนุ วะลีด เป็นอัจฉริยะในศิลปะการสงคราม เขาวางแผนใช้กลยุทธ์ใหม่ในเช้าวันรุ่งขึ้นเพื่อสร้างความสับสนให้กับศัตรู คืนนั้นเขาได้สลับตำแหน่งทหารทั้งหมด ให้กองขวาไปอยู่ทางซ้าย และกองซ้ายไปอยู่ทางขวา ให้ฝ่ายกองหน้าไปอยู่ทางด้านหลัง และกองหลังถูกเลื่อนมาอยู่ข้างหน้า
รุ่งเช้า เมื่อบรรดานักรบมุญาฮิดีนบุกโจมตีอีกครั้งด้วยเสียงตักบีร "อัลลอฮฺอักบัร" เหล่าทหารโรมันก็ประหลาดใจ เพราะผู้ที่อยู่ตรงหน้ามิใช่ผู้ที่เคยเผชิญหน้ากันเมื่อวาน พวกเขาคิดว่ากองทัพใหม่ได้เข้ามามาสมทบฝ่ายมุสลิม เกิดความหวาดกลัวและแตกตื่นจนเริ่มถอยทัพ กองทัพอิสลามจึงใช้โอกาสนี้บุกเข้าโจมตีอย่างหนัก ฝ่ายศัตรูต่างก็ถอยไปยังป้อมมุอฺตะฮฺ กองทัพอิสลามบุกยึดป้อมได้สำเร็จ และกำจัดผู้นำฝ่ายศัตรูไปหลายคน
คอลิดและบรรดาเศาะฮะบะฮ์ผู้ทรงเกียรติต่อสู้อย่างองอาจยิ่งกว่าเดิม ฟันดาบใส่ศัตรูและส่งดวงวิญญาณนับพันไปสู่ญะฮันนัม ณ วันนั้น ดาบถึงเก้าด้ามหักด้วยมือของคอลิด อิบนุ วะลีด5
ด้วยความโปรดปรานของอัลลอฮฺ และด้วยดุอาของท่านรอซูลุลลอฮฺ กองทัพมุญาฮิดีนสามพันคนสามารถทำให้กองทัพศัตรูจำนวนนับแสนคนแตกพ่ายได้ ในสงครามครั้งยิ่งใหญ่นี้ มีมุสลิมทั้งสิ้นสิบห้าคนที่ได้เป็นชะฮีด เหตุการณ์นี้ทำให้จักรวรรดิไบแซนไทน์ถูกยับยั้ง และไม่กล้ามารุกรานในดินแดนทางใต้อีกต่อไป
ก่อนที่ข่าวจากสนามรบจะมาถึง ท่านรอซูลุลลอฮฺได้รวมกลุ่มบรรดาสหายที่มัสยิด เพื่อแจ้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่มุอฺตะฮฺ สีหน้าของท่านแสดงความโศกเศร้าอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีใครกล้าถามอะไรเพราะเกรงว่าจะทำให้ท่านเศร้ายิ่งกว่าเดิม จนกระทั่งหนึ่งในสหายเอ่ยขึ้นว่า "โอ้ รอซูลุลลอฮฺ ขอให้ชีวิตของเราได้สละเพื่อท่าน หัวใจของพวกเราร่ำไห้นับตั้งแต่เห็นความเศร้าของท่าน อัลลอฮฺเท่านั้นที่รู้ถึงความรู้สึกของเรา"
น้ำตาไหลออกจากดวงตาของท่านนบี และท่านกล่าวว่า "สิ่งที่ทำให้หัวใจฉันเต็มไปด้วยความโศกเศร้า คือการจากไปของเหล่าสหายที่ได้เป็นชะฮีด จนกระทั่งฉันได้เห็นพวกเขานั่งบนบัลลังก์ทองที่หันหน้าเข้าหากันในสวนสวรรค์ ซัยด์ อิบนุ ฮาริษะฮ์ เป็นผู้ถือธง และได้เป็นชะฮีด ตอนนี้เขาได้เข้าสวรรค์แล้ว กำลังวิ่งอย่างว่องไวอยู่ที่นั่น จากนั้นญะอฺฟัร อิบนุ อบีฏอลิบ ได้ถือธงต่อ และบุกโจมตีศัตรู จนในที่สุดก็ได้เป็นชะฮีดและเข้าสวรรค์ เขาเหาะเหินไปมาได้ตามใจด้วยปีกสองข้างที่ทำจากทับทิม หลังจากญะอฺฟัรแล้ว อับดุลลอฮฺ อิบนุ รอวาฮะฮ์ ผู้ที่ได้รับธงต่อและสู้รบกับศัตรูจนได้เป็นชะฮีดและเข้าสวรรค์ ฉันเห็นว่าพวกเขาที่กำลังนั่งบนบัลลังก์ทองในสวนสวรรค์
โอ้ อัลลอฮฺ! โปรดอภัยแก่ซัยด์
โอ้ อัลลอฮฺ! โปรดอภัยแก่ญะอฺฟัร
โอ้ อัลลอฮฺ! โปรดอภัยแก่อับดุลลอฮฺ อิบนุ รอวาฮะฮ์"
น้ำตายังคงไหลจากดวงตาอันบริสุทธิ์ของท่านนบี ผู้เป็นที่รักแห่งสากลโลก ท่านกล่าวต่อว่า "หลังจากอับดุลลอฮฺ อิบนุ รอวาฮะฮ์ แล้ว คอลิด อิบนุ วะลีดก็ได้ถือธงต่อ และการรบก็ยิ่งทวีความรุนแรง โอ้อัลลอฮฺ เขา (คอลิด อิบนุ วะลีด) คือหนึ่งในดาบจากดาบของพระองค์ โปรดประทานความช่วยเหลือแก่เขาเถิด"6
นี่คือหนึ่งในปาฏิหาริย์ของท่านนบี ด้วยอนุมัติจากอัลลอฮฺผู้สูงส่ง ท่านนบีสามารถเห็นเหตุการณ์ในสนามรบ ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่าพันกิโลเมตร และท่านยังสามารถถ่ายทอดให้บรรดาเศาะฮาบะฮฺฟังอย่างละเอียด
ในวันที่ญะอฺฟัร อิบนุ อบีฏอลิบได้รับชะฮีด ท่านนบีได้ลุกขึ้นและไปยังบ้านของญะอฺฟัร ภรรยาของเขา อัสมาอฺ กำลังทำงานบ้านเสร็จพอดี ได้อาบน้ำและหวีผมให้ลูก ๆ เรียบร้อยแล้ว ท่านนบีกล่าวว่า "โอ้อัสมาอฺ ลูก ๆ ของญะอฺฟัรอยู่ที่ไหน พาพวกเขามาหาฉันเถิด" เมื่ออัสมาอฺพาลูก ๆ ออกมา ท่านรอซูลุลลอฮฺได้อุ้มพวกเขามากอด จูบ และสูดกลิ่นด้วยความรัก น้ำตาของท่านไหลออกมาไม่หยุด
อัสมาอฺจึงถามขึ้นด้วยหัวใจอันสั่นไหว "โอ้รอซูลุลลอฮฺ เหตุใดท่านจึงแสดงความเมตตาต่อลูก ๆ ของฉันราวกับว่าพวกเขาเป็นเด็กกำพร้า หรือมีข่าวร้ายเกี่ยวกับญะอฺฟัรและสหายของเขามาถึงท่านหรือ"
ใบหน้าของท่านนบีเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ท่านตอบว่า "ใช่ พวกเขาได้เป็นชะฮีดในวันนี้"
"โอ้ อัลลอฮฺ! โปรดอภัยแก่ซัยด์
โอ้ อัลลอฮฺ! โปรดอภัยแก่ญะอฺฟัร
โอ้ อัลลอฮฺ! โปรดอภัยแก่อับดุลลอฮฺ อิบนุ รอวาฮะฮ์"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
อัสมาอฺร้องไห้แล้วกอดลูกน้อยที่เพิ่งกำพร้าหมาด ๆ ไว้แน่น ท่านนบีไม่อาจทนเห็นภาพนั้นได้นาน จึงลุกจากไป7
เมื่อกลับถึงบ้านที่พำนัก ท่านนบีได้กำชับภรรยาของท่านว่า "อย่าลืมจัดเตรียมอาหารสำหรับครอบครัวของญะอฺฟัรด้วย" ตลอดสามวัน อาหารถูกจัดส่งไปยังครอบครัวของบรรดาชะฮีด
