นบีที่รัก

ฆ็อซวะฮฺบนีกุร็อยเฏาะฮ์

"โอ้เศาะฮาบะฮฺของฉัน จงลุกขึ้นม้าและอูฐของท่านเถิด ผู้ใดเชื่อฟังฉัน ก็จงไปร่วมละหมาดอัศร์กันที่แผ่นดินของบนีกุร็อยเฏาะฮ์"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

หลังจากสงครามสนามเพลาะสิ้นสุดลง และท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กลับมาถึงมะดีนะฮ์ ท่านได้เข้าไปยังบ้านของท่านหญิงอาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ท่านถอดอาวุธและเกราะที่เต็มไปด้วยฝุ่นดินออก แล้วชำระร่างกาย ขณะนั้น ได้ปรากฏชายขี่ม้าพร้อมอาวุธและชุดเกราะในรูปลักษณ์ของท่านดิห์ยะฮ์ ซึ่งปรากฏชัดว่าเขาคือท่านญิบรออีล อาลัยฮิสสลาม เมื่อท่านนบีเข้าไปหา เขาจึงแจ้งคำสั่งจากอัลลอฮฺว่า "โอ้รอซูลแห่งอัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้าทรงมีบัญชาให้ท่านมุ่งไปหาบนีกุร็อยเฏาะฮ์ในทันที"

สุลต่านแห่งสากลจักรวาล จึงเรียกท่านบิลาลมาและสั่งให้ประกาศต่อเศาะฮาบะฮฺว่า "โอ้เศาะฮาบะฮฺของฉัน จงลุกขึ้นม้าและอูฐของท่านเถิด ผู้ใดเชื่อฟังฉัน ก็จงไปร่วมละหมาดอัศร์กันที่แผ่นดินของบนีกุร็อยเฏาะฮ์"

ท่านนบีผู้เป็นที่รัก สวมเกราะ ดาบ และหมวกเหล็กลงบนศีรษะ แบกโล่ไว้บนหลังพร้อมด้วยหอกในมือ แล้วขึ้นขี่ม้าของท่าน เมื่อถึงที่บรรดาเศาะฮาบะฮฺ ท่านมอบธงแห่งอิสลามให้แก่ท่านอาลี และส่งเขาไปเป็นกองหน้ายังป้อมของกุร็อยเฏาะฮ์ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของมะดีนะฮ์ ส่วนอับดุลลอฮฺ อิบนุ อุมม์ มักตูม ถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนรักษาการณ์ที่มะดีนะฮ์ตามปกติ1

เหล่าเศาะฮาบะฮฺผู้ทรงเกียรติล้อมรอบท่านนบีไว้และออกเดินทางจากมะดีนะฮ์ ท่ามกลางเสียงตักบีร "อัลลอฮฺอักบัร อัลลอฮฺอักบัร" ระหว่างทาง พวกเขาได้พบกับเผ่าบนีก็อนม์ ซึ่งกำลังแต่งอาวุธรออยู่ ท่านนบีถามว่า "พวกท่านเจอใครมาหรือไม่" พวกเขาตอบว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ เราพบกับท่านดิห์ยะฮ์ อัล-ก็อลบี เขาขี่ลาตัวหนึ่งที่มีกระสอบกำมะหยี่คลุมอยู่" ท่านนบีจึงกล่าวว่า "เขาคือท่านญิบรออีล ที่ถูกส่งไปยังบนีกุร็อยเฏาะฮ์เพื่อเขย่าป้อม และทำให้หัวใจของพวกเขาต้องหวาดกลัว"

เมื่อกองทัพอิสลามเดินทางถึงป้อมของกุร็อยเฏาะฮ์ จำนวนกองกำลังก็เพิ่มขึ้นถึงสามพันนาย ท่านอาลีได้ปักธงอิสลามไว้หน้าป้อม พวกยิวที่เห็นดังนั้นก็ด่าทอท่านนบี ท่านอาลีจึงมาแจ้งต่อท่านนบีผู้เป็นที่รัก

เมื่อท่านรอซูลุลลอฮฺพร้อมกองกำลังสามพันนายมาถึงแล้ว ท่านก็เชิญชวนพวกยิวเข้าสู่อิสลามด้วยจิตเมตตา แต่พวกเขาปฏิเสธคำเชิญชวน แม้แต่ข้อเสนอที่ว่า "ถ้าเช่นนั้น จงออกมาจากป้อมและยอมจำนนต่อพระบัญชาของอัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์เถิด" พวกเขาก็ยังไม่ยอมรับ

ท่านนบีผู้เป็นประมุขแห่งสากลจักรวาล จึงกล่าวแก่ สะอ์ดฺ อิบนุ อบีวักกอศ หัวหน้านักแม่นธนูว่า "โอ้สะอ์ดฺ ออกไปยิงธนูใส่พวกเขาเถิด" สะอ์ดฺและนักแม่นธนูทั้งหลายจึงเริ่มปล่อยลูกธนูท่ามกลางเสียงตักบีร ส่วนพวกยิวก็โต้กลับด้วยลูกธนูและก้อนหิน การต่อสู้เริ่มขึ้นในรูปของการปิดล้อม ส่วนกลุ่มยิวที่หักหลังมุสลิมในยามที่พวกเขาอ่อนแอ และไม่ยอมรับการเป็นนบีของมุฮัมมัดเพราะความอิจฉานั้น ไม่กล้าแม้แต่จะเปิดประตูออกมาต่อสู้ในสนามรบ

การศึกดำเนินต่อไปจนเป็นการล้อมป้อม ในระหว่างนั้นบรรดามุนาฟิกในกองทัพมุสลิมก็แอบส่งข่าวไปยังป้อมว่า "อย่าได้ยอมจำนน ต่อให้พวกเขาขอให้ท่านออกจากมะดีนะฮ์ก็อย่ายอม หากพวกท่านยังต่อสู้ต่อไป เราจะช่วยท่านอย่างสุดกำลัง และจะไม่ทอดทิ้งท่าน หากพวกเขาขับไล่พวกท่านออกไปจากมะดีนะฮ์ เราจะไปกับท่านด้วย" ได้ยินเช่นนี้ พวกยิวที่รอคอยความช่วยเหลือจากมุนาฟิกก็มีใจฮึกเหิมขึ้นและยืดการปิดล้อมออกไป

