นบีที่รัก

ภาคที่หนึ่ง
ท่านศาสนทูต สุลต่านแห่งจักรวาลของเรา

คาบสมุทรอาระเบีย (คริสต์ศตวรรษที่ 6)

อัศเศาะลาตุ วัสสลามุ อะลัยกะ ยา เราะซูลัลลอฮฺ

อัศเศาะลาตุ วัสสลามุ อะลัยกะ ยา ฮะบีบัลลอฮฺ

อัศเศาะลาตุ วัสสลามุ อะลัยกะ ยา ซัยยิดัลเอาวะลีนะ วัลอาคิรีน

"หากมิใช่เพราะเจ้า ข้าจะไม่สร้างจักรวาล" หะดีษกุดซีย์

มุฮัมมัด อะลัยฮิสสลาม คือฮะบีบ (ที่รัก) ของอัลลอฮฺ ตะอาลา ท่านคือผู้ที่ประเสริฐ งดงาม และมีเกียรติที่สุดในทุกด้าน ท่านอยู่เหนือมนุษย์และสรรพสิ่งทั้งปวง ท่านคือศาสนทูตท่านสุดท้ายและเป็นผู้ที่สูงส่งที่สุด ผู้ซึ่งอัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงสรรเสริญและทรงเลือกให้เป็นศาสดาสำหรับมนุษย์และญินทั้งปวง

ท่านถูกส่งมาเพื่อเป็นความเมตตาแก่สากลโลก ทุกสิ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อท่าน นามอันประเสริฐของท่านคือ มุฮัมมัด ซึ่งหมายถึง 'ผู้ที่ได้รับการสรรเสริญซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผู้ที่ได้รับการสรรเสริญเป็นอย่างมาก' ท่านยังมีนามอันประเสริฐอื่น ๆ เช่น อะห์มัด มะห์มูด และ มุศเฏาะฟา บิดาของท่านชื่อ อับดุลลอฮฺ รอซูลุลอักรอม (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม) ถือกำเนิดเมื่อ 53 ปีก่อนฮิจเราะฮฺ (คริสต์ศักราช 571) ในคืนวันจันทร์ใกล้รุ่งเช้า วันที่ 12 เดือนรอบีอุลเอาวัล ณ นครมักกะฮฺ นักประวัติศาสตร์กล่าวว่าวันนี้ตรงกับ วันที่ 20 เมษายน คริสต์ศักราช 571

ไม่กี่เดือนก่อนท่านเกิด บิดาของท่าน อับดุลลอฮฺ เสียชีวิตลง และ เมื่อท่านอายุได้หกปี มารดาของท่าน อามีนะฮฺ ก็ได้เสียชีวิตลง ด้วยเหตุนี้ ท่านศาสดาของเราจึงได้รับสมญานามว่า "ดุรรุล ยะตีม" (ไข่มุกอันประเสริฐ มีเพียงหนึ่งเดียว และล้ำค่าที่สุดในบรรดาหอยมุกทั้งปวง) ท่านอยู่กับปู่ของท่าน อับดุลมุฏฏอลิบ จนถึงอายุแปดปี หลังจากปู่ของท่านเสียชีวิต ท่านได้อยู่กับ อบู ฏอลิบ ลุงของท่าน

เมื่อท่าน อายุยี่สิบห้าปี ท่านได้สมรสกับท่านหญิงคอดีญะฮฺ อัลกุบรอ บุตรชายคนแรกที่เกิดจากท่านหญิงมีชื่อว่า กอซิม ในหมู่ชาวอาหรับมีธรรมเนียมที่จะเรียกบุคคลหนึ่งด้วยชื่อของบุตรชายคนแรก ดังนั้น ท่านรอซูลของเราจึงถูกเรียกว่า "อบุลกอซิม" หมายถึง บิดาของกอซิม

เมื่อท่าน อายุสี่สิบปี อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงแจ้งแก่ท่านว่าท่านคือศาสดาของมนุษย์และญินทั้งปวง สามปีต่อมา ท่านเริ่มเชิญชวนทุกคนสู่อีมาน (ศรัทธา) เมื่ออายุห้าสิบสองปี เกิดเหตุการณ์มิอฺรอจ1 ขึ้น เมื่อท่าน อายุห้าสิบสามปี (คริสต์ศักราช 622) ท่านได้อพยพจากมักกะฮฺไปยังมะดีนะฮฺ ท่านรอซูลร่วมสงคราม ยี่สิบเจ็ดครั้ง โดยเป็นกองกำลังทหารทั้งหมดเก้าครั้ง และเป็นผู้บัญชาการในครั้งที่เหลือ ท่านเสียชีวิต ณ มะดีนะฮฺ อัลมุเนาวะเราะฮฺ (นครแห่งรัศมี) เมื่อท่านมีอายุ 63 ปี (คริสต์ศักราช 632) ในช่วงเวลาก่อนเที่ยงของวันจันทร์ที่ 12 เดือนรอบีอุลเอาวัล ปีฮิจเราะฮฺที่ 11

แม้ว่าอัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงเรียกบรรดาศาสดาของพระองค์ด้วยชื่อของพวกท่าน แต่พระองค์ทรงสรรเสริญท่านด้วยการเรียกท่านว่า "ฮะบีบของข้า" ในอายะฮฺอัลกะรีมะฮฺ พระองค์ตรัส ในมะอัล2 โดยมีความหมายว่า "เราได้ส่งเจ้ามาเพื่อเป็นความเมตตาแก่โลกทั้งมวล"3 และในหะดีษกุดซีย์ "หากมิใช่เพราะเจ้า ข้าจะไม่สร้างจักรวาล"4

ดังที่ท่านซัยยิด อับดุลฮะกีม อัรวาซี ได้กล่าวไว้ว่า "ศาสดาทุกท่าน ในแต่ละยุคสมัยและสถานที่ของท่าน ล้วนมีความประเสริฐกว่าประชาชาติของท่านในทุกด้าน แต่ท่านนบีมุฮัมมัด อะลัยฮิสสลาม นั้นประเสริฐที่สุดเหนือสรรพสิ่งทั้งปวงที่เคยมีมาและจะมีมา ในทุก ๆ ยุคสมัยและในทุก ๆ ดินแดน นั่นคือตั้งแต่วันที่โลกถูกสร้างขึ้นจนกระทั่งถึงวันสิ้นโลก ไม่มีผู้ใดประเสริฐกว่าท่านในด้านใดเลย ญะนาบุลฮักทรงสร้างท่านเช่นนั้น"

การสร้างนูร (รัศมี) อันประเสริฐของท่าน

"เจ้า นั่นคือ นูรของเจ้าได้มาถึงเจ้าหลังจากที่ถูกส่งผ่านจากผู้หนึ่งที่สุญูด (ก้มกราบ) ไปยังอีกผู้หนึ่งเสมอมา" อัชชุอะรออ์: 219

ก่อนที่อัลลอฮฺ ตะอาลา จะทรงสร้างสิ่งใด พระองค์ได้สร้างนูรอันประเสริฐของ มุฮัมมัด อะลัยฮิสสลาม ท่านนบีที่รักของเราก่อน บรรดาปราชญ์แห่งตัฟซีร (การอรรถาธิบายอัลกุรอาน) และหะดีษ (วจนะของท่านศาสดา) หลายท่านได้กล่าวว่า "ญะนาบุลฮักทรงสร้างสสารอันบริสุทธิ์และยิ่งใหญ่จากนูรของพระองค์เอง และทรงนำจักรวาลทั้งหมดมาสู่การมีอยู่จากสสารนั้น สสารนี้เรียกว่า "นูรุลมุฮัมมะดีย์" จุดเริ่มต้นและที่มาของวิญญาณและวัตถุทั้งปวงมาจากสสารนั้น"

วันหนึ่ง ญาบิร บิน อับดุลลอฮฺ หนึ่งในบรรดาเศาะฮาบะฮฺผู้ทรงเกียรติ ถามว่า "โอ้ รอซูลุลลอฮฺ สิ่งแรกที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงสร้างคืออะไร" ท่านตอบว่า "ก่อนสิ่งใดทั้งปวง พระองค์ทรงสร้างนูรของศาสดาของเจ้า นั่นคือ นูรของฉัน โดยสร้างจากนูรของพระองค์เอง ในขณะนั้น ยังไม่มี ลาวห์(บันทึกกำหนดของอัลลอฮฺ) กอลัม (ปากกาจดบันทึก) ญันนะฮฺ ญะฮันนัม บรรดามะลาอิกะฮฺ สะมาวาต (ชั้นฟ้า) อัรฎฺ (แผ่นดิน) ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ มนุษย์และญิน"