หลายวันต่อมา ยะลา อิบนุ อุมัยยะฮฺนำข่าวแห่งชัยชนะมาถึงมะดีนะฮ์ แต่ก่อนที่เขาจะได้เริ่มเล่า ท่านนบีกล่าวกับเขาว่า "ท่านอยากจะเล่าเอง หรือจะให้ฉันเป็นคนเล่า"
จากนั้นท่านนบีก็เล่าเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในสนามรบอย่างครบถ้วน ยะลากล่าวด้วยความประหลาดใจว่า "ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ผู้ทรงส่งท่านมาพร้อมกับศาสนาและคัมภีร์อันสัจจริง ว่าท่านนบีมิได้ละเว้นรายละเอียดใด ๆ เลย จากสิ่งที่มุญาฮิดีนได้ประสบมา" ท่านนบีตอบว่า "อัลลอฮฺทรงนำออกซึ่งระยะห่างให้แก่ฉัน ดังนั้นฉันจึงได้เห็นสนามรบด้วยตาของฉันเอง"
ไม่กี่วันต่อมา ข่าวก็แพร่สะพัดว่ากองทัพอิสลามกำลังเดินทางกลับสู่มะดีนะฮ์ ท่านนบีผู้ทรงเกียรติพร้อมบรรดาสหายจึงออกไปรอต้อนรับแต่ไกล กลุุ่มก้อนฝุ่นลอยขึ้นไปบนฟ้า ธงแห่งอิสลามโบกสะบัด แสงสะท้อนจากดาบและโล่ทำให้บรรยากาศส่องประกายราวกับกระจก ทุกคนต่างเต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดี
ไม่นานนักกองทัพมุญาฮิดผู้กล้าหาญ ภายใต้การนำของท่านคอลิด อิบนุ วะลีด ก็เข้าสู่เมืองมะดีนะฮ์อย่างสง่างาม (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมอัจญ์มาอีน)
นางสวรรค์ต่างมาเยือน
ห่อหุ้มท่านไว้ด้วยนูร
ต่างพากันเคารพยกย่องมุฮัมมัด
ในราตรีที่มุฮัมมัดได้ถือกำเนิด
ฟากฟ้าเปิดออก
จักรวาลทั้งปวงเต็มไปด้วยความเมตตา
อาภรณ์แห่งสวรรค์ถูกถักทอขึ้น
ในราตรีที่มุฮัมมัดได้ถือกำเนิด
ยูนุสกล่าวว่า โอ้พี่น้องทั้งหลาย
น้ำตาแห่งเลือดไหลรินจากดวงตา
ภูเขาและศิลาโค้งลงสุญูด
ในราตรีที่มุฮัมมัดได้ถือกำเนิด
ภาพในอดีตของกะอ์บฺะฮ์ อัล-มุอัซซะมะฮ์ ที่นครมักกะฮฺ อัล-มุกัรรอมะฮ์ – [1890]
"โอ้ มุสลิมแห่งมักกะฮฺ ลับบัยก์ (ฉันขานรับคำเชิญแล้ว)"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
การพิชิตมักกะฮฺ
ในปีที่แปดหลังการฮิจเราะฮ์ หนึ่งในเงื่อนไขของสนธิสัญญาฮุดัยบียะฮฺระบุไว้ว่า "เผ่าอาหรับอื่น ๆ นอกเหนือจากสองฝ่ายนี้ สามารถเลือกเข้าร่วมกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้อย่างอิสระ และสามารถอยู่ภายใต้การคุ้มครองของมุสลิมหรือมุชริกก็ได้"
ด้วยเหตุนี้ เผ่าคุซาอะฮ์ซึ่งเป็นพันธมิตรกับท่านนบีจึงเข้าร่วมกับฝ่ายมุสลิม ส่วนเผ่าบนีบักรฺเข้าร่วมกับฝ่ายมุชริก ทั้งสองเผ่านี้เป็นศัตรูกันมานาน มักจะโจมตีใส่กันทุกครั้งที่มีโอกาส แต่หลังจากทำสัญญาฮุดัยบียะฮฺ ทั้งสองฝ่ายได้หยุดสู้รบลงในระยะหนึ่ง ทว่าฝ่ายบนีบักรฺก็อดทนอยู่ได้เพียงสองปีเท่านั้น
วันหนึ่ง ชายคนหนึ่งจากเผ่าบนีบักรฺได้แต่งบทกวีดูหมิ่นท่านนบี ชายหนุ่มจากเผ่าคุซาอะฮ์ได้ยินเข้าจึงทนไม่ไหวและฟาดศีรษะเขา ลูกหลานของบักรฺถือว่านี่เป็นข้ออ้าง จึงเปิดฉากโจมตีเผ่าคุซาอะฮ์ ทั้งที่ตามสนธิสัญญาแล้วพวกเขาควรได้รับความคุ้มครอง
พวกมุชริกกุร็อยช์ยังให้การช่วยเหลือด้วยการส่งอาวุธและกำลังคนอย่างลับ ๆ ทำให้มีคนจากเผ่าคุซาอะฮ์ถูกฆ่าตายในเขตหะรอมกว่ายี่สิบคน ระหว่างการสู้รบ มุสลิมจากเผ่าคุซาอะฮ์ได้ร้องขอความช่วยเหลือจากท่านนบี และมีผู้เห็นว่าชาวกุร็อยช์บางคนได้เข้าร่วมกับเผ่าบักรฺในการบุกเข้าโจมตียามค่ำคืนด้วย
คืนนั้นเอง ขณะที่ท่านนบีพำนักอยู่ในมะดีนะฮ์ ณ บ้านของท่านหญิงมัยมูนะฮ์ และกำลังทำวุฎูอฺเพื่อทำการละหมาด ท่านก็ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือของมุสลิมในมักกะฮฺ การได้ยินเช่นนี้ถือเป็นหนึ่งในปาฏิหาริย์ของท่านด้วยอนุมัติของอัลลอฮฺ ท่านตอบไปว่า "ลับบัยก์ (ฉันขานรับแล้ว)"
ท่านหญิงมัยมูนะฮ์เห็นท่านนบีพูดทั้งที่ไม่มีใครอยู่รอบ ๆ ก็ถามขึ้นว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ มีใครอยู่กับท่านหรือ" ท่านนบีจึงเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในมักกะฮฺและการที่ชาวกุร็อยช์ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีครั้งนี้
จากการที่ชาวกุร็อยช์ให้ความช่วยเหลือเผ่าบนีบักรฺในการโจมตีเผ่าคุซาอะฮ์และสังหารพวกเขา จึงเป็นการละเมิดเงื่อนไขของสนธิสัญญาฮุดัยบียะฮฺ ซึ่งถือว่าเป็นการทำลายสัญญาแห่งสันติภาพลงในทันที
ท่านนบีได้ทราบข่าวนี้ทันที และสามวันหลังต่อมา อัมรฺ อิบนุ ซาลิม จากเผ่าคุซาอะฮ์ก็มาพร้อมทหารม้าสี่สิบนายเพื่อเล่ารายละเอียดแก่ท่านรอซูลุลลอฮฺ
ในขณะนั้น อบูซุฟยาน ผู้นำของกุร็อยช์กำลังเดินทางไปค้าขายที่ดามัสกัส ยังไม่ได้รรับทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้น
ท่านนบีกล่าวว่า "หากฉันไม่ได้ช่วยเหลือลูกหลานคุซาอะฮ์ ก็ขออย่าให้ฉันได้รับซึ่งความช่วยเหลือใด ๆ อีกเลย"
จากนั้นท่านได้สั่งให้เขียนจดหมายถึงชาวกุร็อยช์ ใจความว่า "พวกท่านจะต้องยกเลิกการเป็นพันธมิตรกับเผ่าบักรฺและจงถอยห่างออกไป หรือไม่ก็ทำการจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้ที่ถูกสังหารโดยเผ่าคุซาอะฮ์ หากไม่ทำตามข้อใดข้อหนึ่ง ฉันจะประกาศสงครามกับพวกท่าน"