แต่แม้เวลาจะผ่านไปเกือบหนึ่งเดือน ความช่วยเหลือใด ๆ จากมุนาฟิกก็ไม่ปรากฏ หัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น จนในที่สุดพวกเขาก็ประกาศว่าต้องการทำสนธิสัญญา

ในการทำสัญญาสงบศึก มีชายชาวยิวชื่อ นับบาช อิบนุ ก็อยส์ ได้ออกมาพบกับท่านนบีมุฮัมมัดศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และกล่าวว่า "โอ้มุฮัมมัด ได้โปรดเมตตาเราดังที่ท่านเมตตาต่อบนีนะดีรเถิด จงเอาทรัพย์สินและอาวุธของเราไปเถิด แต่อย่าได้หลั่งเลือดเราเลย ขออนุญาตให้เราพาสตรีและเด็กออกไปจากแผ่นดินนี้ และขอให้แต่ละครอบครัวมีสิทธินำสัมภาระบรรทุกอูฐหนึ่งตัวไปด้วย เว้นเสียแต่อาวุธเถิด" ท่านนบี ผู้นำแห่งสากลจักรวาล ตอบว่า "ไม่ ข้าไม่อาจยอมรับข้อเสนอนี้ได้"

เขาจึงกล่าวอีกครั้งว่า "ถ้าเช่นนั้น เราจะไม่เอาทรัพย์สมบัติไปเลย ขอเพียงอย่าได้หลั่งเลือดเรา และอนุญาตให้เราพาสตรีและเด็กไปเถิด" แต่ท่านนบีผู้เป็นที่รักก็ยืนยันว่า "ไม่ได้! พวกเจ้าไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากต้องยอมจำนน และปฏิบัติตามคำตัดสินของฉันเท่านั้น" ชาวยิวผู้นั้นจึงกลับไปยังป้อมด้วยความผิดหวังและเศร้าใจ เขาเล่าเรื่องที่สนทนาระหว่างท่านนบีให้แก่พวกตนฟัง ทำให้บนีกุร็อยเฏาะฮ์ตกอยู่ในความสิ้นหวังและทุกข์ใจยิ่งนัก2

หนึ่งในผู้นำของพวกเขาคือ กะอ์บฺ อิบนุ อะซัด ได้กล่าวกับชนของตนด้วยความตรงไปตรงมาว่า
"โอ้หมู่ชนของข้า พวกท่านเห็นแล้วว่าภัยพิบัติใหญ่ได้ประสบกับเราแล้ว ข้าจึงมีข้อเสนอสามประการให้พวกท่านเลือกและปฏิบัติตาม

ข้อแรก เราจะเชื่อฟังชายผู้นี้และยอมรับการเป็นนบีของท่าน ขอสาบานว่า พวกเราต่างรู้ดีว่าเขาคือนบีที่ถูกส่งมาโดยพระเจ้า ลักษณะของเขามีปรากฏในคัมภีร์ของเรา หากเราศรัทธาต่อเขา ชีวิต เลือดเนื้อ ลูกหลาน และทรัพย์สินของเราจะปลอดภัย เหตุผลเดียวที่เราปฏิเสธเขาก็เพราะความอิจฉาริษยาที่เขาเป็นชนอาหรับ และไม่ใช่ลูกหลานอิสรออีล แต่สิ่งนี้พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงรู้ จงร่วมกันศรัทธาและเชื่อฟังเถิด"

ชาวยิวทั้งหลายต่างก็ประท้วงขึ้นพร้อมกันว่า "ไม่! เราจะไม่มีวันยอมรับสิ่งนี้ และจะไม่ยอมปฏิบัติตามใครที่ไม่ใช่พวกของเรา"

"มิได้! พวกเจ้าไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากต้องยอมจำนน และปฏิบัติตามคำตัดสินของฉันเท่านั้น"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

กะอ์บฺจึงเสนอข้อที่สองว่า "เราจะปลิดชีพสตรีและลูกหลานของเราให้หมด เพื่อจะได้ไม่มีสิ่งใดผูกพันอยู่เบื้องหลัง แล้วเราจะออกไปสู้กับมุสลิมจนตัวตายอย่างหมดสิ้น" แต่ชาวยิวก็ยังคงปฏิเสธ

เขาจึงเสนอข้อสามว่า "คืนนี้เป็นคืนแห่งสะบะห์ เนื่องจากมุสลิมรู้ดีว่าเราจะไม่ทำการต่อสู้ในคืนนี้ พวกเขาอาจเผลอและไม่ระวัง เราจะชักดาบแล้วออกจากประตูพร้อมกัน บางทีเราอาจจะได้ชัยชนะจากการลอบบุกเช่นนี้ก็ได้" แต่ชาวยิวตอบว่า "เราไม่อาจฝ่าฝืนข้อห้ามแห่งวันสะบะห์ได้!"

