ซุนนะฮ์ซาวาอิดบางประการของท่านนบี
การกระทำต่าง ๆ ของท่านนบีผู้เป็นที่รักของเรา แบ่งออกเป็นสามประเภท ประเภทแรก คือการกระทำที่มุสลิมควรปฏิบัติตามด้วย ซึ่งเรียกว่า "ซุนนะฮ์" ประเภทที่สอง คือการกระทำที่เฉพาะเจาะจงสำหรับท่านนบีเท่านั้น เรียกว่า "คอศออิศ" ซึ่งไม่อนุญาตให้ผู้อื่นปฏิบัติตาม และประเภทที่สาม คือการกระทำที่เกี่ยวข้องกับจารีตประเพณี มุสลิมแต่ละคนควรปฏิบัติตามสิ่งเหล่านี้ โดยคำนึงถึงขนบธรรมเนียมของแผ่นดินของตน การปฏิบัติโดยไม่ปรับให้เข้ากับจารีตของพื้นที่ จะก่อให้เกิดฟิตนะฮ์ (ความวุ่นวาย) และการก่อให้เกิดฟิตนะฮ์นั้นเป็นสิ่งฮะรอม1
หากรอซูลุลลอฮฺไม่ได้ปฏิเสธ กล่าวคือ ไม่ได้มีความไม่พอใจ ต่อผู้ที่ละเว้นสิ่งที่ท่านกระทำในฐานะอิบาดะฮ์ การอิบาดะฮ์เหล่านั้นเรียกว่า "ซุนนะฮ์ อัลฮุดา" และหากท่านกระทำสิ่งเหล่านั้นอย่างสม่ำเสมอ จะเรียกว่า "ซุนนะฮ์ อัลมุอักกะดะฮ์" ส่วนสิ่งที่รอซูลุลลอฮฺกระทำในฐานะจารีตประเพณี เรียกว่า "ซุนนะฮ์ อัซซาอิดะฮ์ – ซุนนะฮ์ ซาวาอิด" หรือ "มุสตะหับ"2
ตัวอย่างบางประการของ ซุนนะฮ์ซาวาอิด ได้แก่ การเริ่มต้นสิ่งที่ดีจากด้านขวา และใช้มือขวา รวมถึงสิ่งต่าง ๆ ที่ท่านทำและใช้ ตั้งแต่เรื่องของการก่อสร้างอาคาร การกิน การดื่ม การนั่ง การยืน (การนอน) ตลอดจนเครื่องแต่งกายและเครื่องมือ ส่วนสิ่งที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นภายหลังเรียกว่า บิดอะฮ์ การปฏิบัติสิ่งที่เป็น "บิดอะฮ์ในด้านจารีต" กล่าวคือ ขนบธรรมเนียมที่เกิดขึ้นภายหลัง เช่น การใช้ตะแกรงร่อนแป้งหรือการใช้ช้อน ไม่ถือว่าเป็นเฎาะลาละฮ์ (การเบี่ยงเบนออกจากอิสลาม) และไม่เป็นบาป จากข้อนี้จึงเข้าใจได้ว่า การรับประทานอาหารบนโต๊ะ การใช้ส้อมและช้อน การนอนบนที่นอน การใช้วิทยุ โทรทัศน์ และเครื่องบันทึกเสียงในการประชุม ตลอดจนในการเรียนการสอนด้านจริยธรรมและวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน การใช้ยานพาหนะทุกชนิด และการใช้อุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ เช่น แว่นตาและเครื่องคิดเลข ล้วนเป็นสิ่งที่อนุญาต เพราะทั้งหมดนี้เป็นบิดอะฮ์ในด้านจารีต การใช้บิดอะฮ์หรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ในทางจารีตเพื่อกระทำสิ่งที่เป็นฮะรอม เป็นสิ่งต้องห้าม หนังสือ "Endless Bliss" และ "Ethics of Islâm" ได้ให้ข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับการใช้วิทยุ ลำโพง และเครื่องบันทึกเสียง ระหว่างการละหมาด อะซาน การเทศนา และคุฏบะฮ์ และสำหรับการประดิษฐ์บิดอะฮ์หรือการเปลี่ยนแปลงแม้เพียงเล็กน้อยในการทำอิบาดะฮ์นั้นถือเป็นบาปใหญ่3
สำหรับการทำญิฮาด หรือ การที่รัฐบาลและกองทัพทำการต่อสู้กับศัตรู เป็นการอิบาดะฮ์ อย่างไรก็ตาม การใช้อุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทุกชนิดในสงคราม ไม่ถือว่าเป็นบิดอะฮ์ ตรงกันข้าม กลับก่อให้เกิดผลบุญมากมาย เพราะอิสลามได้สั่งให้ใช้ทุกวิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการสงคราม จึงจำเป็นต้องมีการคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ ที่ช่วยให้การประกอบอิบาดะฮ์เป็นไปได้สะดวกยิ่งขึ้น แต่การคิดค้นหรือเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ที่เอื้อให้กระทำสิ่งต้องห้ามนั้น ถือเป็นบิดอะฮ์ ตัวอย่างเช่น การขึ้นไปบนหออะซานเพื่อขานอะซานเป็นสิ่งจำเป็น เพราะมีคำสั่งใช้ให้เรียกจากที่สูง แต่การอะซานผ่านลำโพง ถือเป็นบิดอะฮ์ เนื่องจากอิสลามไม่ได้สั่งให้อะซานผ่านเครื่องมือ หากแต่สั่งให้มนุษย์เป็นผู้ขานเอง การใช้เครื่องดนตรี เช่น การตีระฆังหรือเป่าแตร เพื่อประกาศเวลาเข้าละหมาดหรือประกอบอิบาดะฮ์อื่น ๆ ก็ถูกสั่งห้ามโดยท่านรอซูลุลลอฮฺเช่นกัน4
ในการละทิ้ง ซุนนะฮ์อัลฮุดา ถือเป็นสิ่งมักรูฮ์ (ไม่พึงประสงค์) ส่วนการละทิ้ง ซุนนะฮ์ซาวาอิด ไม่ถือว่าเป็นมักรูฮ์5
ความสำคัญที่ท่านนบีให้แก่ความสะอาดและความเป็นระเบียบ
ท่านนบีของเราให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสะอาด การจัดระเบียบ และความเรียบร้อย ท่านชอบเริ่มต้นสิ่งต่าง ๆ จากด้านขวาและใช้มือขวา6 แต่ท่านใช้มือซ้ายในการชำระล้างต่าง ๆ ในห้องน้ำ เมื่อมีโอกาส ท่านจะทำสิ่งต่าง ๆ เป็นจำนวนคี่
ท่านกล่าวว่า "ผู้ใดมีผม ก็ควรดูแลมันให้ดี"
ครั้งหนึ่ง ขณะที่ท่านนบีอยู่ในมัสยิด มีชายคนหนึ่งเข้ามาพร้อมผมและเคราที่รุงรัง ท่านนบีกล่าวว่า "ไม่มีน้ำมันดอกกุหลาบสำหรับจัดแต่งผมของเขาหรือ" จากนั้นท่านได้ให้สัญญาณมือแก่ชายคนนั้น ให้เขาออกไปจัดแต่งผมและเคราทันที เมื่อชายผู้นั้นจัดแต่งเรียบร้อยแล้วกลับมา ท่านนบีกล่าวว่า "อย่างไหนเล่าจะดีกว่ากัน การที่คนหนึ่งในหมู่พวกท่านมาด้วยสภาพเช่นนี้ หรือมาด้วยผมและเครารุงรังดั่งชัยฏอน"
แม้ในยามเดินทาง ท่านก็จะพกน้ำมันใส่ขวดติดตัวไปด้วย เวลาที่ท่านรอซูลทาน้ำมัน ท่านจะสวมผ้าพันศีรษะก่อน แล้วจึงพาดผ้าคลุมศีรษะทับไป วิธีนี้ทำให้น้ำมันไม่ปรากฏให้เห็นเด่นชัด และท่านนบีจะหวีเคราของท่านวันละสองครั้ง
อนัส อิบนุ มาลิก กล่าวว่า "รอซูล (อะลัยฮิสสลาม) มักจะทาน้ำมันดอกกุหลาบบนเส้นผมของท่าน และหวีเคราของท่าน โดยทำให้เคราชุ่มด้วยน้ำ"7
ท่านนบีจะเล็มเคราของท่านเล็กน้อย ทั้งในส่วนความยาวและด้านข้าง ก่อนออกไปละหมาดญุมอะฮ์ ท่านจะเล็มหนวดและตัดเล็บของท่าน และท่านยังสั่งใช้ให้มุสลิมเล็มหนวดของตนด้วยเช่นกัน
เมื่อใดก็ตามที่ท่านนบีส่องกระจก ท่านจะสรรเสริญอัลลอฮฺ และกล่าวว่า "โอ้อัลลอฮฺของข้าพระองค์ ดังที่พระองค์ทรงทำให้รูปลักษณ์ของข้าพระองค์สวยงามแล้ว ขอพระองค์ทรงทำให้อัคลากของข้าพเจ้าสวยงามด้วยเถิด"
ท่านนบีจะทาผงแร่สีดำในขอบตาของท่านคืนละสามครั้งก่อนเข้านอน โดยทาสามครั้งที่ดวงตาข้างขวา และสองครั้งที่ดวงตาข้างซ้าย ท่านกล่าวว่า "จงใส่กุฮล์ให้แก่ดวงตาของพวกท่านเถิด เพราะมันช่วยขัดเกลาดวงตา และช่วยให้ขนตางอกงามขึ้น"8
บรรดานักวิชาการอิสลามได้กล่าวว่า ผู้ชายสามารถทาผงแร่นี้เพื่อการรักษาได้ แต่ไม่อนุญาตให้ทาเพื่อการประดับประดา คำว่า ญะมาล (ความงดงาม) และ ซีนะฮ์ (การประดับประดา) ไม่ควรถูกนำมาใช้อย่างสับสนกัน ญะมาล หมายถึง การขจัดความไม่สวยงาม การรักษาศักดิ์ศรีของตน และการแสดงออกถึงความโปรดปรานที่ได้รับ เพื่อขอบคุณอัลลอฮฺ ตะอาลา ส่วนการแสดงความโปรดปรานเพื่อโอ้อวดหรืออวดอ้างนั้น ไม่ใช่ญะมาล แต่เป็น กิบรฺ (ความหยิ่งผยอง)
รอซูลุลลอฮฺให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการใช้มิสวาก (แปรงสีฟันธรรมชาติที่ทำจากกิ่งไม้ต้นอารัก) ท่านจะพกมันติดตัวอยู่เสมอ และกล่าวว่า "จงใช้มิสวากจากกิ่งไม้ต้นอารักเถิด เพราะมันทำให้ลมหายใจหอมสดชื่น"
ท่านนบีกล่าวว่า "มันเป็นทั้งซุนนะฮ์ของฉัน และเป็นซุนนะฮ์ของบรรดานบีก่อนหน้าฉันด้วย"
"มิสวากคือความสะอาดของปาก และเป็นความพอพระทัยของพระเจ้าของฉัน"หะดีษ อัช-ชะรีฟ
ท่านยังกล่าวว่า "หากไม่เป็นการเพิ่มความลำบากแก่ประชาชาติของฉัน ฉันจะสั่งใช้ให้พวกเขาใช้มิสวากก่อนการละหมาดทุกครั้ง"9
"ฉันขอแนะนำพวกท่านอย่างยิ่งให้ใช้มิสวาก"
"มิสวากคือความสะอาดของปาก และเป็นความพอพระทัยของพระเจ้าของฉัน"
สิ่งแรกที่ท่านนบีทำเมื่อท่านเข้าบ้าน คือการทำความสะอาดฟันของท่านด้วยมิสวาก ท่านจะไม่เข้านอนหากไม่มีมิสวากอยู่กับตัว และเมื่อท่านตื่นขึ้นมา ท่านจะทำความสะอาดฟันด้วยมิสวากเป็นสิ่งแรก นอกจากนี้ เมื่อท่านลุกขึ้นละหมาดตะฮัจญุด (ละหมาดที่กระทำหลังจากผ่านไปสองในสามของกลางคืนแล้ว) ท่านก็จะทำความสะอาดฟันด้วยมิสวากเช่นกัน10
อาอิชะฮ์ กล่าวว่า "ไม่เคยมีคืนหรือวันไหนเลย ที่ท่านนบี (อะลัยฮิสสลาม) ตื่นขึ้นมาแล้วจะไม่ใช้มิสวากก่อนการอาบน้ำละหมาด"
ครั้นอิบรอฮีม บุตรชายของท่านนบีผู้เป็นที่รักของเรา ได้เสียชีวิตลง ขณะกำลังฝังศพ มีก้อนอิฐดินเผาก้อนหนึ่งถูกวางเอียงอยู่ ท่านนบีจึงเข้าไปจัดให้ตรง และอธิบายว่า การที่อิฐก้อนนั้นเอียงมิได้ก่อประโยชน์หรือโทษอันใดแก่ผู้ล่วงลับ แต่สิ่งที่รบกวนจิตใจของท่าน คือสิ่งที่ไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย
บ้านแห่งความเรียบง่ายของท่านนบี
เมื่อท่านนบีได้สร้างมัสยิดในเมืองมะดีนะฮ์แล้ว ท่านยังให้สร้างห้องสองห้องจากอิฐดินเผาติดกับมัสยิด และมุงหลังคาด้วยท่อนไม้และกิ่งอินทผลัม ในช่วงที่มัสยิดอันทรงเกียรติกำลังก่อสร้างนั้น ได้มีการสร้างห้องสองห้องสำหรับอาอิชะฮ์ และเซาดะฮ์ ประตูห้องของอาอิชะฮ์หันไปสู่ทางเดินของมัสยิด ส่วนประตูห้องของเซาดะฮ์หันไปทางประตูอาลุลอุษมาน ซึ่งเป็นประตูที่สามของมัสยิด
เมื่อท่านนบีสมรสกับภรรยาท่านอื่น ๆ จำนวนห้องจึงเพิ่มขึ้นเป็นเก้าห้อง ห้องเหล่านี้ถูกสร้างอยู่ระหว่างห้องของอาอิชะฮ์กับทิศกิบละฮ์ บางห้องก่อด้วยอิฐดินเผา บางห้องก่อด้วยหิน บางห้องสร้างด้วยกิ่งอินทผลัมตามแบบฉบับกรุงแบกแดด ฉาบด้วยดินโคลน และมุงหลังคาด้วยกิ่งอินทผลัม
ฮะซัน อิบนุ อบีลฮะซัน กล่าวว่า "เมื่อฉันยังเป็นวัยรุ่น ฉันได้เข้าไปในบ้านของรอซูลุลลอฮฺ และสามารถเอื้อมมือแตะถึงเพดานได้ เพดานห้องของรอซูลุลลอฮฺ เป็นเพียงผ้าเนื้อหยาบที่ขึงไว้บนท่อนไม้ไซเปรสหรือไม้สนเท่านั้น"
อิมาม อัลบุคอรี กล่าวว่า "ที่ประตูบ้านของรอซูลุลลอฮฺไม่มีห่วงสำหรับเคาะ เราจึงใช้ปลายคันธนูเคาะแทน"
มุฮัมมัด อิบนุ คิลาล และอะฏออ์ อุลคุรอซานี ได้เห็นห้องของภรรยาท่านนบี และกล่าวว่าห้องเหล่านั้นสร้างด้วยกิ่งอินทผลัม และมีผ้าม่านที่ทำจากขนสีดำใช้เป็นประตู
และจากสิ่งที่ ดาวูด อิบนุ กอยส์ ได้พบเห็น ความกว้างของแต่ละห้องระหว่างประตูกับผนังด้านข้างประมาณ 6–7 ศิรออ์11 (3–3.5 เมตร) และความยาวด้านในประมาณ 10 ศิรออ์ (4.8 เมตร)
ในวันที่จดหมายของคอลีฟะฮ์ อับดุลมาลิก ที่สั่งเวนคืนห้องของภรรยาท่านนบีเพื่อนำไปรวมกับพื้นที่มัสยิด ถูกอ่านขึ้นในเมืองมะดีนะฮ์ ผู้คนจำนวนมากถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้ และชาวมะดีนะฮ์ร่ำไห้ราวกับวันที่ท่านนบีถึงวาระสุดท้าย12
สะอีด อิบนุ มุซัยยับ แสดงความเศร้าโศกโดยกล่าวว่า "ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ข้าปรารถนาอย่างยิ่งให้ห้องเหล่านั้นคงสภาพเดิมไว้ เพื่อที่เยาวชนแห่งมะดีนะฮ์ และผู้ที่เดินทางมาจากนอกพื้นที่ จะได้เห็นว่าวิถีที่รอซูล (อะลัยฮิสสลาม) พึงพอใจในการดำเนินชีวิตประจำวัน และผู้คนจะไม่สนใจแต่การสะสมทรัพย์อย่างมากมายและการโอ้อวดมัน"
จริยวัตรในบ้านของท่านนบี
ฮุเซน เล่าว่า "ข้าได้ถามบิดาของข้าเกี่ยวกับกิจวัตรของท่านนบีเมื่ออยู่ในบ้าน บิดาของข้าตอบดังต่อไปนี้
ตั้งแต่วินาทีที่ท่านนบีเข้าบ้าน ท่านจะแบ่งเวลาของท่านออกเป็นสามส่วน คือ การอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮฺ การดูแลกิจการภายในบ้าน และกิจส่วนตัวของท่าน
ท่านแบ่งเวลาที่จัดไว้สำหรับตนเองออกเป็นสองส่วน ระหว่างตนเองกับผู้คน ในช่วงเวลานั้น จะมีเพียงเศาะฮาบีผู้มีฐานะสูงเท่านั้นที่ได้เข้าเฝ้า ท่านจะถ่ายทอดเรื่องศาสนาไปยังผู้คนผ่านพวกเขา และไม่เคยเก็บงำความรู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้คนไว้กับตนเอง
เป็นแบบแผนของท่านนบี ที่จะแบ่งเวลาซึ่งเป็นของอุมมะฮ์ ให้แก่ผู้มีคุณธรรมตามระดับความประเสริฐทางศาสนาของพวกเขา และเชิญเข้าพบตามลำดับ บางคนมีความต้องการเพียงประการเดียว บางคนมีสองประการ และบางคนมีหลายประการ
ท่านนบีจะจัดการแก้ไขปัญหาศาสนาของพวกเขา ตอบคำถามที่จำเป็น แล้วกล่าวว่า
'ผู้ที่อยู่ที่นี่ จงถ่ายทอดแก่ผู้ที่ไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วย และจงนำความต้องการของผู้ที่ไม่สามารถมาด้วยตนเองมาบอกแก่ฉัน แท้จริง ในวันกิยามะฮ์ อัลลอฮฺจะทรงทำให้เท้าของผู้ที่ช่วยถ่ายทอดความต้องการของผู้อื่น ซึ่งไม่สามารถถ่ายทอดด้วยตนเองนั้น มีความมั่นคงบนสะพานศิรอฏ'
ในที่พำนักของท่านนบี จะไม่มีการกล่าวถึงหรือจัดแสดงสิ่งอื่นใด นอกจากเรื่องเหล่านี้ และแท้จริงแล้ว ท่านไม่ยอมรับสิ่งอื่นใดจากใครเลย
"ฉันไม่กินในท่าที่กำลังเอนพิง" หะดีษ อัช-ชะรีฟ
ผู้ที่เข้าเฝ้าท่านนบี จะเข้ามาเพื่อแสวงหาความรู้ และออกไปในฐานะนักวิชาการผู้ยิ่งใหญ่ หลังจากที่ได้สัมผัสความรื่นรมย์ของความรู้ และกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในความรู้นั้นแล้ว"
จริยวัตรนอกบ้านของท่านนบี
ฮุเซนได้ถามท่านอาลี บิดาของตน เกี่ยวกับคุณลักษณะของท่านนบีเขณะที่อยู่นอกที่พำนัก และเขาได้เล่าไว้ดังต่อไปนี้
ท่านนบีจะไม่กล่าวถ้อยคำใดโดยไร้เหตุผล ท่านจะกล่าวก็ต่อเมื่อถ้อยคำนั้นเป็นประโยชน์แก่บรรดามุสลิม ช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างกัน และขจัดความแตกแยกหรือความเพิกเฉยออกไปจากพวกเขา
ท่านจะให้เกียรติบุคคลผู้มีอัคลากสูงสุดของแต่ละเผ่า และแต่งตั้งบุคคลนั้นให้เป็นผู้นำของชนเผ่านั้น ๆ13 ท่านจะปกป้องผู้คนจากคนชั่วและจากอันตรายต่าง ๆ และท่านเองก็หลีกเลี่ยงไม่ให้ต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น ท่านไม่เคยกีดกันรอยยิ้มและอุปนิสัยอันงดงามของท่านจากผู้ใด
หากท่านไม่ได้พบเจออัศฮาบของท่าน ท่านจะถามไถ่ถึงพวกเขาและสอบถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในหมู่พวกเขา ท่านจะยกย่องและเสริมสร้างความดี และตำหนิในความชั่วพร้อมทั้งทำให้มันอ่อนกำลังลง ทุกสิ่งที่ท่านกระทำล้วนอยู่ในความพอดีและสม่ำเสมอ ท่านไม่ลังเลที่จะตักเตือนบรรดามุสลิมด้วยความห่วงใย ว่าพวกเขาอาจตกอยู่ในภาวะฆอฟละฮ์ (ความเผลอเรอ หรือ การละเลย) และท่านไม่เคยทำสิ่งใดอย่างเกินขอบเขต
รอซูลุลลอฮฺมีความสมบูรณ์พร้อมในการอิบาดะฮ์ ท่านไม่ละเมิดสิทธิของผู้ใด และไม่บกพร่องต่อการปฏิบัติต่อสิทธิใด ๆ ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับท่านจึงเป็นผู้ที่ได้รับความโปรดปรานยิ่ง
ในทัศนะของท่าน บุคคลที่ประเสริฐที่สุดในหมู่อัศฮาบ คือผู้ที่มีคำแนะนำครอบคลุมและรอบด้านที่สุด และผู้ที่มีสถานะสูงสุด คือผู้ที่ให้ความช่วยเหลือและแสดงความเมตตาต่อผู้ขัดสนได้ดีที่สุด ท่านนบีจะไม่ยืนหรือนั่ง ณ สถานที่ใดโดยไม่เอ่ยพระนามของอัลลอฮฺ
ท่านจะไม่กำหนดที่นั่งเฉพาะให้แก่ตนเองในที่ชุมนุม และสั่งห้ามมิให้ทำเช่นนั้นไม่ว่าที่ไหนหรือเมื่อไหร่ หากท่านมาพบกลุ่มคนที่กำลังนั่งอยู่ ท่านจะไม่เลือกนั่งในตำแหน่งที่โดดเด่น หากแต่นั่งที่ปลายที่ประชุม และสั่งใช้ให้บรรดามุสลิมปฏิบัติเช่นนั้นด้วย
ท่านจะให้ส่วนแบ่งความเอาใจใส่แก่ทุกคนที่นั่งอยู่กับท่าน และปฏิบัติต่อพวกเขาในลักษณะที่ทำให้แต่ละคนรู้สึกว่า ไม่มีผู้ใดมีคุณค่ามากไปกว่าตนเองในสายตาของรอซูลุลลอฮฺ ท่านจะอดทนกับผู้ที่นั่งอยู่กับท่าน หรือจากผู้ที่มาพร้อมความต้องการ จนกว่าพวกเขาจะจากไป14
เมื่อมีผู้ขอสิ่งใดจากท่าน ท่านจะไม่ปฏิเสธคำขอของเขา หากไม่สามารถให้สิ่งที่ขอได้ ท่านก็จะส่งเขากลับด้วยถ้อยคำที่อ่อนโยนและไพเราะ อัคลากอันงดงามของท่านกว้างขวางพอที่จะดูแลทุกคนได้ทั้งหมด
ท่านเป็นเสมือนบิดาผู้เปี่ยมด้วยความเมตตาสำหรับพวกเขา ทุกคนมีความเสมอภาคกันในสายตาของท่านในด้านสิทธิ ที่ชุมนุมของท่านนบี เป็นที่ชุมนุมแห่งความรู้ ความถ่อมตน ความอดทน และความไว้วางใจ
ต่อหน้าท่าน จะไม่มีผู้ใดขึ้นเสียง จะไม่มีผู้ใดกล่าวโทษผู้อื่น และจะไม่มีผู้ใดเปิดเผยข้อบกพร่องหรือความผิดพลาดของผู้อื่น บรรดาผู้ที่อยู่ในที่ชุมนุมของผู้เป็นนายแห่งสากลโลก ล้วนเสมอภาคกัน ความประเสริฐของพวกเขาเหนือกันเพียงเรื่องของการตักวา (การละเว้นจากสิ่งต้องห้าม) และทุกคนล้วนอ่อนน้อมถ่อมตน
ท่านให้เกียรติผู้สูงอายุ แสดงความเมตตาและกรุณาต่อเยาวชน ให้ความสำคัญแก่ผู้ยากไร้ก่อนผู้อื่น และพยายามสนองความต้องการของพวกเขา ท่านปกป้องและดูแลคนยากจน รวมทั้งผู้เดินทางจากต่างถิ่น
ท่านนบีเป็นผู้ยิ้มแย้มและอ่อนโยนอยู่เสมอ ท่านมีความเอื้ออาทรและให้อภัยอย่างมากมาย และไม่เป็นผู้ที่หัวใจแข็งกระด้าง
ท่านไม่โต้เถียง ไม่ตะโกน และไม่กล่าวถ้อยคำหยาบคาย ท่านไม่ตำหนิใคร ไม่ตระหนี่ และมองข้ามสิ่งที่ท่านไม่พอใจ ท่านจะไม่ทำให้ผู้มีความหวังต้องผิดหวัง และไม่แสดงความไม่พอใจใด ๆ ออกมา