แต่มุชริกกุร็อยช์กลับไม่เข้าใจว่านี่คือความเมตตาจากท่านนบี พวกเขาส่งข้อความตอบกลับว่า "เราจะไม่ยุติการเป็นพันธมิตรและจะไม่จ่ายค่าชดเชยใด ๆ สิ่งเดียวที่เราทำได้คือการต่อสู้"
อย่างไรก็ตาม ในใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความเสียใจในสิ่งที่กระทำลงไป และจากความหวาดหวั่นจึงทำให้พวกเขาเฝ้ารอการกลับมาของอบูซุฟยาน เพื่อให้เขาไปเจรจาต่อสนธิสัญญา
เมื่ออบูซุฟยานกลับจากดามัสกัสและได้ฟังเหตุการณ์ทั้งหมด เขากล่าวว่า "แม้ว่าฉันจะไม่ได้เตรียมรับมือกับเรื่องนี้ แต่ฉันต้องรีบไปต่อสัญญาอย่างเร่งด่วน" แล้วรีบออกเดินทางไปยังมะดีนะฮ์ทันที8
ก่อนที่อบูซุฟยานจะเดินทางถึงมะดีนะฮ์ ท่านนบีผู้เป็นที่รักได้บอกแก่บรรดาเศาะฮาบะฮฺล่วงหน้าแล้วว่า "ฉันรู้ดีว่าอบูซุฟยานกำลังจะมาเพื่อขอต่อเวลาสนธิสัญญาแห่งสันติภาพ แต่เขาจะต้องกลับไปอย่างผิดหวัง"
อบูซุฟยานในตอนนั้นยังไม่ได้เข้ารับอิสลาม เขาเดินทางมาถึงมะดีนะฮ์ อัลมุเนาวะเราะฮ์ และมุ่งไปยังบ้านของบุตรสาวของเขา ท่านหญิงอุมมุฮะบีบะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา มารดาของผู้ศรัทธา และภรรยาอันทรงเกียรติของท่านนบี เขากำลังจะนั่งลงบนที่นอนของท่านนบี แต่ท่านหญิงอุมมุฮะบีบะฮ์รีบยกที่นอนขึ้นก่อนที่บิดาจะนั่งลง บิดาของนางรู้สึกไม่พอใจและกล่าวด้วยความประหลาดใจว่า "โอ้ลูกสาวของข้า เจ้ารังเกียจพ่อถึงขั้นไม่ให้นั่งบนที่นอนนี้เชียวหรือ" แต่มารดาของผู้ศรัทธา ผู้ซึ่งยกความรักต่อรอซูลุลลอฮฺไว้เหนือสิ่งอื่นใด ตอบกลับไปว่า "ที่นอนนี้คือที่นอนของรอซูลแห่งอัลลอฮฺ มุชริกไม่อาจนั่งบนนั้นได้ ท่านยังเป็นมุชริกและนาญิส จึงไม่สมควรนั่งบนที่นอนนี้"
บิดาของนางกล่าวว่า "โอ้ลูกสาวของข้า ตั้งแต่เจ้าจากบ้านพ่อไป เจ้าก็เปลี่ยนไปมากจริง ๆ" นางจึงตอบว่า "อัลฮัมดุลิลลาฮฺ อัลลอฮฺได้ประทานอิสลามแก่ฉันแล้ว ส่วนท่านยังคงเคารพบูชาแท่นหินที่ไม่มีความสามารถในการได้ยินและมองเห็นอะไรเลย โอ้บิดาเอ๋ย ท่านเป็นถึงผู้นำและผู้อาวุโสของกุร็อยช์ แต่ไฉนยังห่างไกลจากอิสลามได้เล่า" บิดาของนางโกรธมากและตอบว่า "เจ้ากำลังลบหลู่และกล่าวหาพ่อว่าโง่เขลาเช่นนั้นหรือ พ่อจะต้องละทิ้งสิ่งที่บรรพบุรุษเคารพมาหลายชั่วคน แล้วหันไปรับศาสนาของมุฮัมมัดอย่างนั้นหรือ" พูดเสร็จก็เดินจากไป9
จากนั้นผู้นำของกุร็อยช์ได้เข้าพบท่านนบีและกล่าวว่า "ฉันมาที่นี่เพื่อขอต่ออายุสนธิสัญญาฮุดัยบียะฮฺ ให้เราได้ต่อสัญญานี้กันเป็นลายลักษณ์อักษรเถิด" ท่านนบีตอบว่า "เรามิได้ทำสิ่งใดที่ขัดต่อเงื่อนไขของสนธิสัญญาฮุดัยบียะฮฺ และเราจะไม่เปลี่ยนมัน" แม้อบูซุฟยานจะกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่า "ให้เราได้เปลี่ยนสัญญาเถิด ให้เราได้ต่ออายุสัญญาเถิด" แต่ท่านนบีก็มิได้ตอบรับ
เมื่ออบูซุฟยานเห็นว่าความพยายามทั้งหมดนั้นล้มเหลว เขาจึงกลับไปยังมักกะฮฺและเล่าสถานการณ์แก่พวกมุชริก ฝ่ายกุร็อยช์จึงพากันตำหนิเขาว่า "หมายความว่าท่านกลับมาโดยไม่สามารถทำอะไรได้เลยงั้นหรือ" บัดนี้ สิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้คือเฝ้าคอยด้วยความหวาดหวั่น
"โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน โปรดทำให้สายลับและผู้ส่งข่าวของกุร็อยช์ตาบอดและหูหนวก จนกว่าพวกเราจะไปถึงถิ่นของพวกเขาโดยไม่ให้รู้ตัว แล้วให้พวกเขาได้เห็นและได้ยินเราอย่างฉับพลัน"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
ผู้ที่ลี้ภัยในมัสยิดอัลหะรอม
เมื่ออบูซุฟยานเดินทางออกจากมะดีนะฮ์แล้ว ท่านนบีผู้เป็นที่รัก ได้ตัดสินใจพิชิตนครมักกะฮฺ เพราะชาวกุร็อยช์ไม่รักษาสัญญาและได้ทำลายสนธิสัญญาไปแล้ว ท่านปิดเรื่องนี้เป็นความลับ เพราะประสงค์จะพิชิตมักกะฮฺโดยไม่เปิดโอกาสให้พวกมุชริกได้เตรียมตัว และไม่ให้มีการนองเลือดในเขตหะรอม เมื่อมักกะฮฺถูกพิชิต จะมีใครรู้ได้เลยว่ามีผู้คนมากเพียงใดที่ได้รับเกียรติในการเข้ารับอิสลาม
ท่านได้แจ้งข่าวนี้แก่ท่านอบูบักรและสหายผู้ใหญ่เพียงไม่กี่ท่าน และสั่งให้สหายเริ่มเตรียมตัวเพื่อออกญิฮาด แต่ไม่บอกว่าเป้าหมายคือที่ใด บรรดาเศาะฮาบะฮฺต่างพร้อมใจกันเตรียมตัว ท่านนบีจึงส่งสารไปยังเผ่ามุสลิมรอบ ๆ ได้แก่ อัสลัม อัชญะอฺ ญุฮัยนะฮ์ ฮุซัยน์ ฆิฟารฺ มุซัยนะฮ์ สุลัยม์ ดัมเราะฮ์ และคุซาอะฮ์ ใจความว่า "ผู้ใดศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันอาคิเราะฮ์ จงมารวมพลที่มะดีนะฮ์ในต้นเดือนเราะมะฎอนอันทรงเกียรติ" พวกเขาได้รับเชิญให้ออกศึกด้วย
และเพื่อเป็นการรักษาความลับ ท่านนบีได้มอบหมายให้ท่านอุมัรปิดเส้นทางติดต่อสื่อสารไม่ให้ข่าวเล็ดลอดไปถึงมักกะฮฺ ท่านอุมัรจึงจัดเวรยามตามทางภูเขาและเส้นทางสัญจรต่าง ๆ พร้อมกำชับว่า "หากพบใครก็ตามที่มุ่งหน้าไปมักกะฮฺ จงยับยั้งเขาไว้!"