ในที่สุด มีเพียง อะซิด และสะละบะฮ์ สองพี่น้อง และลูกพี่ลูกน้องของพวกเขาคืออะซัดอีกคนหนึ่ง ที่ยอมรับข้อเสนอข้อแรกและได้รับเกียรติเป็นมุสลิม พวกเขาออกจากป้อมและเข้าร่วมกับเศาะฮาบะฮฺ3

พวกยิวทะเลาะกันอยู่นาน ในที่สุดก็ยกธงขาวและร้องขอให้ท่านนบีส่งคนมาตัดสินชะตาของพวกเขา ท่านรอซูลุลลอฮฺจึงกล่าวว่า "จงเลือกหนึ่งในเศาะฮาบะฮฺของฉันเพื่อเป็นผู้ตัดสินเถิด" พวกเขาตอบว่า "เรายินดียอมรับต่อคำตัดสินของสะอ์ดฺ อิบนุ มุอาซ" ท่านนบีจึงตกลง และสั่งให้นำตัวท่านสะอ์ดฺ อิบนุ มุอาซมา

ท่านสะอ์ดฺ อิบนุ มุอาซ ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากสงครามสนามเพลาะ และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ให้การรักษาเขาอยู่ในกระโจมที่มัสยิดนะบะวีย์ เมื่อเขาถูกเลือกให้เป็นผู้ตัดสิน บรรดามุสลิมจึงหามเขาด้วยเปลไปยังป้อมของบนีกุร็อยเฏาะฮ์ ระหว่างทาง ท่านสะอ์ดฺได้พึมพำกับตัวเองว่า "ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ข้าจะไม่สนเสียงตำหนิใด ๆ เมื่ออยู่บนเส้นทางของพระองค์"

เมื่อมาถึงต่อหน้าท่านนบี ท่านนบีกล่าวกับเขาว่า "โอ้สะอ์ดฺ ชนเหล่านี้ยอมจำนนและจะยอมรับชะตากรรมตามคำตัดสินของเจ้า บอกคำตัดสินของเจ้ามาเถิด" ท่านสะอ์ดฺจึงตอบว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ ขอชีวิตของข้าได้สละเพื่อท่าน แน่นอน อัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์คือผู้ที่สมควรที่สุดในการตัดสิน" ท่านนบีจึงกล่าวว่า "อัลลอฮฺทรงบัญชาให้เจ้าเป็นผู้ตัดสินในเรื่องนี้"

ท่านสะอ์ดฺจึงเรียกให้พวกยิวให้สัญญาอย่างหนักแน่นว่าจะยอมรับคำตัดสินของเขา ทั้งสองฝ่ายต่างรอคอยด้วยใจจดจ่อ แล้วท่านสะอ์ดฺก็ประกาศคำตัดสินอันยิ่งใหญ่ที่แสดงถึงความมั่นคงและยุติธรรมว่า

"คำตัดสินของข้าคือ ให้ประหารบุรุษที่บรรลุศาสนภาวะทุกคน ส่วนสตรีและเด็กให้เป็นเชลย และทรัพย์สินทั้งหมดให้แบ่งเป็นริโกศ (กานีมะฮ์) แก่ชนมุสลิม"

ชาวยิวต่างก็ต้องตกตะลึง เพราะในคัมภีร์ของพวกเขาเองก็มีบันทึกเช่นนี้ทุกประการว่า

"เมื่อเจ้ามาถึงเมืองเพื่อทำศึก จงเชิญพวกเขาสู่สันติภาพ หากพวกเขายอมเปิดประตู เมืองนั้นก็ต้องจ่ายส่วยและอยู่ใต้อำนาจเจ้า แต่หากพวกเขาเลือกจะสู้ จงล้อมไว้ และเมื่อเจ้าชนะโดยความเมตตาของอัลลอฮฺ จงประหารบุรุษทั้งหมด และจับสตรี เด็ก และทรัพย์สมบัติเป็นเชลย"

เนื่องจากคำตัดสินของท่านสะอ์ดฺตรงกับบัญชาของพระผู้เป็นเจ้า ท่านนบีผู้เป็นที่รักจึงแสดงความยินดีและกล่าวว่า "เจ้าตัดสินพวกเขาตามคำตัดสินของอัลลอฮฺ ที่ถูกบันทึกไว้เหนือฟากฟ้าทั้งเจ็ดในเลาฮ์อัล-มะห์ฟูซแล้ว" ชาวยิวไม่อาจคัดค้านได้ เพราะสิ่งนั้นก็มีระบุในคัมภีร์ของพวกเขาเอง

ดังนั้น บรรดาบุรุษที่บรรลุศาสนภาวะทั้งหมดจึงถูกนำไปมัดมือติดไว้กับคอและส่งต่อไปยังมะดีนะฮ์ วันรุ่งขึ้น ท่านอาลีและท่านซุบัยรฺได้ดำเนินคำตัดสินตามคำสั่งของรอซูลุลลอฮฺ เด็ก สตรี และทรัพย์สินถูกแบ่งให้แก่บรรดาเศาะฮาบะฮฺ4

ในที่สุด ชนชาติที่เจ้าเล่ห์ ทรยศ และคอยสร้างความปั่นป่วน หักหลังมุสลิมในยามลำบาก ทำลายสนธิสัญญา และหมายปลงชีวิตท่านนบีตั้งแต่เด็ก ได้ถูกขจัดออกจากมะดีนะฮ์และบริเวณโดยรอบอย่างสิ้นเชิง

ในบรรดาสตรีที่ถูกจับ มีหญิงคนหนึ่งได้รับเกียรติสู่การเป็นมุสลิม ชื่อว่านางรอยฮานะฮ์ เดิมทีนางได้ตกอยู่ในส่วนของท่านนบี และท่านนบีก็ได้ให้อิสรภาพแก่นาง โดยให้ทางเลือกว่าจะอยู่ในศาสนาเดิมหรือจะเข้ารับอิสลาม ในตอนแรกนางรอยฮานะฮ์แจ้งความต้องการที่จะอยู่ในศาสนาเดิม นางจึงถูกส่งไปยังบ้านของอุมม์ มุนซิร ต่อมาด้วยกับคำแนะนำและความพยายามของท่านสะละบะฮ์ อิบนุ ซายะฮ์ นางก็ได้เปิดใจให้กับอิสลาม