รอซูลุลลอฮฺจะหลีกเลี่ยงสามประการ คือ
– การโต้เถียงกับผู้คน
– การพูดมากเกินจำเป็น
– การเข้าไปพัวพันกับสิ่งไร้สาระและไร้ประโยชน์
และท่านจะปล่อยให้ผู้คนเป็นไปตามตัวตนของพวกเขาในสามประการ คือ
– ท่านไม่กล่าวโทษหรือ ตำหนิผู้ใด ไม่ว่าต่อหน้า หรือ ลับหลัง
– ท่านไม่สืบค้นข้อบกพร่องหรือความผิดพลาดของผู้ใด
– ท่านไม่กล่าวถ้อยคำใดแก่ใคร หากถ้อยคำนั้นไม่ก่อให้เกิดผลบุญหรือไม่เป็นประโยชน์แก่เขา
ขณะที่ท่านนบีกำลังพูด ผู้ที่อยู่ในที่ประทับของท่านจะนั่งนิ่งและเงียบสงบ นิ่งราวกับมีนกเกาะอยู่บนศีรษะของพวกเขา และเมื่อท่านพูดเสร็จและนิ่งเงียบแล้ว พวกเขาจึงจะเอ่ยในสิ่งที่ตนต้องการจะพูด โดยไม่โต้แย้งหรือถกเถียงกันในที่ประทับของท่าน
เมื่อมีใครกำลังพูดกับท่านนบี คนอื่นจะนิ่งเงียบจนกว่าผู้นั้นจะพูดจบ ในสายตาของรอซูลุลลอฮฺนั้น ไม่มีความแตกต่างระหว่างผู้ที่พูดก่อนหรือพูดทีหลัง
หากผู้ที่อยู่ในที่ประทับหัวเราะให้กับเรื่องใด ท่านก็จะหัวเราะร่วมกับพวกเขา และหากพวกเขารู้สึกประหลาดใจกับสิ่งใด ท่านก็จะแสดงความประหลาดใจร่วมด้วย
ท่านอดทนต่อความหยาบคาย ต่อคำพูดที่ทำร้ายจิตใจ และต่อคำถามที่ไม่เหมาะสมของคนแปลกหน้าและผู้เดินทางจากต่างถิ่น เพื่อให้อัศฮาบของท่านได้เรียนรู้และปฏิบัติตามแบบอย่างของท่าน
ท่านนบีของเรากล่าวว่า "เมื่อพวกท่านเห็นผู้ที่มีความจำเป็นและขอในสิ่งที่เขาต้องการ จงช่วยเขาให้บรรลุความต้องการนั้นเถิด"
รอซูลุลลอฮฺไม่ยอมรับการสรรเสริญที่เกินจริง และไม่ขัดจังหวะผู้ใด เว้นแต่ผู้นั้นกำลังละเมิดสิทธิของผู้อื่น เมื่อมีผู้ละเมิดสิทธิผู้อื่น ท่านจะเข้าไปห้ามปราม หรือไม่ก็ลุกออกจากที่นั่น ผู้เป็นนายแห่งสากลโลกจะนิ่งเงียบด้วยเหตุสี่ประการ คือ ฮิล์ม (ความสุขุมอ่อนโยน) หะซัร (ความระมัดระวัง) ตักดีร (การยอมรับ) และ ตะฟักกุร (การใคร่ครวญ พิจารณาบทเรียนจากสิ่งที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงสร้าง)
ตักดีร ของท่านปรากฏอย่างชัดเจน จากวิธีที่ท่านปฏิบัติต่อผู้คนด้วยความเสมอภาค และรับฟังทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติ
ตะฟักกุร ของท่านก็เห็นได้ชัด จากการใคร่ครวญถึงกิจการของโลกดุนยาและอาคิเราะฮ์
ส่วน ฮิล์ม และความอดทน ท่านได้รวบรวมไว้ในตัวของท่านอย่างสมบูรณ์ สิ่งใดก็ตามในโลกนี้ไม่อาจทำให้ท่านโกรธเคืองได้เลย
"เมื่อมุสลิมสองคนพบกัน หากพวกเขากล่าวสลาม และทำมุศอฟะฮะฮ์ พวกเขาจะได้รับการอภัยโทษ ก่อนที่จะแยกจากกันเสียอีก"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
สำหรับ หะซัร ได้ถูกรวมไว้ในตัวของท่านด้วยคุณลักษณะสี่ประการ คือ
– ท่านจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อนำมาปฏิบัติตาม
– ท่านจะหลีกเลี่ยงสิ่งอัปลักษณ์ เพื่อให้สิ่งเหล่านั้นถูกละเว้น
– ท่านจะทุ่มเทความพยายามในสิ่งที่ก่อประโยชน์แก่อุมมะฮ์ของท่าน
– ท่านมีความห่วงใยอย่างแรงกล้า ต่อสิ่งที่จะนำมาซึ่งความผาสุกของอุมมะฮ์ทั้งในโลกนี้และอาคิเราะฮ์
ท่านผู้นำแห่งสากลโลกไม่เคยกล่าวคำว่า "ไม่" ต่อสิ่งใด เมื่อมีผู้ขอให้ท่านกระทำสิ่งที่ท่านประสงค์จะทำ ท่านจะกล่าวว่า "ได้" และเมื่อมีผู้ขอให้ท่านกระทำสิ่งที่ท่านไม่ประสงค์จะทำ ท่านจะนิ่งเงียบ และความนิ่งเงียบนั้นก็เป็นที่เข้าใจกันว่า ท่านไม่ประสงค์จะทำสิ่งนั้น
ท่านมุ่งมั่นเพื่อความผาสุกของทุกคน ทั้งในโลกนี้และอาคิเราะฮ์ ครั้งหนึ่ง ระหว่างการออกศึก เมื่อมีผู้ขอให้ท่านวิงวอนขอให้อัลลอฮฺทรงทำลายบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา ท่านกล่าวว่า "ฉันไม่ได้ถูกส่งมาเพื่อสาปแช่งผู้คน หรือเพื่อให้พวกเขาได้รับการลงโทษ ฉันถูกส่งมาเพื่อทำความดีแก่ทุกคน และเพื่อให้ผู้คนบรรลุสันติสุข"
ในอายะฮ์ที่ 107 แห่งซูเราะฮ์อัลอัมบิยาอ์ ได้กล่าวไว้โดยความหมายว่า "เราได้ส่งเจ้ามาเป็นความเมตตา เป็นความโปรดปรานแก่สรรพสิ่งทั้งหลาย" ด้วยเหตุนี้เอง ท่านจึงพยายามมุ่งสู่ความดีของทุกคนอยู่เสมอ
ตามที่อนัส อิบนุ มาลิก รายงานว่า เมื่อท่านนบีได้พบกับใครก็ตาม ท่านจะทำมุศอฟะฮะฮ์15 กับเขา และตราบใดที่อีกฝ่ายยังไม่ดึงมือออก ท่านก็จะไม่ดึงมือของท่านออก และตราบใดที่อีกฝ่ายยังไม่ผินหน้าไป ท่านก็จะไม่ผินหน้าไปจากเขา
อนัส อิบนุ มาลิก เล่าอีกว่า "เราถามท่านนบีว่า 'โอ้รอซูลุลลอฮฺ เราควรก้มคำนับให้กันหรือไม่' ท่านกล่าวว่า 'ไม่' แล้วเราถามอีกว่า 'เราควรกอดกันหรือไม่' ท่านกล่าวว่า 'ไม่ แต่จงทำมุศอฟะฮะฮ์เถิด'"16
บะรออ์ อิบนุ อาซิบ เล่าว่า ท่านนบีกล่าวว่า "เมื่อมุสลิมสองคนพบกัน หากพวกเขากล่าวสลาม และทำมุศอฟะฮะฮ์ พวกเขาจะได้รับการอภัยโทษ ก่อนที่จะแยกจากกันเสียอีก"
ท่านผู้นำแห่งสากลโลก เป็นผู้สุขุมรอบคอบอยู่เสมอ ช่วงเวลาที่ท่านนิ่งเงียบมีมากกว่าช่วงเวลาที่ท่านพูดจา รอซูลุลลอฮฺจะไม่กล่าวสิ่งใดโดยไม่จำเป็น ท่านจะเอ่ยพระนามของอัลลอฮฺ ทั้งเมื่อเริ่มต้นและเมื่อสิ้นสุดถ้อยคำของท่าน
เมื่อเอ่ยถ้อยคำใด ๆ ท่านจะใช้ถ้อยคำที่สั้น กระชับ และได้ใจความ ถ้อยคำของท่านล้วนเป็นความจริงและเหมาะสม ท่านไม่ใช้ถ้อยคำมากเกินไป และไม่น้อยเกินไป
ท่านไม่ทำให้หัวใจของผู้ใดต้องแตกสลาย และไม่ดูหมิ่นผู้ใด
รอซูลุลลอฮฺจะไม่โกรธเคืองเพราะเรื่องในโลกนี้หรือกิจการทางโลก แต่เมื่อมีผู้พยายามละเมิดสิทธิของผู้อื่น ความโกรธเคืองของท่านจะไม่หายไปจนกว่าความยุติธรรมจะถูกทำให้ปรากฏ
ท่านไม่เคยโกรธหรือแก้แค้นเพื่อตนเอง และเมื่อท่านต้องการชี้ไปยังสิ่งใด ท่านจะชี้ด้วยมือทั้งมือ มิใช่แค่ใช้นิ้ว
เมื่อท่านรู้สึกประหลาดใจหรือพิศวง ท่านจะพลิกการวางมือ กล่าวคือ หากฝ่ามือกำลังหงายขึ้นในขณะนั้น ท่านจะคว่ำฝ่ามือลง และหากฝ่ามือคว่ำอยู่ ท่านก็จะหงายขึ้น
ขณะที่ท่านพูด ท่านจะใช้ท่าทางประกอบ โดยแตะฝ่ามือขวาของท่านลงบนด้านในของนิ้วหัวแม่มือที่มือซ้าย เมื่อท่านเกิดความโกรธ ท่านจะละทิ้งท่าทางนั้นในทันที และไม่แสดงท่าทางใด ๆ ออกมา
เมื่อท่านมีความเบิกบานและผ่อนคลาย ท่านจะหลับตาของท่าน และการหัวเราะของท่านก็เป็นเพียงรอยยิ้มเท่านั้น เมื่อท่านยิ้ม ฟันของท่านจะปรากฏดุจไข่มุกที่ร้อยเรียง17
เมื่อประกอบความดี ท่านเลือกด้านขวาเป็นที่ตั้ง
หลังอาบน้ำละหมาด ท่านรีบปกปิดกาย
สายธารแห่งความเอื้ออารี
ท่านเอนกายตะแคงขวา
หันดวงหน้าสู่กิบละฮ์
ทุกลมหายใจ ท่านท่องไปในจักรวาลอันเร้นลับ
สายธารแห่งความเอื้ออารี
ที่นอนและหมอนของท่านทำจากหนัง
บรรจุด้วยใยพืช
ยามค่ำคืน ท่านพักผ่อนเพียงเล็กน้อย
สายธารแห่งความเอื้ออารี
ดวงตาของท่านหลับ
แต่หัวใจของท่านตื่นอยู่กับพระผู้เป็นเจ้าของท่าน
ท่านพิศวงต่อความงดงามอันเป็นนิรันดร์
สายธารแห่งความเอื้ออารี
จริยวัตรในการเอนกายและการนอนหลับของท่านนบี
เมื่อท่านนบีประสงค์จะเอนกายบนที่นอน ท่านจะนอนตะแคงขวา วางมือขวาอันประเสริฐไว้ใต้แก้มขวาอันประเสริฐของท่าน แล้ววิงวอนขอดุอาดังนี้
"โอ้อัลลอฮฺของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้มอบตนเองไว้กับพระองค์ ข้าพเจ้าได้หันหน้าของข้าพเจ้าไปสู่พระองค์ และมอบกิจการของข้าพเจ้าไว้กับพระองค์ ข้าพเจ้าพิงพนักของข้าพเจ้าไว้กับพระองค์ (พึ่งพาพระองค์) ข้าพเจ้ากลัวการลงโทษของพระองค์ และหวังในความเมตตาของพระองค์ ไม่มีที่พึ่งอื่นใด นอกจากความเมตตาของพระองค์ และไม่มีสิ่งใดให้ปกป้องจากการลงโทษของพระองค์ นอกจากพระองค์เอง ไม่มีผู้ใดจะขอลี้ภัยได้นอกจากด้วยความเมตตาของพระองค์ และจะรอดพ้นได้ก็ด้วยความเมตตาของพระองค์เท่านั้น ข้าพเจ้าเชื่อมั่นในคัมภีร์ของพระองค์ที่พระองค์ทรงประทาน และในนบีของพระองค์ที่พระองค์ทรงส่งมา
โอ้พระเจ้าของข้าพเจ้า ด้วยพระนามของพระองค์ ข้าพเจ้าจึงเอนกายลง หากพระองค์ทรงรับและทรงเก็บวิญญาณของข้าพเจ้าไว้ ขอพระองค์ทรงปฏิบัติต่อมันด้วยความเมตตาของพระองค์ และหากพระองค์ทรงปล่อยวิญญาณนั้นกลับมา ขอพระองค์ทรงคุ้มครองมัน เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงคุ้มครองบ่าวผู้เคร่งครัดของพระองค์
โอ้อัลลอฮฺของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าตายด้วยพระนามของพระองค์ และฟื้นคืนชีพด้วยพระนามของพระองค์ โอ้อัลลอฮฺ ผู้ทรงเลี้ยงดูเรา ประทานเครื่องดื่มแก่เรา เติมเต็มทุกความต้องการของเรา และทรงให้ที่พักพิงแก่เรา ยังมีผู้คนอีกมากมายที่ไม่มีผู้ใดช่วยสนองความต้องการหรือให้ที่พักพิงแก่พวกเขา โอ้อัลลอฮฺของข้าพเจ้า ขอพระองค์ทรงปกป้องข้าพเจ้าจากการลงโทษของพระองค์ ในวันที่พระองค์ทรงรวบรวมบ่าวทั้งหลายมาสู่พระพักตร์ของพระองค์
โอ้อัลลอฮฺของข้าพเจ้า พระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนกาลนิรันดร์ ไม่มีสิ่งใดมีอยู่ก่อนพระองค์ พระองค์ทรงดำรงอยู่นิรันดร์ ไม่มีสิ่งใดมีอยู่ภายหลังพระองค์ พระองค์ทรงปรากฏชัด ไม่มีสิ่งใดนอกเหนือจากพระองค์"
"จงยึดเอาอัคลากของอัลลอฮฺ ตะอาลา เป็นแบบอย่างของพวกท่าน"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
เมื่อท่านตื่นขึ้นจากการนอนหลับ ท่านจะขอดุอาว่า "ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ ข้าพเจ้ากล่าวพระนามของพระองค์ และยกย่องพระองค์ว่า พระองค์ทรงบริสุทธิ์จากทุกข้อบกพร่อง โอ้อัลลอฮฺของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอการอภัยโทษจากบาปของข้าพเจ้า และขอความเมตตาจากพระองค์ การสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮฺ ผู้ทรงให้เราฟื้นคืนชีพหลังจากความตาย และในวันกิยามะฮ์ การกลับคืนของเราย่อมเป็นไปสู่พระองค์"18
จากนั้นท่านจะวิงวอนต่อว่า "โอ้อัลลอฮฺของข้าพเจ้า ขอพระองค์ทรงเพิ่มพูนความรู้แก่ข้าพเจ้า และอย่าทรงทำให้หัวใจของข้าพเจ้าเอนเอียง หลังจากที่พระองค์ได้ทรงชี้ทางนำแก่ข้าพเจ้าแล้ว ขอพระองค์ทรงประทานความเมตตาจากพระพักตร์อันยิ่งใหญ่ของพระองค์แก่ข้าพเจ้า แท้จริง พระองค์คือผู้ทรงเอื้ออารีอย่างยิ่ง"
บะรออ์ อิบนุ อาซิบ รายงานว่า ท่านผู้นำแห่งสากลโลกกล่าวแก่ฉันว่า "เมื่อเจ้าจะไปยังที่นอนของเจ้า จงอาบน้ำละหมาด เช่นเดียวกับที่เจ้าทำสำหรับการละหมาด แล้วจงนอนตะแคงขวา และกล่าวว่า 'โอ้อัลลอฮฺของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้มอบตนเองไว้กับพระองค์ ข้าพเจ้าได้หันหน้าของข้าพเจ้าไปสู่พระองค์ และมอบกิจการของข้าพเจ้าไว้กับพระองค์ ข้าพเจ้าพิงพนักของข้าพเจ้าไว้กับพระองค์ ข้าพเจ้ากลัวการลงโทษของพระองค์ และหวังในความเมตตาของพระองค์ ไม่มีที่พึ่งอื่นใดนอกจากความเมตตาของพระองค์ ข้าพเจ้าเชื่อมั่นในคัมภีร์ของพระองค์ที่พระองค์ทรงประทาน และในนบีของพระองค์ที่พระองค์ทรงส่งมา' หากเจ้าสิ้นชีวิตลงในคืนนั้น เจ้าจะสิ้นชีวิตตามหนทางแห่งอิสลาม ผู้ใดกล่าวดุอานี้แล้วสิ้นชีวิตในคืนนั้น เขาย่อมสิ้นชีวิตตามหนทางแห่งอิสลาม"
ท่านนบีกล่าวว่า "เมื่อผู้ใดในหมู่พวกท่านลุกขึ้นจากที่นอนในเวลากลางคืน แล้วกลับมานอนอีกครั้งหนึ่ง เขาควรปัดที่นอนของเขาสามครั้ง เพราะเขาไม่อาจรู้ได้ว่า หลังจากเขาลุกไปแล้ว มีสิ่งใดเกิดขึ้นหรือมีสิ่งใดมาอยู่บนที่นอนบ้าง"
อับดุลลอฮฺ อิบนุ ตะห์ฟะฮ์ จากกลุ่มอัศฮาบุศศุฟฟะฮ์ เล่าว่า ขณะที่ฉันกำลังนอนคว่ำหน้าอยู่ในมัสยิดก่อนละหมาดศุบฮ์ มีผู้หนึ่งใช้เท้าแตะฉัน
– "ใครอยู่ตรงนี้" เขาถาม
– "ข้าพเจ้าคืออับดุลลอฮฺ อิบนุ ตะห์ฟะฮ์" ฉันตอบ
แล้วฉันก็ได้รู้ว่า ท่านผู้นั้นคือผู้นำแห่งสากลโลก ฉันจึงรีบลุกขึ้น
ท่านกล่าวว่า "นี่คือท่านอนที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ไม่ทรงโปรดปรานยิ่งที่สุด"19
ท่านนบีไม่เคยย่างเท้าลงบนพื้นโดยปราศจากการอาบน้ำละหมาด และไม่เคยมีผู้ใดเห็นว่า รอซูลุลลอฮฺจะไม่อาบน้ำละหมาด หลังจากที่ท่านเข้าห้องน้ำ
จริยวัตรในการเดินของท่านนบี
ฮินด์ อิบนุ อบี ฮาละฮ์ เล่าว่า ขณะเก้าเดิน ท่านผู้นำแห่งสากลโลกจะยกเท้าขึ้นจากพื้นอย่างกระฉับกระเฉง ท่านไม่โยกตัวไปมาซ้ายขวา การเดินของท่านเป็นไปด้วยความสงบและสง่างาม ท่านก้าวเท้ากว้าง และโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ราวกับกำลังก้าวลงจากที่สูง
ท่านจะหันร่างกายทั้งหมดไปยังทิศทางที่ท่านต้องการหันไปมอง ท่านไม่มองไปมาโดยไร้จุดหมาย ท่านก้มมองพื้นดินมากกว่ามองท้องฟ้า การมองพื้นของท่านเป็นเพียงการเหลือบมอง ท่านจะเดินอยู่ด้านหลังเศาะฮาบีของท่าน เมื่อพบกับใคร ท่านจะเป็นฝ่ายกล่าวสลามก่อน
อบู ฮุร็อยเราะฮ์ เล่าว่า "ฉันไม่เคยเห็นผู้ใดเดินเร็วไปกว่าท่านผู้นำแห่งสากลโลก ขณะท่านเดินนั้น มันดูราวกับว่าพื้นดินกำลังเคลื่อนไหวอยู่ใต้เท้าของท่าน พวกเราต้องเร่งฝีเท้าและออกแรงอย่างมากเพื่อให้ทันกับท่าน ในขณะที่ท่านผู้นำแห่งสากลโลกไม่ต้องออกแรงใด ๆ ในการเดินเลย"20
จริยวัตรในการนั่งของท่านนบี
ท่านนบีมักนั่งในท่าคุกเข่า และยังมีรายงานว่า บางครั้งท่านจะนั่งชันเข่าขึ้น และใช้แขนโอบเข่าไว้21 ท่านไม่เคยเหยียดขาไปทางผู้ที่อยู่ในที่ประทับของท่าน โดยทั่วไปแล้ว ท่านจะนั่งหันหน้าไปทางทิศกิบละฮ์
บ่อยครั้งที่ท่านจะปูเสื้อคลุมของท่านลงบนพื้นด้านหลัง เพื่อให้แขกนั่ง และบางครั้งท่านก็จะยกหมอนของท่านเองให้แก่แขก
ฮันซอละฮ์ อิบนุ ฮิซยาม กล่าวว่า "ฉันได้ไปหาท่านนบี และเห็นท่านนั่งขัดสมาธิ"
ญาบิร อิบนุ ซะมุเราะฮ์ รายงานว่า หลังจากการละหมาดศุบฮ์ ท่านนบีจะนั่งขัดสมาธิอยู่ ณ ที่ละหมาดของท่าน จนกระทั่งดวงอาทิตย์ขึ้น
ชะรีด อิบนุ สุวัยด์ กล่าวว่า "ท่านนบีได้มาเยี่ยมฉัน ขณะนั้นฉันกำลังนั่งเอนกาย โดยวางมือซ้ายไว้ด้านหลัง และพิงน้ำหนักบนฝ่ามือครึ่งหนึ่ง ผู้นำแห่งสากลโลกจึงกล่าวว่า
'เจ้ากำลังนั่งในลักษณะเดียวกับผู้ที่ได้รับความกริ้วจากอัลลอฮฺ ตะอาลา (พวกยิว) หรือ'"
อบู ญุฮัยฟะฮ์ รายงานว่า ท่านนบีกล่าวว่า "ฉันไม่กินในขณะอยู่ในท่าเอนพิง"22
ท่านนั่งขัดสมาธิ นั่งคุกเข่า หรือชันเข่าขึ้น
ทั้งในที่แจ้งและที่ลับ ท่านเปี่ยมด้วยอะดับ
สายธารแห่งความเอื้ออารี
ท่านรับประทานอาหารด้วยสามนิ้ว
แล้วเลียนิ้วอย่างละเมียดละไม
ท่านดื่มน้ำสามจังหวะ
สายธารแห่งความเอื้ออารี
ท่านรักน้ำผึ้ง ขนมฮัลวา ฟัก น้ำส้มสายชู และอาหารษะรีด
แต่ไม่เคยรับประทานขนมปังบาร์เลย์จนอิ่ม
สายธารแห่งความเอื้ออารี
บางครั้ง ท่านผูกก้อนหินไว้ที่หน้าท้อง เพราะความหิว
ท่านจะกล่าวว่า นั่นเพื่อมิให้หัวใจของท่านต้องสั่นไหว
สายธารแห่งความเอื้ออารี
ในบ้านอันผาสุกมิได้ก่อไฟเพื่อปรุงอาหารเป็นเวลาหลายเดือน
ท่านจะรับประทานอินทผลัมและทับทิมด้วยความพอใจ
สายธารแห่งความเอื้ออารี
จริยวัตรในการกินและการดื่มของท่านนบี
"เมื่อผู้ใดในหมู่พวกท่านรับประทานอาหาร เขาควรรับประทานด้วยมือขวา และเมื่อดื่ม ก็ให้ดื่มด้วยมือขวา เพราะแท้จริง ชัยฏอนรับประทานด้วยมือซ้าย และดื่มด้วยมือซ้าย"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
ท่านนบีกล่าวว่า "บะรอกะฮ์ของอาหาร อยู่ที่การอาบน้ำละหมาดก่อนรับประทาน และการล้างมือหลังรับประทานอาหาร"23
และท่านกล่าวว่า "หากมีอะไรเกิดขึ้นกับผู้ที่นอนหลับโดยที่ยังไม่ล้างกลิ่นหรือคราบของเนื้อหรือน้ำมันออกจากมือของตน เขาไม่ควรตำหนิใคร นอกจากตำหนิตนเอง"
ท่านกล่าวว่า "บะรอกะฮ์ของอาหารอยู่ตรงกลาง เมื่อผู้ใดในหมู่พวกท่านรับประทานอาหาร อย่ารับประทานจากตรงกลางภาชนะ แต่จงรับประทานจากขอบ เพราะบะรอกะฮ์จะลงมายังส่วนกลางของอาหาร"
อาอิชะฮ์ กล่าวไว้ว่า ท่านรอซูลกล่าวว่า "เมื่อผู้ใดในหมู่พวกท่านเริ่มรับประทานอาหาร จงกล่าว 'บิสมิลลาฮิรเราะห์มานิรเราะฮีม' และเอ่ยนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเดชานุภาพ หากเขาลืมกล่าวก่อนเริ่มรับประทาน ก็ให้กล่าวว่า 'บิสมิลลาฮิรเราะห์มานิรเราะฮีม สำหรับต้นและปลายของมื้อนี้'"24
อุมัยยะฮ์ อิบนุ มัคชิ เล่าว่า มีชายคนหนึ่งกำลังรับประทานอาหาร โดยไม่ได้กล่าวบัสมะละฮ์ ท่านนบีสังเกตเห็น และกล่าวว่า "จงกล่าวว่า สำหรับต้นและปลายของมื้อนี้ 'บิสมิลลาฮิรเราะห์มานิรเราะฮีม'"
เมื่อชายผู้นั้นกล่าวว่า "บิสมิลลาฮิรเราะห์มานิรเราะฮีม" ท่านนบียิ้มและกล่าวว่า "ชัยฏอนกำลังรับประทานอาหารร่วมกับเจ้า และเมื่อเจ้าเอ่ยนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเดชานุภาพ ชัยฏอนก็อาเจียนสิ่งที่อยู่ในท้องของมันออกมาทั้งหมด"