ท่านนบีได้วอนขอต่ออัลลอฮฺว่า "โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน โปรดทำให้สายลับและผู้ส่งข่าวของกุร็อยช์ตาบอดและหูหนวก จนกว่าพวกเราจะไปถึงถิ่นของพวกเขาโดยไม่ให้รู้ตัว แล้วให้พวกเขาได้เห็นและได้ยินเราอย่างฉับพลัน"
เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ท่านได้ส่งอบูกอตาดะฮ์พร้อมกองกำลังขนาดเล็กไปทางเหนือในหุบเขาอิซาม เพื่อให้ดูเหมือนว่ากองทัพจะโจมตีพวกมุชริกทางเหนือหรือเข้าโจมตีฝ่ายโรมัน
ในเวลาเดียวกัน ท่านนบีได้บอกแก่บรรดาเศาะฮาบะฮฺว่ามีจดหมายถูกส่งไปแจ้งชาวมักกะฮฺเรื่องการเตรียมการในมะดีนะฮ์ ท่านจึงส่งอาลีไปสกัดไว้ และจับผู้ส่งสารได้ตามที่รายงาน
จนถึงวันที่สองของเดือนเราะมะฎอน กองกำลังจากเผ่ามุสลิมรอบ ๆ ก็ทยอยมาสมทบ และรวมตัวกันที่ค่ายใกล้บ่อน้ำอบูอินาบะฮ์ จำนวนกองกำลังของบรรดาเศาะฮาบะฮฺเพิ่มขึ้นถึงหนึ่งหมื่นสองพันคน ในจำนวนนี้มีสี่พันคนเป็นชาวอันศอร อีกเจ็ดร้อยคนเป็นมุฮาญิร และที่เหลือมาจากเผ่ามุสลิมรอบ ๆ10
ท่านนบีได้มอบหมายให้ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ อุมมุ มักตูม เป็นผู้รักษาการณ์แทนที่มะดีนะฮ์ และส่งท่านซุบัยรฺ อิบนุ เอาวามออกไปทำหน้าที่ลาดตระเวนพร้อมกองทัพม้าจำนวนสองร้อยนาย
วันจันทร์ที่สิบของเดือนเราะมะฎอน ปีที่แปดหลังการฮิจเราะฮ์ ท่านนบีผู้ทรงเกียรติได้ออกเดินทางจากมะดีนะฮ์ในพระนามของอัลลอฮฺ11 นำกองทัพใหญ่จำนวนหนึ่งหมื่นสองพันคน หัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความรักต่ออัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์ พวกเขามุ่งหน้าไปยังนครมักกะฮฺ บ้านเกิดที่พวกเขาถูกขับไล่ออกมาเมื่อแปดปีก่อน พร้อมการทรมานและความทุกข์ยาก
บัดนี้ พวกเขากำลังจะทำการชำระล้างกะอ์บฺะฮ์อันยิ่งใหญ่ให้พ้นจากรูปเคารพ กำลังจะชี้ทางแห่งสัจธรรม ความยุติธรรม และความเมตตาแก่พวกมุชริกที่ยังดื้อรั้นไม่ยอมรับความจริง
พวกเขากำลังจะเผยแผ่ศาสนาของอัลลอฮฺ และช่วยให้ผู้คนที่นั่นรอดพ้นจากการลงโทษอย่างถาวรในญะฮันนัม โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน ความเมตตาของพระองค์นั้นยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้
เมื่อกองทัพอิสลามเดินทางมาถึงดุลฮุลัยฟะฮ์ พวกเขาได้พบกับท่านอับบาส ลุงของท่านนบี ซึ่งอพยพออกมาจากมักกะฮฺพร้อมครอบครัว ท่านนบีดีใจเป็นอย่างยิ่ง และกล่าวกับลุงของท่านว่า "โอ้อับบาส! ดังที่ฉันเป็นนบีคนสุดท้าย ท่านก็เป็นมุฮาญิรคนสุดท้ายเช่นกัน"
จากนั้นท่านนบีมีคำสั่งให้ส่งสัมภาระของท่านอับบาสไปมะดีนะฮ์ และท่านอับบาสก็อยู่ร่วมกับท่านนบีในเหตุการณ์พิชิตมักกะฮฺครั้งนี้12
เมื่อกองทัพเคลื่อนมาถึงกุดัยด์ใกล้มักกะฮฺ ท่านนบีได้จัดระเบียบกองทัพ แจกจ่ายธงรบให้แก่แต่ละเผ่า ธงของมุฮาญิรอยู่ในการดูแลของอาลี สำหรับซุบัยรฺ อิบนุ เอาวาม และสะอฺดฺ อิบนุ อบีวักกอศ ฝ่ายอันศอรฺมีผู้ถือธงทั้งสิ้น 12 คน เผ่าอัชญะอฺและสุลัยม์มีธงเผ่าละ 1 คน เผ่ามุซัยนะฮ์มีทั้งหมด 3 ธง เผ่าอัสลัมมี 2 ธง คุซาอะฮ์มี 3 ธง และญุฮัยนะฮ์มี 4 ธง13
สิบวันหลังจากออกจากมะดีนะฮ์ กองทัพได้เข้าเขตมักกะฮฺในช่วงค่ำ และเมื่อถึงเวลาละหมาดอีชา ก็หยุดพักที่มัรซะฮฺรอน ท่านนบีสั่งให้หยุดที่นั่น และสั่งท่านอุมัรให้กำชับมุญาฮิดแต่ละคนในการจุดไฟขึ้นคนละกอง14 เมื่อแสงไฟนับหมื่นกองลุกโชติช่วงทั่วบริเวณ มักกะฮฺก็สว่างไสวราวกับเป็นเวลากลางวัน ชาวมักกะฮฺซึ่งไม่รู้เรื่องการเคลื่อนไหวนี้ก็ต้องตื่นตระหนก พวกเขามอบหมายให้อบูซุฟยานออกไปสืบข่าว อบูซุฟยานพาคนติดตามแอบเข้าใกล้ค่ายของอิสลาม
ท่านนบีได้บอกแก่สหายบางคนว่า "จงจับตาดูอบูซุฟยาน พวกท่านจะได้พบเขาแน่นอน" และจริงดังคำของท่าน เมื่ออบูซุฟยานกับพวกเดินทางถึงสถานที่ชื่ออีรอก ท่านนบีกล่าวว่า "อบูซุฟยานอยู่ที่อีรอกในเวลานี้"
ท่านอับบาสจึงรีบไปยังที่นั่น ในใจคิดว่า "ฉันต้องหาทางส่งข่าวไปยังชาวมักกะฮฺ เพื่อให้พวกเขามาหาท่านรอซูลุลลอฮฺและขอความคุ้มครองก่อนที่สงครามจะปะทุ" ระหว่างค้นหาผู้คน อับบาสก็จำเสียงของอบูซุฟยานได้จึงเรียกขึ้นว่า "โอ้อบู ฮันซอละฮ์!" ฝ่ายอบูซุฟยานก็จำเสียงเขาได้และตอบว่า "โอ้อบูฟัฎล์! คือท่านเองหรือ ขอให้พ่อแม่ของฉันได้สละชีพเพื่อท่านเถิด" จากนั้นทั้งสองจึงเดินทางไปยังค่ายอิสลามด้วยกัน
"ผู้ใดเข้าบ้านของอบูซุฟยานและขอความคุ้มครอง ผู้นั้นจะปลอดภัย ผู้ใดเข้ามัสยิดอัลฮะรอมและขอความคุ้มครอง ผู้นั้นจะปลอดภัย ผู้ใดปิดประตูบ้านและพำนักอยู่ในบ้านของตน ผู้นั้นจะปลอดภัย"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
ระหว่างทาง อบูซุฟยานถามข่าว อับบาสตอบว่า "โอ้อบูซุฟยาน ช่างน่าละอายใจเหลือเกิน รอซูลุลลอฮฺกำลังยกทัพที่ท่านจะไม่อาจต้านทานได้ ฉันขอสาบานว่าสภาพของกุร็อยช์จะย่ำแย่หนัก เคราะห์กรรมของกุรอยช์แท้ ๆ" เมื่อไปถึงค่าย อบูซุฟยานและพวกก็ได้เข้าเฝ้าท่านนบี ผู้เป็นสุลต่านแห่งจักรวาล ท่านได้ต้อนรับพวกเขาด้วยความเมตตา อบูซุฟยานให้ข้อมูลเกี่ยวกับชาวมักกะฮฺ และเมื่อสนทนากันจนดึก ท่านนบีก็เชิญชวนพวกเขาสู่อิสลาม ฮากิม อิบนุ ฮิซาม และบุดัยล์กล่าวชะฮาดะฮ์และเข้ารับอิสลามทันที แต่อบูซุฟยานยังคงลังเล