เมื่อหัวใจและเรือนร่างอันประเสริฐของนบีอาดัม อะลัยฮิสสลาม ถูกสร้างขึ้น นูรุลมุฮัมมะดีย์ถูกวางไว้ระหว่างคิ้วทั้งสองของท่าน เมื่อวิญญาณถูกประทานให้แก่ นบีอาดัม อะลัยฮิสสลาม ได้ปรากฎนูรส่องสว่างดุจดาวเหนือบนหน้าผากของท่าน

เมื่อนบีอาดัม อะลัยฮิสสลาม ถูกสร้างขึ้น ท่านได้รับการดลใจว่าอัลลอฮฺนั้นทรงเรียกท่านว่า อบูมุฮัมมัด หมายถึง บิดาของมุฮัมมัด ท่านจึงถามว่า "โอ้ พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ เหตุใดพระองค์จึงประทานนามว่าอบูมุฮัมมัดแก่ข้า" อัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสแก่ท่านว่า "โอ้ อาดัม! จงเงยหน้าของเจ้าขึ้นเถิด" เมื่อนบีอาดัม อะลัยฮิสสลาม เงยหน้าขึ้น ท่านเห็นนาม อะห์มัด ที่เขียนด้วยนูรของท่านนบีที่รักของเรา (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม) บนอะรัชุลอะอฺลา5 จากนั้นท่านถามว่า "โอ้ พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ เขาผู้นี้คือใครหรือ" อัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสว่า "นี่คือศาสดาจากลูกหลานของเจ้า นามของเขาในชั้นฟ้าคืออะห์มัด และบนแผ่นดินคือ มุฮัมมัด หากมิใช่เพราะเขา ข้าจะไม่สร้างเจ้า ข้าจะไม่สร้างแผ่นดินและท้องฟ้า"6

นูรของท่านส่งผ่านจากหน้าผากอันบริสุทธิ์สู่หน้าผากอันบริสุทธิ์

เมื่อนบีอาดัม อะลัยฮิสสลาม ถูกสร้างขึ้น นูรอันประเสริฐของ มุฮัมมัด อะลัยฮิสสลาม ท่านนบีที่รักของเรา ถูกวางไว้บนหน้าผากของท่าน นูรนั้นเริ่มเปล่งประกายจากหน้าผากของท่าน ดังที่เขียนไว้ใน "ตัฟซีร อัลมัซฮะรีย์" นับตั้งแต่นบีอาดัม อะลัยฮิสสลาม นูรนี้ได้ถูกส่งผ่านจากบิดาผู้บริสุทธิ์สู่มารดาผู้บริสุทธิ์และจนมาถึงท่านนบี อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงประกาศเรื่องนี้ในอายะฮฺอัลกะรีมะฮฺไว้ว่า

"เจ้าเอ๋ย นั่นคือ นูรของเจ้า ได้มาถึงเจ้าหลังจากที่ถูกส่งผ่านจากผู้หนึ่งที่สุญูดไปยังอีกผู้หนึ่งเสมอมา" อัชชุอะรออ์: 219

"เจ้าเอ๋ย นั่นคือ นูรของเจ้า ได้มาถึงเจ้าหลังจากที่ถูกส่งผ่านจากผู้หนึ่งที่สุญูด (ก้มกราบในการละหมาด) ไปยังอีกผู้หนึ่งเสมอมา"7

มีการประกาศในหะดีษว่า "อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงสร้างมนุษย์ พระองค์ทรงสร้างฉันจากมนุษย์ที่ดีที่สุด จากนั้นพระองค์ทรงเลือกผู้ที่ดีที่สุดจากพวกเขา (ในอาระเบีย) พระองค์ทรงสร้างฉันจากพวกเขา จากนั้นเลือกบ้านเรือนที่ดีที่สุด ครอบครัวที่ดีที่สุด พระองค์ทรงสร้างฉันจากพวกเขา ดังนั้น วิญญาณและร่างกายของฉันจึงเป็นสิ่งถูกสร้างที่ดีที่สุด สายตระกูล บรรพบุรุษของฉันคือผู้ที่ดีที่สุดของมนุษยชาติ"

ในอีกหะดีษหนึ่งกล่าวว่า "อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงสร้างทุกสิ่งขึ้นจากความว่างเปล่า ในบรรดาทุก ๆ สรรพสิ่ง พระองค์ทรงโปรดปรานมนุษย์และทำให้พวกเขามีคุณค่า พระองค์ทรงให้บรรดาผู้ที่พระองค์ทรงเลือกในหมู่พวกเขาตั้งถิ่นฐานในดินแดนอาระเบีย พระองค์ทรงเลือกฉันจากบรรดาผู้ที่ถูกเลือกในอาระเบีย พระองค์ทรงวางฉันในหมู่ผู้มีเกียรติ ผู้ที่ดีที่สุดของผู้คนในทุกยุคสมัย ดังนั้น ผู้ที่รักบรรดาผู้ที่อยู่ในอาระเบียที่ซื่อสัตย์ต่อฉัน รักพวกเขาเพราะฉัน ผู้ที่เป็นศัตรูต่อพวกเขาคือผู้ที่เป็นศัตรูต่อฉัน"

พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างอาดัม ประดับประดาโลกทั้งมวลด้วยท่านอาดัม

ทรงบัญชามลาอิกะฮฺให้สุญูดต่ออาดัม

ทรงประทานความโปรดปรานมากมายให้แก่ท่าน

ทรงประทานรัศมีของมุศฏอฟาบนหน้าผากของท่าน

ตรัสว่า จงรู้ไว้เถิด นี่คือ "นูร" แห่งที่รักของข้า

"นูร" นั้นสถิตบนหน้าผากของท่าน คงอยู่กับท่านตราบนานเท่านาน

จงรู้ไว้ว่า "นูร" ถูกส่งต่อไปยังหน้าผากของเฮาวาอฺ (อีฟ)

คงอยู่กับนางหลายเดือนหลายปี

เมื่อชีษฺถือกำเนิด "นูร" ถูกส่งต่อไปยังท่าน

บนหน้าผากของท่าน "นูร" ปรากฏชัด

ถึงอิบรอฮีมและอิสมาอีลด้วย

เรื่องคงจะยาวหากข้าเล่าต่อทั้งหมด

การสืบทอดและเชื่อมต่อเป็นเช่นนี้จนถึงมุศฏอฟา

ความเมตตาแห่งโลกได้มาถึงท่านแล้ว และจะอยู่กับท่าน

หากท่านปรารถนาจะพ้นไฟนรก

จงกล่าวซอละวาตด้วยความรักและศรัทธา

นับตั้งแต่ท่านอาดัม อะลัยฮิสสลาม มนุษย์คนแรกที่ถูกสร้างขึ้น ได้ทำการครองไว้ซึ่งอนุภาคของท่านนบีมุฮัมมัด อะลัยฮิสสลาม ไว้กับตนด้วย นูร (รัศมี) ของท่านได้เปล่งประกายบนหน้าผากของท่าน อนุภาคนี้เองได้ถูกส่งผ่านไปยังท่านหญิงเฮาวาอฺ และจากท่านหญิงไปยังท่านชีษฺ อะลัยฮิสสลาม เช่นนั้นจึงเป็นการสืบทอดจากบุรุษผู้บริสุทธิ์สู่สตรีผู้บริสุทธิ์ และจากสตรีผู้บริสุทธิ์สู่บุรุษผู้บริสุทธิ์ นูรของท่านมุฮัมมัด อะลัยฮิสสลาม ได้ส่งผ่านจากหน้าผากอันบริสุทธิ์สู่หน้าผากอันบริสุทธิ์ พร้อมกับอนุภาคของท่าน