อับดุลลอฮฺ อิบนุ อุมัร รายงานว่า ท่านนบีกล่าวว่า "เมื่อผู้ใดในหมู่พวกท่านรับประทานอาหาร เขาควรรับประทานด้วยมือขวา และเมื่อดื่ม ก็ให้ดื่มด้วยมือขวา เพราะแท้จริง ชัยฏอนรับประทานด้วยมือซ้าย และดื่มด้วยมือซ้าย"25
สะละมะฮ์ อิบนุ อักวะอ์ เล่าจากบิดาของเขาว่า เมื่อท่านนบีเห็นชายคนหนึ่งจากเผ่าอัชญะอ์ ซึ่งมีชื่อว่า บุสร อิบนุ รอยยุลอิรฺ กำลังรับประทานอาหารด้วยมือซ้าย ท่านจึงกล่าวแก่เขาว่า
"จงรับประทานด้วยมือขวาของเจ้าเถิด" ชายผู้นั้นโกหกโดยกล่าวว่า "ข้าพเจ้าทำไม่ได้ ข้าพเจ้ารับประทานด้วยมือขวาไม่ได้"
ท่านนบีจึงกล่าวว่า "เช่นนั้นขอให้เจ้าทำไม่ได้จริง ๆ เถิด ที่จริงนั้นเป็นเพียงความหยิ่งผยองและความจองหองของเขา ที่ขัดขวางไม่ให้เขารับประทานด้วยมือขวา"
นับแต่นั้นมา ชายผู้นั้นก็ไม่สามารถยกมือขึ้นถึงปากได้อีกเลย
ท่านนบีกล่าวว่า "แท้จริง อัลลอฮฺผู้ทรงเดชานุภาพและทรงเกรียงไกร ทรงพอพระทัยต่อบ่าวของพระองค์ ผู้ซึ่งสรรเสริญพระองค์ หลังจากรับประทานสิ่งที่รับประทานได้ หรือดื่มสิ่งที่ดื่มได้"
ท่านนบีเคยนั่งรับประทานอาหารบนพื้น และกล่าวว่า "ฉันนั่งเช่นบ่าวของอัลลอฮฺ และรับประทานเช่นบ่าวของอัลลอฮฺ แท้จริง ฉันเป็นเพียงบ่าวเท่านั้น ผู้ใดผินหลังให้แก่ซุนนะฮ์ของฉัน ผู้นั้นไม่ได้มาจากฉัน"27
อุมัร อิบนุ อบี สะละมะฮ์ กล่าวว่า "ขณะรับประทานอาหาร เมื่อครั้งที่ฉันยังเป็นเด็กที่อยู่ในการดูแลของผู้เป็นนายแห่งสากลโลก มือของฉันเอื้อมไปทั่วจาน ท่านจึงกล่าวแก่ฉันว่า
'โอ้เด็กน้อย จงกล่าวบัสมะละฮ์ รับประทานด้วยมือขวา และรับประทานที่อยู่ตรงหน้าของเจ้า'28นับแต่นั้นมา ฉันก็รับประทานตามที่ท่านสั่งมาโดยตลอด"
ท่านนบีไม่เคยดูแคลนหรือเหยียดหยามอาหารชนิดใด ท่านไม่สรรเสริญอาหารเพียงเพราะท่านชอบ และไม่ตำหนิอาหารเพียงเพราะท่านไม่ชอบ หากท่านชอบอาหารชนิดใด ท่านก็จะรับประทาน หากไม่ชอบ ท่านก็จะไม่รับประทานและนิ่งเงียบเท่านั้น ท่านให้เกียรติแม้แต่ความโปรดปรานเพียงเล็กน้อย และไม่เคยดูหมิ่นความโปรดปรานใด ๆ
รอซูลุลลอฮฺไม่เคยกล่าวว่า "ให้ทำอย่างนี้" หรือ "ให้ทำอย่างนั้น" ท่านจะรับประทานสิ่งที่มีอยู่ตรงหน้าเท่านั้น
ท่านหญิงอาอิชะฮ์ เล่าว่า "ท่านนบีมักจะมาหาฉัน และถามว่า 'เจ้ามีอาหารอยู่หรือไม่' และเมื่อฉันตอบว่า 'ไม่มี' ท่านก็จะกล่าวว่า 'ถ้าเช่นนั้น ฉันก็จะถือศีลอด'"29
ท่านหญิงอาอิชะฮ์ เล่าอีกว่า "ตั้งแต่ท่านนบีมายังเมืองมะดีนะฮ์จนกระทั่งเสียชีวิต ครอบครัวของท่านไม่เคยรับประทานขนมปังข้าวสาลีติดต่อกันเกินสามวันเลย30 ส่วนมาก สิ่งที่พวกเขารับประทานคือขนมปังข้าวบาร์เลย์และอินทผลัม แต่ก็ไม่ได้รับประทานในปริมาณมาก
ท่านนบีไม่เคยมีอาหารสองชนิดอยู่ในท้องในวันเดียวกัน หากท่านรับประทานอินทผลัมจนอิ่ม ท่านก็จะไม่รับประทานขนมปังจนอิ่ม และหากท่านรับประทานขนมปังจนอิ่ม ท่านก็จะไม่รับประทานอินทผลัมจนอิ่ม และนี่เองที่ทำให้ฉันเสียน้ำตา"31
ขนมฮัลวาและน้ำผึ้ง อาหารษะรีดจากขนมปัง และษะรีดจากอินทผลัม รวมถึงอาหารประเภทผักเป็นของโปรดของรอซูลุลลอฮฺ และเมื่อมีผู้นำนมมามอบแก่ท่าน ท่านจะกล่าวว่า "ในนมนั้นมีความโปรดปรานอยู่สองประการ"32
อับดุลลอฮฺ อิบนุ อับบาส เล่าว่า "คอลิด อิบนุ วะลีด และฉัน ได้ไปยังบ้านของ มัยมูนะฮ์ บินต์ ฮาริษ น้าฝ่ายมารดาของฉันพร้อมกับท่านรอซูล น้าของฉันถามว่า 'เราจะขอมอบนมแก่พวกท่านได้หรือไม่'
ท่านผู้นำแห่งสากลโลกกล่าวว่า 'ได้'
น้าของฉันจึงไปนำนมในภาชนะมาให้ ท่านรอซูลถือภาชนะนั้นและยกดื่ม ฉันยืนอยู่ทางด้านขวาของท่าน ส่วนคอลิด อิบนุ วะลีด อยู่ทางด้านซ้าย จากนั้น รอซูลุลลอฮฺส่งภาชนะนมที่เหลือให้ฉัน และกล่าวว่า 'ดื่มเถิด และหากเจ้าประสงค์ ก็จงส่งต่อให้คอลิด'
ฉันกล่าวว่า 'ฉันจะไม่ยอมให้ใครเหนือกว่าฉันในการได้ดื่มสิ่งที่เหลือจากท่าน'
เมื่อเป็นเช่นนั้น รอซูลุลลอฮฺจึงกล่าวว่า 'ผู้ใดที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงประทานอาหารแก่เขา จงกล่าวว่า อัลลอฮุมมะ บาริก ละนา ฟีฮิ วะ อัตอิมนา ค็อยร็อน มินฮุ (โอ้อัลลอฮฺของข้าพเจ้า ขอพระองค์ทรงประทานความจำเริญแก่เราในอาหารนี้ และโปรดให้เรารับประทานอาหารที่ดียิ่งกว่านี้ด้วยเถิด)
และผู้ใดที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงอนุญาตให้ดื่มนม จงกล่าวว่า อัลลอฮุมมะ บาริก ละนา ฟีฮิ วะ ซิดนา มินฮุ (โอ้อัลลอฮฺของข้าพเจ้า ขอพระองค์ทรงประทานความจำเริญแก่เราในนมนี้ และเพิ่มพูนสิ่งที่พระองค์ทรงประทานแก่เราจากมันด้วยเถิด)
เพราะแท้จริง ไม่มีสิ่งใดสามารถทดแทนทั้งอาหารและเครื่องดื่มได้ นอกจากนมเท่านั้น'"33
"ผู้ใดอิ่มหนำในขณะที่เพื่อนบ้านของเขาหิวโหย ผู้นั้นยังไม่ใช่มุอ์มินที่สมบูรณ์"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
เมื่อชาวมุสลิมแห่งมะดีนะฮ์ได้ผลผลิตอินทผลัมรุ่นแรก พวกเขาจะนำมันมามอบแก่ท่านนบี ท่านจะรับมันไว้ในมือของท่าน และหลังจากกล่าวดุอาเพื่อความจำเริญแล้ว ท่านจะเรียกเด็กที่อายุน้อยที่สุดที่ท่านพบ และมอบอินทผลัมเหล่านั้นให้แก่เขา ท่านกล่าวว่า "บ้านใดไม่มีอินทผลัม บ้านนั้นย่อมหิวโหย"
ท่านนบีชอบรับประทานอาหารที่เหลืออยู่ก้นภาชนะ ท่านกล่าวว่า "หากผู้ใดรับประทานอาหารทุกคำจนหมดจาน อาหารนั้นจะขอการอภัยโทษแทนเขา"
มีรายงานว่า ท่านนบีกล่าวว่า "โอ้ อบูซัร เมื่อเจ้าปรุงเนื้อ จงเพิ่มน้ำแกงให้มาก และจงคำนึงถึงเพื่อนบ้านของเจ้า และแบ่งปันให้แก่พวกเขาเถิด"34
"ผู้ใดอิ่มหนำในขณะที่เพื่อนบ้านของเขาหิวโหย ผู้นั้นยังไม่ใช่มุอ์มินที่สมบูรณ์"
"จงทำอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮฺ จงให้อาหารแก่ผู้คน และจงให้สลาม เพื่อที่พวกท่านจะได้เข้าสู่ญันนะฮ์"35
"อาหารของคนหนึ่ง ย่อมเพียงพอสำหรับคนสองคน อาหารของสามคน ย่อมเพียงพอสำหรับสี่คน และอาหารของสี่คน ย่อมเพียงพอสำหรับแปดคน!"36
ท่านหญิงอัสมา บินต์ อบี บักร เล่าว่า รอซูลุลลอฮฺเคยแนะนำให้ต้มอาหาร และปิดฝาภาชนะไว้จนกว่าไอร้อนจะระเหยออกไป แล้วท่านกล่าวว่า "นั่นแหละ คือความจำเริญที่ยิ่งใหญ่ที่สุด"
ในช่วงการพิชิตมักกะฮฺ ท่านนบีได้ไปเยี่ยมบ้านของท่านหญิงอุมมุ ฮานี บินต์ อบี ตอลิบ บุตรสาวของลุงฝ่ายบิดาของท่าน ท่านถามว่า "เจ้ามีอาหารอะไรอยู่บ้างหรือไม่"
ท่านหญิงอุมมุ ฮานี ตอบว่า "ไม่มีเลย มีเพียงเศษขนมปังแห้งและน้ำส้มสายชูเท่านั้น และฉันก็รู้สึกละอายที่จะนำมามอบแก่ท่าน"
ท่านนบีกล่าวว่า "นำมันมาเถิด เอาขนมปังนั้นแช่น้ำ และนำเกลือมาด้วย"
จากนั้นท่านเทน้ำส้มสายชูลงไปแล้วรับประทาน สรรเสริญอัลลอฮฺ ตะอาลา แล้วกล่าวว่า
"โอ้อุมมุ ฮานี น้ำส้มสายชูเป็นเครื่องปรุงที่ดีจริง ๆ บ้านใดที่มีน้ำส้มสายชู บ้านนั้นมีเครื่องปรุงเพียงพอแล้ว"37
ท่านนบีมักรับประทานขนมปังเพียงอย่างเดียว หรือรับประทานร่วมกับอินทผลัม น้ำส้มสายชู ผลไม้ หรือซุป บางครั้งท่านนำขนมปังจุ่มน้ำมันมะกอกแล้วรับประทาน
ท่านเคยรับประทานเนื้อไก่ เนื้อกระต่าย เนื้ออูฐ เนื้อละมั่ง ปลา เนื้อแห้ง และชีส ท่านชอบเนื้อบริเวณขาหน้า และมักถือเนื้อด้วยมือแล้วกัดรับประทาน (และอนุญาตให้ใช้มีดตัดเนื้อรับประทานได้เช่นกัน) ส่วนใหญ่แล้ว ท่านจะดื่มนม หรือรับประทานอินทผลัม
ในบรรดาอาหารทั้งหมด ท่านชอบเนื้อแกะ น้ำซุปเนื้อ ฟักทอง ขนมหวาน น้ำผึ้ง อินทผลัม นม ครีม แตงโม เมลอน องุ่น และแตงกวา38
เมื่อท่านดื่มน้ำ ท่านจะกล่าวบัสมะละฮ์ ดื่มอย่างช้า ๆ และดื่มเป็นสามอึก หลังจากดื่มเสร็จ ท่านจะกล่าวว่า "อัลฮัมดุลิลลาห์" และวิงวอนขอดุอา
ท่านนบีมักดื่มน้ำรสหวานที่นำมาจากบัยตูสซุกยา ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองมะดีนะฮ์เป็นระยะทางสองวันเดินทาง39
เมื่อมีผู้ถามว่า "เครื่องดื่มชนิดใดอร่อยที่สุด" ท่านตอบว่า "น้ำที่หวานและเย็น"40
ท่านนบีกล่าวว่า "เมื่อพวกเจ้าดื่มอะไรก็ตาม จงอย่าเป่าลมหายใจลงไปในภาชนะ"
เช่นเดียวกับการที่ท่านห้ามเป่าลมหายใจใส่อาหารและเครื่องดื่ม ท่านยังห้ามรับประทานจากภาชนะที่ทำด้วยทองหรือเงินอีกด้วย
ขณะดื่มน้ำ ท่านนบีจะหยุดหายใจสองหรือสามครั้งในแก้วน้ำ และกล่าวว่า "วิธีนี้ให้ประโยชน์มากกว่า และทำให้พึงพอใจยิ่งกว่า"
และท่านกล่าวอีกว่า "เมื่อผู้ใดในหมู่พวกเจ้าดื่ม อย่าดื่มในครั้งเดียวหมด"
ท่านกล่าวว่า "อย่าดื่มรวดเดียวเหมือนอูฐ จงดื่มโดยหยุดหายใจสองหรือสามครั้ง กล่าว 'บิสมิลลาห์' ก่อนดื่ม และกล่าว 'อัลฮัมดุลิลลาห์' หลังจากยกภาชนะออกจากปากแล้ว"41
นัฟฟัล อิบนุ มุอาวียะฮ์ เล่าว่า "ท่านผู้นำแห่งสากลโลกจะหยุดหายใจสามครั้งเวลาท่านดื่ม ท่านจะเริ่มต้นด้วยการเอ่ยนามของอัลลอฮฺ ตะอาลา โดยกล่าวว่า 'บิสมิลลาฮิรเราะห์มานิรเราะฮีม' และจบลงด้วยการสรรเสริญ โดยกล่าวว่า 'อัลฮัมดุลิลลาห์'"42
อบู อุมามะฮ์ อัลบาฮิลี รายงานว่า ท่านนบีกล่าวว่า "เมื่อพระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า ผู้ทรงเดชานุภาพและทรงเกรียงไกร เสนอแก่ข้าพเจ้าว่าจะเปลี่ยนหุบเขาแห่งมักกะฮฺให้เป็นทองคำ ข้าพเจ้ากล่าวว่า 'ไม่ โอ้พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า โปรดให้ข้าพเจ้าได้อิ่มในวันนี้ และได้หิวในวันต่อไป เมื่อข้าพเจ้าหิว ขอให้ข้าพเจ้าได้วิงวอนต่อพระองค์ และรำลึกถึงพระนามของพระองค์ และเมื่อข้าพเจ้าอิ่ม ขอให้ข้าพเจ้าได้สรรเสริญและขอบคุณพระองค์'"43
การศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการรับประทานอาหารและการดื่มนั้น มีความสำคัญก่อนการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการอิบาดะฮ์
ถือเป็นแบบอย่างจากรอซูลุลลอฮฺในการล้างมือก่อนและหลังรับประทานอาหาร และรับประทานอาหารด้วยมือขวารวมถึงการดื่ม ก่อนรับประทานอาหารให้คนหนุ่มสาวล้างมือก่อน และหลังรับประทานอาหารให้ผู้สูงอายุเป้นผู้ล้างมือก่อน44
การรับประทานจากขอบจานเป็นซุนนะฮ์ของรอซูลุลลอฮฺ โดยรับประทานจากอาหารตรงหน้าของตนเอง และยกเข่าข้างขวาขึ้นขณะนั่งบนเท้าซ้าย ไม่ควรรับประทานหรือดมอาหารที่ร้อนจัด
ท่านนบีเห็นว่าเป็นการไม่เหมาะสมที่จะเงียบในขณะรับประทานอาหาร เพราะนั่นถือเป็นธรรมเนียมของพวกบูชาไฟ ควรพูดคุยกันด้วยความเบิกบาน
"จุดเริ่มต้นของความดีคือความหิว และจุดเริ่มต้นของความชั่วคือความอิ่ม"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
การเริ่มต้นและจบการรับประทานอาหารด้วยเกลือ ถือเป็นซุนนะฮ์ของรอซูลุลลอฮฺ และเป็นการรักษาโรคด้วย
หนึ่งในบิดอะฮ์ยุคแรก ๆ ของอิสลาม คือการรับประทานจนเต็มอิ่ม
การรับประทานเนื้อทุกวันทำให้หัวใจทำงานหนัก มะลาอิกะฮฺไม่ชอบผู้ที่กระทำเช่นนั้น การรับประทานเนื้อน้อยเกินไปก็จะทำให้มีมารยาทเสื่อมเสีย และการรับประทานอาหารบนสุฟเราะฮ์ คือผ้าที่ปูบนพื้น ถือเป็นสิ่งที่ดี โดยสุฟเราะฮ์ในอดีตทำจากหนังสัตว์
การรับประทานผักเป็นสิ่งที่ดีมาก สุฟเราะฮ์ใดที่ไม่มีผัก ถูกเปรียบเหมือนชายชราที่ขาดซึ่งปัญญา
อิมามญะอ์ฟัร อัศ-ศอดิก กล่าวว่า "ผู้ใดปรารถนาจะมีทรัพย์สมบัติมากและมีลูกมาก จงรับประทานผักให้มาก" จงนั่งที่สุฟเราะฮ์ก่อน แล้วจึงนำอาหารมา ท่านนบีกล่าวว่า "ฉันเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ ตะอาลา ฉันนั่งบนพื้นและรับประทานเช่นบ่าว"45
ไม่ควรรับประทานหากยังไม่หิว และควรหยุดก่อนจะอิ่ม (ไม่ควรรับประทานมากเกินไป) และไม่ควรหัวเราะ เว้นแต่มีสิ่งที่น่าประหลาดใจเกิดขึ้นจริง ๆ
ท่านนบีกล่าวว่า "จุดเริ่มต้นของความดีคือความหิว และจุดเริ่มต้นของความชั่วคือความอิ่ม" รสชาติของอาหารจะเพิ่มขึ้นตามความหิว ความอิ่มก่อให้เกิดความหลงลืม ทำให้หัวใจมืดบอด และทำให้เลือดเสีย เปรียบเสมือนเครื่องดื่มมึนเมา ความหิวช่วยชำระจิตใจและทำให้หัวใจสว่างไสว
ไม่ควรรับประทานหรือดื่มร่วมกับฟาซิก (มุสลิมที่เปิดเผยการกระทำบาป) และคนชั่ว อาหารที่ต้มแล้วควรปล่อยให้เย็นโดยปิดฝาไว้
รอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า "จงรับประทานด้วยมือขวา และจงดื่มด้วยมือขวา" และเป็นซุนนะฮ์ที่จะรับประทานด้วยนิ้วมือสามนิ้ว ท่านนบีกล่าวว่า "โอ้อาลี จงรับประทานอาหารด้วยสามนิ้ว เพราะชัยฏอนนั้นรับประทานด้วยสองนิ้ว"ขณะรับประทานแตงโม ท่านนบีจะถือขนมปังด้วยมือขวา และรับประทานแตงโมด้วยมือซ้าย ควรหักขนมปังด้วยมือทั้งสอง ไม่ใช่ด้วยมือเดียว46
อาหารควรเป็นคำเล็ก ๆ และควรเคี้ยวให้ละเอียด อย่ามองไปรอบ ๆ ขณะรับประทานแต่จงมองที่อาหารและด้านหน้าของตนเอง อย่าอ้าปากกว้าง อย่าเช็ดมือกับร่างกายของตนเอง เมื่อไอหรือจาม ให้หันศีรษะไปด้านหลัง
อย่านั่งที่สุฟเราะฮ์ที่ตนไม่ได้รับเชิญ ที่สุฟเราะฮ์ อย่ารับประทานมากกว่าผู้อื่น เมื่ออิ่มแล้ว จงขอดุอาอย่าให้นำพลังงานนั้นไปใช้ในการกระทำบาป จงระลึกถึงการสอบสวนในวันกิยามะฮ์ จงรับประทานด้วยเจตนาเพื่อให้มีเรี่ยวแรงในการอิบาดะฮ์ แม้ขณะหิว ก็จงรับประทานอย่างช้า ๆ ผู้สูงอายุควรเริ่มรับประทานก่อน อย่ารบกวนผู้อื่นด้วยการบอกให้ "กิน" มากกว่าสามครั้ง
รอซูลุลลอฮฺรับประทานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และเน้นย้ำอย่างหนักไม่ให้รับประทานมากเกินไป "หัวใจของมนุษย์เปรียบเหมือนพืชในทุ่ง อาหารเปรียบเหมือนน้ำฝน น้ำที่มากเกินไปทำลายพืชฉันใด อาหารที่มากเกินไปก็ทำลายหัวใจฉันนั้น อัลลอฮฺ ตะอาลา ไม่ทรงรักผู้ที่รับประทานมากและดื่มมาก"
รอซูลุลลอฮฺแนะนำให้แบ่งกระเพาะอาหารออกเป็นสามส่วน ส่วนหนึ่งสำหรับอาหาร อีกส่วนหนึ่งสำหรับเครื่องดื่ม ส่วนที่เหลืออีกหนึ่งส่วนสำหรับอากาศ กล่าวคือ อย่างน้อยที่สุด ให้เหลือพื้นที่ว่างคือหนึ่งในสามของกระเพาะทั้งหมด ส่วนระดับที่ดีที่สุดคือการรับประทานให้น้อยและนอนให้น้อย การรับประทานมากเกินไปจะเป็นต้นกำเนิดของโรคภัยทั้งหลาย ส่วนการรับประทานน้อยเป็นต้นกำเนิดของการรักษา
แขกผู้มาเยือนบ้านไม่ควรคาดหวังสิ่งใดจากเจ้าบ้านนอกจากเกลือและขนมปัง เจ้าบ้านควรจัดอาหารให้แขกและรินน้ำล้างมือให้แก่เขา เจ้าบ้านควรป้อนอาหารที่แขกชอบให้แก่แขก อาหารที่ตกลงบนที่สะอาดสามารถนำมาให้แขกรับประทานได้ แต่หากตกในที่สกปรก ควรให้แก่แมวหรือสัตว์อื่น ๆ และความจำเริญของบ้านเช่นนี้จะเพิ่มพูน ส่งผลไปถึงลูกหลาน แต่หากไม่เก็บอาหารที่ตกลงมา ชัยฏอนจะเป็นผู้กินมัน
การรับประทานอาหารที่เหลืออยู่ในจานถือเป็นซุนนะฮ์ และเการรินน้ำเปล่าลงในของเหลวที่เหลือถือเป็นความดีงามอย่างยิ่ง เช่น น้ำผลไม้แช่อิ่มหรืออัยรอน (เครื่องดื่มที่ทำจากโยเกิร์ตผสมน้ำ) เขย่าให้เข้ากันแล้วดื่ม เป็นที่อนุญาตให้เหลืออาหารไว้ในจานหรือแก้วได้ รอซูลุลลอฮฺชอบรับประทานเศษอาหารที่เหลือจากจานของบรรดามุสลิม
การทำความสะอาดฟันด้วยมิสวากและไม้จิ้มฟันหลังรับประทานอาหารเป็นซุนนะฮ์ของรอซูลุลลอฮฺ เพราะนั่นคือความสะอาด และความสะอาดจะทำให้อีมานเข้มแข็ง หลังมื้ออาหาร จะมีการขอดุอาให้เจ้าบ้านซึ่งความจำเริญ ความเมตตา และการอภัยโทษ จากนั้นจึงขอตัวลา และเจ้าบ้านก็จะได้รับเชิญไปรับประทานอาหารเป็นการตอบแทน
ไม่ควรพูดถึงเรื่องที่น่าหวาดกลัวหรือน่ารังเกียจระหว่างรับประทานอาหาร ไม่ควรกล่าวถึงความตายหรือความเจ็บป่วย ไม่ควรจ้องมองอาหารที่ถูกนำมาที่โต๊ะ ไม่ควรหยิบอาหารคำใหม่ก่อนจะกลืนคำก่อนหน้า ไม่ควรลุกออกจากสุฟเราะฮ์ระหว่างมื้ออาหารด้วยเหตุใด ๆ แม้การไปปฏิบัติละหมาด ซึ่งการละหมาดนั้นควรปฏิบัติให้เสร็จก่อน
หากอาหารที่เตรียมไว้มีแนวโน้มจะเย็นหรือเสีย และเวลาละหมาดเป็นการเหมาะสมที่จะทำหลังจากรับประทานอาหารแล้ว ก็ควรรับประทานอาหารก่อนการละหมาด เมื่อเก็บอาหารออกแล้ว จงลุกออกจากสุฟเราะฮ์ และอย่ารับประทานอาหารบนทางเดิน ขณะยืน หรือขณะเดิน
ไม่ควรนอนหลับในขณะที่มือหรือปากยังมีกลิ่นเนื้อหรืออาหาร มือของเด็กก็ควรล้างด้วย ไม่ควรนอนขณะอิ่ม ซื้ออาหารในปริมาณที่พอดีกับความจำเป็น ไม่ควรซื้อหรือหยิบเกินความจำเป็น มิฉะนั้นจะเป็นอิสรอฟ (ความฟุ่มเฟือย) ภาชนะใส่อาหารและเครื่องดื่มควรมีฝาปิด ไม่ควรก้มดื่มน้ำโดยตรงจากแม่น้ำหรือสระน้ำ และไม่ควรดื่มจากปากพวยของกาน้ำหรือเหยือก ไม่ควรดื่มจากขอบแก้วหรือถ้วยที่บิ่น