รุ่งเช้า ท่านนบีผู้เป็นมหาสมุทรแห่งความเมตตากล่าวว่า "โอ้อบูซุฟยาน ช่างน่าละอายเสียจริง เวลาที่ท่านจะได้รู้ว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ ยังมาไม่ถึงอีกหรือ" อบูซุฟยานตอบว่า "ขอให้บิดามารดาของฉันได้สละชีวิตเพื่อท่านเถิด ไม่มีผู้ใดอ่อนโยน มีเกียรติ และรักษาสายสัมพันธ์ได้ดีไปกว่าท่านเลย หลังจากที่เราได้ทำร้ายท่านอย่างมากมาย ท่านยังคงเชิญชวนเราไปสู่ทางนำ ความโอบอ้อมอารีของท่านช่างงดงามเหลือเกิน ฉันศรัทธาแล้วว่า ไม่มีพระเจ้าใดนอกจากอัลลอฮฺ เพราะถ้ามี สิ่งเหล่านั้นคงช่วยฉันไปแล้ว และท่าน ก็คือรอซูลของอัลลอฮฺ" ดังนี้ อบูซุฟยานจึงได้รับเกียรติเป็นหนึ่งในเศาะฮาบะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ)15
อับบาสจึงกล่าวว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ ท่านจะประทานสิ่งใดแก่อบูซุฟยานเพื่อให้เขาได้รับความนับถือในหมู่ชาวมักกะฮฺหรือไม่" ท่านนบีตอบรับและประกาศว่า "ผู้ใดเข้าบ้านของอบูซุฟยานและขอความคุ้มครอง ผู้นั้นจะปลอดภัย" อบูซุฟยานจึงขอต่อไปว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ ท่านจะเพิ่มพูนให้มากกว่านี้ได้หรือไม่" ท่านนบีจึงกล่าวว่า "ผู้ใดเข้ามัสยิดอัลหะรอมและขอความคุ้มครอง ผู้นั้นจะปลอดภัย ผู้ใดปิดประตูบ้านและพำนักอยู่ในบ้านของตน ผู้นั้นจะปลอดภัย"
จากนั้น ท่านนบีสั่งอับบาสว่า "จงพาอบูซุฟยานไปยังทางผ่านบริเวณที่เป็นช่องแคบของภูเขา ที่ที่ขบวนม้าต้องเบียดเสียดกันเพื่อให้เขาได้เห็นความยิ่งใหญ่ของกองทัพอิสลาม กองทัพของอัลลอฮฺ" เพื่อที่อบูซุฟยานจะได้นำเรื่องนี้ไปเล่าต่อแก่ชาวมักกะฮฺ จะได้ไม่มีใครคิดต่อต้าน และจะได้ไม่เกิดการนองเลือดในเขตหะรอม
ขณะที่อับบาสพาอบูซุฟยานไปยังช่องเขา มุญาฮิดีนก็จัดขบวนธงและเคลื่อนพลผ่านไปทีละเผ่า ทุกคนสวมเกราะ ถืออาวุธ พร้อมกับเปล่งเสียงตักบีร "อัลลอฮฺอักบัร" กึกก้องทั่วฟ้าและแผ่นดิน
ทุกครั้งที่เห็นกองทัพผ่านไป อบูซุฟยานก็จะเอ่ยถามว่า "คนพวกนี้คือใคร" อับบาสตอบว่า "นี่คือบรรดาลูกหลานของสุลัยม์ มีผู้บัญชาการคือคอลิด อิบนุ วะลีด… นี่คือบรรดาลูกหลานของฆิฟารฺ… ส่วนนี่คือลูกหลานของกะอฺบ์" แสงแวววาวจากอาวุธมากมายของเหล่ามุญาฮิด ส่องประกายระยิบระยับจับตา
อบูซุฟยานรู้สึกสนใจเรื่องราวของท่านนบีเป็นพิเศษ เขาอยากรู้ว่ากองทัพที่รายล้อมรอบท่านนั้นจะมีลักษณะแตกต่างจากกองทัพอื่น ๆ หรือไม่ จึงอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นว่า "นี่คือกองทัพของรอซูลุลลอฮฺใช่หรือไม่" ไม่นานนัก ท่านนบีก็ปรากฏ ท่านผู้เป็นที่รักแห่งสากลโลกกำลังขี่อูฐกุศวา โดดเด่นดั่งดวงตะวันท่ามกลางบรรดามุฮาญิรและอันศอรฺที่เดินเคียงข้าง พวกเขาเคลื่อนพลเข้ามา แต่ละคนสวมเกราะเหล็กที่ตีขึ้นอย่างประณีต ปกคลุมตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ถือดาบจากอินเดีย และมีทั้งขี่ม้าและขี่อูฐ
เมื่ออบูซุฟยานเห็นภาพนั้น ก็ถามขึ้นด้วยความสงสัยใคร่รู้ "โอ้อับบาส คนเหล่านี้คือใครหรือ" อับบาสตอบว่า "คนที่อยู่ตรงกลางนั้นคือรอซูลุลลอฮฺ ส่วนรอบข้างคือชาวอันศอรและมุฮาญิร ผู้ที่มีหัวใจลุกโชนด้วยความปรารถนาที่จะพลีชีพในหนทางของอัลลอฮฺ"
ขณะที่ท่านนบีผู้เป็นที่รัก ผ่านหน้าอบูซุฟยาน ท่านได้กล่าวกับเขาว่า "วันนี้เป็นวันที่อัลลอฮฺจะทรงเพิ่มเกียรติให้แก่กะอ์บฺะฮ์ วันนี้คือวันที่บัยตุลลอฮฺจะถูกปกคลุมด้วยเกียรติยศ วันนี้คือวันแห่งมหาเมตตา วันนี้คือวันที่อัลลอฮฺจะทรงให้กุร็อยช์ได้รับเกียรติด้วยอิสลาม"
สิ่งที่อบูซุฟยานได้เห็นและได้ยินนั้นเพียงพอแล้ว เขากล่าวว่า "ฉันเคยเห็นอาณาจักรของโรมันและเปอร์เซียมาแล้ว แต่ไม่เคยเห็นสิ่งใดที่สง่างามเท่านี้มาก่อนเลย จนกระทั่งวันนี้เองที่ฉันได้เจอกับกองทัพและการรวมตัวกันเช่นนี้ ไม่มีใครจะต้านทานกองทัพแบบนี้ได้ และจะไม่มีใครเอาชนะพวกเขาได้" จากนั้นเขาจึงรีบกลับไปยังมักกะฮฺ
เมื่อถึงมักกะฮฺ อบูซุฟยานประกาศแก่พวกมุชริกว่าเขาได้เข้ารับอิสลามแล้ว และกล่าวว่า "โอ้ชาวกุร็อยช์ทั้งหลาย มุฮัมมัดได้เข้ามาใกล้พวกเจ้าแล้ว พร้อมกองทัพใหญ่ที่พวกท่านไม่อาจต้านทานได้ พวกเจ้าอย่าหลอกตัวเองอีกเลย จงเข้ารับอิสลามเถิด เพื่อที่พวกท่านจะได้รับทางรอด ฉันได้เห็นสิ่งที่พวกท่านไม่เคยเห็น ฉันเห็นนักรบ ม้า และอาวุธนับไม่ถ้วน ไม่มีใครหยุดยั้งพวกเขาได้
ผู้ใดที่เข้าบ้านของอบูซุฟยาน เขาจะได้รับความคุ้มครองและจะปลอดภัยจากการถูกฆ่า
"วันนี้เป็นวันที่อัลลอฮฺจะทรงเพิ่มเกียรติให้แก่กะอ์บฺะฮ์ วันนี้คือวันที่บัยตุลลอฮฺจะถูกปกคลุมด้วยเกียรติยศ วันนี้คือวันแห่งมหาเมตตา วันนี้คือวันที่อัลลอฮฺจะทรงให้กุร็อยช์ได้รับเกียรติ (ด้วยอิสลาม)"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
ผู้ใดเข้าบัยตุลลอฮฺเพื่อขอความคุ้มครอง เขาจะได้รับการรับรองความปลอดภัย