เมื่อท่านนบีถามว่า "เจ้าปรารถนาจะเดินบนเส้นทางของอัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์หรือไม่ ฉันคิดว่าทางเลือกนี้เหมาะสมกับเจ้า" รอยฮานะฮ์ตอบตกลง ท่านนบีปลื้มปิติอย่างยิ่ง และเพื่อให้นางได้พบกับความรื่นรมย์และมีฐานันดรสูงส่งในสวรรค์ ท่านจึงปลดปล่อยนางเป็นอิสระ และทำพิธีนิกะฮ์กับนางโดยมอบมะฮัรให้ พิธีนิกะฮ์จัดขึ้นที่บ้านของอุมม์ มุนซิร

รอยฮานะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา จึงได้รับเกียรติสูงสุด ในการได้เป็น "มารดาแห่งบรรดาผู้ศรัทธา"5

การเป็นชะฮีดของสะอ์ดฺ อิบนุ มุอาซ

หลังจากที่สะอ์ดฺ อิบนุ มุอาซได้ตัดสินคดีของชาวยิวบนีกุร็อยเฏาะฮ์แล้ว เขาก็ถูกพากลับไปยังกระโจมของตน แผลที่ได้รับจากสงครามกลับรุนแรงขึ้นและอาการทรุดหนักลง ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้มาเยี่ยม กอดเขาไว้และขอวิงวอนว่า "โอ้อัลลอฮฺ สะอ์ดฺได้ต่อสู้บนหนทางของพระองค์เพื่อความพอพระทัยของพระองค์ เขาศรัทธาต่อรอซูลของพระองค์ โปรดประทานความราบรื่นแก่เขาเถิด"

เมื่อสะอ์ดฺได้ยินถ้อยคำอันประเสริฐนี้ เขาก็ลืมตาขึ้นและกระซิบว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ ขอสันติจงมีแด่ท่าน ข้าขอเป็นพยานว่าท่านคือศาสนทูตของอัลลอฮฺ"

จากนั้น ญาติของสะอ์ดฺได้พาเขากลับไปยังบ้านของเผ่าอับดุลอัชฮัล อาการของเขาทรุดหนักลงในคืนนั้นเอง ญิบรออีล อะลัยฮิสสลาม ได้มาหาท่านนบีและกล่าวว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ ในประชาชาติของท่านใครหรือที่เสียชีวิตคืนนี้ กระทั่งข่าวการจากไปของเขาดังกึกก้องในหมู่มะลาอิกะฮฺ"

"โอ้อัลลอฮฺ สะอ์ดฺได้ต่อสู้บนหนทางของพระองค์เพื่อความพอพระทัยของพระองค์ เขาศรัทธาต่อรอซูลของพระองค์ โปรดประทานความราบรื่นแก่เขาเถิด"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

ท่านนบี ผู้นำแห่งสากลจักรวาล จึงถามถึงอาการของสะอ์ดฺ เมื่อทราบว่าเขาถูกพากลับบ้านแล้ว ท่านก็ออกเดินทางพร้อมเศาะฮาบะฮฺด้วยความเร่งรีบ เศาะฮาบะฮฺพูดขึ้นว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ พวกเราเหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน"

ท่านนบีจึงอธิบายว่า "มะลาอิกะฮฺจะไปเยี่ยมศพของเขาก่อนเรา เหมือนดังที่พวกเขาไปเยี่ยมศพของฮันซอละฮ์ เราคงไม่อาจไปถึงก่อนพวกเขาได้"

เมื่อท่านนบีไปถึงบ้านของสะอ์ดฺ ก็พบว่าเขาได้สิ้นลมหายใจแล้ว ท่านเข้าไปข้าง ร่างของเขาและเรียกด้วยฉายานามของเขาว่า "โอ้อบูอัมร์ เจ้าคือหัวหน้าเผ่าที่ดีที่สุด ขออัลลอฮฺประทานความสุขและรางวัลอันประเสริฐแก่เจ้า เจ้าทำตามพันธสัญญาที่ให้ไว้กับอัลลอฮฺแล้ว และอัลลอฮฺก็จะทรงมอบสิ่งที่พระองค์สัญญาไว้แก่เจ้าด้วยเช่นกัน"

ในขณะนั้น มารดาของสะอ์ดฺมีน้ำตาอาบใบหน้า ได้ขับกลอนขึ้นความว่า

6

แม่จะอดทนได้อย่างไร โอ้แม่ผู่น่าสงสาร
จะต้องใช้ความอดทน แต่ฉันก็ร่ำไห้ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉัน

ท่านอัสลัม อิบนุ ฮาริษ เล่าว่า "รอซูลุลลอฮฺได้ไปยังบ้านของสะอ์ดฺ อิบนุ มุอาซ ขณะนั้นเรายืนรออยู่ที่หน้าประตู ท่านรอซูลุลลอฮฺเดินเข้าไปก่อน ซึ่งระยะก้าวของท่านกว้างกว่าปกติ เราจึงเดินตามไป เมื่อท่านส่งสัญญาณให้เราหยุด เราก็หยุดและหันกลับ ไม่มีใครอยู่ในบ้านนอกจากร่างของสะอ์ดฺ หลังจากท่านอยู่ข้างในสักพัก ท่านก็ออกมา ฉันจึงถามด้วยความสงสัยว่า 'โอ้รอซูลุลลอฮฺ ทำไมท่านจึงก้าวเท้ากว้างเช่นนั้น' ท่านจึงตอบว่า 'ไม่เคยมีที่ใดเบียดเสียดเช่นนี้มาก่อน (เพราะเหล่ามะลาอิกะฮฺเต็มพื้นที่ไปหมด) มะลาอิกะฮฺองค์หนึ่งโอบฉันด้วยปีกของเขา ฉันจึงนั่งได้เพียงเช่นนั้น' แล้วท่านก็เรียกฉายาของสะอ์ดฺว่า 'จงเพลิดเพลินกับความสุขเถิด โอ้อะบาอัมร์ จงเพลิดเพลินกับความสุขเถิด โอ้อะบาอัมร์ จงเพลิดเพลินกับความสุขเถิด โอ้อะบาอัมร์'"