"ลูกเอ๋ย นูรที่ส่องแสงบนหน้าผากของเจ้านี้ คือนูรของนบีท่านสุดท้าย มุฮัมมัด อะลัยฮิสสลาม จงส่งมอบนูรนี้แก่สตรีผู้บริสุทธิ์และผู้ที่ศรัทธาในอัลลอฮฺ และจงสั่งบุตรของเจ้าให้ทำเช่นเดียวกันในวาระสุดท้ายด้วย"
ท่านอาดัม อะลัยฮิสสลาม

ทุกครั้งที่บรรดามลาอิกะฮฺมองดูใบหน้าของท่านอาดัม อะลัยฮิสสลาม พวกเขาจะเห็นนูรของท่านมุฮัมมัด อะลัยฮิสสลาม บนหน้าผากของท่าน และจะกล่าวอิสติฆฺฟาร (ขออภัยโทษ) แก่ท่านอาดัม อะลัยฮิสสลาม

เมื่อท่านใกล้สิ้นชีวิต ท่านอาดัม อะลัยฮิสสลาม ได้กล่าวแก่ ชีษฺ อะลัยฮิสสลาม บุตรชายของท่าน ว่า "ลูกเอ๋ย นูรที่เปล่งประกายบนหน้าผากของเจ้านี้ คือนูรของนบีท่านสุดท้าย มุฮัมมัด อะลัยฮิสสลาม จงส่งมอบนูรนี้แก่สตรีผู้บริสุทธิ์และศรัทธาในอัลลอฮฺ และจงสั่งบุตรของเจ้าให้ทำเช่นเดียวกันในวาระสุดท้ายด้วย"

จวบจนถึงท่านนบีมุฮัมมัด อะลัยฮิสสลาม บรรดาบิดาทั้งหลายต่างสั่งเสียแก่บุตรชายของตนเช่นนี้ พวกท่านทั้งหมดได้ปฏิบัติตามคำสั่งเสียนี้และสมรสกับหญิงที่มีเกียรติและบริสุทธิ์ที่สุด

"นูร" ได้ถูกส่งผ่านจากหน้าผากของบุรุษและสตรีผู้บริสุทธิ์ ไปจนถึงเจ้าของที่แท้จริง หากบรรพบุรุษท่านใดของท่านรอซูลุลลอฮฺมีบุตรชายสองคน หรือวงศ์วานใดแยกออกเป็นสองสาย นูรของท่านนบีมุฮัมมัด อะลัยฮิสสลาม จะอยู่กับฝ่ายที่มีเกียรติและเป็นมงคลที่สุด ในทุกศตวรรษ ผู้ที่เป็นบรรพบุรุษของท่านจะเป็นที่ประจักษ์ด้วยนูรบนหน้าผาก มีสายตระกูลที่ได้รับเลือกให้รับไว้ซึ่งนูรของท่าน และในทุกศตวรรษ ผู้หนึ่งจากสายตระกูลนั้น ๆ จะมีใบหน้าที่งดงามและเจิดจรัส ด้วยนูรนี้ ท่านผู้นั้นจะมีความโดดเด่นในหมู่พี่น้อง และวงศ์วานของท่านจะมีเกียรติและสูงส่งกว่าวงศ์วานอื่น ๆ8

ในหะดีษบทหนึ่ง ท่านนบีผู้เป็นที่รักของเราได้กล่าวว่า "ไม่มีบรรพบุรุษคนใดของฉันที่ทำซินา อัลลอฮฺตะอาลาทรงสร้างฉันจากบรรดาบิดาผู้ทรงคุณธรรมและดีงาม และมารดาผู้บริสุทธิ์ หากบรรพบุรุษคนใดของฉันมีบุตรชายสองคน ฉันย่อมอยู่ในสายที่เป็นมงคลและดีที่สุดในสองสายนั้น"

"นูร" ที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นนับแต่ท่านอาดัม อะลัยฮิสสลาม ได้มาถึงท่านตารูค และผ่านจากท่านไปยังบุตรชายคือท่านอิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม จากนั้นถึงบุตรชายของท่านคือท่านอิสมาอีล อะลัยฮิสสลาม "นูร" ส่องแสงบนหน้าผากของท่านดั่งดวงตะวัน แล้วถ่ายทอดไปยังบุตรชายคนหนึ่งของท่านคือท่านอัดนาน สู่ท่านมะอัดดฺ และสู่ท่านนิซาร เมื่อท่านนิซารถือกำเนิด บิดาของท่านคือมะอัดดฺมีความปลื้มปีติที่ได้เห็นนูรบนหน้าผากของบุตรชาย ท่านจึงจัดงานเลี้ยงและกล่าวว่า "งานเลี้ยงนี้เป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยสำหรับบุตรคนนี้" ด้วยเหตุนี้ ชื่อของท่านจึงคงเป็น "นิซาร" ซึ่งหมายถึง สิ่งเล็กน้อย ถัดมาจากท่าน "นูร" ได้ถูกถ่ายทอดต่อเนื่องกันมาจนถึงเจ้าของที่แท้จริง ซึ่งก็คือ ท่านนบีที่รักของเรา คอตัมมุลอันบิยาอฺ มุฮัมมัด อะลัยฮิสสลาม

ท่านนบีผู้เป็นที่รักของเราได้กล่าวในหะดีษว่า "ฉันคือมุฮัมมัด บุตรแห่งอับดุลลอฮฺ บุตรแห่งอับดุลมุฏฏอลิบ (ชัยบะฮฺ) บุตรแห่งฮาชิม (อัมรฺ) บุตรแห่งอับดุลมะนาฟ (มุฆีเราะฮฺ) บุตรแห่งกุศ็อย (ซัยดฺ) บุตรแห่งกิลาบ บุตรแห่งมุรเราะฮฺ บุตรแห่งกะอฺบ บุตรแห่งลุวัย บุตรแห่งฆอลิบ บุตรแห่งฟิฮฺร บุตรแห่งมาลิก บุตรแห่งนัฎรฺ บุตรแห่งกินานะฮฺ บุตรแห่งคุซัยมะฮฺ บุตรแห่งมุดริกะฮฺ (อามิร) บุตรแห่งอิลยาส บุตรแห่งมุฎอร บุตรแห่งนิซาร บุตรแห่งมะอัดดฺ บุตรแห่งอัดนาน เมื่อใดก็ตามที่สายตระกูลของฉันแยกเป็นสอง แน่นอนว่าอัลลอฮฺทรงวางฉันไว้ในด้านที่ดีที่สุดเสมอ..."9

ในหะดีษชะรีฟอีกบทหนึ่ง ท่านได้กล่าวว่า "จากบรรดาลูกหลานของอิบรอฮีม อัลลอฮฺทรงเลือกอิสมาอีล และจากลูกหลานของอิสมาอีล พระองค์ทรงเลือกวงศ์กินานะฮฺ และจากวงศ์กินานะฮฺ พระองค์ทรงเลือกวงศ์กุร็อยชฺ และจากวงศ์กุร็อยชฺ พระองค์ทรงเลือกวงศ์ฮาชิม และจากวงศ์ฮาชิม พระองค์ทรงเลือกวงศ์อับดุลมุฏฏอลิบ และในหมู่พวกเขา พระองค์ทรงเลือกฉัน"10

สายตระกูลอันทรงเกียรติของท่านนบีจนถึงท่านอัดนาน ได้แก่

มุฮัมมัด อะลัยฮิสสลาม
อับดุลลอฮฺ อับดุลมุฏฏอลิบ (ชัยบะฮฺ)
ฮาชิม (อัมรฺ)
อับดุลมะนาฟ (มุฆีเราะฮฺ)
กุศ็อย (ซัยดฺ)
กิลาบ
มุรเราะฮฺ
กะอฺบ
ลุวัย
ฆอลิบ
ฟิฮฺร
มาลิก
นัฎรฺ
กินานะฮฺ
คุซัยมะฮฺ
มุดริกะฮฺ (อามิร)
อิลยาส
มุฎอร
นิซาร
มะอัดดฺ
อัดนาน

อับดุลมุฏฏอลิบ ผู้เป็นปู่ของท่านนบี

ท่านนบีผู้เป็นที่รักของเรา (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) สืบเชื้อสายมาจากวงศ์ฮาชิม ซึ่งเป็นสายหนึ่งของเผ่ากุร็อยชฺ บิดาของท่านคืออับดุลลอฮฺ บิดาของอับดุลลอฮฺคือชัยบะฮฺ ชัยบะฮฺ ผู้เป็นปู่ของท่านนบี ถือกำเนิด ณ เมืองมะดีนะฮฺ บิดาของท่าน คือ ฮาชิม สิ้นชีวิต ในขณะที่ชัยบะฮฺยังเล็ก