ผู้ใดเข้าบ้านตนเองและปิดประตู เขาจะได้รับการรับรองความปลอดภัยเช่นเดียวกัน"16
เมื่อได้ยินเช่นนี้ พวกมุชริกที่แข็งกร้าวบางคนก็ลุกขึ้นคัดค้านและใช้ถ้อยคำดูหมิ่นอบูซุฟยาน บางคนถึงกับเร่งเตรียมตัวในการเผชิญหน้ากับกองทัพอิสลาม แต่ก็เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น เพราะคนส่วนใหญ่รีบกลับเข้าบ้านของตน หรือไม่ก็เข้าไปขอความคุ้มครองในมัสยิดอัลฮะรอม
ขณะเดียวกัน ท่านนบีผู้เป็นที่รัก และเหล่าเศาะฮาบะฮฺผู้ทรงเกียรติก็เดินทางมาถึงหุบเขาซีตุวา เมื่อท่านนบีมองไปยังบรรดาสหาย ความทรงจำถึงวันที่ท่านถูกบังคับให้ออกจากมักกะฮฺเมื่อแปดปีก่อนก็ผุดขึ้นมา วันที่บ้านของท่านถูกชาวกุร็อยช์ล้อมไว้ วันที่ท่านออกจากบ้านโดยอ่านอายะฮฺจากซูเราะฮ์ยาซีนโดยไม่มีใครเห็น วันที่ท่านกับอบูบักรได้หลบไปยังถ้ำ และก่อนออกจากเขตมักกะฮฺ ท่านได้หันกลับมามองเมืองอีกครั้งและกล่าวว่า "โอ้มักกะฮฺ! ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ เจ้าคือแผ่นดินที่ดีที่สุดที่อัลลอฮฺทรงสร้างขึ้น และเป็นที่รักที่สุดต่อพระองค์และต่อฉัน หากฉันไม่ถูกขับไล่ให้ออกมา ฉันจะไม่มีวันจากเจ้าไปไหนเลย" และในขณะที่ท่านนบีกำลังเศร้าอยู่นั้น ญิบรีลได้ลงมาอ่านอายะฮฺที่ 85 จากซูเราะฮ์อัลเกาะศ็อศเพื่อปลอบประโลมใจท่านนบี พร้อมกับแจ้งข่าวดีว่าท่านจะได้กลับมาสู่มักกะฮฺอีกครั้ง
ท่านนบีนึกถึงสงครามต่าง ๆ ที่ผ่านมาทั้ง บัดรฺ อุฮุด สนามเพลาะ ค็อยบัร และมุอฺตะฮฺ ที่แม้จะมีจำนวนกองกำลังเพียงน้อยนิดแต่ก็สามารถมีชัยชนะเหนือศัตรู บัดนี้ มีบรรดาสหายถึงหนึ่งหมื่นสองพันคนรายล้อมรอบตัวท่าน รอคอยคำสั่งเพื่อเข้าสู่มักกะฮฺ ท่านนบีกล่าวสรรเสริญอัลลอฮฺด้วยหัวใจเต็มไปด้วยสำนึกในความเมตตาและความขอบคุณ และก้มศีรษะลงด้วยความถ่อมตน
ท่านรอซูลุลลอฮฺ ได้แบ่งกองทัพเศาะฮาบะฮฺออกเป็นสี่กอง ท่านแต่งตั้ง คอลิด อิบนุ วะลีดเป็นแม่ทัพปีกขวา ซุบัยรฺ อิบนุ เอาวามเป็นแม่ทัพปีกซ้าย อบูอุบัยดะฮ์ อิบนุ จัรรอหฺเป็นแม่ทัพทหารราบ และท่านสะอฺดฺ อิบนุ อุบาดะฮ์เป็นแม่ทัพอีกกองหนึ่ง โดยคอลิดจะนำทัพเข้ามาทางตอนใต้ของมักกะฮฺ หากมีผู้ใดต่อต้านก็จะถูกจัดการตามเหมาะสม และเมื่อภารกิจเสร็จสิ้นแล้วให้ไปสมทบกับท่านนบีบนเนินซอฟา ส่วนซุบัยรฺจะนำทัพเข้าทางทิศเหนือของมักกะฮฺ ปักธงไว้ที่ฮะญูนและรอท่านนบีอยู่ที่นั่น ส่วนสะอฺดฺ อิบนุ อุบาดะฮ์จะบุกเข้าทางทิศตะวันตก17
ท่านนบีได้กำชับแม่ทัพทั้งหลายอย่างเคร่งครัดว่า "ถ้าไม่ถูกโจมตีก่อน จงอย่าทำร้ายใคร และอย่าฆ่าใครทั้งนั้น"
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ถูกระบุชื่อไว้ว่าเป็นศัตรูผู้ดื้อรั้นจะต้องถูกตัดศีรษะ แม้จะซ่อนตัวอยู่ใต้กะอ์บฺะฮ์ก็ตาม18
เมื่อความจริงปรากฎ ความเท็จย่อมมลาย
เมื่อข่าวแพร่ออกไปว่าคอลิด อิบนุ วะลีดกำลังบุกเข้ามา อิกริมะฮฺ บุตรของอบูญะฮัล ซอฟวาน อิบนุ อุมัยยะฮ์ ซุฮัยลฺ อิบนุ อัมรฺ รวมถึงผู้คนจากเผ่าบนีบักรฺกับบนีฮาริษต่างรีบมาปิดเส้นทางและเตรียมเผชิญกับกองทัพ
คอลิด อิบนุ วะลีดเป็นแม่ทัพคนแรกที่เคลื่อนไหวพร้อมกองทัพมุญาฮิด เมื่อพวกเขามาถึงเชิงเขาคันดะมะฮ์ทางใต้ของมักกะฮฺ พวกมุชริกก็ระดมยิงลูกธนูใส่อย่างดุเดือด จนมีมุญาฮิดถูกสังหารไปสองท่าน ได้แก่ กุรซฺ อิบนุ ญาบิร และฮะบัช อิบนุ อัชอัร
คอลิดจึงสั่งให้กองทัพตั้งแถวรบ แล้วสั่งการว่า "นอกจากผู้ที่หลบหนีไปแล้ว ห้ามฆ่าใครอีก" จากนั้นกองทัพมุญาฮิดก็พุ่งเข้าโจมตีทันที พวกมุชริกแตกพ่ายในพริบตา และได้รุกคืบไปจนถึงมัสยิดอัลหะรอม ระหว่างการสู้รบ มีมุชริกถูกสังหารเจ็ดสิบคน19 บางส่วนหนีขึ้นภูเขา และบางส่วนหนีเข้าบ้านของตน
The Conquest of Mecca al-Mukarramah การพิชิตมักกะฮฺ
"เมื่อความจริงปรากฏ ความเท็จย่อมมลาย"
ซูเราะฮ์อิสรออ์
เหล่าสหายผู้ทรงเกียรติที่เข้าสู่นครมักกะฮฺจากทิศทางอื่น ๆ ไม่พบการต่อต้านใด ๆ รายชื่อที่ถูกกำหนดให้ต้องถูกประหารจำนวนห้าคน ถูกจับกุมได้และถูกลงโทษทันที ส่วนที่เหลือพากันหลบหนีออกจากเมือง
วันพฤหัสบดีที่ 20 เราะมะฎอน มุญาฮิดีนทยอยเข้าสู่นครมักกะฮฺทีละกลุ่มด้วยความตื่นเต้น พร้อมเสียงตักบีร "อัลลอฮฺอักบัร! อัลลอฮฺอักบัร!" ดังกึกก้องไปทั่ว
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ผู้เป็นที่รักแห่งสากลโลก ได้เข้าสู่นครมักกะฮฺ บ้านเกิดของท่านด้วยความถ่อมตน ขี่อูฐกุศวา โดยมี อุซามะฮ์ อิบนุ ซัยด์ นั่งอยู่ข้างหลัง ท่านสรรเสริญอัลลอฮฺผู้ทรงประทานให้ได้เห็นวันอันยิ่งใหญ่นี้ พร้อมกับอ่านซูเราะฮ์อัล-ฟัตห์ ซึ่งเป็นวะฮฺยูที่แจ้งข่าวดีแห่งการพิชิตมักกะฮฺ
ท่านนบีผู้เป็นฟัครุลกาอินาต พร้อมเหล่าสหายผู้ได้รับชัยชนะ มุ่งหน้าไปยังกะอฺบะฮฺ อัลมุอัซซะมะฮ์ โดยมีท่านอบูบักรอยู่เบื้องขวา และท่านอุซัยดฺ อิบนุ หุดัยรฺอยู่เบื้องซ้าย หลังจากเยี่ยมฮะญะรุลอัสวัดแล้ว ท่านกล่าวตัลบียะฮ์และตักบีร เหล่าเศาะฮาบะฮฺปฏิบัติตาม เสียง "อัลลอฮฺอักบัร! อัลลอฮฺอักบัร!" ดังก้องจนท้องฟ้ามักกะฮฺสั่นสะเทือน น้ำตาแห่งความปลื้มปีติหลั่งไหลจากดวงตาของมุสลิมทั้งหลาย ขณะที่พวกมุชริกที่หลบอยู่ในเขตหะรอมและในบ้านของตน ต่างนั่งเฝ้ารอด้วยความหวาดกลัว