ในฤดูร้อน ควรดื่มเครื่องดื่มที่เย็น รอซูลุลลอฮฺทรงชอบดื่มน้ำเชอร์เบตเย็น น้ำซัมซัมสามารถดื่มในท่ายืนได้ และมีรายงานว่าผู้เดินทางสามารถดื่มน้ำชนิดใดก็ได้ในท่ายืน ไม่ควรดื่มน้ำขณะท้องว่าง ควรจิบน้ำอย่างช้า ๆ
รอซูลุลลอฮฺชอบรับประทานกัชกัก ญิบรีล อะลัยฮิสสะลาม ได้สอนท่านนบีถึงวิธีการปรุงฮะรีสะฮ์ ซึ่งก็คือกัชกัก ฮะรีสะฮ์ทำให้ร่างกายแข็งแรง บรรดานบีทุกท่านรับประทานขนมปังข้าวบาร์เลย์ รอซูลุลลอฮฺชอบขนมฟักทอง ซุปถั่วเลนทิล เนื้อสัตว์ป่า และเนื้อแกะ ท่านชอบเนื้อส่วนขา หน้าอก และไหล่ของแกะ และชอบเนื้อส่วนไหล่ของแพะอ่อนเป็นพิเศษ เนื้อแพะอ่อนย่อยง่าย เหมาะสำหรับทุกคน47
"จงกินหัวหอมและกระเทียมที่ปรุงสุก"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
เนื้อของสัตว์ตัวผู้ย่อยง่ายกว่าเนื้อของสัตว์ตัวเมีย และเนื้อแดงย่อยง่ายกว่าเนื้อขาว ในเรื่องของการย่อยและรสชาติ เนื้อแกะและนมวัวนั้นดีกว่า เนื้อสัตว์ป่าที่ดีที่สุดคือเนื้อกวาง เนื้อกระต่ายถือเป็นฮะลาล ท่านนบีเคยรับประทานเนื้อกระต่าย แต่มันทำให้ปัสสาวะบ่อย และการรับประทานมากเกินไปทำให้นอนไม่หลับ เนื้อกระต่ายเหมาะสำหรับทุกคน
เนื้อสัตว์ปีกและเนื้อไก่ดีสำหรับทุกคน ในบรรดาเนื้อสัตว์ปีก เนื้อไก่ดีที่สุด
ท่านนบีกล่าวว่า "น้ำส้มสายชูเป็นอาหารที่ดีจริง ๆ" น้ำส้มสายชูเป็นอาหารที่ให้ประโยชน์มากที่สุด อินทผลัมก็เป็นอาหาร กล่าวคือรับประทานคู่กับขนมปังได้ องุ่นเป็นทั้งอาหารและผลไม้ การรับประทานองุ่นกับขนมปังถือเป็นซุนนะฮ์ และการรับประทานอินทผลัมเป็นจำนวนคี่ก็เป็นซุนนะฮ์
ถือเป็นซุนนะฮ์ให้รับประทานลูกเกด วอลนัต และอัลมอนด์ น้ำผึ้งให้เป็นยารักษา โดยนบีถึงเจ็ดสิบท่านวิงวอนขอความจำเริญให้แก่น้ำผึ้ง รอซูลุลลอฮฺทรงชอบอินทผลัมมาก ท่านมักรับประทานอินทผลัมร่วมกับเมลอนและแตงโม เมลอนและแตงโมช่วยชำระไตและบรรเทาอาการปวดศีรษะ ช่วยกำจัดพยาธิและทำให้สายตาแข็งแรง ควรกล่าวซอละวาต อัช-ชะรีฟะฮ์ขณะรับประทานข้าว
ท่านนบีสรรเสริญการรับประทานถั่วปากอ้าโดยกินทั้งฝัก ท่านกล่าวว่า "ฮับบะตุสเซาดาฮ์ นั่นคือเทียนดำ เป็นยารักษาทุกข์ภัยทั้งหลาย" การรับประทานวอลนัตกับชีสเป็นยารักษา แต่หากรับประทานเดี่ยว ๆ จะเป็นโทษ ควรรับประทานร่วมกับอย่างอื่น ท่านนบีจะถือพวงองุ่นด้วยมือซ้าย และรับประทานองุ่นด้วยมือขวา48
มะตูมช่วยขจัดความกังวลจากหัวใจ ในเมลอน แตงโม และทับทิมทุกผล มีหยดน้ำจากญันนะฮ์อยู่หนึ่งหยด หากเป็นทับทิมควรรับประทานเพียงอย่างเดียว และไม่ควรปล่อยให้หยดใดจากทับทิบสูญเปล่า ทับทิมดีต่ออาการใจสั่น ช่วยเสริมกำลังกระเพาะอาหาร หากคั้นรวมกับเนื้อแล้วดื่ม จะช่วยชำระถุงน้ำดีและบรรเทาอาการท้องผูก มะเดื่อช่วยบรรเทาหัวใจ และขจัดอาการเจ็บปวดของระบบย่อยอาหาร
เป็นซุนนะฮ์ของรอซูลุลลอฮฺที่จะรับประทานแตงกวาเขียวกับเกลือ และรับประทานวอลนัตกับอินทผลัมและน้ำผึ้ง49 ท่านนบีกล่าวสรรเสริญมะเขือยาว และกล่าวว่า "จงปรุงมันด้วยน้ำมันมะกอก"
ท่านยังสรรเสริญผักเบี้ย (Purslane) ส่วนขึ้นฉ่ายช่วยขจัดความหลงลืม มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ช่วยให้ร่างกายสร้างเลือดและน้ำนม และชำระล้างตับ อัลค็อรชัฟ หรืออาร์ทิโชก ช่วยสลายนิ่วในถุงน้ำดี ชำระล้างเลือด และดีต่อภาวะหลอดเลือดแข็งตัว อีกทั้งช่วยกำจัดกลิ่นเหงื่อ
เมื่อเดินทางไปยังประเทศใด การรับประทานหัวหอมดิบเล็กน้อยจะเป็นผลดีต่อสุขภาพ หัวหอมช่วยเพิ่มภูมิต้านทานต่อเชื้อโรค หากรับประทานขึ้นฉ่ายหลังจากหัวหอม จะช่วยขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์จากหัวหอมไปได้ และมีรายงานว่าการรับประทานต้นรูจะช่วยกำจัดกลิ่นได้เช่นกัน อาหารมื้อสุดท้ายที่ท่านนบีรับประทานมีหัวหอมอยู่ด้วย ท่านจะกล่าวว่า "จงกินหัวหอมและกระเทียมที่ปรุงสุก" เพราะมะลาอิกะฮฺถูกรบกวนจากกลิ่นของมัน สำหรับหัวไชเท้านั้นมีฤทธิ์ขับปัสสาวะและช่วยการย่อยอาหาร
เคราและเส้นผมของท่านนบี
เส้นผมและเคราอันประเสริฐของท่านนบี ไม่หยิกมากและไม่ตรงจนเกินไป ผมของท่านเป็นลอนตามธรรมชาติ เส้นผมของท่านมีความยาว เดิมทีท่านมีผมปรกด้านหน้า ต่อมาท่านแสกผมออกเป็นสองข้าง บางครั้งท่านปล่อยผมยาว และบางครั้งท่านก็ตัดให้สั้นลง
เมื่อ อนัส อิบนุ มาลิก ถูกถามถึงลักษณะเส้นผมของรอซูลุลลอฮฺ ท่านกล่าวว่า "มันไม่หยิกมาก และไม่ตรงเกินไป อยู่กึ่งกลางระหว่างสองอย่างนั้น ส่วนความยาวหรือความสั้น ก็อยู่กึ่งกลางระหว่างระดับใบหูกับช่วงบนของไหล่"50
อิบนุ อับบาส กล่าวว่า "ผู้นำแห่งสากลโลกเคยปล่อยผมอันประเสริฐให้ปรกลงมาที่หน้าผาก ต่อมาท่านจึงเริ่มแสกผม"51
บรรดานักปราชญ์กล่าวว่า "การแสกผมออกเป็นสองข้างเป็นซุนนะฮ์ของผู้นำแห่งสรรพสิ่งทั้งปวง เพราะท่านเริ่มปฏิบัติในภายหลัง เป็นที่อนุญาตให้ปล่อยผมลงหน้าผากได้ และอนุญาตให้แสกผมได้เช่นกัน แต่การแสกผมนั้นประเสริฐกว่า"
อาอิชะฮ์ อัศ-ศิดดีก็อฮ์ กล่าวว่า "เส้นผมของท่านนบีอยู่เหนือระดับจุมมะฮ์ และต่ำกว่าวัฟเราะฮ์"52 ผมที่ยาวถึงไหล่เรียกว่า "จุมมะฮ์" และผมที่ยาวถึงติ่งหูเรียกว่า "วัฟเราะฮ์" กล่าวโดยสรุป ตามรายงานของท่านหญิงอาอิชะฮ์ ความยาวของเส้นผมอันประเสริฐของรอซูลุลลอฮฺยาวเกินติ่งหู แต่ไม่ถึงไหล่ อยู่ระหว่างสองระดับนั้น
กอฎีย์ อิยาฎ กล่าวว่า "ข้อสรุปจากรายงานเหล่านี้คือ เส้นผมบริเวณข้างหูของท่านยาวถึงติ่งหู ส่วนเส้นผมด้านหลังยาวถึงไหล่"
"อัลลอฮฺจะทรงผินหน้าออกจากผู้ที่สวมเสื้อผ้าเพื่อชื่อเสียงและการโอ้อวด จนกว่าเขาจะละทิ้งเจตนานั้น และในวันกิยามะฮ์ พระองค์จะทรงให้เขาสวมเสื้อผ้าแห่งความต่ำต้อย"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
ยังมีคำกล่าวว่า "เหตุที่บางรายงานกล่าวว่าผมยาวถึงหู และบางรายงานกล่าวว่ายาวถึงไหล่ ก็เพราะในบางช่วงเป็นเช่นนั้น และในบางช่วงเป็นอีกเช่นหนึ่ง แต่รายงานทั้งหมดล้วนเป็นความจริง"
บางครั้งท่านนบีจะปล่อยผมอันประเสริฐให้ยาวถึงไหล่ และบางครั้งท่านก็ตัดให้ยาวเพียงถึงติ่งหูหรือช่วงกลางของหู
การโกนศีรษะหรือการปล่อยผมยาว แล้วหวีและแสกเป็นสองข้าง เป็นซุนนะฮ์สำหรับผู้ชาย ควรปฏิบัติตามสภาพแวดล้อม ธรรมเนียม และช่วงของยุคสมัย การบิดผมหรือถักเปียถือเป็นมักรูฮ์ และการทำให้ใบหน้าเกลี้ยงเกลาเหมือนสตรีถือเป็นสิ่งฮะรอม รวมถึงการโกนเคราเพื่อเลียนแบบสตรี หรือโกนขนบริเวณคางแล้วปล่อยผมปรกที่แก้ม
ท่านอนัส ได้บอกลักษณะเคราอันประเสริฐของรอซูลุลลอฮฺว่า เคราของท่านมีผมหงอกอยู่น้อยมาก จำนวนหงอกในเส้นผมและเคราของท่านไม่เกินสิบเจ็ดหรือสิบแปดเส้น
วันหนึ่ง อบูบักร อัศ-ศิดดีก กล่าวขึ้นว่า "โอ้ รอซูลุลลอฮฺ ผมของท่านขาวแล้ว" รอซูลุลลอฮฺตอบว่า "ซูเราะฮ์ฮูด, วากิอะฮ์, มุรซะลาต, นะบะอ์ (อัมมะ ยะตะซาอ์อะลูน) และตักวีร (อิซัช-ชัมสุ กุว์วิรอต) ทำให้มันขาว"53
กล่าวคือ ในซูเราะฮ์เหล่านั้น มีการกล่าวถึงสภาพของญันนะฮ์และญะฮันนัมอยู่บ่อยครั้ง ผมและเคราของฉันจึงขาวลงด้วยความโศกเศร้าและความกังวล เมื่อคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับอุมมะฮ์ของฉัน
อัมรฺ อิบนุ ชุอัยบ์ กล่าวไว้ว่า รอซูลุลลอฮฺจะตัดแต่งเคราของท่านทั้งในด้านความกว้างและความยาว
ท่านนบีกล่าวในหะดีษที่รายงานโดยอิมามติรมิซีว่า "ผู้ใดไม่ตัดแต่งหนวดของตน ผู้นั้นไม่ใช่พวกของเรา"54
และในหะดีษอีกบทหนึ่ง ท่านกล่าวว่า "จงปล่อยเคราให้ดก และจงตัดหนวดให้สั้น"55
อิบนุ อัล-อับดุลฮะกีม กล่าวว่า "ควรตัดหนวดให้สั้นมาก และไม่ควรตัดเคราให้สั้นชิดเกินไป การตัดหนวดให้สั้นมาก ไม่ได้หมายถึงการโกนหนวด"
อิมามอัน-นะวะวี กล่าวว่า "วิธีที่ถูกต้องในการตัดหนวด คือการตัดจนเห็นขอบริมฝีปาก ไม่ใช่การโกน แต่เป็นการตัดให้สั้น"
บรรดานักปราชญ์เห็นว่าการตัดหนวดเฉพาะด้านบนและปล่อยปลายหนวดให้ยาวตกลงมาทั้งสองข้างเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม
อิบนุ อุมัร เล่าไว้ว่า "มีผู้หนึ่งกล่าวถึงชนชาวโซโรอัสเตอร์ต่อหน้ารอซูลุลลอฮฺ เมื่อเป็นเช่นนั้น รอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า 'พวกเขาไว้ปลายหนวดและโกนเครา ดังนั้นพวกเจ้าจงปฏิบัติตรงข้ามกับพวกเขา'"56
เมื่ออบู อุมามะฮ์กล่าวว่า "โอ้ รอซูลุลลอฮฺ ชาวคัมภีร์นั้นตัดเคราและไว้หนวด"
รอซูลุลลอฮฺตอบว่า "พวกเจ้าจงตัดปลายหนวด และจงปล่อยเครา"
ตามความเห็นของบรรดานักปราชญ์ การตัดหนวดให้สั้นจนเท่ากับขนคิ้วถือเป็นซุนนะฮ์
การไว้เคราให้ยาวเท่าหนึ่งกำมือและตัดส่วนที่เกินจากกำมือ ถือเป็นซุนนะฮ์ การปล่อยเคราให้สั้นกว่าหนึ่งกำมือ ไม่สอดคล้องกับซุนนะฮ์ และการรักษาเคราให้สั้นกว่าหนึ่งกำมือโดยมีเจตนาว่าปฏิบัติตามซุนนะฮ์ ถือเป็นบิดอะฮ์ และเป็นการฮะรอม
การไว้เคราเป็นซุนนะฮ์อัซ-ซะวาอิด และในบางกรณีอาจเป็นที่อนุญาต หรือถึงขั้นจำเป็นต้องโกนเคราทั้งหมด เช่น เพื่อการทำอัมรฺ บิล มะอ์รูฟ คือการสอนคำสั่งใช้และข้อห้ามของอัลลอฮฺ ตะอาลา เพื่อการดำรงชีพ หรือเพื่อป้องกันฟิตนะฮ์ อันหมายถึงความวุ่นวายและความแตกแยก กรณีเหล่านี้อาจเป็นเหตุให้ละเว้นซุนนะฮ์ได้ แต่ไม่ใช่เหตุให้กระทำบิดอะฮ์
เครื่องนุ่งห่มของท่านนบี
ท่านนบีจะสวมใส่อาภรณ์ใด ๆ ตามที่ทราบว่าอนุญาตให้สวมใส่ได้ ท่านห่มผ้าแบบไร้ตะเข็บที่ทำจากผ้าหนา เช่น ผ้าอิห์รอม คาดผ้าชั้นในรอบเอว และสวมเสื้อกับญุบะฮ์ เสื้อผ้าเหล่านี้ทอจากฝ้าย ขนสัตว์ หรือเส้นใยจากสัตว์ ท่านมักสวมเสื้อผ้าสีขาว และบางครั้งก็สีเขียว มีบางคราวที่ท่านสวมเสื้อผ้าที่ตัดเย็บ
ท่านจะสวมเสื้อและญุบะฮ์ที่ดีงามในวันศุกร์ วันอีด วันที่คณะทูตจากต่างแดนมาเยือน และในยามศึกสงคราม เสื้อผ้าของท่านส่วนใหญ่มักเป็นสีขาว และบางครั้งก็เป็นสีเขียว สีแดง หรือสีดำ แขนเสื้อของท่านยาวถึงข้อมือ และชายผ้าปิดถึงช่วงครึ่งหน้าแข้ง
อิมามติรมิซี เขียนไว้ในหนังสือ ชะมาอิล อัช-ชะรีฟ ว่า "รอซูลุลลอฮฺชอบสวมคามีส นั่นคือเสื้อ แขนเสื้อยาวถึงข้อมือ ไม่มีกระดุมที่แขนหรือคอเสื้อ รองเท้าเป็นหนัง มีสายเส้นเดียวและมีกิบาลสองเส้น กิบาลคือสายที่เย็บติดด้านหนึ่งกับสายรองเท้า และอีกด้านหนึ่งติดกับส่วนหน้า โดยสอดผ่านระหว่างนิ้วเท้าสองนิ้ว
ในเรื่องเสื้อผ้าและรองเท้า ให้ยึดตามขนบธรรมเนียมของประเทศนั้น ๆ การฝ่าฝืนธรรมเนียมจะทำให้เกิดชื่อเสียง และควรหลีกเลี่ยงชื่อเสียง เมื่อท่านเข้าเมืองมักกะฮฺ ท่านมีผ้าพันศีรษะสีดำอยู่บนศีรษะของท่าน"
ท่านจะพันผ้าที่ศีรษะ ส่วนมากเป็นผ้าสีขาว และบางครั้งเป็นผ้าสีดำ โดยปล่อยชายผ้าลงมาระหว่างบ่าทั้งสองยาวประมาณหนึ่งคืบ ผ้าพันศีรษะของท่านไม่ใหญ่และไม่เล็กเกินไป มีความยาวประมาณสามเมตรครึ่ง ท่านจะพันผ้าโดยไม่สวมหมวก และบางครั้งก็สวมหมวกกำมะหยี่โดยไม่โพกผ้า
ท่านนบีมีเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าลายทางจากเยเมน เรียกว่า ฮิบะเราะฮ์ ทอจากฝ้ายผสมเส้นใยลินิน ท่านชอบสวมเสื้อตัวนี้มาก
ท่านนบียังมีเสื้อผ้าสีขาว และท่านกล่าวว่า "ในบรรดาเสื้อผ้าของพวกเจ้า จงสวมสีขาว ให้ผู้ที่ยังมีชีวิตสวมสีขาว และห่อศพของผู้ตายด้วยผ้าขาว เพราะนั่นคือเสื้อผ้าที่ดีและเป็นมงคลของพวกเจ้า"57
มีรายงานด้วยว่า ท่านนบีสวมเสื้อผ้าสีเขียว อบู ริมซะฮ์กล่าวว่า เขาเคยเห็นท่านนบีสวมเสื้อผ้าสีเขียวสองชิ้น ชิ้นหนึ่งด้านบน และอีกชิ้นหนึ่งด้านล่าง58
ท่านนบียังสวมฮุลละฮ์หลากสี ซึ่งเป็นเครื่องแต่งกายสองชิ้น บะรออ์ อิบนุ อาซิบ กล่าวว่า
"ฉันไม่เคยเห็นผู้ใดงดงามไปกว่ารอซูลุลลอฮฺ ในบรรดาผู้ที่สวมฮุลละฮ์สีแดง และมีผมยาวถึงติ่งหู"59
"ฉันรู้สึกถึงสายลมแห่งความเมตตาที่พัดมาจากเยเมน"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
ท่านนบีมีญุบะฮ์สีแดง ซึ่งสวมในวันศุกร์และวันอีด ท่านยังมีญุบะฮ์จากเยเมน และในระหว่างการเดินทางออกศึก ท่านจะสวมญุบะฮ์ที่ทำในเมืองดามัสกัส แขนเสื้อแคบ
ในยามสงคราม เมื่อเผชิญหน้าศัตรู ท่านจะสวมญุบะฮ์ที่ทำจากผ้าไตละซาน ซึ่งเป็นผ้าที่กษัตริย์อิหร่านใช้กัน ปกเสื้อมีผ้าแอทลัส (ผ้าคล้ายซาตินที่ทอด้วยด้ายทองและเงิน) เช่นเดียวกับขอบชายเสื้อด้านหน้าและด้านหลัง รวมถึงขอบแขนเสื้อ ญุบะฮ์ชุดนี้อยู่กับอาอิชะฮ์จนถึงวาระสุดท้ายของนาง ต่อมาถูกส่งต่อไปยังอัสมาอ์ บินต์ อบี บักร น้ำที่ใช้ซักญุบะฮ์ที่ท่านนบีเคยสวมชุดนี้ ถูกนำไปอาบให้ผู้ที่เจ็บป่วย และพวกเขาก็หายเป็นปกติ60
ชุดญุบะฮ์เป็นหนึ่งในบรรดาทรัพย์จากเชลยศึกที่ได้มาจากการรบที่ดูมาตุลญันดัล ตกเป็นส่วนของท่านนบี ญุบะฮ์นั้นทำจากผ้าแอทลัส โดยเส้นพุ่งและเส้นยืนทอจากผ้าซาติน ปักด้วยด้ายทอง และมีลวดลายใบปาล์ม ท่านนบีสวมญุบะฮ์ชุดนั้นขึ้นไปบนมิมบัร นั่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วลงมาจากมิมบัรโดยไม่กล่าวถ้อยคำใด ๆ บรรดาอัศฮาบต่างสัมผัสมัน มองดู และชื่นชมความงดงามของมัน ท่านนบีจึงถามว่า "พวกเจ้าประหลาดใจกับความงดงามของมันหรือ และพวกเจ้าชอบมันมากใช่หรือไม่"
พวกเขาตอบว่า "พวกเราไม่เคยเห็นอาภรณ์ที่งดงามกว่านี้มาก่อนเลย"
ท่านนบีกล่าวว่า "ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ผู้ซึ่งอำนาจของพระองค์ทรงยึดกุมการดำรงอยู่ของฉันไว้ ผ้าเช็ดหน้าของซะอ์ด อิบนุ มุอาซ ในญันนะฮ์ งดงามและน่าดูยิ่งกว่าสิ่งที่พวกเจ้ากำลังเห็นอยู่นี้เสียอีก"
ท่านนบีกล่าวว่า "อัลลอฮฺจะทรงผินหน้าออกจากผู้ที่สวมเสื้อผ้าเพื่อชื่อเสียงและการโอ้อวด จนกว่าเขาจะละทิ้งเจตนานั้น และในวันกิยามะฮ์ พระองค์จะทรงให้เขาสวมเสื้อผ้าแห่งความต่ำต้อย"
และท่านยังกล่าวอีกว่า "อัลลอฮฺจะทรงให้ผู้ที่สวมเสื้อผ้าเพื่อชื่อเสียงและการโอ้อวด สวมเสื้อผ้าเช่นเดียวกันในวันกิยามะฮ์ แล้วพระองค์จะทรงจุดไฟเผามัน"
ซะฮ์ลฺ อิบนุ สะอ์ดฺ เล่าว่า "สตรีคนหนึ่งนำบุรดะฮ์61 ที่มีขอบ ซึ่งนางทอด้วยมือตนเองมา และกล่าวว่า 'โอ้ รอซูลุลลอฮฺ ฉันทอผืนนี้ด้วยมือของฉันเอง และนำมามอบเป็นของขวัญแก่ท่าน'
รอซูลุลลอฮฺรับของขวัญนั้น และออกมาหาพวกเราโดยสวมบุรดะฮ์ผืนนั้น มีคนหนึ่งจากญะมาอะฮ์สัมผัสมันแล้วกล่าวว่า 'โอ้ รอซูลุลลอฮฺ ไม่มีบุรดะฮ์ใดงดงามไปกว่านี้แล้ว ท่านจะมอบมันให้ฉันได้หรือไม่'
รอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า 'ได้'
หลังจากท่านเทศนาพวกเราในมัสยิดเสร็จแล้ว ท่านกลับไปที่บ้าน ห่อบุรดะฮ์ผืนนั้น และส่งไปให้ผู้ที่ขอ
บรรดาญะมาอะฮ์ตำหนิเขา โดยกล่าวว่า 'สิ่งที่เจ้าทำนั้นไม่เหมาะสมเลย เจ้าขอสิ่งที่รอซูลุลลอฮฺกำลังสวมใส่และจำเป็นต้องใช้ ทั้งที่เจ้ารู้ดีว่า รอซูลุลลอฮฺไม่เคยปฏิเสธผู้ที่มาขอ และไม่เคยผลักไสใคร'
ผู้นั้นกล่าวว่า 'ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ฉันไม่ได้ต้องการมันเพื่อสวมใส่ ฉันเพียงต้องการให้มันเป็นผ้าห่อศพของฉันในวันที่ฉันตายเท่านั้น'
และแล้ว บุรดะฮ์ผืนนั้นก็ได้เป็นผ้าห่อศพของเขาในวันที่เขาสิ้นลมหายใจจริง ๆ"62
ท่านนบียังเคยสวมอาภรณ์ขนสัตว์สีดำ ท่านหญิงอาอิชะฮ์เล่าว่า "มีผ้าขนสัตว์สีดำผืนหนึ่งทำขึ้นสำหรับรอซูลุลลอฮฺ เมื่อท่านสวมใส่และมีเหงื่อออก กลิ่นจากขนสัตว์ก็โชยขึ้นมาจนท่านได้กลิ่น ท่านจึงถอดผ้าผืนนั้นออกทันที เพราะท่านชอบกลิ่นที่ดีงาม"
ท่านนบีกำหนดให้ชายของเสื้อตัวยาวมีความยาวถึงกึ่งกลางหน้าแข้ง หรือยาวลงมาเล็กน้อยถึงข้อเท้า และห้ามไม่ให้ยาวต่ำกว่าข้อเท้า กล่าวคือ ไม่ให้ยาวจนลากพื้น ท่านกล่าวว่า ในวันกิยามะฮ์ อัลลอฮฺจะไม่ทรงมองไปยังบุรุษที่ลากชายผ้าของตนกับพื้นด้วยความหยิ่งยโส
วันหนึ่ง ท่านนบีกล่าวกับญาบิร อิบนุ สุลัยมฺ ว่า "จงให้ชายเสื้อของเจ้าลงมาถึงกึ่งกลางหน้าแข้ง หากทำไม่ได้ ก็ให้ลงมาถึงข้อเท้า และจงหลีกเลี่ยงการทำให้มันยาวจนลากพื้น เพราะนั่นเป็นสัญลักษณ์ของความหยิ่งยโส และอัลลอฮฺ ตะอาลา ไม่ทรงชอบความหยิ่งยโส"
ด้วยเหตุนี้ อับดุลลอฮฺ อิบนุ อุมัร จึงให้ชายเสื้อของตนยาวถึงกึ่งกลางหน้าแข้ง63
ท่านนบีมีเสื้อที่ทำจากผ้าทอด้วยเส้นฝ้ายเกลียวเดี่ยว
ท่านหญิงอาอิชะฮ์เล่าว่า อบู ญะห์มฺ ได้มอบสัจญาดะฮ์ (พรมปูละหมาด) ที่มีลวดลายให้แก่ท่านนบี วันหนึ่ง ขณะที่รอซูลุลลอฮฺกำลังละหมาดบนสัจญาดะฮ์ผืนนั้น ลวดลายได้รบกวนสายตาของท่าน เมื่อท่านละหมาดเสร็จแล้ว ท่านกล่าวว่า "จงนำสิ่งนี้ไปคืนให้แก่ อบู ญะห์มฺ เถิด เพราะมันทำให้ฉันเสียสมาธิในละหมาด และบอกเขาให้นำผืนที่เรียบ ไม่มีลวดลายมาให้ฉัน"