การจากไปของสะอ์ดฺทำให้ท่านนบีและเศาะฮาบะฮฺโศกเศร้ายิ่งนัก พวกเขาต่างหลั่งน้ำตาและมาร่วมงานศพ ท่านนบีผู้เป็นที่รัก เป็นผู้นำละหมาดญะนาซะฮ์และร่วมหามร่างของเขาไปพร้อมกับเศาะฮาบะฮฺ ขณะยกศพออกไป เศาะฮาบะฮฺกล่าวขึ้นว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ เราไม่เคยพบเคยเจอศพใดที่เบาเช่นนี้มาก่อน" ท่านนบีตอบว่า "เหล่ามะลาอิกะฮฺลงมาจากฟากฟ้า และกำลังช่วยหามร่างของเขา"

ส่วนมุนาฟิกกลับพูดด้วยท่าทีเย้ยหยันว่า "ทำไมช่างเบาหวิวเช่นนี้" ท่านนบีจึงตอบว่า "มีมะลาอิกะฮฺถึงเจ็ดหมื่นองค์ที่ลงมาเพื่อร่วมงานศพของสะอ์ดฺ และพวกเขาไม่เคยลงมาเยือนโลกด้วยจำนวนมากมายเช่นนี้มาก่อนเลย"

ท่านอบูสะอีด อัล-คุดรี เล่าว่า ปู่ของเขาบอกว่า "ฉันเป็นหนึ่งในผู้ที่ช่วยขุดหลุมฝังศพของสะอ์ดฺ อิบนุ มุอาซ ตอนที่เราเริ่มขุด กลิ่นชะมดเชียงก็ฟุ้งกระจายออกมาจากหลุม"

ชะเราะฮฺบีล อิบนุ ฮะซะนะฮ์ เล่าว่า "ขณะฝังสะอ์ดฺ มีคนคนหนึ่งตักดินจากหลุมของเขามากำมือหนึ่ง และเมื่อเขานำดินนั้นกลับไปบ้าน ดินก็กลับกลายเป็นชะมดเชียง"

ขณะที่ร่างของสะอ์ดฺถูกยกลงสู่หลุมฝังศพ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้นั่งอยู่ข้าง ๆ หลุม น้ำตาเอ่อคลอเต็มดวงตา มือกำเคราไว้ด้วยอาการของความเศร้า และกล่าวว่า "บัลลังก์ (อัล-อะรัช์) ได้สั่นสะเทือนด้วยการเสียชีวิตของสะอ์ดฺ อิบนุ มุอาซ"

ครั้งหนึ่ง ท่านนบีได้รับอาภรณ์ที่งดงามล้ำค่ามาเป็นของกำนัล เมื่อเศาะฮาบะฮฺกล่าวชมความงามของผ้าผืนนั้น ท่านนบีกล่าวว่า "ผ้าเช็ดหน้าของสะอ์ดฺ อิบนุ มุอาซในสวนสวรรค์ งดงามยิ่งกว่านี้เสียอีก"

การล้างแค้นของอบูซุฟยาน
วันหนึ่งหลังจากที่พวกเขากลับมาจากสงครามสนามเพลาะ อบูซุฟยานนั่งอยู่กับชนเผ่าของตนแล้วเอ่ยขึ้นว่า "ไม่มีใครเลยหรือที่จะไปล้างแค้นมุฮัมมัดแทนเรา" ชายชาวเบดูอินคนหนึ่งได้ยินเข้า จึงเข้ามาหาอบูซุฟยานแล้วกล่าวว่า "ถ้าท่านให้สิ่งที่ฉันต้องการได้ ฉันจะทำงานนี้ให้ท่าน เพราะฉันรู้เส้นทางเป็นอย่างดี ฉันมีมีดปลายแหลม และฉันก็ไม่กลัวใครทั้งนั้น" อบูซุฟยานจึงตอบสนองต่อสิ่งที่เขาต้องการ เขาซื้ออูฐให้หนึ่งตัว และกำชับให้เก็บเรื่องนี้เป็นความลับ

ชายเบดูอินออกจากมักกะฮฺในตอนกลางคืน ไม่นานนักก็เดินทางถึงมะดีนะฮ์ เขาทราบว่าท่านนบีอยู่กับเผ่าบนีอับดุลอัชฮัล เขาผูกอูฐแล้วเดินเท้าไปที่นั่น ขณะนั้นท่านนบีกำลังกล่าวคำสอนอยู่ในมัสยิดของชนเผ่านั้น เมื่อท่านเห็นชายเบดูอินจากไกล ๆ ท่านได้กล่าวว่า "มีความคิดที่ชั่วร้ายอยู่ในตัวของบุคคลผู้นั้น แต่ความโปรดปรานและความเมตตาของอัลลอฮฺจะเป็นเกราะคุ้มกันระหว่างเขากับฉัน"

ชายชาวเบดูอินเดินตรงเข้าหาท่านนบี ขณะนั้นเองอุซัยด์ อิบนุ ฮุไดร์ คว้าตัวเขาไว้แล้วผลักออกไป และพูดว่า "ออกห่างจากท่านนบีเสีย เจ้าผู้ถูกสาปช่าง" แล้วเขาก็เอื้อมมือไปที่เข็มขัดของชายคนนั้นพบมีดปลายแหลมเสียบอยู่ จึงเข้าใจได้ทันทีว่าเขามีเจตนาที่ชั่วร้าย ชายเบดูอินทรุดลงแทบเท้าอุซัยด์และร้องว่า "โปรดอย่าหลั่งเลือดของฉันเลย" อุซัยด์จึงพาเขาไปหาท่านนบี ท่านนบีกล่าวว่า "โอ้ชาวเบดูอิน จงบอกความจริงมาเถิดว่าเจ้าคือใคร ไม่มีอะไรจะช่วยเจ้าได้นอกจากคำสัจจริง และถึงแม้เจ้าจะโกหก แต่อัลลอฮฺก็ได้แจ้งความคิดของเจ้าแก่ฉันแล้ว" ชาวเบดูอินขอความคุ้มครองจากท่าน แล้วเล่าความจริงทั้งหมด ท่านนบีจึงสั่งให้นำเขาไปคุมขัง