จากนั้นท่านนบีและเหล่าเศาะฮาบะฮฺก็เริ่มทำฏอวาฟ ครบเจ็ดรอบแล้วท่านจึงลงจากอูฐ ต่อด้วยละหมาดสองร็อกอะฮฺ ณ มะกอมอิบรอฮีม แล้วดื่มน้ำซัมซัมที่อับบาสตักขึ้นมาให้ ท่านประสงค์จะทำวุฎูอฺด้วยน้ำซัมซัมด้วย ขณะที่ท่านทำวุฎูอฺ บรรดาสหายก็แย่งกันรองน้ำที่สัมผัสร่างกายของท่านนบีก่อนที่จะหยดลงพื้น เหล่ามุชริกที่เห็นเหตุการณ์นี้ก็พากันตกตะลึง และกล่าวกันว่า "เราไม่เคยพบเคยเจอผู้ปกครองบ้านเมืองเช่นนี้มาก่อนเลยในชีวิต"
ท่านนบีผู้เป็นที่รัก ประสงค์จะทำลายรูปเจว็ดที่ทำจากหินและไม้ที่ตั้งอยู่รอบกะอฺบะฮฺ ท่านอ่านอายะฮฺอัลกุรอาน "เมื่อความจริงปรากฎขึ้น และความเท็จย่อมมลายไป แท้จริงความเท็จนั้นย่อมมลายไปเสมอ"20แล้วท่านก็ใช้ไม้เท้าในมือแตะไปยังเจว็ดทีละรูป ทุกครั้งที่แตะ เจว็ดรูปนั้นก็ล้มคว่ำแตกหักเสียหายไปทีละรูป รูปเจว็ดทั้งหมด 360 รูปถูกทำลายจนสิ้นซาก21
เมื่อถึงเวลาละหมาดอัศรฺ ท่านนบีสั่งให้ท่านบิลาลอะซานที่กะอฺบะฮฺ ขณะที่เสียงอะซานดังกังวาลขึ้นมา หัวใจของผู้ศรัทธาก็ถูกเติมเต็มไปด้วยความปลื้มปีติ ขณะที่หัวใจของพวกมุชริกกลับท่วมท้นด้วยความเศร้าโศกเสียใจ22
ต่อมา ท่านนบีผู้เป็นที่รักได้ขอกุญแจของกะอฺบะฮฺ เมื่อได้รับแล้วท่านจึงเข้าไปในกะอฺบะฮฺ หลังจากที่ได้จัดการรูปวาดและรูปเจว็ดที่เหลืออยู่ภายใน พร้อมด้วยอุซามะฮ์ อิบนุ ซัยด์ บิลาล และอุษมาน อิบนุ ฏ็อลหะฮ์
ภายในกะอฺบะฮฺ ท่านยืนหันหลังพิงประตู แล้วละหมาดสองร็อกอะฮฺ ท่านกล่าวตักบีรและขอดุอาที่แต่ละมุมของกะอฺบะฮฺ ขณะที่คอลิด อิบนุ วะลีดยืนเฝ้าประตูไว้ไม่ให้คนเข้ามาจนแน่นเกินไป
ท่านนบี ผู้เป็นสุลต่านแห่งสากลโลก ยืนอยู่ตรงประตูกะอฺบะฮฺ ชาวกุร็อยช์ทั้งหมดก็มารวมตัวในมัสยิดอัลฮะรอม จ้องมองมายังท่านด้วยสายตาแห่งความหวังปนความหวั่นเกรง เพราะพวกเขาเหล่านั้นคือผู้ที่เคยดูหมิ่นท่าน เคยพยายามทำร้ายและหมายจะเอาชีวิตท่าน พวกเขาทำการทรมานต่อบรรดาสหายของท่านด้วยวิธีสารพัด ทั้งผูกเชือกลากคอพวกเขา เผาไฟ นาบหินร้อนบนหน้าอกจนหมดสติ ใช้เหล็กร้อนทิ่มแทง กักขังพวกเขาไว้ในหุบเขาสามปีโดยไม่มีอาหารและน้ำ มัดขาพวกเขาไว้กับอูฐข้างละตัวแล้วให้อูฐลากจนร่างขาดออกจากกัน ที่ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังได้ขับไล่บรรดามุสลิมออกจากมาตุภูมิ และยังทำสงครามซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อหวังทำลายพวกเขาให้สิ้นซาก
แม้สิ่งที่ชาวกุร็อยช์เคยกระทำต่อท่านนบีและเหล่าสหายจะหนักหนาสาหัสเพียงใด ความหวังยังคงหลงเหลืออยู่ในหัวใจของพวกเขา เพราะเบื้องหน้าคือ "มหาสมุทรแห่งความเมตตา" ผู้ซึ่งอัลลอฮฺทรงส่งมาเป็นความเมตตาแก่สากลโลก
ท่านนบีทอดสายตามองพวกเขาครู่หนึ่ง แล้วถามว่า "โอ้ชาวกุร็อยช์เอ๋ย พวกท่านคิดว่าฉันจะปฏิบัติต่อพวกท่านอย่างไรในวันนี้" พวกเขาตอบว่า "เราคาดว่าจะได้รับความดีจากท่าน และเราหวังในความดีงาม เพราะท่านคือพี่น้องผู้ใจกว้าง และเป็นลูกหลานของพี่น้องผู้โอบอ้อมอารี ท่านได้มีชัยเหนือเรา เราหวังแต่ความดีงามจากท่าน"
ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ยิ้มและกล่าวว่า "สิ่งที่จะเกิดขึ้นระหว่างฉันกับพวกท่านจะเหมือนกับที่นบียูซุฟกล่าวแก่พี่น้องของท่านว่า 'วันนี้ฉันจะไม่กล่าวโทษพวกท่าน อัลลอฮฺจะทรงอภัยให้พวกท่าน' 23 ไปเถิด พวกท่านเป็นอิสระแล้ว"
ด้วยความเมตตากรุณาอันยิ่งใหญ่นี้ ทำให้หัวใจที่แข็งกระด้างนั้นอ่อนลง ความเกลียดชังแปรเปลี่ยนเป็นความรัก และเมื่อท่านนบีเชิญชวนสู่อิสลาม ผู้คนก็หลั่งไหลกันมารับอิสลามอย่างไม่ขาดสาย
"สิ่งที่จะเกิดขึ้นระหว่างฉันกับพวกท่านจะเหมือนกับที่นบียูซุฟกล่าวแก่พี่น้องของท่านว่า 'วันนี้ฉันจะไม่กล่าวโทษพวกท่าน อัลลอฮฺจะทรงอภัยให้พวกท่าน' ไปเถิด พวกท่านเป็นอิสระแล้ว"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
ท่านนบีได้ขึ้นไปบนเนินซอฟา ที่ที่ท่านเคยประกาศการเป็นศาสนทูตและเชิญชวนชาวกุร็อยช์เข้าสู่อิสลามเป็นครั้งแรก วันนี้ท่านมาที่นี่อีกครั้ง ท่านตอบรับความสวามิภักดิ์ของชาวมักกะฮฺทั้งหมด ทั้งบุรุษและสตรี เด็กและผู้ใหญ่ ชาวกุร็อยช์จึงได้เข้ารับอิสลาม และได้รับเกียรติเป็นเศาะฮาบะฮฺ
หลังจากได้ให้คำมั่นสัญญากับเหล่าบุรุษแล้ว ท่านนบีได้ให้เหล่าสตรีมุสลิมให้คำมั่นสัญญาต่อท่านในเรื่องต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน24 ได้แก่ การไม่ตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ ไม่ฝ่าฝืนคำสั่งนบี ไม่ลักขโมย รักษาความบริสุทธิ์ ไม่พูดจาใส่ร้าย และไม่ฆ่าบุตรหญิง บรรดาสตรีรับปากด้วยวาจา ท่านนบีได้ขอความเมตตาและการอภัยโทษให้แก่พวกนาง ในกลุ่มนั้นมีท่านหญิงฮินด์ ภรรยาของอบูซุฟยานและมารดาของมุอาวียะฮ์ด้วย นางเป็นผู้แทนกล่าวในนามของสตรีทั้งหลาย
เมื่อผู้คนเข้ารับอิสลามแล้ว ต่างก็ทำลายรูปเจว็ดในบ้านของตน กองทัพอิสลามถูกส่งไปยังเผ่ารอบ ๆ เพื่อล้มเจว็ดเช่นกัน เมื่อความจริงปรากฎ ความเท็จก็มลาย
ผู้ที่ถูกพิพากษา