เนื่องจากผืนดินของเมืองมะดีนะฮ์มีความชื้นและแห้งแล้ง สัจญาดะฮ์ผืนนี้จึงถูกปูไว้บนพื้นหลุมฝังศพของท่านนบี ในวันที่ท่านได้จากโลกนี้ไป
โอ้พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า ด้วยเกียรติของฮิรกอฮ์อัช-ชะรีฟผืนนี้ ด้วยเกียรติของท่านนบีอันเป็นที่รักของเรา ขอพระองค์ทรงอภัยโทษให้แก่อุมมะฮ์ของมุฮัมมัดทั้งหมดด้วยเถิด… " อุวัยส์ อัล-กอรอนี เราะฎิยัลลอฮุอันฮ
ฮิรกอฮฺ ที่ท่านนบีมอบให้แก่อุวัยส์ อัล-กอรอนี
อุวัยส์ อิบนุ อามิร อัล-กอรอนี (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) เป็นหนึ่งในบรรดาตาบิอีน (มุสลิมรุ่นใหญ่ผู้ได้พบอัศฮาบ) เขามาจากหมู่บ้านกอรน ในแคว้นเยเมน
หลังจากรับอิสลาม ตลอดชีวิตของเขาได้ลุกโชนไปด้วยความรักต่อท่านนบี และไม่เคยลืมพระผู้เป็นเจ้าของเขาแม้ชั่วขณะเดียว เขาบรรลุการเป็นบ่าวต่ออัลลอฮฺในระดับสูง จนทุก ๆ สภาวะ ทุก ๆ การกระทำ และทุก ๆ ถ้อยคำของเขา กลายเป็นบทเรียนและคำตักเตือนแก่ผู้คน เขาไม่เคยทำร้ายใคร และไม่มีใครเคยได้รับอันตรายจากเขา คุณลักษณะที่สำคัญที่สุดของเขาคือ ความรักต่อท่านนบี การปฏิบัติอิบาดะฮ์อย่างต่อเนื่องด้วยหัวใจและจิตวิญญาณ และความกตัญญูต่อมารดา เขาดูแลมารดาของเขา และได้รับดุอาจำนวนมากจากนาง ความรักที่เขามีต่อท่านนบี และความมั่นคงของเขาต่ออิสลามนี้เอง ทำให้ท่านนบีกล่าวยกย่องเขา
ในบางครั้ง ท่านนบีจะหันใบหน้าของท่านไปทางเยเมน และกล่าวว่า "ฉันรู้สึกถึงสายลมแห่งความเมตตาที่พัดมาจากเยเมน"
และท่านกล่าวอีกว่า "ในวันกิยามะฮ์ อัลลอฮฺ ตะอาลา จะทรงสร้างมะลาอิกะฮฺเจ็ดหมื่นตนในรูปลักษณ์ของอุวัยส์ และพวกเขาจะพาอุวัยส์ไปยังอารอศาตท่ามกลางพวกเขา เขาจะเข้าสู่ญันนะฮ์ และจะไม่มีผู้ใดรู้ว่าใครคืออุวัยส์ นอกจากผู้ที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ประสงค์ให้รู้เท่านั้น"
และเมื่อท่านกล่าวว่า "ในอุมมะฮ์ของฉัน จะมีบุคคลหนึ่งซึ่งจะได้รับสิทธิ์ชะฟาอะฮ์ในวันกิยามะฮ์ ให้แก่ผู้คนจำนวนเท่ากับขนแกะของเผ่ารอบีอะฮ์และมุฎ็อร"
บรรดาอัศฮาบจึงถามว่า "โอ้ รอซูลุลลอฮฺ เขาเป็นใคร"
ท่านตอบว่า "เป็นบ่าวคนหนึ่งของอัลลอฮฺ"
พวกเขากล่าวว่า "พวกเราล้วนเป็นบ่าว แล้วเขาชื่ออะไร"
ท่านตอบว่า "อุวัยส์"
พวกเขาถามต่อว่า "เขามาจากที่ใด"
รอซูลุลลอฮฺตอบว่า "เขามาจากก็อรนฺ"
เมื่อพวกเขาถามว่า "เขาได้พบกับท่านหรือไม่"
ท่านตอบว่า "เขาไม่ได้พบฉันด้วยดวงตาทั้งสองของเขา"
พวกเขากล่าวว่า "น่าแปลกใจยิ่งนัก ที่เขารักท่านมากถึงเพียงนี้ แต่กลับไม่รีบมาหาท่านและรับใช้ท่าน"
รอซูลุลลอฮฺจึงกล่าวว่า "เป็นเช่นนั้นด้วยเหตุผลสองประการ หนึ่ง เขาดำดิ่งอยู่ในสภาวะจิตวิญญาณของเขา สอง เขามีความทุ่มเทอย่างยิ่งต่อศาสนาของฉัน เขามีมารดาชราซึ่งเป็นมุสลิม ดวงตาของนางมองไม่เห็นทั้งสองข้าง แขนขาไม่อาจขยับได้ อุวัยส์ทำงานเป็นคนเลี้ยงอูฐในเวลากลางวัน และนำค่าจ้างมาใช้ดูแลตนเองและมารดา"
พวกเขาถามว่า "พวกเราจะได้พบเขาหรือไม่"
ท่านกล่าวกับอบูบักรว่า "ท่านจะไม่ได้พบเขาในช่วงชีวิตของท่าน"
แล้วท่านกล่าวกับอุมัร และอาลีว่า "ส่วนพวกท่านจะได้พบเขา ร่างกายของเขามีขนดก ที่บริเวณด้านซ้ายของร่างกายและที่ฝ่ามือของเขา มีรอยด่างขาวขนาดเท่าเหรียญเงินหนึ่งเหรียญ นั่นไม่ใช่โรคเรื้อน เมื่อพวกท่านพบเขาแล้ว จงให้สลามจากฉันแก่เขา และจงบอกให้เขาขอดุอาให้แก่อุมมะฮ์ของฉันด้วย"
หลังจากมารดาของเขาเสียชีวิต อุวัยส์ อัล-กอรอนี ได้ออกจากหมู่บ้านก็อรนฺ และเดินทางไปยังเมืองกูฟะฮ์
เมื่อใกล้ถึงเวลาที่ท่านนบีจะจากโลกนี้ไป มีผู้หนึ่งถามว่า "เราควรมอบฮิรกอฮ์ (เสื้อคลุม) ของท่านให้แก่ใคร"
ท่านตอบว่า "จงมอบมันให้แก่อุวัยส์ อัล-กอรอนี"
หลังจากรอซูลุลลอฮฺได้จากไปแล้ว เมื่ออุมัรและอาลีเดินทางมาถึงกูฟะฮ์ อุมัรถามว่า
"โอ้ชาวนัจดฺ มีใครที่มาจากก็อรนฺอยู่ร่วมในหมู่พวกท่านหรือไม่"
พวกเขาตอบว่ามี เขาจึงถามถึงอุวัยส์ ชาวก็อรนฺกล่าวว่า "เรารู้จักเขา เขาเป็นคนต่ำต้อยเกินกว่าที่
ฮิรกอฮ์อันประเสริฐ
อุมัรกล่าวว่า "ฉันกำลังตามหาเขา เขาอยู่ที่ไหนหรือ"
พวกเขาตอบว่า "เขากำลังเลี้ยงอูฐของพวกเราอยู่ในหุบเขาอัรนา และพวกเราให้อาหารเย็นแก่เขาเป็นการตอบแทน ผมและเคราของเขารุงรัง เขาจะไม่เข้ามาในเมือง จะไม่พูดคุยกับใคร และไม่กินอาหารอย่างที่คนทั่วไปกิน เขาไม่รู้จักทั้งความเศร้าและความยินดี เมื่อผู้คนหัวเราะ เขากลับร้องไห้ และเมื่อผู้คนร้องไห้ เขาก็จะหัวเราะ"
อุมัรกล่าวว่า "นั่นแหละ คือคนที่ฉันกำลังตามหา"
พวกเขาบอกตำแหน่งของอุวัยส์ อุมัรและอาลีจึงเดินทางไปยังที่นั่น และพบว่าเขากำลังละหมาด อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้แต่งตั้งมะลาอิกะฮฺให้ดูแลอูฐแทนเขา เมื่อเขาละหมาดเสร็จ อุมัรลุกขึ้นกล่าวสลาม และเขาก็ตอบรับสลาม อุมัรถามว่า "ท่านชื่ออะไร"
เขาตอบว่า "อับดุลลอฮฺ (บ่าวของอัลลอฮฺ)"
อุมัรกล่าวว่า "พวกเราทุกคนล้วนเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ แล้วชื่อจริงของท่านคืออะไร"
เขาตอบว่า "อุวัยส์"
เมื่อเป็นเช่นนั้น อุมัรกล่าวว่า "ยื่นมือขวาของท่านมาให้ฉันดูหน่อย"
เมื่อเขายื่นมือให้ อุมัรกล่าวว่า "ท่านนบีฝากสลามมายังท่าน และท่านได้ส่งฮิรกอฮ์อันประเสริฐของท่านมาให้ พร้อมกำชับว่า 'เขาควรรับมัน สวมมัน และขอดุอาให้แก่อุมมะฮ์ของฉัน'"
อุวัยส์ อัล-กอรอนีกล่าวว่า "โอ้ อุมัร ฉันเป็นบ่าวที่อ่อนแอ ไร้กำลัง และเต็มไปด้วยบาป ได้โปรดระวังเถิด สิ่งนี้อาจเป็นของผู้อื่นก็ได้"
อุมัรตอบว่า "ไม่ โอ้ อุวัยส์ ท่านคือผู้ที่พวกเราตามหา ท่านนบีได้บรรยายลักษณะและคุณลักษณะของท่านไว้แล้ว"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อุวัยส์ก็รับฮิรกอฮ์อันทรงเกียรติมาด้วยความเคารพ จูบมัน สูดกลิ่นมัน และลูบมันแนบกับใบหน้าของตน เขาร่ำไห้อย่างมากมาย แล้วกล่าวว่า "โปรดรออยู่ที่นี่"
จากนั้นเขาก็เดินจากไป
เมื่อเขาเดินออกไปได้เพียงเล็กน้อย เขาก็ก้มลงสุญูด ด้วยน้ำตานองที่ใบหน้า เขาเริ่มวิงวอนต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา และขอดุอาให้แก่อุมมะฮ์ของมุฮัมมัด เขาวิงวอน ร่ำไห้ และกล่าวว่า "โอ้พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า ท่านนบีอันเป็นที่รักของเรา ได้ส่งฮิรกอฮ์ อัช-ชะรีฟของท่านมากับอุมัรและอาลี มายังบ่าวผู้อ่อนแอและยากไร้ของพระองค์ ทั้งที่ข้าพเจ้าไม่สมควรได้รับสิ่งนี้ ท่านกล่าวให้ข้าพเจ้าขอดุอาให้แก่อุมมะฮ์ผู้เปี่ยมด้วยบาปของท่าน โอ้พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า ด้วยเกียรติของฮิรกอฮ์อันทรงเกียรติผืนนี้ ด้วยเกียรติของท่านนบีอันเป็นที่รักของเรา ขอพระองค์ทรงอภัยโทษให้แก่อุมมะฮ์ของมุฮัมมัดทั้งหมดด้วยเถิด… โปรดอภัยโทษเถิด โอ้อัลลอฮฺของข้าพเจ้า โปรดอภัยโทษเถิด โอ้อัลลอฮฺของข้าพเจ้า…"
เมื่อเขาได้รับแจ้งว่ามุสลิมผู้มีบาปจำนวนมากได้รับการอภัยโทษแล้ว เขาจึงสวมฮิรกอฮ์อันทรงเกียรตินั้นด้วยความเคารพ
ฮิรกอฮ์ อัช-ชะรีฟผืนนี้ ที่ได้มอบให้แก่วัยส์ อัล-กอรอนี ต่อมาได้ตกไปอยู่กับตระกูลอีรีซานเบย์ ใกล้เมืองวาน และในปี ค.ศ. 1618 ได้ถูกนำไปมอบเป็นของกำนัลแก่สุลต่านอุษมานที่สอง หนึ่งในสุลต่านแห่งจักรวรรดิออตโตมัน ต่อมา สุลต่านอับดุลมะญีด ฮาน ได้โปรดให้สร้าง "มัสยิดฮิรกอฮ์อีชะรีฟ" ขึ้นในเขตฟาติฮ์ เพื่อประดิษฐานฮิรกอฮ์ อัช-ชะรีฟผืนนี้ ฮิรกอฮ์อันประเสริฐนี้ ซึ่งยังคงมีกลิ่นกุหลาบจากผิวกายอันประเสริฐของท่านนบี และมีสีดุจฟองน้ำผึ้งอ่อน ถูกนำออกให้ผู้คนได้เยี่ยมชมทุกปีในเดือนเราะมะฎอนอันประเสริฐ ภายในตู้กระจก
ฮิรกอฮ์อัซซะอาดะฮ์ที่ท่านนบีมอบให้แก่กะอ์บฺ อิบนุ ซุฮัยรฺ
กะอ์บฺ อิบนุ ซุฮัยรฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) เป็นบุตรในตระกูลนักกวี และเขาเองก็เป็นกวีเช่นกัน ในอดีต เขาเคยประพันธ์บทกวีต่อต้านท่านนบีและอิสลาม เมื่อเรื่องนี้ถูกแจ้งแก่ท่านนบี ท่านจึงมีคำสั่งให้สังหารเขาไม่ว่าเขาจะถูกพบที่ใด
พี่ชายของเขา คือ บูญัยรฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) ได้เข้ารับอิสลามมาก่อน และได้เขียนจดหมายถึงเขา แจ้งถึงคำสั่งสังหารนั้น และบอกว่าหากเขาเข้ารับอิสลาม ท่านนบี ผู้เปรียบดังมหาสมุทรแห่งความเมตตา จะให้อภัยแก่เขา เมื่ออ่านจดหมายนั้น กะอ์บฺก็ครุ่นคิด และเริ่มตระหนักถึงความเหลวไหลของการบูชารูปเคารพ ตระหนักถึงความสูงส่งของอิสลาม และความยิ่งใหญ่ของท่านนบี หัวใจของเขาจึงเริ่มได้รับแสงสว่างแห่งทางนำ
"ข้าพเจ้าขอปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่สมควรได้รับการเคารพภักดี นอกจากอัลลอฮฺ และมุฮัมมัดคือบ่าวและรอซูลของพระองค์"
กะอ์บฺ อิบนุ ซุฮัยรฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ)
ในที่สุด เมื่อเขาตัดสินใจเข้ารับอิสลาม เขาก็ออกเดินทางไปยังมะดีนะฮ์อันเรืองรองสว่างไสว เขาได้ประพันธ์บทกวียาวบทหนึ่ง สรรเสริญท่านนบี และกล่าวถึงการกลับใจและการเข้ารับอิสลามของตน เมื่อเขามาถึงมะดีนะฮ์ เขาได้เข้าไปพบท่านรอซูลุลลอฮฺ พร้อมกับสหายคนหนึ่งจากเผ่าญุฮัยนี
ขณะนั้น ท่านนบีกำลังสนทนาอยู่กับบรรดาสหายของท่าน ก่อนที่เขาจะเปิดเผยตัว กะอ์บฺได้กล่าวว่า "โอ้ รอซูลุลลอฮฺ กะอ์บ อิบนุ ซุฮัยรฺ ได้เสียใจต่อสิ่งที่เขาเคยกระทำ และได้เข้ารับอิสลามแล้ว เขามาเพื่อขอการอภัย หากข้าพเจ้าพาเขามาหาท่าน ท่านจะให้อภัยและรับเขาเป็นมุสลิมหรือไม่"
ท่านนบีกล่าวว่า "รับ"
เมื่อเป็นเช่นนั้น กะอ์บฺจึงกล่าวว่า "ข้าพเจ้าขอปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่สมควรได้รับการเคารพภักดี นอกจากอัลลอฮฺ และมุฮัมมัดคือบ่าวและรอซูลของพระองค์"
ท่านนบีถามว่า "เจ้าคือใคร"
เขาตอบว่า "โอ้ รอซูลุลลอฮฺ ข้าพเจ้าคือกะอ์บฺ อิบนุ ซุฮัยรฺ"
มีชายคนหนึ่งจากอันศอรกล่าวว่า "โอ้ รอซูลุลลอฮฺ โปรดอนุญาตให้ข้าพเจ้าตัดศีรษะบุคคลผู้นี้ ผู้ซึ่งเคยต่อต้านท่านด้วยเถิด"
ท่านนบีกล่าวว่า "จงละเว้นเถิด เขามาในสภาพของผู้กลับใจ และได้หันกลับสู่สัจธรรมแล้ว"
จากนั้น กะอ์บฺ อิบนุ ซุฮัยรฺ ก็ขับขานบทกวีกอศีดะฮ์อันเลื่องชื่อของเขา ซึ่งกล่าวถึงการเข้ารับอิสลามของตน และกล่าวถึงท่านนบีอันเป็นที่รัก รวมถึงความยิ่งใหญ่และคุณค่าของบรรดาอัศฮาบ กอศีดะฮ์นั้นเริ่มต้นด้วยถ้อยคำว่า
"บาเน็ต สุอาด/ผู้เป็นที่รักเดินจากไป"
และมีความหมายว่า
แท้จริงแล้ว วันหนึ่ง ทุกชีวิตจะถูกหามไปในโลง…
โอ้ รอซูลุลลอฮฺ ข้าพเจ้ามายังสถานอันยิ่งใหญ่ของท่าน เพื่อขอการอภัยโทษ…
การอภัยของท่าน คือสิ่งที่หวังได้มากที่สุด…
คำขออภัยย่อมได้รับการตอบรับ ณ สถานของท่าน…
โปรดเมตตาข้าพเจ้าเถิด โอ้ รอซูลุลลอฮฺ…
โปรดอภัยโทษข้าพเจ้าเถิด โอ้ รอซูลุลลอฮฺ…
แท้จริง รอซูลุลลอฮฺ คือดาบที่ถูกชักออกของอัลลอฮฺ ตะอาลา
จากบรรดาดาบอันคมกล้าของพระองค์ ที่ใช้ขจัดความชั่ว…
และคือแสงนูรที่แผ่รัศมีแห่งทางนำ และชี้ทางอันเที่ยงตรง…
ท่านนบีได้ให้อภัยแก่เขา และเมื่อกะอ์บกล่าวมาถึงบทร้อยกรองที่ว่า
"อินนาร-รอซูละ ละนูรุน ยุสตะฎออุ บิฮี
มุฮัมมะดุน มิน ซุยูฟิลลาฮิ มัสลูลุ"
"แท้จริง รอซูลุลลอฮฺคือแสงนูร ผู้คนได้รับทางนำจากท่าน
และท่านคือหนึ่งในดาบของอัลลอฮฺ ตะอาลาที่ถูกชักออกมาแล้ว"
ผู้นำแห่งสองโลก ฟัคร์ อัล-อาลัม มุฮัมมัด มุสตอฟา ได้นำ ฮิรกอฮ์ซะอาดะฮ์ ออกจากบ่าของท่าน และสวมให้แก่กะอ์บฺ อิบนุ ซุฮัยร64
ในสมัยที่มุอาวียะฮ์เป็นคอลีฟะฮ์ เขาได้ส่งสารถึงกะอ์บฺ อิบนุ ซุฮัยรฺ กล่าวว่า "จงขายเสื้อคลุมของรอซูลุลลอฮฺให้แก่เราเถิด"
พร้อมทั้งส่งเงินจำนวนหนึ่งหมื่นดิรฮัมมาให้ กะอ์บฺ อิบนุ ซุฮัยรฺ ปฏิเสธคำขอของมุอาวียะฮ์ โดยกล่าวว่า "ฉันไม่อาจยอมให้ผู้อื่นเหนือกว่าฉันในการสวมฮิรกอฮ์ของรอซูลุลลอฮฺ"
เมื่อกะอ์บฺ อิบนุ ซุฮัยร์ เสียชีวิต มุอาวียะฮ์ได้ซื้อฮิรกอฮ์ผืนนั้นจากบุตรชายของกะอ์บฺ ด้วยเงินสองหมื่นดิรฮัม ฮิรกอฮ์อันประเสริฐที่ท่านนบีมอบให้แก่กะอ์บฺ อิบนุ ซุฮัยรฺนี้ ได้สืบทอดต่อกันมาจากคอลีฟะฮ์สู่คอลีฟะฮ์
หลังการล่มสลายของราชวงศ์อุมัยยะฮ์ ฮิรกอฮ์ผืนนี้ถูกซื้อโดยคอลีฟะฮ์อับบาซียะฮ์ท่านแรก คือ อบูล-อับบาส ซัฟฟาห์ อิบนุ อับดุลลอฮฺ อิบนุ มุฮัมมัด ด้วยเงินสามร้อยดีนาร คอลีฟะฮ์จะสวมฮิรกอฮ์ผืนนี้ในวันอีด และราชวงศ์อับบาซียะฮ์ได้นำมันติดตัวไปยังอียิปต์ เมื่อยาวูซ สุลต่าน เซลิม ฮาน พิชิตอียิปต์และขึ้นเป็นคอลีฟะฮ์ ฮิรกอฮ์อันประเสริฐนี้ก็ได้เป็นหนึ่งใน "โบราณวัตถุอันศักดิ์สิทธิ์" ที่ถูกอัญเชิญจากอียิปต์มายังอิสตันบูล ปัจจุบัน ผู้คนสามารถเข้าเยี่ยมชมได้ ณ ห้องฮิรกอฮ์ซะอาดะฮ์ ในพระราชวังโทพคาปี
ฮิรกอฮ์อันประเสริฐนี้ทำจากผ้าขนสัตว์สีดำ ยาว 124 เซนติเมตร แขนกว้าง ด้านในบุด้วยผ้าขนสัตว์สีครีม ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าหลายชั้น และเก็บรักษาไว้ในหีบทองคำซึ่งเปิดจากด้านบนที่สร้างขึ้นโดยสุลต่านมุรอดที่สาม หีบอันงดงามนี้ประดับด้วยมรกต เป็นงานหัตถศิลป์ที่หาที่เปรียบมิได้ บนหีบมีจารึกว่า "ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮ์ วะมา อัรซัลนากะ อิลลา เราะห์มะตัน ลิล-อาละมีน ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮ์ อัล-มะลิก อัล-ฮักก์ อัล-มุบีน มุฮัมมะดุน รอซูลุลลอฮฺ อัศ-ศอดิก อัล-วะอ์ด อัล-อะมีน"
ที่นอนของท่านนบี
ฟูกที่ท่านนบีนอนทำจากหนัง และยัดด้วยใยอินทผลัม ท่านและภรรยานอนร่วมกันบนฟูกนั้น หมอนที่ท่านหนุนศีรษะก็ทำจากหนังและยัดด้วยใยอินทผลัมเช่นกัน
ท่านนบีไม่ให้ความสำคัญกับโลกนี้และสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในโลก
อับดุลลอฮฺ อิบนุ มัสอูด เล่าว่า ผู้นำแห่งสากลโลกเคยนอนบนเสื่อฟาง และเสื่อนั้นทิ้งรอยไว้ที่สีข้างของท่าน เมื่อท่านตื่นขึ้น ฉันได้ลูบสีข้างของท่านและกล่าวว่า "ขอให้พ่อแม่ของข้าพเจ้าได้สละชีพเพื่อท่าน โอ้ รอซูลุลลอฮฺ หากท่านบอกแก่เรา เราก็จะปูบางสิ่งบางอย่างบนเสื่อเพื่อปกป้องท่าน"
แล้วฉันก็เสนอว่า "เราจะจัดที่นอนนุ่ม ๆ ให้ท่านดีหรือไม่"
ผู้นำแห่งสากลโลกกล่าวว่า "ฉันจะต้องการอะไรจากสิ่งของทางโลกเล่า สภาพของฉันในโลกนี้ก็เหมือนคนขี่พาหนะ ที่พักอยู่ใต้ร่มไม้ชั่วครู่ แล้วก็ลุกขึ้นออกเดินทางต่อไป"65
ท่านหญิงอาอิชะฮ์เล่าว่า สตรีคนหนึ่งจากเผ่าอันศอรมาหาฉัน เมื่อเธอเห็นที่นอนของรอซูล เธอก็กลับไปและส่งที่นอนที่ยัดด้วยขนสัตว์มาให้
"รอซูลุลลอฮฺจะให้ถอดแหวนที่ทำจากทองคำและเหล็กออก แต่ไม่ให้ถอดแหวนที่ทำจากเงิน"
อัมรฺ อิบนุ ชุอัยบ์ (รอฎิยัลลอฮุอันฮุ)
เมื่อรอซูลกลับมาหาฉัน ท่านถามว่า "นี่คืออะไร"
ฉันตอบว่า "โอ้ รอซูลุลลอฮฺ สตรีคนหนึ่งจากอันศอรได้มาเยี่ยมฉัน เมื่อเธอเห็นที่นอนของท่าน เธอก็กลับไปและส่งที่นอนนี้มาให้"
ท่านกล่าวว่า "จงส่งมันกลับไปให้นางทันที"
แต่ฉันไม่ได้ส่งกลับ เพราะฉันชอบที่จะมีมันไว้ในบ้านของฉัน รอซูลกล่าวคำเดิมซ้ำถึงสามครั้ง ในที่สุดท่านกล่าวว่า "ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ โอ้ อาอิชะฮ์ หากฉันประสงค์ อัลลอฮฺย่อมทำให้ภูเขาทองและภูเขาเงินเคลื่อนที่ตามฉันได้เลย"66
เบาะของท่านประกอบด้วยผ้าเนื้อหยาบสองผืน
คืนหนึ่ง เมื่อท่านมาหาฉัน ฉันได้พับผ้าหยาบนั้นให้แคบลง และท่านก็นอนบนมัน จากนั้นท่านถามว่า "โอ้ อาอิชะฮ์ เหตุใดที่นอนของฉันคืนนี้จึงไม่เหมือนเดิม"
ฉันตอบว่า "โอ้ รอซูลุลลอฮฺ ฉันพับมันให้แคบลงเพื่อท่าน"
ท่านกล่าวว่า "จงทำให้มันกลับสู่สภาพเดิม"67
ท่านหญิงอาอิชะฮ์เล่าอีกว่า สำหรับชาวกุร็อยช์ ไม่มีสิ่งใดน่ารื่นรมย์ไปกว่าการนอนบนเตียงในมักกะฮฺ เมื่อรอซูลมาถึงมะดีนะฮ์และพำนักอยู่ที่บ้านของอบู อัยยูบ ท่านถามว่า "โอ้ อบู อัยยูบ เจ้ามีเตียงหรือไม่"
อบู อัยยูบตอบว่า "ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ฉันไม่มีเตียงเลย"
เมื่อซะอ์ด อิบนุ ซุรอเราะฮ์ จากอันศอรได้ยินเรื่องนี้ เขาจึงส่งเตียงมาให้รอซูล โดยโครงทำจากไม้สนสีดำ และปูด้วยเสื่อทอจากใยลินิน