วันหนึ่ง ขณะที่ท่านกำลังฝึกยิงธนูกับเพื่อน ๆ ที่หน้าบ้านของลุงฝ่ายมารดาในมะดีนะฮฺ บรรดาผู้ใหญ่ที่มองดูพวกเขาขณะนั้นต่างประหลาดใจกับ "นูร" ที่ส่องประกายบนหน้าผากของชัยบะฮฺ พวกเขาเดาว่าท่านคงเป็นบุตรของผู้มีเกียรติ และเมื่อถึงคราวที่ชัยบะฮฺจะยิงธนู ท่านได้ง้างคันธนูและปล่อยลูกธนูไปยังเป้าหมาย เมื่อลูกธนูพุ่งเข้าเป้าอย่างแม่นยำ ท่านก็กล่าวด้วยความตื่นเต้นว่า "ข้าคือบุตรแห่งฮาชิม แน่นอน ลูกธนูของข้าย่อมต้องเข้าเป้า" พวกเขาจึงได้ทราบจากคำพูดของท่านที่ว่า ท่านคือบุตรของฮาชิมแห่งนครมักกะฮฺ ซึ่งได้สิ้นชีวิตไปแล้วก่อนหน้านี้

เมื่อชายผู้หนึ่งจากวงศ์วานอับดุลมะนาฟกลับสู่มักกะฮฺ เขาได้บอกมุฏฏอลิบผู้เป็นพี่ชายของฮาชิมว่า "ชัยบะฮฺ หลานชายของท่าน ที่อยู่ในมะดีนะฮฺ เป็นเด็กที่ฉลาดเฉลียวยิ่งนัก และมีนูรเป็นประกายบนหน้าผากซึ่งทุกคนต่างชื่นชม สมควรหรือที่จะแยกเด็กผู้เลอค่าเช่นนี้ไว้ห่างไกลจากท่าน" ด้วยเหตุนี้ มุฏฏอลิบจึงรีบเดินทางไปมะดีนะฮฺทันที และพาหลานชายชัยบะฮฺกลับมายังมักกะฮฺ เมื่อผู้คนตามท้องถนนในมักกะฮฺถามว่า "เด็กคนนี้คือใคร" ท่านจะตอบว่า "เขาคือบ่าวของข้า" หลังจากนั้น ชื่อของชัยบะฮฺจึงกลายเป็น อับดุลมุฏฏอลิบ ซึ่งหมายถึง บ่าวของมุฏฏอลิบ11

อับดุลมุฏฏอลิบอยู่กับลุงของท่านจนกระทั่งท่านสิ้นชีวิต กลิ่นหอมของชะมดเชียงโชยจากร่างอันประเสริฐของอับดุลมุฏฏอลิบ นูรของท่านมุฮัมมัด อะลัยฮิสสลาม ผู้เป็นที่รักของอัลลอฮฺตะอาลา ส่องประกายบนหน้าผากและแผ่ความดีงามและความบะเราะกะฮฺไปทั่ว ยามใดที่เกิดภัยแล้งและฝนไม่ตก ชาวมักกะฮฺจะพาอับดุลมุฏฏอลิบขึ้นไปบนภูเขาษะบีรฺและวิงวอนให้ท่านดุอาขอฝน ท่านไม่เคยปฏิเสธผู้ใดและจะวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺเพื่อให้ฝนตก ญะนาบุลฮักจะตอบรับดุอาของอับดุลมุฏฏอลิบด้วยเกียรติแห่งนูรของท่านนบีที่รักของเรา ที่ส่องประกายอยู่บนหน้าผากของท่าน และทรงประทานฝนอย่างชุ่มฉ่ำ ด้วยเหตุนี้ คุณค่าและเกียรติของอับดุลมุฏฏอลิบจึงเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน ชาวมักกะฮฺเลือกท่านเป็นผู้นำ ไม่มีผู้ใดขัดคำสั่งของท่าน และผู้ที่อยู่ภายใต้การปกครองของท่านจะพบความสะดวกสบายและความสงบสุข ผู้ปกครองในยุคนั้นต่างยกย่องคุณธรรมและความยิ่งใหญ่ของอับดุลมุฏฏอลิบ มีเพียงกษัตริย์แห่งเปอร์เซียที่อิจฉาและแอบเก็บงำความเป็นศัตรูต่อท่านทั้งเปิดเผยและแบบลับ ๆ

อับดุลมุฏฏอลิบเป็นหะนีฟ กล่าวคือมุสลิม ท่านดำรงอยู่ในศาสนาของบรรพบุรุษท่านผู้หนึ่ง คือท่านอิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม12 ผู้อยู่บนหนทางแห่งเตาฮีด นั่นคือการศรัทธาในการมีอยู่และความเป็นหนึ่งเดียวของอัลลอฮฺ ผู้ไม่นึกถึงสิ่งใดนอกจากพระองค์ และเป็นผู้ที่เป็นหะนีฟ ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงไม่เคยบูชารูปเคารพหรือแม้แต่เข้าใกล้มัน ท่านจะละหมาดและทำอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺรอบกะอฺบะฮฺ

น้ำซัมซัม

วันหนึ่งท่านได้ฝันว่า มีคนคนหนึ่งกล่าวว่า "โอ้ อับดุลมุฏฏอลิบ! จงลุกขึ้นและขุดฏ็อยยิบะฮฺ" วันต่อมา คนผู้นั้นกล่าวว่า "จงลุกขึ้นและขุดบัรเราะฮฺ" ในวันที่สาม คนคนเดียวกันสั่งว่า "จงลุกขึ้น ขุดมัดนูนะฮฺ" ท่านก็ยังฝันเช่นเดิมจนถึงวันที่สี่ เมื่อบุคคลคนนั้นกล่าวว่า "โอ้ อับดุลมุฏฏอลิบ จงลุกขึ้น ขุดบ่อน้ำซัมซัม" อับดุลมุฏฏอลิบถามว่า "ซัมซัมคืออะไร บ่อน้ำอยู่ที่ใด" บุคคลนั้นตอบว่า "ซัมซัมคือน้ำที่ไม่มีวันหมด และก้นบ่อไม่มีใครหยั่งถึง มันเพียงพอสำหรับผู้แสวงบุญที่มาจากทุกมุมโลก มันพุ่งขึ้นมาจากจุดที่ญิบรีล อะลัยฮิสสลาม โบกปีกของท่าน มันคือน้ำที่อัลลอฮฺตะอาลาทรงสร้างให้แก่อิสมาอีล อะลัยฮิสสลาม มันดับความกระหายของผู้ที่กระหาย"

บ่อน้ำซัมซัม

บ่อน้ำซัมซัมตั้งอยู่ตรงข้ามมุมหะญัรุลอัสวัดในมัสยิดอัล-หะรอม มีขอบหินล้อมรอบ พื้นเป็นหินอ่อนและลาดเอียงเข้าหากำแพง สุลต่านอับดุลฮะมีดที่ 1 ได้สร้างบ่อน้ำขึ้นเพื่อป้องกันน้ำรั่วซึม สิ่งก่อสร้างอันงดงามซึ่งเป็นมรดกล้ำค่าทางประวัติศาสตร์นี้ถูกรื้อทำลายในปี พ.ศ. 2506 ปากบ่อและพื้นที่โดยรอบประมาณไม่กี่เมตรถูกลดระดับต่ำลงจากพื้นดินหลายเมตร ต่อมาถูกปิดคลุมทั้งหมดและปูด้วยหินอ่อน ปัจจุบันจึงไม่สามารถมองเห็นบ่อน้ำนี้ได้

"น้ำซัมซัมได้บรรเทาผู้หิวโหยและช่วยรักษาผู้เจ็บป่วย"
หะดีษ ชะรีฟ

น้ำซัมซัมได้บรรเทาผู้หิวโหย ช่วยรักษาผู้ที่เจ็บป่วย เราจะบอกตำแหน่งของมันให้แก่เจ้า จะมีสถานที่แห่งหนึ่งที่ผู้คนทิ้งเศษซากที่เหลือจากการเชือดกุรบาน เมื่อเจ้าอยู่ที่นั่น จะมีกาปากแดงตัวหนึ่งมา มันจะขุดคุ้ยพื้นดินด้วยจงอยปากของมัน เจ้าจะเห็นรังมดอยู่ตรงที่กาขุด นั่นแหละคือที่ตั้งของซัมซัม"13