นับตั้งแต่วันแรกของอิสลาม จนถึงปีที่แปดหลังการฮิจเราะฮ์ มีคนกลุ่มหนึ่งได้ก่ออาชญากรรมร้ายแรง และถูกกำหนดโทษประหาร ท่านนบีได้เอ่ยนามของพวกเขาและประกาศว่า "จงสังหารบุลคลเหล่านี้ทันทีที่ได้พบ"
ชายสิบเอ็ดคน ได้แก่ อิกริมะฮฺ อิบนุ อบีญะฮฺล์, วะฮฺชีย์ อิบนุ ฮัรบฺ (ชาวฮะบะชะฮ์), อับดุลลอฮฺ อิบนุ อบีซัรหฺ, ฮับบาร อิบนุ อัสวัด, ซอฟวาน อิบนุ อุมัยยะฮ์, กาอฺบ์ อิบนุ ซุฮัยร์, อับดุลลอฮฺ อิบนุ ซุบารีย์, อับดุลอุซซา อิบนุ ฮะฏัล, ฮุวัยริส อิบนุ มุอาซ, มะกีซ อิบนุ สะบาบะฮ์, ฮาริษ อิบนุ ตุลละ
หญิงหกคน ได้แก่ ฮินด์ บินต์ อุตบะฮ์, กะรีตะฮ์, กะรีเตาะฮ์, ทาสหญิงของอิบนุ ฮันซะละฮ์, ซารอฮ์ (ทาสหญิงของเผ่า บนีอับดุลมุฏฏอลิบ), อุมมุสะอฺด์
ผู้ที่ได้รับความเมตตา
ฮินด์ บินต์ อุตบะฮ์ ในบรรดาสตรีที่เข้ารับอิสลาม มีท่านหญิงฮินด์ ภรรยาของอบูซุฟยาน ซึ่งแต่เดิมนางอยู่ในรายชื่อกำหนดโทษประหาร แต่ท่านนบี ผู้ซึ่งถูกส่งมาเป็นความเมตตาแก่สากลโลก ได้อภัยโทษให้นางด้วย นางเคยเป็นผู้ยุยงให้เกิดความโหดร้ายรุนแรงต่อมุสลิม และเหตุการณ์อันเจ็บปวดในสงครามอุฮุดของท่านฮัมซะห์ก็เกิดจากคำพูดของนาง
ในวันพิชิตมักกะฮฺ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ขึ้นไปยังเนินซอฟา โดยมีท่านอุมัร นั่งอยู่เบื้องล่าง บุรุษและสตรีทยอยกันเข้ามารับอิสลาม หนึ่งในนั้นมีอุมมุฮานี น้องสาวของท่านอาลี และฮินด์ มารดาของมุอาวียะฮ์ด้วย นางได้ทำบัยอะฮ์กับท่านรอซูลุลลอฮฺในนามของบรรดาสตรีทั้งหลาย และได้รับดุอาอันงดงามยิ่งจากท่านนบี
อิกริมะฮฺ อิบนุ อบีญะฮัล บุตรชายของอบูญะฮัล และเป็นหนึ่งในชายที่ได้รับการอภัยโทษจากโทษประหาร ในวันแห่งการพิชิต เขาได้สังหารเศาะฮาบะฮฺท่านหนึ่งและหนีไปยังเยเมน เมื่อข่าวนี้ไปถึงท่านรอซูลุลลอฮฺ ท่านก็ยิ้มขึ้นมา บรรดาเศาะฮาบะฮฺเกิดความสงสัยจึงถามเหตุผล ท่านนบีตอบว่า "อิกริมะฮฺกำลังเดินอยู่ในสวนสวรรค์ โดยจับมือกับผู้ที่เขาได้สังหาร"
ภรรยาของเขา อุมมุฮะกีม บินต์ ฮาริษ อิบนุ ฮิชาม ได้เข้ารับอิสลามในพิธีบัยอะฮ์ของสตรี และได้วอนขอการอภัยโทษแก่อิกริมะฮฺ เขาจึงกลับมามักกะฮฺพร้อมกับอุมมุฮะกีม และเข้าพบท่านรอซูลุลลอฮฺ ท่านรจึงยกมือขึ้นและวอนขอการอภัยโทษให้แก่เขา
หลังจากเข้ารับอิสลาม อิกริมะฮฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้อุทิศชีวิตให้กับอิสลาม กลายเป็นหนึ่งในวีรบุรุษของบรรดาเศาะฮาบะฮฺ และในที่สุดก็ได้รับเกียรติชะฮีดในสงครามยัรมูก
วะฮฺชีย์ อิบนุ ฮัรบฺ อัล-ฮะบะชี ผู้ที่สังหารท่านฮัมซะฮฺในสงครามอุฮุด ซึ่งเป็นผู้ที่บรรดามุสลิมหมายหัวจะเอาชีวิต และในสงครามอุฮุด ท่านรอซูลุลลอฮฺได้กล่าวสาปแช่งพวกกาฟิร มีคนถามว่าทำไมท่านไม่สาปแช่งวะฮฺชีย์ ท่านตอบว่า "ณ คืนอิสรออฺและมิอฺรอจ ฉันได้เห็นฮัมซะฮฺและวะฮฺชีย์เดินเคียงบ่าเคียงไหล่เข้าสวนสวรรค์ไปด้วยกัน"
วะฮฺชีย์หนีไปในวันพิชิตมักกะฮฺ แต่ด้วยความสำนึกผิด เขาก็มายังมัสยิดในมะดีนะฮ์พร้อมกับชาวฏออิฟ และให้สลาม ท่านรอซูลุลลอฮฺได้ตอบรับสลาม เขาได้เข้ารับอิสลาม และได้รับการอภัยโทษ อย่างไรก็ตาม เขาได้รับคำสั่งให้ย้ายไปยังยะมามะฮ์ และเนื่องจากความละอายที่มีต่อท่านรอซูลุลลอฮฺ จึงใช้ชีวิตอย่างก้มหน้ายอมรับความผิดของตัวเองตลอดมา และไม่กลับไปยังมะดีนะฮ์อีกเลย หลังจากเข้ารับการศรัทธา เขาก็กลายเป็นผู้บริสุทธิ์ สถานะของเขาอยู่สูงกว่าบรรดาเอาว์ลิยาอ์ทั้งหลาย
ในปีที่ 11 หลังการฮิจเราะฮ์ เกิดสงครามครั้งใหญ่กับพวกปฏิเสธศรัทธาที่ยะมามะฮ์ กองทัพของมุซัยละมะฮ์ถูกฆ่าตายกว่าสองหมื่นคน และทหารของท่านคอลิด อิบนุ วะลีดตายไปสองพันคน ในช่วงแรกกลุ่มมุสลิมต่างแตกกระเจิงและถอยหนี แต่แล้ว วะฮฺชีย์ ก็บุกเข้าใส่กองทัพศัตรูอย่างกล้าหาญ และได้สังหารมุซัยละมะฮ์ อัล-กัซซาบ ด้วยหอกเล่มเดียวกับที่เขาเคยสังหารท่านฮัมซะฮฺ25
เมื่อบรรดามุสลิมเห็นดังนั้น ก็บุกเข้าโจมตีและได้รับชัยชนะในที่สุด จึงแสดงให้เห็นชัดเจนถึงเหตุผลที่ท่านรอซูลุลลอฮฺได้ส่งวะฮฺชีย์ไปยังยะมามะฮ์ในตอนนั้น
ต่อมาเขายังได้เข้าร่วมสงครามยัรมูกในปีที่สิบสองหลังการฮิจเราะฮ์ และแสดงความกล้าหาญในการต่อสู้กับพวกโรมัน เขาตั้งถิ่นฐานที่เมืองฮิมศ์ และเสียชีวิตที่นั่นในสมัยคอลีฟะฮ์อุษมาน
เขารับคำขอโทษ จากผู้พลาดพลั้ง ด้วยหัวใจอ่อนโยน
จิตใจเขาสูงส่ง เปี่ยมด้วยกรุณา ดั่งมหาสมุทรแห่งความเมตตา
เขาเลือกความจนเหนือความมั่งมี และไม่เคยอับอายต่อสิ่งนั้น
เขาอยู่เคียงข้างผู้ไร้ที่พึ่ง ดั่งมหาสมุทรแห่งความเมตตา
เขาเย็บเสื้อผ้าด้วยมือตนเอง และสวมรองเท้าไม้แสนเรียบง่าย
เขาเยี่ยมผู้ป่วย และเป็นผู้รักษา ดั่งมหาสมุทรแห่งความเมตตา
เขาบริการครอบครัว และทำให้ทุกภาระเบาลง
เป็นผู้คลายความยากลำบาก ดั่งมหาสมุทรแห่งความเมตตา
แม้มีเพียงซุปถั่ว กับขนมปังบาร์เลย์ หากได้รับเชิญ เขาจะนั่งร่วมวงอย่างยินดี ดั่งมหาสมุทรแห่งความเมตตา
บางวัน เขาขี่อูฐ หรือม้า บางครั้ง เขาขี่ล่อ หรือลา
และบางเวลา เขาผู้สูงศักดิ์ เลือกเพียงการเดินเท้าบนผืนดิน ดั่งมหาสมุทรแห่งความเมตตา