รอซูลนอนบนเตียงนั้นจนกระทั่งย้ายเข้าเรือนของตน และนอนบนเตียงนั้นจนถึงวาระสุดท้าย เมื่อท่านรอซูลถูกชำระร่างกายและห่อศพ ร่างของท่านถูกวางบนเตียงนี้ และมีการละหมาดญะนาซะฮ์ขณะที่ท่านอยู่บนเตียงนั้น ผู้คนมักขอใช้เตียงนี้เพื่อหามศพของผู้ล่วงลับ และจะได้รับความจำเริญจากมัน ร่างของอบูบักร และอุมัรก็ถูกหามบนเตียงนี้เช่นกัน
ท่านหญิงอาอิชะฮ์กล่าวว่า "ท่านรอซูลมีเสื่อผืนหนึ่ง ซึ่งท่านใช้ละหมาดในยามค่ำคืน และในเวลากลางวันก็ปูลงบนพื้นเพื่อให้นั่งสนทนากับผู้คน"68
แหวนของท่านนบี
ท่านนบีอธิบายว่า สำหรับบุรุษ อนุญาตให้สวมได้เฉพาะแหวนเงินเท่านั้น ส่วนแหวนที่ทำจากทองคำ เหล็ก หรือทองเหลือง เป็นสิ่งต้องห้าม และจนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายของท่าน ท่านสวมเฉพาะแหวนเงินเท่านั้น
ท่านนบีสวมแหวนที่มือขวา และก็เคยปรากฏว่าท่านสวมที่มือซ้ายเช่นกัน อนุญาตให้สวมแหวนได้ทั้งมือขวาและมือซ้าย แหวนควรสวมที่นิ้วก้อย หรือที่นิ้วนาง การสวมแหวนในวันอีดเป็นสิ่งที่น่าปรารถนาสำหรับทุกคน และการสวมแหวนเพื่อโอ้อวดหรืออวดอ้างเป็นสิ่งต้องห้าม
ในบรรดาของกำนัลที่นัจญาชี อะชะมะฮ์ ส่งมอบให้แก่ท่านนบี มีแหวนทองคำวงหนึ่ง ประดับด้วยอัญมณีจากอะบิสสิเนีย ท่านนบีได้เรียกอุมามะฮ์ ซึ่งเป็นหลานสาวของอบู อัล-อาศ แล้วกล่าวกับนางว่า "โอ้ลูกหญิงเอ๋ย จงสวมแหวนวงนี้เถิด"69
วันหนึ่ง นุอ์มาน อิบนุ บะชีร มาหาท่านนบี โดยเขาสวมแหวนทองคำอยู่ที่นิ้วมือ ท่านนบีกล่าวว่า "เหตุใดเจ้าจึงนำเครื่องประดับของญันนะฮ์มาใช้ ก่อนที่เจ้าจะเข้าไปในญันนะฮ์"
จากนั้นเขาเปลี่ยนไปใช้แหวนเหล็ก เมื่อท่านนบีเห็นเช่นนั้น ท่านกล่าวว่า "เหตุใดเจ้าจึงพกพาของจากญะฮันนัม"
เขาจึงถอดออก แล้วเปลี่ยนไปสวมแหวนทองเหลือง เมื่อท่านนบีเห็น ก็กล่าวว่า "เหตุใดฉันจึงได้กลิ่นรูปเคารพจากเจ้า"
เขาจึงถามว่า "โอ้ รอซูลุลลอฮฺ ข้าพเจ้าควรใช้แหวนชนิดใด"
ท่านนบีตอบว่า "เจ้าสามารถสวมแหวนเงินได้ น้ำหนักไม่ควรเกินหนึ่งมิษกอล (ประมาณ 4.8 กรัม) และจงสวมที่มือขวา"
อัมรฺ อิบนุ ชุอัยบ์ กล่าวว่า "รอซูลุลลอฮฺจะให้ถอดแหวนที่ทำจากทองคำและเหล็กออก แต่ไม่ให้ถอดแหวนที่ทำจากเงิน"
เมื่อท่านนบีประสงค์จะส่งจดหมายไปถึงกษัตริย์เปอร์เซีย ไกซัรแห่งไบแซนไทน์ และนัจญาชีแห่งแอะบิสสิเนีย มีผู้กล่าวแก่ท่านว่า "โอ้ รอซูลุลลอฮฺ พวกเขาจะไม่อ่านจดหมาย หากไม่มีตราประทับ"
ด้วยเหตุนี้ ท่านนบีจึงทำแหวนเงินวงหนึ่ง โดยสลักคำว่า "มุฮัมมะดุน รอซูลุลลอฮฺ" ไว้เป็นสามบรรทัด
อักษรที่สลักบนแหวนตรานั้น จากบนลงล่าง มีสามบรรทัด คือ
"อัลลอฮฺ" บรรทัดหนึ่ง
"รอซูล" บรรทัดหนึ่ง
"มุฮัมมัด" บรรทัดหนึ่ง
อัญมณีบนแหวนเงินของท่านนบีเป็นหินจากแอะบิสสิเนีย70 และมีรายงานอีกว่า ส่วนหัวของแหวนเงินนั้นทำจากเงินเช่นกัน
อัมรฺ อิบนุ ซะอีด เคยมาหาท่านนบี เมื่อท่านนบีเห็นแหวนที่เขาสวมอยู่ ท่านถามว่า
"แหวนที่อยู่ในมือของเจ้าคืออะไร"
อัมรฺ อิบนุ ซะอีด ตอบว่า "โอ้ รอซูลุลลอฮฺ นี่คือแหวนที่ข้าพเจ้าทำมันขึ้นมาเอง"
ท่านนบีถามว่า "สลักว่าอะไร"
เขาตอบว่า "มุฮัมมะดุน รอซูลุลลอฮฺ"
ท่านนบีกล่าวว่า "ขอดูหน่อยเถิด"
ท่านรับแหวนมา และเริ่มใช้มันเป็นตราประทับส่วนตัว พร้อมทั้งห้ามไม่ให้ผู้อื่นสลักคำว่า "มุฮัมมะดุน รอซูลุลลอฮฺ" บนแหวนของตน71
ท่านนบีถึงวาระสุดท้ายของชีวิตในขณะที่แหวนตรานี้ยังอยู่บนนิ้วของท่าน
ท่านนบีจะหันหัวแหวนเข้าด้านฝ่ามือของท่าน
ก่อนเข้าห้องส้วม ท่านจะถอดแหวนออกจากนิ้วของท่าน
หลังจากท่านนบีเสียชีวิต แหวนตรานี้ได้ถูกสวมต่อโดยอบูบักร ต่อมาโดยอุมัร และหลังจากอุมัร ก็เป็นอุษมาน วันหนึ่ง ในสมัยคอลีฟะฮ์ของอุษมาน ขณะที่เขานั่งอยู่ใกล้ขอบบ่อน้ำที่เรียกว่าอีริส แหวนวงนี้ได้หล่นลงไปในบ่อ แม้จะสูบน้ำออกจนหมด และมีผู้ค้นหานานถึงสามวัน ก็ไม่อาจพบแหวนอันประเสริฐวงนี้ได้เลย72
การสลักอักษรบนหัวแหวนได้ดำเนินต่อมา หลังจากยุคของท่านนบี
บนแหวนของอบูบักร สลักว่า "นิอ์มัล กอดิร อัลลอฮฺ" (อัลลอฮฺคือผู้ทรงเดชานุภาพอย่างงดงามยิ่ง)
"จงทำการละหมาดโดยสวมรองเท้า เพื่อที่พวกเจ้าจะไม่เหมือนชาวยิว"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
บนแหวนของอุมัร สลักว่า "กะฟา บิล-เมาตฺ วาอิซัน ยา อุมัร" (ความตายเพียงพอแล้วที่จะตักเตือน โอ้ อุมัร)
บนแหวนของอุษมาน สลักว่า "ละนัศบิร็อนนะ" (เราจะอดทนอย่างแน่นอน)
บนแหวนของอาลี สลักว่า "อัล-มุลกุ ลิลลาฮ์" (อำนาจการครอบครองเป็นของอัลลอฮฺ ตะอาลา เท่านั้น)
บนแหวนของฮะซัน สลักว่า "อัล-อิซซะตุ ลิลลาฮ์" (เกียรติและความยิ่งใหญ่เป็นของอัลลอฮฺ ตะอาลา)
บนแหวนของมุอาวียะฮ์ สลักว่า "ร็อบบิฆฟิรลี" (โอ้พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า โปรดอภัยโทษแก่ข้าพเจ้าด้วย)
บนแหวนของอิบนุ อบี ลัยลา สลักว่า "อัด-ดุนยา เฆาะรูร" (โลกนี้นั้นหลอกลวง)
บนแหวนของอิมาม อัล-อะอ์ซอม อบู ฮะนีฟะฮ์ สลักว่า "กุลิล-ค็อยรฺ วะอิลลา ฟัศกุต" (จงกล่าวสิ่งที่ดี มิฉะนั้นก็จงนิ่งเสีย)
บนแหวนของอิมาม อบู ยูซุฟ สลักว่า "มัน อะมิล บิเราะอ์ยิฮี นะดิมะ" (ผู้ที่กระทำตามความเห็นของตนเองจะต้องเสียใจ)
บนแหวนของอิมาม มุฮัมมัด สลักว่า "มัน ศอบะเราะ ซอฟิเราะ" (ผู้ที่อดทน ย่อมได้รับชัยชนะ)
บนแหวนของอิมาม อัช-ชาฟิอี สลักว่า "อัล-บะรอกะตุ ฟิล กอนาอะฮ์" (ความจำเริญอยู่ในการพอใจ)
พวกเขาใช้แหวนเหล่านี้เป็นตราประทับของตน
นักช์ อัล-กอดัม ของท่านนบี
นักช์ อัล-กอดัม อัช-ชะรีฟ คือรอยเท้าอันประเสริฐของท่านนบีมุฮัมมัด
หนึ่งในมุอ์ญิซาตของท่านนบีคือ เมื่อท่านเหยียบลงบนพื้นผิวนุ่ม เช่น ทราย รอยเท้าจะไม่ปรากฏ แต่เมื่อท่านเหยียบลงบนพื้นผิวแข็ง เช่น หิน รอยเท้าจะปรากฏขึ้น
หินและแผ่นหินอ่อนบางส่วนที่ท่านเหยียบและทิ้งรอยไว้ ได้รับการเก็บรักษาเป็นโบราณวัตถุ และถ่ายทอดดูแลจากคนสู่คน เพื่อความเป็นมงคลตลอดหลายศตวรรษ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาผู้นำรัฐและบรรดาสุลต่านของมุสลิม ได้ให้เก็บรักษาโบราณวัตถุอันประเสริฐเหล่านี้ไว้ในสถานที่สำคัญ และได้เข้าเยี่ยมชม รวมทั้งเปิดให้ผู้อื่นเข้าเยี่ยมชมด้วย
นักช์ อัล-กอดัม อัช-ชะรีฟ ที่เป็นที่รู้จักและได้รับการเก็บรักษาไว้ มีดังต่อไปนี้
รูปทรงของนะอ์ลัยน์ อัช-ชะรีฟ ของท่านนบี
นักช์ อัล-กอดัม อัช-ชะรีฟ ในสุสานของฟาเตห์ ข่าน บุตรของฟีรูซ ชาห์ ตุฆลัก ในประเทศอินเดีย
รอยเท้าอันประเสริฐสองรอย ในสุสานของกอยต์เบย์ ณ กรุงไคโร
รอยเท้าอันประเสริฐสองรอย ในมัสยิดอัษรฺ อัน-นะบี ณ กรุงไคโร
รอยเท้าข้างขวาอันประเสริฐ ในสุสานของคอลิด อิบนุ ซัยด์ อบู อัยยูบ อัล-อันศอรี (อัยยูบ สุลต่าน) ณ อิสตันบูล รอยเท้านบีนี้ถูกอัญเชิญมาจากพระราชวังมายังสุสาน ตามพระบัญชาของสุลต่านมะฮ์มูด ฮาน ที่หนึ่ง ในปี ค.ศ. 1734
รอยเท้าอันประเสริฐสองรอย ซึ่งเก็บไว้ในตู้บนผนังฝั่งมัสยิดใหม่ ภายในสุสานของอับดุลฮะมีด ฮาน ที่หนึ่ง
รอยเท้าอันประเสริฐสองรอยบนแผ่นหิน ซึ่งเก็บรักษาไว้ในตู้ที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษ บนผนังของสุสานสุลต่านมุสตอฟา ฮาน ที่สาม ณ ลาเลลี อิสตันบูล
รอยเท้าในห้องโบราณวัตถุศักดิ์สิทธิ์ ณ พระราชวังโทพคาปี อิสตันบูล
ภายในห้องฮิรกอฮ์ซะอาดะฮ์ของพระราชวังโทพคาปี มีนักช์ อัล-กอดัม อัช-ชะรีฟ ทั้งหมดหกรอย สี่รอยเป็นหิน และอีกสองรอยเป็นอิฐ หนึ่งในนั้นคือรอยเท้าบนแผ่นหินที่ท่านนบีเหยียบเมื่อขึ้นสู่เมียะอ์รอจ และได้รับการเก็บรักษาไว้ในตู้ภายในห้องฮิรกอฮ์ซะอาดะฮ์ อาคารที่รู้จักกันในชื่อกุบะตุศ-ศ็อคเราะฮ์ ถูกสร้างขึ้นบนแผ่นหินอันประเสริฐนี้ ซึ่งท่านนบีเหยียบเมื่อขึ้นสู่เมียะอ์รอจ
นักช์ อัล-กอดัม อัช-ชะรีฟ เหล่านี้ ได้รับการเก็บรักษาไว้ในสถานที่ต่าง ๆ เป็นเวลาหลายศตวรรษ ก่อนจะถูกย้ายมายังสถานที่ปัจจุบัน และในที่สุดก็ถูกรวบรวมและประดิษฐานไว้ ณ ที่ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน รอยเท้าที่แท้จริงเหล่านี้ได้รับการเยี่ยมชมเพื่อความเป็นมงคล
กอดัม อัช-ชะรีฟ และสุลต่านอะห์มัด ฮาน ที่หนึ่ง
สุลต่านอะห์มัด ฮาน ที่หนึ่ง แห่งออตโตมัน ผู้ขึ้นครองราชย์เมื่ออายุสิบสามปี และถึงแก่อสัญกรรมเมื่ออายุยี่สิบแปดปี เป็นผู้เปี่ยมด้วยความศรัทธาต่ออิสลาม และมีความรักอย่างสุดหัวใจต่อรอซูลุลลอฮฺ
สุลต่านอะห์มัด ฮาน ที่หนึ่ง ได้เขียนบทกวีนิพนธ์ภายใต้นามปากกา "บัคตี" และ "อะห์มะดี" ได้มีคำสั่งให้ทำเครื่องยอดประดับอัญมณีในรูปของนักช์ อัล-กอดัม อัช-ชะรีฟ และตรงกลางได้จารึกบทกวีที่ท่านแต่งขึ้นเอง ด้วยอักษรทองบนพื้นเคลือบสีน้ำเงิน มีความว่า
หากข้าพเจ้าจะได้อัญเชิญไว้บนศีรษะดุจมงกุฎของข้าพเจ้าเสมอ
กอดัมอันบริสุทธิ์ของหะฎอรัตนั้น ผู้เป็นชาห์แห่งรอซูลทั้งหลาย
เจ้าของกอดัมนี้ คือกุหลาบแห่งสวนของบรรดานบี
โอ้ อะห์มัด จงก้าวไปเถิด แล้วลูบใบหน้าของเจ้ากับกอดัมของกุหลาบนั้น
สุลต่านอะห์มัด ที่หนึ่ง (บัคตี)
สุลต่านอะห์มัด ฮาน ที่หนึ่ง จะสวมเครื่องยอดนี้บนศีรษะในวันศุกร์ วันอีด และวันอันเป็นมงคลต่าง ๆ
อัยนตาบี เมห์เหม็ด มุนีบ เอฟเฟนดี ได้เขียนหนังสือชื่อ อาซารุ้ล-ฮิกัม ฟี นักช์ อัล-กอดัม ซึ่งกล่าวถึงการค้นพบรอยกอดัม อัช-ชะรีฟ และการนำไปประดิษฐานไว้ในสุสานของสุลต่านอับดุลฮะมีด ฮาน ที่หนึ่ง
สุลต่านอะห์มัด ฮาน ได้คัดลอกบทกวีนี้ด้วยลายมือของท่านเอง และส่งมอบให้แก่ชัยคฺ อะซีซ มะห์มูด ฮุดายี เอฟเฟนดี
นอกจากนี้ ท่านยังให้วาดบทกวีนี้ลงบนแผ่นป้าย และแขวนไว้ด้านหน้าบัลลังก์ แผ่นป้ายที่มีบทกวีนี้ยังคงแขวนอยู่ในมัสยิดสุลต่านอะห์มัดจนถึงปัจจุบัน
นะอ์ลัยน์ อัช-ชะรีฟ ของท่านนบี
รองเท้าแตะในปัจจุบันแตกต่างจากรองเท้าที่ใช้ในสมัยของท่านนบี รองเท้าในยุคนั้นมีพื้นทำจากหนัง ด้านบนเปิด และมีสายรัด รอซูลุลลอฮฺและบรรดาอัศฮาบจะละหมาดโดยสวมรองเท้าแตะที่ใช้เดินตามถนน รองเท้าเหล่านั้นสะอาด และพื้นของมัสยิดนะบะวีก็เป็นทราย ไม่มีผู้ใดเข้าไปด้วยรองเท้าที่สกปรก
ในหะดีษบทหนึ่ง กล่าวว่า "จงละหมาดโดยสวมรองเท้า เพื่อที่พวกเจ้าจะไม่เหมือนชาวยิว"
แม้แต่ภาพของนะอ์ลัยน์ อัซ-ซะอาดะฮ์ ก็เชื่อกันว่าเป็นสาเหตุแห่งความจำเริญ และมักแขวนไว้ในบ้านและสถานที่ทำงาน ในห้องฮิรกอฮ์ซะอาดะฮ์ นอกจากนะอ์ลัยน์ อัซ-ซะอาดะฮ์แล้ว ยังมีแบบจำลองที่ทำจากโลหะและไม้จัดแสดงอยู่ด้วย
เจ็ดสิ่งที่ท่านนบีพกติดตัว
เมื่อท่านนบีออกเดินทาง ท่านจะนำหวี กระจก มิสวาก น้ำมันกุหลาบ ผงแร่อิษมิด และกรรไกรติดตัวไปด้วย และจะเก็บสิ่งเหล่านี้ไว้กับตนเสมอ ไม่ว่าจะอยู่ระหว่างการเดินทางหรือพำนักอยู่
ท่านหญิงอาอิชะฮ์กล่าวว่า "สำหรับการออกศึกสงคราม ฉันจะเตรียมน้ำมันกุหลาบ หวี กระจก กรรไกรสองเล่ม กล่องผงแร่ และมิสวากของรอซูล"
และท่านหญิงอาอิชะฮ์ยังกล่าวอีกว่า "รอซูลจะพกสิ่งทั้งเจ็ดนี้ติดตัว ไม่ว่าจะเดินทางหรือพำนักอยู่ ได้แก่ 1. ขวดน้ำมันกุหลาบ 2. หวี 3. กระจก 4. กล่องบรรจุผงแร่อิษมิด 5. มิสวาก 6. กรรไกรสองเล่ม 7. กระดูกสำหรับแสกผม"73
ไม้เท้าและไม้ค้ำพยุงของท่านนบี
ขณะท่านนบีกล่าวคุฏบะฮ์ในวันศุกร์ ท่านจะ ยืนกล่าวโดยอาศัยไม้เท้าหรือคันธนูช่วยพยุงและในยามเดินทาง ท่านก็จะกล่าวคุฏบะฮ์โดย ใช้คันธนูค้ำยันไว้เช่นกัน
ท่านนบีกล่าวว่า การอาศัยไม้เท้าเป็นหนึ่งในแบบอย่างของบรรดานบี และท่านเองก็ยืนโดยใช้ไม้เท้าค้ำอยู่เสมอ พร้อมทั้งแนะนำให้ปฏิบัติเช่นนั้น
ในสมัยคิลาฟะฮ์ของมุอาวียะฮ์ อิบนุ อบี ซุฟยาน (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา) ไม้เท้าของท่านนบีอยู่กับสะอ์ดฺ อัล-กอร็อซ ในปีที่ห้าสิบแห่งฮิจเราะฮ์ มุอาวียะฮ์ อิบนุ อบี ซุฟยาน เดินทางมาทำฮัจญ์ และมีความประสงค์จะย้ายมิมบัรจากมัสยิดของท่านนบีไปยังเมืองดามัสกัส อีกทั้งได้ขอไม้เท้าที่อยู่กับสะอ์ด อัล-กอร็อซด้วย
ญาบิร อิบนุ อับดุลลอฮฺ และอบู ฮุร็อยเราะฮ์ ได้ไปบอกแก่เขาว่า "โอ้ อะมีรุลมุอ์มินีน การย้ายมิมบัรของรอซูลุลลอฮฺออกจากที่ที่ตั้งอยู่ และการนำไม้เท้าของท่านไปยังดามัสกัสนั้น ย่อมไม่เป็นการเหมาะสม"
เช่นนั้น มุอาวียะฮ์จึงละความตั้งใจนั้น และกล่าวขออภัย
วันหนึ่ง ท่านนบีได้พา อับดุลลอฮฺ อิบนุ อุนัยส์ ออกจากมัสยิดไปยังบ้านของท่าน แล้วมอบไม้เท้าให้แก่เขา พร้อมกล่าวว่า "จงเก็บไม้เท้านี้ไว้กับตัวของเจ้าเถิด โอ้ อับดุลลอฮฺ อิบนุ อุนัยส์"
เมื่ออับดุลลอฮฺ อิบนุ อุนัยส์ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) ออกไปอยู่ท่ามกลางผู้คนพร้อมกับไม้เท้านั้น ก็มีผู้ถามเขาว่า "ไม้เท้านี้คืออะไร"
เขาตอบว่า "รอซูลุลลอฮฺเป็นผู้มอบให้แก่ฉัน และสั่งให้ฉันเก็บมันไว้กับตัว" พวกเขาจึงกล่าวแก่อับดุลลอฮฺ อิบนุ อุนัยส์ว่า "ท่านควรกลับไปหารอซูลุลลอฮฺ อะลัยฮิส-
"นะอ์ลัยน์ของอัล-มุสตอฟา
ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือน
จากนะอ์ลัยน์นั้น หัวใจได้รับความสงบ
และดวงตาได้รับซึ่งนูร"
ยูซุฟ นับฮานี (เราะหฺมะตุลลอฮิอะลัยฮ์)
นะอ์ลัยน์ อัช-ชะรีฟ
นะอ์ลัยน์ของรอซูลุลลอฮฺ
ยกสูงจนถึงฟากฟ้า
สรรพสิ่งทั้งมวล
อยู่ภายใต้ร่มเงาของท่าน
มูซาถูกแจ้งว่า
"จงถอดนะอ์ลัยน์ของเจ้า" บนภูเขาฏูร
แต่ท่านนบีกลับได้รับคำสั่ง
ให้สวมมันไว้ แม้ยืนอยู่เหนืออะรัช
นี่คือรูปทรงของนะอ์ลัยน์
แห่งรอซูลผู้สูงส่ง
แม้ดวงดาวเอง
ก็ใฝ่ปรารถนาจะเป็นผืนดินใต้ย่างก้าวของท่าน
ชาวฟากฟ้าทั้งเจ็ด
ต่างเฝ้าถวิลหา
มงกุฎของบรรดาสุลต่าน
ยังอิจฉาในเกียรตินั้น
นะอ์ลัยน์ของอัล-มุสตอฟา
ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือน
จากนะอ์ลัยน์นั้น หัวใจได้รับความสงบ
และดวงตาได้รับซึ่งนูร
จงให้ความเคารพอย่างยิ่ง
ต่อรูปของนะอ์ลัยน์นี้
เพราะทุกศีรษะ
ล้วนปรารถนาจะอยู่ใต้พื้นของมัน
เมื่อทุกหนแห่ง
เต็มไปด้วยภัยพิบัติและความวิบัติ
นะอ์ลัยน์ อัช-ชะรีฟ
คือป้อมปราการอันปลอดภัยของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าอยู่ภายใต้การคุ้มครอง
ในป้อมอันมั่นคงนี้
มันปกป้องข้าพเจ้า
ยามที่ข้าพเจ้าขอพึ่งพิง
ด้วยการรับใช้รูปของนะอ์ลัยน์
หัวใจจึงใฝ่ปรารถนา
จะได้ดำรงอยู่ใต้ร่มเงาของมัน
ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
อิบนุ มัสอูด
ได้รับความโปรดปรานในการรับใช้นะอ์ลัยน์นั้น
ส่วนความปีติของข้าพเจ้า
มีเพียงการได้อยู่กับแบบจำลองของมันเท่านั้น
ยูซุฟ นับฮานี
"นะอ์ลัยน์ของอัล-มุสตอฟา
ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือน
จากนะอ์ลัยน์นั้น หัวใจได้รับความสงบ
และดวงตาได้รับซึ่งนูร"
ยูซุฟ นับฮานี (เราะหฺมะตุลลอฮิอะลัยฮ์)
"นะอ์ลัยน์ของอัล-มุสตอฟา
ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือน
จากนะอ์ลัยน์นั้น หัวใจได้รับความสงบ
และดวงตาได้รับซึ่งนูร"
ยูซุฟ นับฮานี (เราะหฺมะตุลลอฮิอะลัยฮ์)
รูปทรงของนะอ์ลัยน์ อัช-ชะรีฟ ของท่านนบี
สลาม และถามท่านว่าเหตุใดจึงมอบไม้เท้านี้ให้แก่ท่าน"
อับดุลลอฮฺ อิบนุ อุนัยส์จึงไปพบท่านนบี และถามว่า "โอ้ รอซูลุลลอฮฺ เหตุใดท่านจึงมอบไม้เท้านี้ให้แก่ฉัน"
ท่านนบีกล่าวว่า "นี่คือสัญลักษณ์ระหว่างเราทั้งสองในวันกิยามะฮ์ ในวันนั้น จะมีผู้คนเพียงน้อยนิดเท่านั้นที่ได้ค้ำไม้เท้าอยู่ในญันนะฮ์ และเจ้าจะเป็นหนึ่งในผู้ที่ค้ำไม้เท้านี้ในญันนะฮ์"
อับดุลลอฮฺ อิบนุ อุนัยส์จึงเก็บไม้เท้านี้ไว้กับตัวคู่กับดาบของเขาเสมอ และไม่เคยแยกจากมันเลย ครั้นเมื่อเขาล้มป่วยใกล้เสียชีวิต เขาได้กำชับแก่ครอบครัวว่า ให้ใส่ไม้เท้านี้ไว้ในผ้ากะฝั่น และฝังไปพร้อมกับเขา ไม้เท้าจึงถูกวางไว้ระหว่างร่างกายของเขากับผ้ากะฝั่น และคำสั่งเสียของเขาก็สำเร็จตามนั้น
ท่านนบีมี มิห์ญัน ซึ่งมีความยาวหนึ่งอัรชิน (ประมาณ 68 เซนติเมตร) หรือยาวกว่านั้นเล็กน้อย มิห์ญันคือไม้เท้าที่ปลายงอ ท่านนบีจะประกอบพิธีอิสติลาม โดยชี้ไปยังหะญัร อัล-อัสวัดด้วยไม้เท้านี้จากระยะไกล และเมื่อท่านขึ้นขี่อูฐ ท่านจะแขวนไม้เท้านี้ไว้ด้านหน้าของท่าน
ท่านนบียังมี มิห์ศ็อรรอฮ์ ซึ่งทำจากกิ่งอินทผลัมแห้ง มีชื่อว่า อุรญูน ไม้เท้าที่ทำจากกิ่งไม้เรียกว่า มิห์ศ็อรรอฮ์ เมื่อท่านนบีเดินทางไปยังบะกีอ์ อัล-ฆ็อรกอด ท่านจะพกไม้เท้านี้ติดตัว อาศัยมันในการพยุงกาย และหมุนเล่นไปมาในมือขณะนั่งอยู่ บางครั้งท่านนบีกล่าวคุฏบะฮ์โดยถือมิห์ศ็อรรอฮ์นี้ด้วย