ในยามเช้า อับดุลมุฏฏอลิบได้พา ฮาริษ บุตรชายของท่านไปยังกะอฺบะฮฺ และเริ่มรอคอยด้วยความตื่นเต้น และในชั่วขณะหนึ่งดังที่ได้ถูกเอ่ยไว้ในความฝัน กาปากแดงตัวหนึ่งบินมาเกาะที่หลุมแห่งหนึ่งและเริ่มจิกพื้นดินด้วยจงอยปากของมัน รังมดปรากฏขึ้นจากใต้ดิน อับดุลมุฏฏอลิบและบุตรชายฮาริษจึงเริ่มลงมือขุดทันที หลังจากขุดไปสักพัก ปากบ่อก็ปรากฏขึ้น เมื่ออับดุลมุฏฏอลิบเห็นเช่นนั้น ท่านจึงเริ่มกล่าวตักบีร "อัลลอฮฺอักบัร อัลลอฮฺอักบัร"

ชาวกุร็อยช์ ซึ่งได้จับตาดูการขุดพบบ่อน้ำมาตั้งแต่ต้น กล่าวแก่ท่านว่า "โอ้ อับดุลมุฏฏอลิบ นี่คือบ่อน้ำของบิดาเรา อิสมาอีล พวกเราก็มีสิทธิใช้มันด้วย ท่านต้องให้พวกเราเป็นหุ้นส่วนในงานนี้" อับดุลมุฏฏอลิบปฏิเสธทันทีและตอบว่า "ไม่ งานนี้คือหน้าที่ที่ถูกมอบหมายแก่ข้าเท่านั้น" เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชาวกุร็อยช์จึงกล่าวว่า "ท่านอยู่เพียงลำพัง ท่านก็ไม่มีใครนอกจากบุตรชายเพียงคนเดียว ท่านจะต่อต้านพวกเราเช่นนี้ไม่ได้"

อับดุลมุฏฏอลิบรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง เพราะพวกเขากำลังทำให้ท่านรู้สึกไร้ค่าที่ท่านไม่มีใครเคียงข้างเลย ท่านยกมือขึ้นสู่ฟากฟ้าและวิงวอนต่ออัลลอฮฺตะอาลา "โอ้พระผู้อภิบาลของข้า โปรดประทานบุตรชายสิบคนแก่ข้า หากพระองค์ทรงตอบรับดุอาของข้า ข้าจะสละหนึ่งในบุตรเหล่านั้น ณ กะอฺบะฮฺ"14

อับดุลมุฏฏอลิบคิดว่าการขุดต่อไปจะทำให้เกิดอันตราย และอาจเกิดการปะทะรุนแรงขึ้นได้ ท่านจึงหยุดขุดและพยายามหาข้อตกลง ท่านขอให้เรื่องนี้ได้รับการตัดสินโดยผู้ชี้ขาด ในที่สุด พวกเขาตัดสินใจให้หมอดูที่อาศัยอยู่ในดามัสกัสเป็นผู้หาทางออก พวกเขาออกเดินทางพร้อมกับกลุ่มผู้นำชาวกุร็อยช์ แต่กองคาราวานไม่สามารถเคลื่อนที่ต่อไปได้เนื่องด้วยอุณหภูมิที่สูงและขาดแคลนน้ำ แม้ว่าความปรารถนาเดียวของพวกเขาคือการหาน้ำ แต่ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะหาน้ำจากท่ามกลางทะเลทรายที่กำลังแผดเผา

ขณะที่ทุกคนกำลังสิ้นหวัง อับดุลมุฏฏอลิบร้องตะโกนว่า "มาเถิด มาเถิด มารวมตัวกัน ข้าได้พบน้ำที่เพียงพอสำหรับทั้งพวกท่านและสัตว์พาหนะของท่านแล้ว" ขณะที่อับดุลมุฏฏอลิบ ผู้ถือครองไว้ซึ่งนูรอันประเสริฐของท่านมุฮัมมัด อะลัยฮิสสลาม กำลังมองหาน้ำ เท้าของอูฐท่านได้ไปติดกับก้อนหินขนาดใหญ่และเมื่อก้อนหินถูกขยับออก น้ำก็พุ่งออกมาจากใต้หิน ทุกคนได้รีบวิ่งเข้ามาและดื่มน้ำจนหมดความกระหายและฟื้นตัวขึ้นอีกครั้ง

ชาวกุร็อยช์ รู้สึกละอายใจเมื่อได้พบกับความเมตตาเช่นนี้จากอับดุลมุฏฏอลิบ จึงกล่าวว่า "โอ้ อับดุลมุฏฏอลิบ พวกเราไม่มีอะไรจะโต้แย้งท่านอีกแล้ว ท่านคือผู้ที่เหมาะสมในการขุดบ่อน้ำซัมซัมที่สุด พวกเราจะไม่เถียงท่านในเรื่องนี้อีก และคงไม่มีเหตุผลที่จะต้องไปหาผู้ตัดสินอีกต่อไป พวกเราจะกลับบ้าน" และพวกเขาจึงได้ออกเดินทางเพื่อกลับสู่มักกะฮฺ อับดุลมุฏฏอลิบ ด้วยเกียรติแห่งนูรที่ส่องประกายบนหน้าผากของท่าน เป็นผู้ได้รับเกียรติในการขุดพบบ่อน้ำซัมซัม15

บุตรผู้สละชีพ

หลังจากขุดพบบ่อน้ำซัมซัม เกียรติและชื่อเสียงของอับดุลมุฏฏอลิบยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้น เวลาผ่านไปหลายปี ญะนาบุลฮักได้ตอบรับดุอาอันจริงใจของท่าน โดยประทานบุตรชายสิบคนนอกเหนือจากฮาริษ และบุตรสาวหกคน บุตรชายเหล่านั้นมีชื่อว่า: กุษัม, อบูละฮับ, อับดุลกะอฺบะฮฺ, ฮัจญ์ล, ซุบัยรฺ, อบูฏอลิบ, อับดุลลอฮฺ, ฆ็อยดัก, ฎิรอรฺ และมุเกาวิม (ฮัมซะฮฺและอับบาสยังไม่เกิด) บุตรสาวของท่านคือ ศอฟียะฮฺ, อาติกะฮฺ, อุมมุลฮะกีม บัยฎออฺ, บัรเราะฮฺ, อุมัยมะฮฺ และ อัรวา ในบรรดาบุตรทั้งหมด อับดุลมุฏฏอลิบรักอับดุลลอฮฺมากที่สุด เพราะนูรบนหน้าผากของท่านได้เริ่มส่องประกายจากอับดุลลอฮฺ

ในฝันคืนหนึ่ง มีเสียงบอกท่านว่า "โอ้ อับดุลมุฏฏอลิบ! จงปฏิบัติตามคำสาบานของท่าน" ในยามเช้า อับดุลมุฏฏอลิบจึงได้เชือดแกะตัวหนึ่ง คืนนั้นท่านฝันอีก โดยได้รับคำสั่งว่า "จงสละสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น" ท่านจึงได้เชือดวัวในตอนกลางวัน แต่ในฝัน ท่านก็ยังได้รับคำสั่งเช่นเดิมว่า"จงสละสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น" ท่านจึงถามว่า "อะไรเล่าที่ยิ่งใหญ่กว่านี้" จากนั้นก็มีเสียงกล่าวว่า "ท่านได้สาบานไว้ว่าจะสละบุตรชายคนหนึ่งหากได้รับบุตรชายสิบคน จงปฏิบัติตามคำสาบานของท่าน"