วันถัดมา ท่านนบีให้พาตัวเขามาเข้าพบแล้วกล่าวว่า "ฉันให้ความปลอดภัยแก่เจ้าแล้ว เจ้าจะไหนก็ไปเถิด แต่ฉันจะเสนอสิ่งที่ดีกว่าให้แก่เจ้า" ชายเบดูอินถามว่า "สิ่งนั้นคืออะไรหรือท่าน" ท่านนบีกล่าวว่า "ฉันอยากให้เจ้าประกาศรับรองเอกภาพของอัลลอฮฺ และการเป็นนบีของฉัน" ชายเบดูอินจึงกล่าวชะฮาดะฮ์ในทันที แล้วพูดว่า "โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ ฉันไม่เคยกลัวใคร แต่เมื่อได้เห็นท่าน สติสัมปชัญญะของฉันถึงกับหลุดไป ท่านล่วงรู้สิ่งที่อยู่ในใจฉัน ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครรู้เรื่องนี้นอกจากฉันกับอบูซุฟยาน ฉันเข้าใจแล้วว่าท่านคือรอซูลของอัลลอฮฺ และอยู่ภายใต้การคุ้มครองของพระองค์ ส่วนความคิดของอบูซุฟยานนั้นเป็นความคิดที่ชั่วร้าย"

เมื่ออบูซุฟยานกระทำสิ่งชั่วร้ายเช่นนี้ ท่านนบีที่รักของเรา จึงส่งอัมร์ อิบนุ อุมัยยะฮ์ และดัมเราะฮ์ อิบนุ อัสลัมไปยังมักกะฮฺ หากสบโอกาส ก็ให้สังหารอบูซุฟยานได้ทันที

ในระหว่างที่เศาะฮาบะฮฺทั้งสองกำลังทำฏอวาฟรอบกะอฺบะฮฺ ทาสหญิงคนหนึ่งจำพวกเขาได้ นางร้องขึ้นว่า "โอ้ชาวมักกะฮฺ รีบลุกขึ้นเถิด นั่นคืออัมร์กับอิบนุอุมัยยะฮ์" ชาวมักกะฮฺได้ยินจึงแตกฮือกันออกไปตามล่า อัมร์หนีขึ้นภูเขาและไปซ่อนอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง ส่วนอิบนุอัสลัมหลบหนีกลับมะดีนะฮ์ได้สำเร็จ

หลายวันต่อมา อัมร์ออกจากถ้ำและบังเอิญพบกับสายลับสองคนของอบูซุฟยาน เขายิงธนูสังหารได้คนหนึ่ง ส่วนอีกคนหนีไปได้ จากนั้นอัมร์ก็เดินทางถึงมะดีนะฮ์อย่างปลอดภัย เมื่ออบูซุฟยานรู้เรื่องนี้ เขารู้สึกหวาดหวั่นอย่างมาก

"ผ้าเช็ดหน้าของสะอ์ดฺ อิบนุ มุอาซในสวนสวรรค์ งดงามยิ่งกว่านี้เสียอีก"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

เหตุการณ์สำคัญบางอย่างในปีฮิจเราะฮ์ที่ห้า
ซัยนับ บินต์ คุซัยมะฮ์ เสียชีวิตเมื่ออายุได้สามสิบปีแปดเดือน หลังจากเดือนรอบีอุลอาคิรที่เธอได้รับเกียรติให้แต่งงานกับท่านรอซูลุลลอฮฺ7 ต่อมาในปีเดียวกัน ท่านนบีได้สมรสกับซัยนับ บินต์ ญะห์ชฺ ในเดือนซุลเกาะอ์ดะฮ์8 ปีนี้เองที่อายะฮ์เรื่องฮิญาบถูกประทานลงมา สตรีมุสลิมได้รับบัญชาให้คลุมปกปิดร่างกาย9 และชนเผ่ามุไซนะฮ์ที่อาศัยอยู่ใกล้เมืองมะดีนะฮ์ก็ส่งคณะทูตเข้ามารับอิสลาม และได้รับการนับรวมอยู่ในหมู่มุฮาญิรีน10 อีกทั้งในปีเดียวกันนี้ ยังเกิดแผ่นดินไหวและจันทรุปราคา และการทำฮัจญ์ก็ถูกบัญชาให้เป็นฟัรฎูด้วย

หลังสงครามสนามเพลาะ ชนเผ่าต่าง ๆ รอบทิศเริ่มยอมรับอำนาจของรัฐอิสลาม หลายเผ่าตระหนักว่าหนทางที่ถูกต้องคือการเป็นมิตรกับมุสลิม หรือแม้กระทั่งเข้ารับอิสลาม พวกเขามาพบกับท่านนบีและได้รับเกียรติเป็นมุสลิม

ท่านนบีผู้เป็นที่รัก ยังได้จัดกองกำลังจากบรรดาเศาะฮาบะฮฺ เพื่อเชิญชวนชนเผ่ารอบ ๆ เมืองให้เข้าสู่อิสลาม บางครั้งท่านก็ออกเดินทางด้วยตนเอง ชนเผ่าอย่างชาวดูมาตุลจันดัล ก็ยอมรับคำเชิญชวนและเข้ารับอิสลาม ส่วนชนเผ่าอย่างฆอฏฟานและบะนีลิฮยานต่างก็หวาดกลัวที่จะต้องปะทะกับกองทัพของมุสลิมจึงหลบหนีไป ความน่าเกรงขามจึงเข้าครอบครองพื้นที่เหล่านั้น