ท่านนบียังมีไม้เท้าอีกชนิดหนึ่ง เรียกว่า กอดีบ มีชื่อว่า มัมชูก ซึ่งตัดมาจากไม้ภูเขา ครั้งหนึ่ง ขณะที่ท่านอุษมานกำลังกล่าวคุฏบะฮ์อยู่บนมิมบัร โดยถือกอดีบของท่านนบีไว้ ญะฮ์ญะฮ์ อิบนุ สะอีด หรือญะฮ์ญะฮ์ อิบนุ ก็อยส์ ได้เข้ามาและแย่งกอดีบออกจากมือของอุษมาน แล้วหักมันด้วยเข่าของตน ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างพากันตะโกนตำหนิเขา การกระทำนี้ทำให้อัลลอฮฺ ตะอาลาไม่พอพระทัย และพระองค์ทรงประทานโรคที่เรียกว่า อะกีละฮ์ (โรคคันอย่างรุนแรง) แก่เขาที่มือหรือเข่า และไม่นานเกินหนึ่งปีหลังจากการเป็นชะฮีดของ อุษมาน ญะฮ์ญะฮ์ก็เสียชีวิตลงด้วยอาการคันเหล่านั้น
ดาบของท่านนบี
ท่านนบีมีดาบทั้งหมดเก้าเล่ม
มะอ์ซูร เป็นดาบที่ท่านได้รับสืบทอดมาจากบิดา และดาบเล่มนี้อยู่กับท่านนบีในช่วงการอพยพไปยังเมืองมะดีนะฮ์74
อับด์ ซะอ์ด อิบนุ อุบาดะฮ์ ได้มอบดาบเล่มนี้แก่ท่านนบีเป็นของขวัญ และท่านได้นำดาบเล่มนี้ติดตัวไปในสงครามบัดรฺ
ซุลฟิกอร เป็นดาบของผู้ตั้งภาคีจากเผ่ากุร็อยช์ คือ มุนับบิฮ์ อิบนุ ฮัจญาจ หรืออาศ อิบนุ มุนับบิฮ์ และถูกยึดมาเป็นของเชลยศึกในสงครามบัดร ต่อมาท่านนบีได้มอบดาบซุลฟิกอรให้แก่อาลี
ส่วนหัวด้ามของดาบ รวมถึงห่วงและโซ่ของสายสะพาย ทำด้วยเงิน75
หลังจากท่านนบีเสียชีวิต อับบาสได้ร้องขอต่ออบูบักร โดยแสดงความประสงค์จะขอรับดาบซุลฟิกอรจากอาลี แต่ อบูบักรกล่าวว่า "ฉันเห็นดาบเล่มนี้อยู่ในมือของเขามาโดยตลอด และฉันไม่เห็นสมควรที่จะนำดาบเล่มนี้ออกจากมือของเขา"
อับบาสจึงละทิ้งความตั้งใจนั้น และเก็บดาบไว้กับอาลีตามเดิม
หอกของท่านนบี
"ไม่มีผู้กล้าคนใดเหมือนอาลี, ไม่มีดาบใดเหมือนซุลฟิกอร
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
หอกสามเล่มจากเชลยศึกที่ได้มาจากชาวยิวเผ่าบนู กอยนุกออ์ ตกเป็นส่วนของท่านนบี
หอกสองเล่มของท่านนบีมีชื่อว่า มุสวี และ มุสนา
นอกจากนี้ ท่านยังมีทวนขนาดใหญ่ชื่อ บัยฎออ์ และมีอานะซะฮ์ ซึ่งเป็นทวนขนาดเล็กกว่าหอก
อัชฮะมะฮ์ กษัตริย์นัจญาชีแห่งอะบิสสิเนีย ได้ส่งหอกสามเล่มที่เรียกว่า นับอะอ์ และทวนอีกหนึ่งเล่มมาเป็นของกำนัลแก่ท่านนบี ท่านนบีเก็บไว้ใช้เองหนึ่งเล่ม มอบเล่มที่สองให้อาลี และเล่มที่สามให้อุมัร
ในวันอีดิลฟิตรี และวันอีดิลอัฎฮา บิลาล อัล-ฮะบะชี จะถือหอกของท่านนบีเดินนำหน้าท่านไปยังสถานที่ละหมาดกลางแจ้ง (ศ็อลาตกอฮ์) และเมื่อไปถึง เขาจะปักหอกนั้นลงกับพื้นตรงหน้าท่านนบี จากนั้นท่านนบีจะนำละหมาดอีด โดยหันหน้าไปทางหอกนั้น
หลังจากท่านนบีถึงแก่อสัญกรรม บิลาลยังคงถือหอกนี้นำหน้าอบูบักรในวันอีด และปักไว้ที่ศ็อลาตกอฮ์เช่นเดิม
ต่อมาในสมัยของอุมัร และต่อเนื่องถึงสมัยของอุษมาน หน้าที่นี้ถูกปฏิบัติโดยสะอ์ด อัล-กอร็อซ ผู้เป็นมุอัซซิน และธรรมเนียมนี้ยังคงดำเนินต่อไปในสมัยผู้ว่าการเมืองมะดีนะฮ์
คันธนูของท่านนบี
ท่านนบีมีคันธนูทั้งหมดหกคัน
คันธนูสามคันมีชื่อว่า เราะวะฮา, บัยฎออ์ และ ศ็อฟรออ์ ซึ่งได้มาจากของเชลยศึกของชาวยิวเผ่าบนู กอยนุกออ์ โดยคันธนูศ็อฟรออ์ทำจากไม้เนบอ์76
คันธนูอีกคันหนึ่งมีชื่อว่า กาตุม ซึ่งทำจากไม้เนบอ์เช่นกัน และได้หักในสงครามอุฮุด กอตาดะฮ์ อิบนุ นุอ์มาน ได้นำคันธนูที่หักนี้ไปเก็บไว้เป็นที่ระลึก
นอกจากนี้ ท่านนบียังมีคันธนูชื่อ สะดาด และ เซาว์รออ์ 77
โล่ของท่านนบี
ท่านนบีมีโล่ทั้งหมดสามอัน
โล่อันที่หนึ่งมีชื่อว่า ซะลูก ซึ่งมีลวดลายเป็นรูปหัวแกะ โล่ใบนี้ถูกมอบให้แก่ท่านนบีเป็นของขวัญ แต่ท่านไม่พึงพอใจ เนื่องจากมีรูปภาพอยู่บนโล่
ครั้นเมื่อรุ่งเช้า ท่านนบีได้เห็นว่า อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงลบรูปภาพนั้นออกจากโล่แล้ว78
เสื้อเกราะถักของท่านนบี
ท่านนบีมีเสื้อเกราะถักทั้งหมดเจ็ดตัว ได้แก่
ซาต อัล-ฟุฎูล สะอ์ดฺ อิบนุ อุบาดะฮ์ มอบเสื้อเกราะถักนี้แก่ท่านนบีเป็นของขวัญ ขณะออกไปสู่สงครามบัดรฺ79
ซอฆดียะฮ์ และ ฟิดดะฮ์ เสื้อเกราะถักทั้งสองตัวนี้ตกเป็นส่วนของท่านนบีจากเชลยศึกที่ได้มาจากชาวยิวเผ่าบนู กอยนุกออ์
เสื้อเกราะถักที่มีชื่อว่า ซอฆดียะฮ์ เป็นเสื้อเกราะโบราณที่นบีดาวูดใช้สวมใส่ขณะต่อสู้กับญาลูต (โกลิอัท)
ในสงครามอุฮุด ท่านนบีสวมเสื้อเกราะถัก ซาต อัล-ฟุฎูล และ ฟิดดะฮ์ ซ้อนกัน80
เมื่อท่านนบีใกล้ถึงแก่อสัญกรรม เสื้อเกราะถักชื่อ ซาต อัล-ฟุฎูล ถูกนำไปจำนำไว้กับชาว ยิวคนหนึ่งชื่อ อบูชะฮ์มฺ จากเผ่าบนู ซะฟัร เพื่อแลกกับข้าวบาร์เลย์สามสิบศออ์ สำหรับใช้จ่ายในครัวเรือนของท่าน81
เสื้อเกราะถักอื่น ๆ ของท่าน ได้แก่ ซาต อัล-วิชาห์, ซาต อัล-ฮะวาชี, บัฏรออ์ และ คิรนิก82
ในสงครามหุนัยน์ ท่านนบีสวมเสื้อเกราะถัก ซาตุ้ล-ฟุฎูล และ ซ็อฆดียะฮ์83
หมวกเกราะของท่านนบี
หมวกเกราะใบหนึ่งของรอซูลุลลอฮฺมีชื่อว่า มุวัช-ชะห์ ซึ่งได้มาจากเชลยศึกของชาวยิวเผ่าบนู กอยนุกออ์
หมวกเกราะอีกใบหนึ่งมีชื่อว่า ซูซ-ซุบูฆ หรือ ซูซ-ซุบุบ หรือ มัชบูฆ เป็นหมวกเกราะที่ท่านนบีสวมใส่ในสงครามอุฮุด หมวกเกราะใบนี้แตกจากการฟันของดาบและก้อนหินที่ฝ่ายตั้งภาคีขว้างใส่ จนห่วงโลหะสองห่วงของหมวกเจาะลงไปในแก้มของท่านนบี
ท่านนบียังสวมหมวกเกราะขณะพิชิตเมืองมักกะฮฺ
ทหารม้าเคลื่อนทัพ ยกธงและป้ายสัญลักษณ์ บรรเลงดนตรี เมห์เทอร์84ด้วยเสียงแตรและกลอง
ธงและป้ายสัญลักษณ์ของท่านนบี
ท่านนบีใช้ธงในสงครามสองประเภท คือ รายะฮ์ ซึ่งมีสีดำ และ ลิวาอ์ ซึ่งมีสีขาวและมีขนาดเล็กกว่าเล็กน้อย
ยูนุส อิบนุ อุบัยด์ ผู้รับอิสระของมุฮัมมัด อิบนุ กอซิม เล่าว่า "มุฮัมมัด อิบนุ กอซิม ส่งฉันไปหา บะรออ์ อิบนุ อาซิบ เพื่อสอบถามเกี่ยวกับธงของรอซูลุลลอฮฺ บะรออ์ อิบนุ อาซิบกล่าวว่า 'ธงผืนนั้นมีสีดำ ทำจากผ้าขนสัตว์ลายทางสีดำสลับขาว เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม'"
ธงผืนนี้คือผ้าคลุมขนสัตว์ที่อาอิชะฮ์ทอขึ้น มีสีดำ และประดับลายอานอูฐแบบไร้กรอบ เรียกว่า อุกอบ
"ฉันจะมอบธงนี้ให้แก่นักรบผู้หนึ่ง ที่รักอัลลอฮฺ ตะอาลา และรอซูลของพระองค์ และอัลลอฮฺ ตะอาลา กับรอซูลของพระองค์ก็ทรงรักเขาเช่นกัน"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
ธงของท่านนบีอยู่กับอาลี ในสงครามค็อยบัร ท่านนบีกล่าวว่า "ฉันจะมอบธงนี้ให้แก่นักรบผู้หนึ่ง ที่รักอัลลอฮฺ ตะอาลา และรอซูลของพระองค์ และอัลลอฮฺ ตะอาลา กับรอซูลของพระองค์ก็ทรงรักเขาเช่นกัน"
จากนั้นท่านเรียกอาลี และมอบธงให้แก่เขา85 อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงประทานชัยชนะในสงครามค็อยบัรแก่เขา
บนธงของรอซูลุลลอฮฺที่เรียกว่า ลิวาอ์ อัล-ฮัมด์ มีถ้อยคำว่า "ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮ์ มุฮัมมะดุน รอซูลุลลอฮฺ"
ท่านนบีได้ผูกป้ายสัญลักษณ์สีขาวให้แก่สะอ์ดฺ อิบนุ อบี วักกอศ ในการเดินทัพค็อรรอร
เมื่อท่านนบีส่งอาลีไปยังเยเมน ท่านผูกผ้าโพกศีรษะไว้กับปลายหอก และกล่าวว่า "ลิวาอ์เป็นเช่นนี้เลย"
มีเพียงผู้บัญชาการกองทัพเท่านั้นที่ถือและพกลิวาอ์
ฮัมซะฮฺถือป้ายสัญลักษณ์สีขาวของท่านนบีในสงครามอับวาอ์ (วัดดาน)
สะอ์ดฺ อิบนุ อบี วักกอศ ถือในสงครามบูวาต
อาลีถือในการไล่ติดตามคุรซ อิบนุ ญาบิร อัล-ฟิห์รี
และฮัมซะฮฺถือในสงครามซู อัล-อุชัยเราะฮ์
ขณะมุ่งหน้าไปสู่สงครามบัดรฺ ท่านนบีมอบป้ายสัญลักษณ์สีขาวให้แก่มุศอับ อิบนุ อุมัยร์ และให้อาลีถือธงสีดำ อุกอบ เดินนำหน้าท่าน86
ป้ายสัญลักษณ์สีขาวของท่านนบีถูกถือโดยฮัมซะฮฺในสงครามบนู กอยนุกออ์
โดยอาลีในสงครามกัรกอร็อต อัล-กอดรฺ, อุฮุด และบัดรฺ อัล-มะวะอีด
และโดยซัยด์ อิบนุ ฮาริษะฮ์ ในสงครามคูเมือง
ท่านนบียังพิชิตเมืองมักกะฮฺโดยถือป้ายสัญลักษณ์สีขาวของท่านด้วย
ในสงครามตะบูก ท่านให้อบูบักรฺถือป้ายสัญลักษณ์ขนาดใหญ่ และให้ซุบัยร์ อิบนุ เอาวาม ถือป้ายสัญลักษณ์ขนาดเล็ก
ม้าของท่านนบี
ม้าตัวแรกของท่านนบี เป็นม้าที่ท่านซื้อในเมืองมะดีนะฮ์จากชาวเบดูอินเผ่าบนู ฟะซาระฮ์ ในราคาเงินสิบอูกียะฮ์87 ชาวทะเลทรายเรียกม้าตัวนี้ว่า ดาริส แต่ท่านนบีตั้งชื่อให้ว่า ซักบ์ และท่านขี่มันในสงครามอุฮุด88
ม้าซักบ์มีสีขาวบริเวณริมฝีปาก ที่ขาสามข้างมีแต้มสีขาว ยกเว้นขาขวาข้างเดียว ม้าตัวนี้เป็นม้าที่วิ่งเร็ว เคลื่อนตัวพริ้วราวกับสายน้ำไหล
ท่านนบียังซื้อม้าอีกตัวหนึ่งชื่อ มุรตะญิซ จากชาวเบดูอินเผ่าบนู มุรเราะฮ์ ม้าตัวนี้มีรูปลักษณ์งดงาม เชื่อง และส่งเสียงร้องราวกับกำลังขับบทกวี89
มุกอกวักกิส ผู้ปกครองเมืองอเล็กซานเดรีย ได้ส่งม้าชื่อ ลิซาซ มาเป็นของขวัญแก่ท่านนบี ม้าลิซาซเป็นม้าที่วิ่งเร็วมาก90
ฟัรวะฮ์ อิบนุ อุมัยร์ อัล-ญุซามี ได้มอบม้าชื่อ ซารีบ เป็นของขวัญแก่ท่านนบี ซารีบเป็นม้าที่แข็งแรงและทรหดมาก
รอบีอะฮ์ อิบนุ อบี บะรออ์ อัล-กอลบี ได้มอบม้าชื่อ ละฮีฟ หรือ ลุฮัยฟฺ เป็นของขวัญแก่ท่านนบี ม้าละฮีฟมีหางยาวมาก จนหางลากพื้นดิน
ยะอ์ซูบ เป็นม้าที่ดีที่สุดในบรรดาม้าของท่านนบี
มุร็อววิหฺ เป็นม้าแข่ง อุบัยด์ อิบนุ ยาซิร ได้มอบมันเป็นของขวัญแก่ท่านนบีที่เมืองตะบูก มุรอววิหฺวิ่งเร็วราวกับสายลม
คณะผู้แทนจากเผ่าบนู เราะฮาอ์ ซึ่งเดินทางมาถึงเมืองมะดีนะฮ์ในปีที่สิบแห่งฮิจเราะฮ์ ได้มอบม้าชื่อ มิรฺวะฮ์ เป็นของขวัญแก่ท่านนบี เมื่อมิรฺวะฮ์ถูกขี่และเดินผ่านหน้ารอซูลุลลอฮฺ ท่านนบีชื่นชอบมันเป็นอย่างยิ่ง
วารด์ เป็นม้าที่ตะมีม อัด-ดารี มอบเป็นของขวัญแก่ท่านนบี ม้าวารด์ มีสีน้ำตาลแดง ต่อมาท่านนบีได้มอบม้าตัวนี้ให้แก่อุมัร อิบนุ อัล-ค็อตฏอบ อุมัรได้ต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺโดยขี่ม้าวารด์ และเดินทางจากสงครามหนึ่งไปสู่อีกสงครามหนึ่ง
ท่านนบีเคยจัดให้ม้าสามตัวของท่านแข่งกัน ซะฮ์ลฺ อิบนุ สะอ์ดฺ เป็นผู้ขี่ม้าซารีบ และอบู อุซัยด์ อัส-สะอีดี เป็นผู้ขี่ม้าลิซาซ ผลคือ ลิซาซเข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่ง ซารีบตามมาเป็นที่สอง และซักบ์ตามหลังซารีบ
ล่อและลา ของท่านนบี
ท่านนบียังมีทั้งลาและล่อ มุกอกวักกิส ผู้ปกครองเมืองอเล็กซานเดรีย ได้ส่งล่อสีเทาและลาสีเทามาเป็นของขวัญแก่ท่านนบี ล่อมีชื่อว่า ดุลดุล ส่วนลามีชื่อว่า ยะอ์ฟูร หรือ อุฟัยรฺ91
ล่อสีขาวตัวแรกที่ปรากฏในประวัติศาสตร์อิสลามคือ ดุลดุล ล่อตัวนี้เองที่ท่านนบีขี่ในสงครามค็อยบัร และยังขี่ล่อสีขาวอีกตัวหนึ่งในสงครามหุนัยน์
เมื่อท่านนบีเร่งล่อให้มุ่งหน้าเข้าหาเผ่าฮะวาซินในสงครามครั้งหนึ่ง อับบาสเป็นผู้จับบังเหียนล่อไว้ และสุฟยาน อิบนุ ฮาริษ เป็นผู้จับโกลน พยายามชะลอความเร็วและป้องกันไม่ให้ท่านนบีฝ่าเข้าไปในแนวศัตรู
มีรายงานอีกว่า ในสงครามค็อยบัร ได้มีการวางอานบนยะอ์ฟูร และสวมบังเหียนที่ทำจากเชือกใยอินทผลัมบนศีรษะของมัน และท่านนบีได้ขี่มัน
เมื่อท่านนบีกลับจากฮัจญ์วะดาอ์ (ฮัจญ์อำลา) ยะอ์ฟูรก็ตาย และเมื่อท่านนบีเสียชีวิต ดุลดุลถูกมอบให้แก่อาลี หลังจากนั้นส่งต่อให้ อาลี อัล-หะซัน อัล-หุซัยน์ และต่อมาส่งต่อให้ มุฮัมมัด อิบนุ อัล-หะนะฟียะฮ์ ได้ขี่มันสืบต่อกันไป ดุลดุลมีชีวิตอยู่จนถึงสมัยของมุอาวียะฮ์
อูฐของท่านนบี
"โอ้ อัลลอฮ์ของฉัน ดังที่พระองค์ทรงสร้างรูปลักษณ์ของฉันให้งดงามแล้ว โปรดทรงทำให้อัคลากของฉันงดงามด้วยเถิด"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ
ก็อศวาอ์ อูฐของท่านนบีตัวนี้มีชื่อเรียกอีกว่า ญัดอาอ์ และ อัดบาอ์ เดิมเป็นสัตว์ของเผ่าบนู กุชัยร อิบนุ กะอ์บ อิบนุ รอบีอะฮ์ อิบนุ อามิร หรือเผ่าหุร็อยช์ อิบนุ กะอ์บ อบูบักรได้ซื้อมันมาในราคา 400 ดิรฮัม และขายต่อให้ท่านนบีในราคาเท่ากัน
ท่านนบีอพยพไปยังเมืองมะดีนะฮ์โดยขี่ก็อศวาอ์ ท่านเดินทางไปทำอุมเราะฮ์ที่หุดัยบิยะฮ์โดยขี่มัน และพิชิตเมืองมักกะฮฺในขณะที่ขี่มันเช่นกัน
ท่านนบีเคยให้อูฐก็อศวาอ์เข้าแข่ง และไม่มีอูฐตัวใดสามารถแซงมันได้ ทว่าในครั้งหนึ่ง ชาวเบดูอินคนหนึ่งได้นำอูฐอายุสองปีเข้าลงแข่ง และเป็นฝ่ายชนะการแข่งขันครั้งนั้น
ท่านนบีได้กล่าวคุฏบะฮ์ ณ อะรอฟะฮ์ ในระหว่างฮัจญ์วะดาอ์ (ฮัจญ์อำลา) ขณะที่ท่านอยู่บนอูฐก็อศวาอ์ ในสมัยคอลีฟะฮ์ของอบูบักร อูฐถูกปล่อยไว้ในสุสานญันนะตุลบะกีอ์ โดยปล่อยให้มันเดินไปมาอย่างอิสระ และมันก็ได้ตายลงที่นั่น92
อูฐที่ได้มาเป็นเชลยสงครามจากอบู ญะฮัล ในสงครามบัดรฺ อูฐที่มีชื่อเสียงของอบู ญะฮัล ตกเป็นส่วนแบ่งเชลยสงครามของท่านนบี จนถึงช่วงอุมเราะฮ์ที่หุดัยบิยะฮ์ ท่านนบียังคงออกไปในสงครามต่าง ๆ โดยขี่อูฐตัวนี้อยู่ด้วย
ต่อมา ท่านได้ทำเครื่องหมายอูฐตัวนี้ไว้เพื่อใช้เป็นสัตว์พลีสำหรับอุมเราะฮ์ พวกมุชริกีนต้องการซื้ออูฐตัวนี้ในราคาเท่ากับอูฐหนึ่งร้อยตัว ท่านนบีกล่าวว่า "หากเราไม่ได้กำหนดมันไว้เป็นสัตว์เชือดพลีแล้ว เราก็คงจะรับคำขอของพวกท่าน"
อูฐสำหรับรีดนม ท่านนบีมีอูฐสำหรับรีดนมอยู่เจ็ดตัว ได้แก่ ฮันนา ซัมรอ อุร็อยส์ ซะอ์ดิยะฮ์ บะกุม ยาซิเราะฮ์ และดับบาอ์ อูฐเหล่านี้เล็มหญ้าอยู่ในทุ่งหญ้าของดุ้ลญัดรฺ และญัมมา ครอบครัวของท่านนบีดำรงชีวิตอยู่ด้วยถุงน้ำสองถุงที่บรรจุน้ำนมจากอูฐเหล่านี้ในทุกคืน93 อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาที่ท่านนบีเสียชีวิต อูฐเหล่านี้ก็ไม่มีชีวิตอยู่แล้ว
ทรัพย์สินวะกัฟของท่านนบี
วะกัฟ (ทรัพย์สินอุทิศเพื่อสาธารณกุศล) แรกในอิสลาม ประกอบด้วยสวนและไร่นาจำนวนเจ็ดแห่ง ซึ่งถูกยกให้และท่านนบีรับไว้ตามพินัยกรรมของมุฮ็อยริก ผู้ซึ่งเป็นชะฮีดในสงครามอุฮุด ได้แก่
มิซาบ 2. ซอฟิยะฮ์ 3. ดะลาล 4. หุสนา 5. บุรกออ์ 6. อะอ์วาฟ 7. มัชรอบะฮ์
ในช่วงสงครามอุฮุด มุฮ็อยริก ซึ่งเดิมเป็นนักวิชาการชาวยิวและเป็นผู้มั่งคั่ง ก่อนที่จะเข้ารับอิสลาม ได้ลุกขึ้นกล่าวกับกลุ่มชนของตนว่า "พวกท่านย่อมรู้ดีว่า มุฮัมมัดคือศาสนทูตแห่งยุคสุดท้าย ลักษณะของท่านถูกบันทึกไว้อย่างชัดเจนในเตารอตแล้ว บัดนี้ สิ่งที่เหมาะสมกับพวกเราคือการติดตามท่าน และยืนเคียงข้างท่านในยามยากลำบาก"
ชาวยิวกล่าวว่า "ท่านพูดถูก แต่วันนี้เป็นวันเสาร์ เราจำเป็นต้องทำงาน"
เมื่อเขาเห็นว่าการยืนกรานนั้นไร้ประโยชน์ เขาจึงคาดดาบ ประกาศตนว่าเป็นมุสลิม และสั่งเสียแก่ญาติของตนว่า "หากข้าถูกสังหาร ทรัพย์สินทั้งหมดของข้าเป็นของมุฮัมมัด เขาจะนำไปใช้ตามที่เขาประสงค์"
จากนั้น เขาได้เข้าร่วมกับกองทัพอิสลาม และเขาได้ดื่มจากน้ำทิพย์แห่งเกียรติของชะฮาดะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮ์
เมื่อการสู้รบสิ้นสุดลง และบาดแผลต่าง ๆ ได้รับการรักษาเยียวยาแล้ว ญาติของมุฮ็อยริกได้ยึดมั่นในคำสั่งเสียของเขา และมอบทรัพย์สินของเขาแก่ฮะบีบุลลอฮ์ ท่านนบีได้นำที่ดินซึ่งอุดมด้วยน้ำเย็นและผลไม้อันอุดมสมบูรณ์เหล่านั้นไปบริจาคเป็นการกุศล และเปิดให้ผู้ยากไร้ได้ใช้ประโยชน์ นี่คือจุดเริ่มต้นของธรรมเนียมวะกัฟในอิสลาม
ท่านนบีได้กล่าวยกย่องเขาว่า "มุฮ็อยริกเป็นคนดีคนหนึ่งจากเชื้อสายยิว"
วะกัฟของท่านนบีในเมืองมะดีนะฮ์ ส่วนใหญ่ล้วนมาจากทรัพย์สินของมุฮ็อยริก
อิบนุ ฮุมัยด์ กล่าวว่า "คอลีฟะฮ์อุมัร อิบนุ อับดุลอะซีซ เคยประสงค์ให้มีการนำอินทผลัมมาจากสวนวะกัฟของมุฮ็อยริก อินทผลัมเหล่านั้นถูกนำมาใส่จาน เมื่ออุมัร อิบนุ อับดุลอะซีซ กล่าวว่า
'อบูบักร อิบนุ ฮัซม์ ได้เขียนจดหมายถึงฉันว่า อินทผลัมเหล่านี้มาจากต้นอินทผลัมที่ยังหลงเหลืออยู่ตั้งแต่สมัยรอซูล (อะลัยฮิสสลาม) และรอซูลุลลอฮฺเคยรับประทานจากพวกมันด้วย'
ฉันจึงกล่าวว่า 'โอ้ อะมีรของบรรดามุสลิม จงแบ่งมันให้แก่พวกเราด้วยเถิด'
เขาก็ได้แบ่งมันออกมา และพวกเราแต่ละคนได้รับอินทผลัมคนละเก้าผล"
อุมัร อิบนุ อับดุลอะซีซ กล่าวว่า "ในช่วงที่ข้าพเจ้าเป็นผู้ว่าการเมืองมะดีนะฮ์ ข้าพเจ้าได้เข้าไปในสวนอินทผลัมนั้น และได้กินอินทผลัมจากต้นอินทผลัมต้นนั้น ข้าพเจ้าไม่เคยกินอินทผลัมที่อร่อยและหวานเท่านั้นมาก่อนเลย"
อัมรฺ อิบนุ มุฮาญิร กล่าวว่า "ทรัพย์สินของรอซูล (อะลัยฮิสสลาม) ถูกเก็บไว้กับอุมัร อิบนุ อับดุลอะซีซ ในห้องหนึ่ง และเขาจะมองดูมันทุกวัน