วันรุ่งขึ้น อับดุลมุฏฏอลิบเรียกบุตรของท่านทุกคนมาพบและเล่าถึงดุอาที่ท่านได้ขอไว้เมื่อหลายปีก่อน จากนั้นท่านแจ้งแก่บุตรชายว่าท่านต้องสละหนึ่งคนในหมู่พวกเขา ไม่มีบุตรคนใดคัดค้านท่าน ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายินยอมเสียเองโดยกล่าวว่า "โอ้ บิดาของพวกเรา โปรดปฏิบัติตามคำสาบานของท่านเถิด จงทำตามที่ท่านต้องการเถิด" อับดุลมุฏฏอลิบจึงจับฉลากเพื่อเลือกบุตรที่จะถูกสละชีพ ฉลากได้ตกเป็นของอับดุลลอฮฺ บุตรที่ท่านรักที่สุด ผู้ถือครองนูรของท่านนบีมุฮัมมัด อะลัยฮิสสลาม ผู้เป็นที่รักของอัลลอฮฺตะอาลา อับดุลมุฏฏอลิบต้องตกตะลึงไปชั่วขณะ น้ำตาเอ่อล้นดวงตาของท่าน ท่านต้องปฏิบัติตามสัญญาที่ให้ไว้กับอัลลอฮฺตะอาลา ท่านถือมีดในมือข้างหนึ่ง และจูงอับดุลลอฮฺผู้เป็นที่รักด้วยมืออีกข้างหนึ่ง เดินไปยังกะอฺบะฮฺเพื่อปฏิบัติตามคำสาบานต่อพระผู้อภิบาล บิดาผู้มีน้ำตานองหน้าได้เตรียมการทั้งหมดเพื่อพลีชีพของอับดุลลอฮฺ

ในระหว่างนั้น บรรดาผู้นำกุร็อยช์ติดตามเหตุการณ์ด้วยความประหลาดใจ ในหมู่พวกเขา มีลุงทางมารดาของอับดุลลอฮฺกล่าวว่า "โอ้ อับดุลมุฏฏอลิบ หยุดเถิด! พวกเราไม่เห็นด้วยที่ท่านจะเชือดบุตรชายของท่าน หากท่านทำเช่นนั้น มันจะกลายเป็นธรรมเนียมในหมู่ชาวกุร็อยช์ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ทุกคนจะกล่าวบนบานในการสละชีพบุตรชายของตนและจะเชือดพวกเขา อย่าได้ริเริ่มสิ่งเช่นนี้เลย จงหาวิธีอื่นเพื่อให้ได้รับความพอพระทัยจากพระผู้อภิบาลของท่านเถิด" จากนั้นเขาแนะนำว่า "จงถามหมอดูเพื่อให้เขาหาทางออกให้ท่านเถิด"

เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ อับดุลมุฏฏอลิบจึงไปหาหมอดูชื่อกุฏบะฮฺ (หรือสัจญัก) ที่ค็อยบัร และอธิบายสถานการณ์ หมอดูถามว่า "ในหมู่พวกท่าน มูลค่าชีวิตของคนหนึ่งคนเท่ากับเท่าไร" เมื่อได้รับคำตอบว่า "อูฐสิบตัว" เขาจึงกล่าวว่า "จงจับฉลากระหว่างอูฐกับบุตรชายของท่าน หากฉลากออกเป็นบุตรชายของท่าน ก็ให้เพิ่มจำนวนอูฐอีกสิบตัว และจงเพิ่มต่อไปจนกว่าฉลากจะออกมาเป็นอูฐ

"ข้าคือบุตรแห่งการเสียสละถึงสองครั้ง"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

อับดุลมุฏฏอลิบรีบเดินทางกลับนครมักกะฮฺในทันที และปฏิบัติตามคำแนะนำของหมอดู ท่านทำการจับฉลากซ้ำหลายครั้ง โดยเพิ่มจำนวนอูฐขึ้นครั้งละสิบตัว ทุกครั้งที่จับฉลาก ผลปรากฏเป็นอับดุลลอฮฺเสมอ จนกระทั่งจำนวนอูฐครบหนึ่งร้อยตัว ผลฉลากจึงเปลี่ยนเป็นอูฐ เพื่อความแน่ใจ ท่านจับฉลากเพิ่มอีกสองครั้ง ซึ่งผลก็ออกมาเป็นอูฐทั้งสองครั้ง อับดุลมุฏฏอลิบจึงทำการเชือดอูฐพร้อมกล่าวตักบีรว่า "อัลลอฮฺอักบัร! อัลลอฮฺอักบัร!" โดยทั้งตัวท่านและบุตรชายมิได้รับส่วนแบ่งเนื้ออูฐแม้แต่น้อย เพราะท่านแจกจ่ายเนื้อทั้งหมดให้แก่ผู้ยากไร้16

นับแต่ยุคสมัยของท่านนบีอาดัม อะลัยฮิสสลาม ได้มีเหตุการณ์การพลีชีพของท่านอิสมาอีล อะลัยฮิสสลาม และด้วยเหตุที่วงศ์ตระกูลของท่านสืบสายมาจากท่านอิสมาอีล อะลัยฮิสสลาม ท่านศาสดาของเราจึงกล่าวว่า "ข้าคือบุตรแห่งการเสียสละถึงสองครั้ง"17

อับดุลลอฮฺ ผู้เป็นบิดาของท่านนบี

อับดุลลอฮฺ บิดาของท่านนบี เมื่ออับดุลลอฮฺ ผู้ที่มีรัศมีนูรของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ประมุขแห่งโลกนี้และโลกหน้าได้ถือกำเนิด บรรดาชาวอะฮฺลุลกิตาบ (บรรดาผู้ที่มีคัมภีร์จากฟากฟ้า แต่มิได้เป็นผู้ศรัทธา หมายถึงชาวยิวและคริสเตียน) ต่างบอกเล่าแก่กันว่า "บิดาของศาสดาท่านสุดท้ายได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว ณ นครมักกะฮฺ"

ชาวอิสรออีลมีเสื้อคลุมขนแกะผืนหนึ่ง ซึ่งเป็นของท่านนบียะห์ยา อะลัยฮิสสลาม ที่ท่านสวมใส่ขณะถูกสังหาร และยังคงมีเลือดอันประเสริฐของท่านติดอยู่ ในคัมภีร์ของพวกเขาได้กล่าวไว้ว่า "เมื่อใดที่เลือดนี้กลับมาสดใหม่และเริ่มไหลหยด นั่นคือสัญญาณบ่งบอกว่าบิดาของศาสดาท่านสุดท้ายได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว" ดังนั้น เมื่อชาวอะฮฺลุลกิตาบเห็นสัญญาณนี้ จึงรู้ว่าอับดุลลอฮฺได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว แม้พวกเขาจะริษยาและพยายามสังหารท่านหลายครั้ง แต่อัลลอฮฺตะอาลาทรงปกป้องคุ้มครองอับดุลลอฮฺ เพื่อรักษานูรบนหน้าผากของท่าน

เมื่ออับดุลลอฮฺเข้าสู่วัยหนุ่ม ท่านเป็นผู้ที่โดดเด่นทั้งด้านมารยาทและรูปลักษณ์ โดยเฉพาะเมื่อท่านมีอายุได้สิบแปดปี ความงามของท่านกลายเป็นที่เลื่องลือ นูรบนหน้าผากของท่านเปล่งประกายดุจแสงอาทิตย์ หญิงสาวที่ได้พบเห็นต่างก็หลงใหลในตัวท่าน กิตติศัพท์และความงามของท่านเลื่องลือไกลถึงแผ่นดินอียิปต์ ผู้คนจากทั่วสารทิศต่างแข่งขันกันเพื่อยกธิดาให้สมรสกับท่าน เหล่าผู้ปกครองหลายคนเข้าพบอับดุลมุฏฏอลิบเพื่อทาบทามบุตรีของตนให้กับบุตรชายของท่าน โดยยินดีที่จะเสียสละทุกสิ่งเพื่อการนี้ มีหญิงสาวเกือบสองร้อยนางเดินทางมายังมักกะฮฺเพื่อขอสมรสกับอับดุลลอฮฺ แต่อับดุลมุฏฏอลิบปฏิเสธพวกนางทั้งหมดด้วยความสุภาพอ่อนโยน

เนื่องด้วยอับดุลมุฏฏอลิบกำลังแสวงหาหญิงสาวผู้มีจิตใจงดงาม มีชาติตระกูลสูงส่ง และมีความงามล้ำเลิศ ที่เป็นหะนีฟ หมายถึงผู้ที่ศรัทธามั่นในศาสนาของบรรพบุรุษ ซึ่งสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยของท่านนบีอิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม

เมื่อชาวอิสรออีลตระหนักว่าศาสดาท่านสุดท้ายที่ถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์ของพวกเขาจะมิใช่ผู้สืบเชื้อสายจากเผ่าพันธุ์ของตน ด้วยความริษยา พวกเขาจึงสาบานมั่นว่าจะสังหารอับดุลลอฮฺ พวกเขาส่งนักรบติดอาวุธเจ็ดสิบนายมุ่งหน้าสู่มักกะฮฺเพื่อการนี้ คอยเฝ้ารอจังหวะอันเหมาะสม จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่ออับดุลลอฮฺเดินทางออกนอกเมือง พวกเขาจึงชักดาบออกมาและจู่โจมในจังหวะที่คิดว่าไม่มีใครเห็น

ในวันนั้นเอง ด้วยฮิกมะฮ์ อิลาฮีย์18 (พระประสงค์อันแยบยล) วะฮับ อิบนุ อับดุล มะนาฟ ญาติคนหนึ่งของอับดุลลอฮฺ ได้ออกล่าสัตว์พร้อมสหายอีกสองสามคน ในช่วงขณะนั้น พวกเขาได้เห็นชาวอิสรออีลกำลังโจมตีอับดุลลอฮฺ ด้วยความเป็นเครือญาติ พวกเขาจึงตัดสินใจเข้าช่วยเหลือ แต่ฝ่ายศัตรูมีจำนวนมากเกินกำลัง เห็นได้ชัดว่าพวกเขาคงต้านทานไม่ไหว ในที่สุด พวกเขาจึงตัดสินใจจะเข้าเกลี้ยกล่อม แต่ขณะที่เข้าใกล้นั้น พวกเขากลับได้เห็นภาพอันแสนอัศจรรย์ นั่นคือกองทัพนักรบที่ไม่เหมือนมนุษย์ใด ๆ ในโลกนี้ ทั้งหมดขี่ม้าศึกสีดำและถืออาวุธ ปรากฏกายขึ้นดุจสายฟ้าแลบ พลางเปล่งเสียงตักบีรและโจมตีชาวอิสรออีลจนล้มตาย ก่อนจะหายวับไปดุจมายากล วะฮับตะลึงงัน และตระหนักว่าอับดุลลอฮฺได้รับการคุ้มครองโดยสมบูรณ์จากอัลลอฮฺตะอาลา และเป็นผู้ที่มีคุณค่ายิ่งในสายพระเนตรของพระองค์

เมื่อกลับถึงเรือน วะฮับได้เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ภรรยาฟัง ทั้งสองจึงลงความเห็นว่าไม่มีผู้ใดจะคู่ควรกับธิดาของพวกเขายิ่งไปกว่าอับดุลลอฮฺ และตกลงใจที่จะยกอามีนะฮฺให้สมรสกับท่าน

อับดุลมุฏฏอลิบได้ยินกิตติศัพท์ถึงความงดงาม ความบริสุทธิ์ และศรัทธาอันแรงกล้าของอามีนะฮฺ ธิดาของวะฮับ ผู้นำเผ่าบะนี ซุฮ์เราะฮฺ ด้วยทั้งสองตระกูลเป็นเครือญาติกัน โดยสายสกุลบรรจบกันในหลายชั่วอายุคนก่อน ท่านจึงไปยังเรือนของวะฮับเพื่อสู่ขอบุตรสาวให้แก่อับดุลลอฮฺบุตรชาย เมื่อทาบทามถึงเรื่องนี้ วะฮับกล่าวว่า "โอ้ ลูกพี่ลูกน้องเอ๋ย ความจริงแล้ว เราได้รับสัญญาณแห่งการนี้มาก่อนท่านเสียอีก" แล้วจึงเล่าถึงเหตุการณ์ที่ไปประสบพอเจอก่อนหน้า และได้เล่าว่า "มารดาของอามีนะฮฺได้ฝันว่า มีรัศมีนูรส่องสว่างเข้ามาในเรือนของเรา แสงนั้นแผ่อย่างกว้างขวางครอบคลุมทั้งผืนแผ่นดินและท้องฟ้า และตัวข้าเองก็ได้พบท่านปู่อิบรอฮีม อะลัยฮิสสลามในความฝันเมื่อคืนที่ผ่านมา ท่านกล่าวว่า 'เราได้จัดงานสมรสระหว่างอับดุลลอฮฺ บุตรแห่งอับดุลมุฏฏอลิบ กับอามีนะฮฺบุตรสาวของท่าน ขอท่านจงยินยอมเถิด' ข้ายังคงอยู่ในห้วงแห่งความฝันนั้นตั้งแต่รุ่งเช้า และคอยเฝ้ารอว่าเมื่อใดท่านจะมาปรากฏ" เมื่อได้ฟังถ้อยคำเหล่านั้น อับดุลมุฏฏอลิบก็เปล่งวาจาด้วยความปีติว่า "อัลลอฮฺอักบัร อัลลอฮฺอักบัร"

"เมื่อบิดาของท่านรอซูล คือท่านอับดุลลอฮฺ ได้จากไปก่อนที่บุตรของท่านจะลืมตาดูโลก เหล่ามะลาอิกะฮฺจึงกล่าวว่า 'โอ้พระเจ้าของข้าพระองค์ แท้จริงรอซูลของพระองค์ได้กลายเป็นเด็กกำพร้าแล้ว'"
อับดุลลอฮฺ อิบนุ อับบาส (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา)

ในที่สุด ท่านได้จัดการแต่งงานระหว่างอับดุลลอฮฺบุตรชายวัยสิบแปดปีของท่าน กับอามีนะฮฺบุตรสาวของวะฮับซึ่งมีอายุสิบสี่ปี ทั้งนี้ยังมีการเล่าขานอื่น ๆ เกี่ยวกับการสมรสของอามีนะฮฺและอับดุลลอฮฺด้วย19

นูรอันประเสริฐส่งผ่านสู่มารดา

ในวาระที่นูรอันประเสริฐของท่านศาสนทูต ซิรวาร อัล-อาลัม (ผู้นำแห่งสรรพสิ่งทั้งหลาย) ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ส่งผ่านสู่มารดาของท่าน สรรพสัตว์ในป่าต่างส่งเสียงประกาศข่าวดีแก่กันว่า "องค์ประมุขแห่งจักรวาลกำลังจะมาประทับบนผืนแผ่นดิน ท่านคืออัล อามีนแห่งแผ่นดิน20 คือดวงประทีปแห่งกาลเวลา" ในค่ำคืนนั้น รูปเคารพทั้งหมดในกะอฺบะฮฺล้มคว่ำลงกับพื้น เหล่าชัยฏอนสิ้นฤทธานุภาพ ไร้ซึ่งความสามารถใด ๆ บรรดามลาอิกะฮฺได้ทำลายบัลลังก์ของอิบลีส และโยนลงสู่ห้วงมหาสมุทร พวกเขาลงทัณฑ์และทรมานมันนานถึงสี่สิบวัน

กระทั่งมันหลบหนี ปีนขึ้นไปบนยอดเขาอบู กุบัยซฺ และเปล่งเสียงคำรามอันน่าสะพรึงกลัว เมื่อได้ยินเสียงร่ำไห้ของอิบลีส กองทัพของมันก็รวมตัวกันล้อมรอบ มันกล่าวแก่พวกมันว่า "โอ้ เจ้าผู้อาภัพทั้งหลาย การประสูติของมุฮัมมัด อะลัยฮิสสลาม ใกล้เข้ามาแล้ว นับแต่นี้ไป ลาตและอุซซา (เจว็ด) จะไม่มีผู้ใดกราบไหว้บูชาอีกต่อไป แสงแห่งเตาฮีดจะส่องสว่างไปทั่วทั้งจักรวาล"

ในค่ำคืนนั้น เหล่าโหรและหมอดูทั้งหมดสิ้นวิชา การทำนายทายทักมลายหายไป มนตร์ดำทั้งหลายสิ้นฤทธิ์เดช ผู้คนบนผืนแผ่นดินได้ยินเสียงจากฟากฟ้าประกาศก้องว่า "ถึงเวลาแล้วที่ศาสนทูตท่านสุดท้ายจะมาพร้อมด้วยความโปรดปรานและความเมตตาอย่างมากมาย"