ฆ็อซวะฮฺบะนีลิฮยาน
ในเหตุการณ์การสังหารหมู่ที่รอญีอ์ พวกมุชริกได้ปลิดชีพอาซิม อิบนุ ษาบิต คุบัยบ์ อิบนุอะดีย์ และสหายของพวกเขา เหตุการณ์นั้นทำให้ท่านนบีโศกเศร้าเสียใจอย่างหนัก ท่านรอเวลาที่เหมาะสมเพื่อตอบแทนต่อการทรยศ เมื่อถึงเวลานั้น ท่านนบีออกเดินทางพร้อมกองกำลังสองร้อยนายมุ่งสู่เผ่าบะนีลิฮยาน โดยท่านได้มอบหมายอับดุลลอฮฺ อิบนุอุมมิมักตูม ให้ทำหน้าที่รักษาการณ์ที่เมืองมะดีนะฮ์

เพื่อเป็นการหลอกล่อศัตรู พวกเขาทำทีเหมือนจะเดินทางไปชาม ก่อนจะวกไปถึงแหล่งน้ำรอญีอ์ซึ่งบรรดาผู้ศรัทธาเคยถูกสังหาร ที่นั่นพวกเขาได้ขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺให้แก่อาซิมและสหาย

เมื่อชาวบะนีลิฮยานได้ยินว่ากองทัพอิสลามกำลังมา พวกเขาก็พากันหนีขึ้นภูเขา ท่านนบีและบรรดาเศาะฮาบะฮฺพักอยู่ที่นั่นหนึ่งวัน และส่งทหารออกค้นหาตามพื้นที่รอบ ๆ แต่หาเท่าไรก็ไม่พบใครเลย ถึงกระนั้น ความหวาดผวาที่เกิดขึ้นก็ถือว่าเพียงพอแล้ว

จากนั้นพวกเขาเดินทางจนถึงอุศฟาน ท่านนบีได้กล่าวกับอบูบักรว่า "จงพาคนสิบคนไปตรวจตราพื้นที่จนถึงฆอนิม แล้วกลับมาที่นี่" เมื่อเหล่าผู้ปฏิเสธศรัทธาได้ยินเสียงกองทัพอิสลาม ความหวาดหวั่นก็เข้าครอบงำ พวกเขาหายตัวหลบหนีไปตามภูเขา สุดท้ายแล้วบรรดามุสลิมไม่ได้พบศัตรูเลย แต่การเดินทางครั้งนี้เปรียบเสมือนการประกาศอำนาจเหนือพวกมุชริกอย่างเป็นทางการ

กองทัพจึงเดินทางกลับสู่มะดีนะฮ์ การเดินทางออกศึกครั้งนี้กินเวลาทั้งหมดสิบสี่วัน

ฆ็อซวะฮฺฆอบะฮ์
สงครามนี้ยังถูกเรียกว่า "ฆอซวะตุลก็อรดะฮ์" ท่านรอซูลุลลอฮฺมีอูฐตัวหนึ่งพร้อมลูกของมันอีกยี่สิบตัว บุตรชายของอบูซัรร์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เป็นคนเลี้ยงอยู่ในทุ่ง ในคืนวันพุธ อุยายนะฮ์ อิบนุฮุศ็อยน์ จากเผ่าฟะรอซะฮ์ ยกทัพทหารม้าสี่สิบคนมาสังหารบุตรชายของอบูซัรร์ จากนั้นจึงลักพาอูฐทั้งหมดไป

เมื่อข่าวนี้ไปถึงท่านนบี ท่านได้มอบหมาย อับดุลลอฮฺ อิบนุอุมมิมักตูม ให้ทำหน้าที่รักษาการณ์ที่มะดีนะฮ์ แล้วออกเดินทางพร้อมทหารม้าจำนวนห้าร้อยคน ท่านได้มอบธงให้แก่มิกดาด อิบนุอัสวัด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ และส่งเขาออกไปอยู่กองหน้าพร้อมอีกกลุ่มจากเศาะฮาบะฮฺ อีกทั้งยังส่งซะละมะฮ์ อิบนุอักวะอ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ให้ไปเผชิญหน้ากับพวกปฏิเสธศรัทธา

ท่านนบีตั้งกองบัญชาการที่สถานที่ชื่อซีก็อรดะฮ์ กองหน้าไล่ตามหลังของศัตรูได้ทัน อบูกอตาดะฮ์จึงได้สังหารมุชริกที่ชื่อ มะซาดะตุลฟะซารี อุกาชะฮ์ และได้สังหารมุชริกอีกคนชื่อ อิบบาน อิบนุอัมร์ ฝ่ายกองกำลังอิสลามสูญเสียผู้ศรัทธาไปหนึ่งคน ซะละมะฮ์ อิบนุอักวะอ์ ได้ติดตามศัตรูไป เขาเป็นนักยิงธนูฝีมือฉกาจ เขาสังหารพวกมุชริกไปหลายคนและทำให้บาดเจ็บอีกจำนวนมาก พวกศัตรูจึงทิ้งทรัพย์สินและปล่อยลูกอูฐบางส่วนกลับคืนมา เขานำลูกอูฐสิบตัวกลับมาได้

เมื่ออบูกอตาดะฮ์กลับถึงกองบัญชาการ ท่านนบีได้วิงวอนว่า "โอ้อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงประทานสุขภาพที่ดีแก่อบูกอตาดะฮ์และให้เขาแข็งแรงจนถึงวาระสุดท้าย" ท่านยังได้มอบม้าและอาวุธของมะซาดะตุลฟะซารีให้เขาเป็นของรางวัล ต่อมา ซะละมะฮ์ อิบนุอักวะอ์ พร้อมม้าของพวกมุชริกก็เดินทางมาถึง ท่านนบีได้แสดงความยินดีและกล่าวว่า "วันนี้อัศวินที่เก่งที่สุดของเราคืออบูกอตาดะฮ์ และทหารราบที่เก่งที่สุดของเราคือซะละมะฮ์ อิบนุอักวะอ์"

สงครามครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนแก่พวกมุชริกที่คงไม่มีวันลืม จากการที่บังอาจมาล่วงละเมิดต่อทรัพย์สินของนบี และยังเป็นอุทาหรณ์แก่ชนเผ่าอื่น ๆ ด้วย พวกเขาพักที่ซีก็อรดะฮ์หนึ่งวันหนึ่งคืน แล้วจึงกลับไปยังมะดีนะฮ์ การเดินทางครั้งนี้กินเวลาห้าวัน

การมาของท่าน คือความเมตตาและความรื่นรมย์ โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ
การปรากฏของท่าน คือโอสถเยียวยาหัวใจของผู้มีรัก โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ

เมื่ออาดัมยังเป็นเพียงน้ำและดิน ท่านคือนบี
แท้จริง การที่ท่านเป็นผู้นำแห่งบรรดานบีนั้นเหมาะสมยิ่ง โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ

บรรดาเอาลิยาอ์บรรลุความสมบูรณ์จากรัศมีแห่งท่าน โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ
การดำรงอยู่ของท่าน คือเงาสะท้อนอันบริสุทธิ์แห่งพระผู้เป็นเจ้า โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ

พวกเขาเข้าถึงอัลลอฮฺ และรสชาติของจิตวิญญาณทั้งมวล ผ่านทางท่าน
ทุกการกระทำของท่าน คือความโปรดปรานแก่ผู้แสวงหา โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ

จงชะฟาอะฮ์แก่ฮุดายี ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
เขาคือผู้ยากไร้ ผู้มาพึ่งพิง ณ ประตูของท่าน โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ

อาซีซ มะฮ์มูด ฮุดายี

"วันนี้อัศวินที่เก่งที่สุดของเราคืออบูกอตาดะฮ์ และทหารราบที่เก่งที่สุดของเราคือซะละมะฮ์ อิบนุอักวะอ์"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

การขอฝน
ในปีฮิจเราะฮ์ที่หก ได้เกิดภัยแล้งและภาวะอดอยากอย่างรุนแรง ฝนสักหยดก็ไม่ตกลงมา หญ้าสักเส้นก็ไม่เห็นบนพื้นดิน มนุษย์และสัตว์ต่างก็ทนทุกข์ทรมานจากความหิวโหย

ในวันศุกร์ของเดือนเราะมะฎอนอันประเสริฐ ผู้คนมาร้องเรียนต่อท่านนบีที่รักของเราว่า "โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ ได้โปรดขอดุอาเพื่อให้อัลลอฮฺประทานฝนลงมาแก่พวกเราเถิด" ท่านนบีจึงออกไปยังทะเลทรายพร้อมบรรดาเศาะฮาบะฮฺ แล้วละหมาดสองร็อกอะฮ์โดยไม่มีอิกอมะฮ์หรืออะซาน ท่านได้พลิกเสื้อคลุมของท่านกลับด้าน แล้วชูมือยกขึ้นสูงจนเห็นรักแร้ผ่านแขนเสื้อ ก่อนจะขอดุอาว่า "โอ้อัลลอฮฺ โปรดประทานฝนแก่เราเถิด" เศาะฮาบะฮฺต่างก็กล่าว "อามีน อามีน" ขณะนั้นท้องฟ้าโปร่งโล่ง ไม่มีก้อนเมฆเลยสักก้อน แต่ในขณะที่ท่านรอซูลุลลอฮฺกำลังขอดุอานั้น ก็เริ่มมีลมพัดมา และเมฆก็ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นปกคลุมท้องฟ้า แล้วหยาดฝนก็โปรยปรายลงมาเบา ๆ ท่านนบีได้ขอดุอาต่อว่า "โอ้อัลลอฮฺ โปรดทำให้ฝนนี้ตกลงมาอย่างชุ่มฉ่ำและเป็นประโยชน์แก่เราเถิด" ทันใดนั้น ฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก

เสื้อผ้าอาภรณ์ของท่านนบีและบรรดาเศาะฮาบะฮฺเปียกชุ่มไปหมด ระหว่างที่พวกเขาเดินทางกลับบ้านก็ได้พบว่ามีน้ำท่วมเต็มไปทั่วทุกแห่ง ผู้คนต้องเดินลุยน้ำ ฝนตกอย่างไม่หยุดหย่อน วันแล้ววันเล่า จนกระทั่งถึงเวลาละหมาดวันศุกร์ของสัปดาห์ถัดมา บรรดาเศาะฮาบะฮฺได้เรียนแก่ท่านนบีว่า "โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ บ้านเรือนเริ่มเสียหายเพราะน้ำมาก สัตว์เลี้ยงของเราก็เริ่มจมน้ำตายกันบ้างแล้ว ได้โปรดขอดุอาให้อัลลอฮฺทรงหยุดฝนเถิด" ท่านนบีผู้เป็นที่รัก ยิ้มออกมา ยกสองมือขึ้น แล้วกล่าวว่า

"โอ้พระเจ้าของฉัน โปรดส่งฝนนี้ไปยังหุบเขา ทุ่งหญ้า และป่าไม้เถิด" ทันใดนั้น ฝนที่ตกต่อเนื่องมาตลอดทั้งสัปดาห์ก็หยุดลง และเมฆฝนก็เคลื่อนไปยังพื้นที่ที่ท่านได้เอ่ยถึงแทน

จักรวาลทั้งสิ้นเต็มไปด้วยรัศมี
ในคืนที่มุฮัมมัดถือกำเนิด
ผู้ศรัทธาและผู้กลับกลอกถูกแยกจากกัน
ในคืนที่มุฮัมมัดถือกำเนิด

รัศมีสาดทอลงมาจากฟากฟ้า
บรรดาเอาลิยาอ์และผู้ศรัทธามารวมตัวกัน
ลิ้นของนักพรตทั้งหลายถูกผูกไว้
ในคืนที่มุฮัมมัดถือกำเนิด