เมื่อใดที่ชาวกุร็อยช์มาชุมนุมอยู่กับเขา เขาจะพาพวกเขาเข้าไปในห้องนั้น และกล่าวโดยหันไปยังทรัพย์สินเหล่านั้นว่า 'นี่คือมรดกของบุคคลที่อัลลอฮฺทรงให้เกียรติพวกท่านด้วยเขา'"
ทรัพย์สินเหล่านั้นประกอบด้วย
เตียงหนึ่งหลัง สานด้วยใบอินทผลัม
หมอนหนุนศีรษะหนึ่งใบ บรรจุใยอินทผลัม และหุ้มด้วยหนัง
"โอ้ ท่านรอซูลุลลอฮฺ
ข้าพเจ้าขาดแคลนถ้อยคำ
ที่จะสดุดีท่าน
เพราะพวกเราทุกคน
ล้วนถูกสร้างขึ้นมาเพื่อท่าน
โอ้ ท่านผู้เป็นราชาแห่งแผ่นดินแห่งความภักดี
ข้าพเจ้าปรารถนาจะพลีชีวิต
และทุกสิ่งทุกอย่าง
เพื่อท่าน"
ฮุเซน ฮิลมี
อิบนุ ซะอีด
(เราะหฺมะตุลลอฮิ อะลัยฮ์)
ถาดใบใหญ่หนึ่งใบ
ภาชนะดื่มน้ำหนึ่งใบ
เสื้อผ้าหนึ่งชุด
เครื่องโม่มือหนึ่งเครื่อง
ซองใส่ลูกธนูหนึ่งอัน
ผ้าห่มกำมะหยี่หนึ่งผืน
(ผ้าห่มผืนนี้มีกลิ่นหอมยิ่งกว่าชะมดเชียง เป็นกลิ่นหอมอันงดงามจากร่างกายอันประเสริฐของท่านรอซูลุลลอฮฺ ทุกครั้งที่อุมัร อิบนุ อับดุลอะซีซ เจ็บป่วย เขาจะอาบน้ำด้วยน้ำที่ใช้ซักผ้าห่มผืนนี้ และก็จะหายจากอาการป่วย)
เมื่อทะเลแห่งความรักพลิ้วไหว
ไข่มุกอันเป็นเอกลักษณ์ก็ปรากฏขึ้น
ถึงเกียรติของท่าน อัลฮักก์ได้ตรัสว่า
เลาลากะ ละมา ฮะลักตุล อัฟล้าก
เมื่อแสงของดวงอาทิตย์ดวงนั้นขึ้นส่อง
จักรวาลทั้งมวลก็เต็มไปด้วยแสงสว่าง
ผู้ใดดำเนินตามหนทางของท่าน
ผู้นั้นจะพบแต่ความดีงามในทุกสิ่ง
เมื่อแผ่นดินมากมายอยู่ภายใต้อำนาจของท่าน
ท่านกลับมีเสื้อไม่ถึงสามชุด
ในบ้านของท่านไม่มีสิ่งใดมากมาย
วันที่ท่านจากไป เกราะของท่านยังถูกจำนำไว้
เมื่อเทียบกับสิ่งที่ท่านเห็นอยู่เป็นนิจ
โลกนี้จะมีค่าอันใดเล่า
ความเอื้อเฟื้อของท่านมีต่อทุกคน
ไม่มีใครเคยถูกปฏิเสธจากท่าน
บางครั้งท่านให้มากถึงเพียงนั้น
จนศัตรูของท่านต้องก้มศีรษะด้วยความละอาย
ท่านเป็นบิดาผู้เปี่ยมเมตตาต่อเด็กกำพร้า
และความกรุณาของท่านหลั่งไหลสู่ผู้ต่ำต้อย
ทุกการเคลื่อนไหวของท่านเต็มไปด้วยปัญญา
ท่านไม่เคยขอสิ่งใดจากผู้ใด
ท่านมักเยี่ยมเยียนผู้ยากไร้
และเยียวยาความทุกข์ทั้งปวง
ละหมาดยามค่ำคืน ท่านไม่เคยละทิ้ง
ด้วยความเกรงกลัวต่ออัลลอฮฺ ท่านไม่เคยนิ่งเฉย
ท่านนบีปฏิบัติต่อทุกคน
เสมอภาคดุจเดียวกับตัวของท่านเอง
ท่านภาคภูมิใจในการเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ
อัคลากของท่านคืออัคลากแห่งพระผู้เป็นเจ้า
ผู้ใดปรารถนาหนทางนี้
ผู้นั้นจะถูกประดับด้วยคุณลักษณะอันงดงาม
ท่านได้เข้าศึกษาในสำนักหนึ่ง
ซึ่งอัลลอฮฺทรงเป็นผู้สอน
ในอัลกุรอานนั้น พระผู้ทรงเมตตา
ได้ทรงพรรณนาท่านไว้อย่างงดงาม
จนถึงวันกิยามะฮ์
ซอละวาตจะถูกกล่าวแด่ราชาแห่งบรรดานบีไม่รู้จบ
แด่อาลและอัศฮาบของท่าน
ขอการสรรเสริญและสันติจงมีแด่พวกเขาโดยนอบน้อม
รางน้ำทอง – กะอฺบะฮฺ
มัสยิดนะบะวี – มะดีนะฮ์ อัล-มุนาววะเราะฮ์
ภาพภายนอกของมัสยิดนะบะวี / เมืองมะดีนะฮ์ อัล-มุนาววะเราะฮ์
(บทต่อไปนี้เป็นบทกวีฮิลยะฮ์ อัซ-สะอาดะฮ์จากต้นฉบับ
ถ่ายทอดเป็นภาษาไทยโดยมุ่งเน้นความหมาย มิได้คงฉันทลักษณ์เดิม — ผู้แปล)
ฮิลยะฮ์ อัซ-สะอาดะฮ์
หลังจากที่ท่านได้ตักเตือนบรรดาเศาะฮาบะฮฺแล้ว
ฟัคร์ อัล-อาลัม ได้กล่าวไว้ว่า หลังจากที่ฉันจากไป
หากผู้ใดได้เห็นฮิลยะฮ์อันบริสุทธิ์ของฉัน
ก็เสมือนว่าเขาได้เห็นใบหน้าจริงของฉันแล้ว
เมื่อเขามองเห็นฉัน และหากเขาเปี่ยมด้วยความรัก หากเขาหลงใหลในความงดงามของฉัน
หากเขายังปรารถนาที่จะพบฉันเสมอ
หากความรักที่มีต่อฉันนั้นเติมเต็มหัวใจเขา
ญะฮันนัมจะเป็นที่ต้องห้ามสำหรับเขา
และพระผู้อภิบาลของฉันจะประทานญันนะฮ์แก่เขา
อัลฮักก์จะไม่ให้เขาถูกฟื้นคืนชีพในสภาพเปลือยเปล่า
และเขาจะคู่ควรแก่การได้รับการอภัย
มีรายงานว่า หากผู้ใดได้บันทึก
รูปลักษณ์ของท่านรอซูล ด้วยใจที่เปี่ยมรัก
อัลฮักก์จะบันดาลให้เขาปลอดภัยจากความกลัว
แม้ว่าโลกทั้งใบจะสั่นคลอนและพังทลาย
ผิวพรรณของเขาจะปลอดภัยจากโรคร้าย
และร่างกายของเขาจะรอดพ้นจากความเจ็บป่วย
ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะเคยมีบาปเพียงใด
ญะฮันนัมจะเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับร่างกายของเขา
เขาจะปลอดภัยจากการลงโทษในโลกหน้า
และทุกการงานของเขาในโลกนี้จะราบรื่น
พระผู้อภิบาลผู้ยิ่งใหญ่ จะฟื้นคืนชีพเขาในวันปรโลก
พร้อมกับบรรดาผู้ที่ได้เห็นศาสนทูตในโลกนี้
แม้จะเป็นงานที่ยากยิ่งในการพรรณนารูปลักษณ์ท่านนบี
แต่เราก็จะเริ่มต้น แม้มันจะยากเพียงใดก็ตาม
เรามอบความไว้วางใจไว้แด่ซุล-ญะลาล
และจะเริ่มการพรรณนาด้วยความนอบน้อม
ประชาชาติทั้งมวลเห็นพ้องต้องกันว่า
ฟัคร์ อัล-อาลัม มีผิวขาวระเรื่ออมแดง
ใบหน้าอันประเสริฐของท่านขาวบริสุทธิ์
และมีสีแดงฝาดประดุจดอกกุหลาบ
หยาดเหงื่อบนใบหน้าผุดพรายดุจไข่มุก
ยิ่งเพิ่มความงดงามแก่อัญมณีเม็ดงามนั้น
เมื่อแหล่งกำเนิดแห่งความสุขมีหยาดเหงื่อ
ก็ประหนึ่งว่าทะเลแห่งรัศมีกำลังกระเพื่อมไหว
ดวงตาของท่านดูคมเข้มประหนึ่งทาด้วยผงแร่เสมอ
ความงดงามนั้นดึงดูดทุกหัวใจให้ลุ่มหลง
ตาขาวของท่านขาวสว่างสดใส
พระผู้อภิบาลทรงสรรเสริญดวงตานั้นด้วยโองการ
ตาดำของท่านเด่นชัดมีขนาดพอดี
สำหรับท่านแล้ว ระยะใกล้หรือไกลก็ชัดเจนเท่ากัน
ดวงตาของท่านกลมโต งดงาม และเปี่ยมเสน่ห์
ใบหน้าประเสริฐของท่านเปล่งประกายรัศมีอยู่เสมอ
สายตาของท่านมุศตอฟานั้นทรงพลัง
ชัดเจนสม่ำเสมอทั้งยามกลางวันและกลางคืน
หากท่านประสงค์จะมองไปทิศทางใด
ร่างกายอันบริสุทธิ์ของท่านจะหันตามไปด้วย
ร่างกายของท่านจะเคลื่อนไหวตามศีรษะ
สิ่งนี้ท่านไม่เคยละทิ้ง
แม้ว่าท่านจะมีร่างกายเช่นมนุษย์
แต่ท่านก็เสมือนจิตวิญญาณที่ปรากฏเป็นรูปธรรม
รอซูลนั้นงดงามและน่ารักยิ่งนัก
อัลฮักก์ ตะอาลา ทรงรักท่านอย่างลึกซึ้ง
มาลิกและอบู ฮาละฮ์ ต่างเห็นพ้องกันว่า
คิ้วของท่านโค้งสวยดุจจันทร์เสี้ยว
ระหว่างคิ้วของท่านขาวบริสุทธิ์
มองเห็นชัดเจนราวกับเงินที่ส่องประกาย
ใบหน้าประเสริฐของท่านกลมมนเล็กน้อย
ผิวพรรณสว่างใสราวกับโปร่งแสง
ระหว่างคิ้วดกดำอันประเสริฐของท่าน
คือกิบละฮ์ของจักรวาลทั้งมวล
สันจมูกอันประเสริฐของท่าน
เมื่อมองด้านข้างจะนูนเด่นขึ้นเล็กน้อยช่วงกึ่งกลาง
ช่างดูเรียบเนียน วิจิตรและประณีต
เกินกว่าผู้ใดจะหาคำมาพรรณนาได้
ระหว่างฟันของท่านมีช่องว่างเล็กน้อย
ส่องประกายดุจไข่มุกที่เรียงราย
เมื่อใดที่ฟันหน้าของท่านปรากฏ
รัศมีอันเรืองรองก็แผ่คลุมทั่วบริเวณ
เมื่อผู้เป็นนายแห่งสองโลกยิ้ม
ศาสดาแห่งสรรพสิ่ง ทั้งที่ยังมีชีวิตและไร้ซึ่งวิญญาณ
ฟันหน้าของท่านปรากฏขึ้นอย่างอ่อนหวาน
ประดุจลูกเห็บที่เรียงตัวกันอย่างสวยงาม
อิบนุ อับบาส กล่าวว่า ผู้เป็นที่รักของอัลฮุดา
มีคุณธรรมสูงส่งเกินกว่าจะหัวเราะเสียงดัง
ด้วยความสูงส่งที่เป็นเอกลักษณ์แห่งอิสลาม
จนมีคำบอกเล่าว่าท่านไม่เคยหัวเราะเสียงดัง
รอซูลุลลอฮฺทรงมีความละอายและสุภาพอย่างยิ่ง
จนท่านไม่เคยเงยหน้าหรือมองไปทั่ว
ใบหน้าของท่านกลมมนดุจจันทร์วันเพ็ญ
ท่านคือกระจกที่สะท้อนพระผู้เป็นเจ้า
ใบหน้าอันงดงามของท่านเปล่งแสงเจิดจ้า
จนยากยิ่งนักที่จะมองตรงไปยังท่าน
ท่านนบีผู้นี้ดึงดูดหัวใจอย่างมหาศาล
เศาะฮาบะฮฺนับแสนต่างตกหลุมรักท่าน
ผู้ที่เคยฝันเห็นท่านเพียงเพียงครั้งเดียว
ต่างกล่าวว่า ไม่มีความสุขใดในโลกจะเทียบได้
แก้มของท่านงดงามเป็นที่รู้กันดี
มิได้อวบอิ่มเกินไปดังที่ใครบางคนกล่าว
พระผู้ทรงเกรียงไกร ทรงสร้างท่านด้วยความรัก
ด้วยใบหน้าขาวผ่อง และหน้าผากที่กว้าง
รัศมีจากลำคอของท่านจะเปล่งประกายเสมอ
ลอดผ่านเส้นผมประหนึ่งแหล่งกำเนิดแสง
เส้นผมสีขาวในเคราอันประเสริฐของท่าน
มีไม่เกินสิบเจ็ดเส้นเท่านั้น
เคราของท่านไม่หยิก และไม่ยาวเกินไป
ได้รูปงดงาม เช่นเดียวกับอวัยวะทุกส่วนของท่าน
รอซูลแห่งสากลโลกมีลำคอที่บริสุทธิ์
สีขาวหมดจดและแจ่มชัดยิ่งนัก
บรรดาเศาะฮาบะฮฺผู้มีมารยาทงดงามต่างเล่าว่า
หน้าท้องและอกของท่านอยู่ในระดับเดียวกัน
หากเป็นไปได้ที่จะเปิดอกอันประเสริฐของท่าน
ขุมทรัพย์แห่งความรู้คงเปล่งรัศมีศักดิ์สิทธิ์ออกมา95
หน้าอกที่ประดับประดาด้วยความรักต่อพระผู้เป็นเจ้า
ย่อมไม่อาจเป็นอื่นได้เลย
อกอันประเสริฐของท่านถูกเปิดกว้าง
และความรู้ที่เร้นลับ (อิลมุลละดุนนี) ได้ถูกประทานลงมา ณ ที่นั่น
อกอันยิ่งใหญ่นั้นขาวสว่างและดูโปร่งตา
ผู้ที่ได้เห็นต่างเปรียบมันเป็นดั่งจันทร์วันเพ็ญ
ความรักอันลึกซึ้งต่อพระผู้ทรงดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์
ได้จุดประกายไฟในตัวตนอันงดงามนั้น
ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างทราบกันดีว่า
สะบักไหล่ของนายแห่งจักรวาลนั้นรายเรียบสมส่วน
กลางแผ่นหลังของท่านมีหนาแน่นดูภูมิฐาน
ท่านสง่างามและเปี่ยมด้วยความเอื้อเฟื้อ
ผิวกายของท่านนวลขาวราวกับเงิน
และมีตราประทับใสำคัญบนร่างนั้นว่า ท่านคือศาสนทูต
ตราประทับแห่งการเป็นศาสดา สูงเด่นอยู่บนแผ่นหลังของท่าน โดยจะค่อนไปด้านขวาเล็กน้อย
บรรดาผู้ที่เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ได้กล่าวว่า
รอยเด่นบนผิวนั้นคือตราประทับแห่งศาสดา
มีสีดำออกประกายเหลือง
ขนาดประมาณไข่นกพิราบ
ที่รอบ ๆ ราวกับมีเส้นขอบล้อมไว้
ด้วยเส้นขนเล็ก ๆ เรียงเป็นวงกลม
บรรดาผู้ที่รู้ถึงสายตระกูลอันประเสริฐของท่าน
กล่าวว่า ท่านนบีมีโครงกระดูกใหญ่
กระดูกทุกชิ้นของท่านใหญ่และแข็งแรง
งดงามทั้งในรูปทรงและแก่นแท้
อวัยวะทุกส่วนอันประเสริฐของท่าน
ถูกสร้างมาอย่างได้รูป และมั่นคง
อวัยวะอันประเสริฐทั้งหมดของท่านนบี
งดงามดุจโองการแห่งอัลกุรอาน
ฝ่ามือของบุคคลผู้สูงส่งท่านนี้
กว้างใหญ่ สะอาด อ่อนโยน และน่าหลงรัก
ทั้งมือและฝ่าเท้าของท่านล้วนเป็นที่รัก
มีกลิ่นหอมและงดงาม ดุจดอกกุหลาบสด
ผู้รู้กล่าวว่า มืออันอัศจรรย์คู่นั้น
มีความอ่อนช้อย และเปี่ยมด้วยความจำเริญ
เวลาที่ท่านนบีกล่าวทักทายผู้ใด
รอยยิ้มอันหวานซึ้งของท่านจะปลอบประโลมหัวใจ
แม้เวลาจะผ่านไปสองสามวันหลังจากนั้น
หรือแม้จะล่วงเลยไปหลายเดือน
ท่ามกลางฝูงชนมากมาย บุคคลผู้โชคดีคนนั้น
จะถูกจดจำได้จากกลิ่นหอมละมุนที่ติดตัวมาจากท่าน
ผิวพรรณของท่านขาวใสดุจผลึกแก้ว
ไร้เส้นขน งดงามไร้ที่ติ
จะมีคำใดเล่าที่พรรณนา
ความงามไร้ที่ตินี้ได้ครบถ้วน
เพื่อจะได้มองเห็นผู้เป็นที่รักได้อยู่เสมอ
ร่างกายอันประเสริฐนั้นประหนึ่งมีดวงตาอยู่ทั่วกาย
ผิวพรรณที่ละเอียดอ่อนนั้นสมบูรณ์แบบยิ่งนัก
เป็นที่ซึ่งพระผู้สร้างทรงสำแดงความวิจิตรในการสร้าง
ไม่มีเส้นขนบนหน้าท้องหรือหน้าอกของท่าน
ขาวบริสุทธิ์ดุจแผ่นเงินที่ขัดเงา
มีเพียงเส้นขนเล็ก ๆ เพียงแถวหนึ่งจากกลางอก
ทอดลงไปจนถึงสะดือ
เส้นสีดำนั้นบนร่างกายอันประเสริฐ
งดงามดุจรัศมีที่รายรอบจันทร์วันเพ็ญ
อวัยวะอันประเสริฐของท่านคงความสมบูรณ์
ตลอดชีวิต ไม่ต่างไปจากในวัยเยาว์
แม้กาลเวลาผ่านไปและท่านนบีมีอายุมากขึ้น
แต่ร่างกายกลับสดชื่นมีชีวิตชีวาเสมอ
ประดุจดอกไม้ตูมที่ได้รับการฟื้นฟูใหม่
แม้วันเวลาจะล่วงเลยไปนานเพียงใดก็ตาม
อย่าได้คาดเดาเลยว่าสุลต่านแห่งจักรวาล
จะมีรูปร่างที่อวบใหญ่เกินปกติ
ท่านไม่ผอมบาง และไม่เจ้าเนื้อ
ท่านมีรูปร่างปานกลาง และดูภูมิฐาน
ผู้รู้ในเรื่องนี้ต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า
ท่านไม่ได้ผอมเกินไป และไม่ได้อ้วนเกินขนาด
พระผู้สร้างได้ทรงสรรค์สร้างร่างกายที่งดงามนั้น
ด้วยความยุติธรรมและความสมดุล
บนผิวพรรณอันบริสุทธิ์ของท่านมีความประณีตปกคลุมอยู่
และมีรัศมีแห่งแสงสว่างแผ่ซ่านไปทั่วกาย
นายแห่งชั้นฟ้ามีรูปร่างที่สมส่วนพอดี
และโลกก็ได้สัมผัสความสงบเรียบร้อยเพราะท่าน
บรรดาผู้ที่ได้เห็นอัศจรรย์และปาฏิหาริย์ของท่าน
ต่างกล่าวว่าการจะสรรเสริญท่านนั้นเกินกำลังที่พวกเขาจะทำได้
เราไม่เคยเห็นความงามที่เปล่งปลั่งเช่นนี้มาก่อน
ไม่ว่าจะเป็นส่วนสูง กิริยามารยาท หรือรูปลักษณ์
ท่านนบีมีรูปร่างปานกลาง แต่เมื่อชายร่างสูงเดินเคียงข้าง
ไม่ว่าชายผู้นั้นจะสูงเพียงใด ท่านนบีจะดูสูงสง่ากว่าเสมอ
เมื่อเปรียบเทียบอัญมณีชิ้นนั้นกับชายร่างสูง ท่านจะดูสูงเด่นกว่าเขาประมาณหนึ่งฝ่ามือ
เมื่อใดที่ท่านเดิน กิริยาของท่านจะดูสง่างาม
และก้าวเดินด้วยความเร็วที่มั่นคง
ขณะเดินท่านมีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์คือ มักจะโน้มกายไปข้างหน้าอย่างสุขุม
ประหนึ่งว่ากำลังเดินลงมาจากที่สูง ท่านจะเอนตัวไปข้างหน้าเพียงเล็กน้อย
เกียรติและบุคลิกของท่านนั้นสูงส่งเหลือเกิน จนแม้แต่จิตวิญญาณของท่านนบีอิบรอฮีมยังภูมิใจในตัวท่าน
เมื่อพระผู้เป็นเจ้าทรงรักบุคคลใดอย่างแน่นอนแล้ว อวัยวะทุกส่วนของเขาย่อมงดงามและสมบูรณ์แบบ
เมื่อท่านศาสนทูตเดินไปอย่างสงบนิ่ง หากใครได้พบเจอท่านโดยไม่ได้ตั้งตัว
ผู้นั้นจะถูกครอบงำด้วยความเกรงขามในทันที นั่นคือความยิ่งใหญ่ของท่านศาสนทูตที่ปรากฏแก่สายตา
หากผู้ใดได้สนทนากับท่านนบีอย่างต่อเนื่อง และรับฟังเสียงอันอ่อนหวานด้วยใจที่นอบน้อม
ความลึกซึ้งในถ้อยคำของท่านจะจับใจเขา จนเขาอยากจะเป็นผู้รับใช้ของท่านไปตลอดกาล
พระผู้สร้างผู้ทรงดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์ ทรงประดับประดาท่านด้วยความงามเช่นนี้
เป็นความงามที่หาใครเปรียบเปรยไม่ได้ ทั้งในด้านคุณธรรมและจริยธรรมทุกประการ
โอ้ ท่านรอซูลลุลลอฮฺ ข้าพเจ้าไร้ซึ่งถ้อยคำที่จะสดุดีท่าน
พวกเราทุกคน ล้วนถูกสร้างขึ้นมาเพื่อท่าน
โอ้ ท่านผู้เป็นราชาแห่งดินแดนแห่งความภักดี ข้าพเจ้าขออุทิศชีวิตและทุกสิ่งเพื่อท่าน
ฮุเซน ฮิลมี อิชิก
(ก็อดดะซัลลอฮุ ตะอาลา สิรเราะฮุลอะซีซ)
ภาพแสดงทิวทัศน์โบราณของนครมักกะฮฺ อัรมุก็อรรอมะฮ์
(บทต่อไปนี้เป็นบทกวีอะฮ์ลิสซุนนะฮ์จากต้นฉบับ ถ่ายทอดเป็นภาษาไทยโดยมุ่งเน้นความหมาย มิได้คงฉันทลักษณ์เดิม — ผู้แปล)
บทกวี อะฮ์ลิสซุนนะฮ์
ความเชื่อแบบอะฮ์ลิสซุนนะฮ์คือสิ่งแรกที่คุณจำเป็นต้องมี
ท่ามกลางความเชื่อทั้งเจ็ดสิบสามกลุ่ม กลุ่มที่เหลือนั้นล้วนเป็นของนรก
มุสลิมทั้งมวลคือชาวซุนนี และผู้นำของพวกเขาคือ นุอ์มาน (อิหม่ามอับบูฮะนีฟะฮ์)
สวรรค์ถูกสัญญาไว้แก่เหล่าผู้ดำเนินตามด้วยความศรัทธา
ประการแรก จงทำความเชื่อให้มั่นคง แล้วยึดมั่นในอิสลามให้แน่นแฟ้น
ปฏิบัติตามหลักการทั้งห้า และหลีกเลี่ยงสิ่งต้องห้าม (ฮะรอม)
หากคุณได้กระทำบาปลงไป จงกลับตัว (เตาบะฮ์) ในทันที
ผู้ใดที่ฝ่าฝืนหลักการอิสลาม วันหนึ่งเขาจะต้องเสียใจ
อย่าได้เชื่อถือผู้ปฏิเสธพระเจ้า มิฉะนั้นคุณจะจบลงด้วยความทุกข์ระทม
จงระวังถ้อยคำที่หอมหวาน เพราะมันจะล่อลวงคุณไปสู่หายนะ
พวกกลับกลอก (มุนาฟิก) กำลังเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ
พวกเขาเหมือนทูตสวรรค์ในคราบงูเห่า
พวกเขาจะทำตัวเป็นมิตรแท้
เพียงเพื่อจะวางกับดักล่อลวงคุณ
ใคร ๆ ก็กล่าวอ้างได้ว่าตนเองถูก และผู้อื่นนั้นผิด
แต่อิสลามคือบรรทัดฐานเพียงหนึ่งเดียวที่จะตัดสินว่าใครคือผู้ที่ถูกต้อง
ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามหลักการอิสลามคือผู้ที่หลงผิด
ใครก็ตามที่รู้จักประวัติศาสตร์ดี ย่อมจะยืนยันคำกล่าวนี้ได้
ทำไมคนที่รู้สึกไม่สบายถึงต้องรีบไปพบแพทย์
เพราะไม่มีใครอยากตาย ชีวิตนั้นหอมหวานกว่าสิ่งใด ๆ ทั้งสิ้น
จะมีใครบนโลกนี้บ้างที่อ้างว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่ตลอดไป
ความตายไม่ใช่การสูญสิ้น จงเชื่อมั่นในชีวิตหลังความตายในหลุมฝังศพ
ญันนะฮ์นั้นเป็นนิรันดร์ และญะฮันนัมก็เช่นกัน ดังที่มีระบุไว้ในอัลกุรอาน
จงระวังความทุกข์ทรมานอันเป็นนิรันดร์ แม้มันจะเป็นเพียงข้อสงสัยสำหรับคุณก็ตาม
แต่กระนั้นบางคนก็ยังปฏิเสธ
ประดุจค้างคาวที่หลบหนีแสงสว่าง และประดุจอีกาที่ชื่นชอบกองขยะ
มีเพียงนกไนติงเกลเท่านั้น
ที่จะโหยหาดอกกุหลาบ
ผู้ที่ยอมสยบต่ออารมณ์ใฝ่ต่ำ
ย่อมไม่อาจรักอิสลามได้
สองสิ่งนี้ไม่มีวันบรรจบกันได้
เพราะความดีและความชั่วคือสิ่งที่ตรงข้ามกัน
มุสลิมคือผู้ที่รักษาความถูกต้องและเมตตาต่อสรรพสิ่ง
แต่ผู้ปฏิเสธนั้นเปรียบเสมือนอสรพิษ ที่มีความสุขกับการทำร้ายผู้อื่น
อนิจจา โอ้พระผู้อภิบาล เราอยู่ในยุคสมัยที่ยากลำบากเหลือเกิน
มีผู้คนเพียงน้อยนิดที่ดำรงการละมาด และความรู้ทางศาสนาก็กำลังถูกลืมเลือน
ซัยยิด อับดุลฮะกีม อัรฺวาซี
(เราะหฺมะตุลลอฮิ อะลัยฮ์)