ในยามนั้น นครมักกะฮฺ อัล-มุกัรรอมะฮฺ กำลังประสบภัยแล้ง ฝนไม่ตกลงมาหลายปี ไม่มีใบไม้สีเขียวบนกิ่งก้านสักใบ ไร้วี่แววของการเก็บเกี่ยวพืชผล ผู้คนตกอยู่ในความทุกข์ยาก ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งพาใคร แต่หลังจากรัศมีนูรอันประเสริฐของท่านศาสดาผู้เป็นที่รักได้ส่งผ่านจากท่านอับดุลลอฮฺสู่ท่านหญิงอามีนะฮฺ สายฝนก็โปรยปรายลงมาชุ่มฉ่ำ พืชพรรณเขียวขจี ถึงขนาดผู้คนขนานนามปีนั้นว่า "ปีแห่งความอุดมสมบูรณ์" ตลอดเก้าเดือนที่ท่านหญิงอามีนะฮฺตั้งครรภ์ ท่านมิได้ประสบความทุกข์ทรมานหรือความยากลำบากใด ๆ เลย

เมื่อท่านหญิงอามีนะฮฺ ตั้งครรภ์ได้สองเดือน อับดุลลอฮฺผู้เป็นสามีได้เดินทางไปค้าขายที่เมืองดามัสกัส ระหว่างการเดินทางกลับ ท่านล้มป่วยและเสียชีวิตที่ดาร์ อัน-นาบิฆะฮฺ ใกล้มะดีนะฮฺ ด้วยวัยเพียง 18 หรือ 25 ปี โดยมีลุงทางมารดา บุตรแห่งนัจญาร อยู่เคียงข้าง21 เมื่อข่าวร้ายแพร่สะพัดไปถึงมักกะฮฺ ทั้งเมืองก็เป็นอันจมดิ่งในห้วงแห่งความโศกเศร้า22

อับดุลลอฮฺ อิบนุ อับบาส (รอฎิยัลลอฮุอันฮุมา) หนึ่งในบรรดาเศาะฮาบะฮฺผู้ทรงเกียรติ ได้เล่าว่า "เมื่อบิดาของท่านศาสดา ท่านอับดุลลอฮฺ จากไปก่อนบุตรจะลืมตาดูโลก เหล่ามลาอิกะฮฺทูลว่า 'โอ้พระผู้อภิบาลแห่งเรา รอซูลของพระองค์ต้องกำพร้าเสียแล้ว' อัลลอฮฺตะอาลาตรัสว่า 'ข้าคือผู้ปกปักษ์และผู้ช่วยเหลือของเขา'"

ท่านหญิงอามีนะฮฺตกในความทุกข์ตรมเมื่อสูญเสียสามีผู้เป็นที่รัก ท่านได้ขับขานบทกวีถึงการจากไปของท่าน ความว่า

"ความตายพรากเขาไปในยามที่ไม่มีผู้ใดคาดคิด

ทั้งที่เขาเป็นผู้มีน้ำใจงามและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ยิ่งนัก"

เหตุการณ์กองทัพช้าง

"ฝูงอูฐนั้นมีข้าเป็นเจ้าของ ส่วนกะอฺบะฮฺก็มีผู้ดูแลของมันเอง พระองค์จะทรงคุ้มครองรักษามันเอง" ชัยบะตุล ฮัมด์

อีกเพียงสองเดือนก่อนการถือกำเนิดของท่านรอซูล อัล-อักรอม ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้เกิดเหตุการณ์กองทัพช้างขึ้น อับเราะฮะฮฺ ผู้ปกครองแคว้นเยเมนภายใต้อาณาจักรอะบิสสิเนีย ไม่พอใจที่มีผู้คนจากทั่วสารทิศเดินทางมาเยือนกะอฺบะฮฺ เขาจึงสร้างโบสถ์ขนาดใหญ่ชื่อ "กุลัยซฺ" ที่เมืองซอนอาอ์ โดยได้รับความช่วยเหลือจากจักรพรรดิโรมันตะวันออก หวังให้ผู้คนหันมาเยี่ยมชมโบสถ์ของเขาแทน แต่เพราะชาวอาหรับผูกพันกับกะอฺบะฮฺมาช้านาน พวกเขาจึงไม่แยแสต่อโบสถ์ของอับเราะฮะฮฺ และถือว่าเป็นการดูหมิ่น จนมีชายคนหนึ่งถึงกับลบหลู่โบสถ์นั้น

ด้วยความเดือดดาล อับเราะฮะฮฺประกาศจะทำลายกะอฺบะฮฺ เขารวบรวมกองทัพใหญ่และยกทัพมุ่งหน้าสู่มักกะฮฺ เมื่อกองทัพมาถึง พวกเขาปล้นสะดมทรัพย์สินของชาวกุร็อยช์ และยึดอูฐของอับดุลมุฏฏอลิบไปถึงสองร้อยตัว อับดุลมุฏฏอลิบจึงไปพบอับเราะฮะฮฺเพื่อขอคืนอูฐ อับเราะฮะฮฺกล่าวอย่างเย้ยหยันว่า "ข้ามาที่นี่เพื่อทำลายสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพวกเจ้า แต่เจ้ากลับไม่สนใจจะปกป้องมัน มาห่วงแต่ฝูงอูฐหรือ"

อับดุลมุฏฏอลิบตอบอย่างสงบ "ฝูงอูฐนั้นมีข้าเป็นเจ้าของ ส่วนกะอฺบะฮฺก็มีผู้ดูแลของมันเอง พระองค์จะทรงคุ้มครองรักษามันเอง" อับเราะฮะฮฺหัวเราะเยาะ "ไม่มีใครหรอกที่จะกันข้าได้" แล้วสั่งคืนอูฐและไล่อับดุลมุฏฏอลิบไป จากนั้นก็สั่งกองทัพบุกเข้าเมือง ในกองทัพมีช้างตัวใหญ่ชื่อ "มะห์มูดะฮฺ" เชื่อกันว่าถ้าให้มันนำทัพ ชัยชนะจะเป็นของพวกเขาแน่นอน

นุกัยล์ บิน ละบีบ ผู้นำทางคนหนึ่งของอับเราะฮะฮฺ ก้มลงกระซิบที่หูช้างว่า "มะห์มูดะฮฺเอ๋ย บ้านที่เจ้าจะไปทำลายนั้นคือบ้านของอัลลอฮฺ หยุดเสียเถิด อย่าเดินต่อไปเลย ไม่เช่นนั้นเจ้าจะต้องพินาศ" เมื่อบังคับช้างให้หันไปทางกะอฺบะฮฺ มันก็คุกเข่าและไม่ยอมเดิน แต่เมื่อหันไปทางเยเมน มันกลับลุกวิ่งได้

แล้วอัลลอฮฺก็ทรงส่งฝูงนกอะบาบีล หรือเรียกว่านกนางแอ่น มาจัดการกับกองทัพที่กำลังคุกคามมักกะฮฺ นกแต่ละตัวคาบก้อนหินขนาดเท่าเมล็ดถั่วมาสามก้อน หนึ่งก้อนคาบอยู่ในปาก อีกสองก้อนอยู่ในกรงเล็บ พวกมันทิ้งหินใส่กองทัพ ก้อนหินเหล่านั้นพุ่งทะลุร่างทหารจากหัวจรดเท้า ใครโดนก็ล้มตายคาที่ ดังที่กล่าวในอัลกุรอาน กองทัพจึงพินาศราวกับใบไม้ที่ถูกแทะ พออับเราะฮะฮฺเห็นท่าไม่ดีก็พยายามหนี แต่ก็ไม่ทัน ก้อนหินได้พุ่งเป้ามาที่เขาโดยตรง ขณะวิ่งหนี เนื้อหนังของเขาก็หลุดเป็นชิ้น ๆ จนกระทั่งสิ้นใจ

เรื่องนี้ถูกบันทึกไว้ในซูเราะฮฺอัล-ฟีล ความว่า

"เจ้าไม่เห็นหรือ ว่าพระผู้อภิบาลของเจ้าทรงจัดการกับพวกช้างอย่างไร พระองค์ไม่ทรงทำให้แผนร้ายของพวกเขาล้มเหลวดอกหรือ พระองค์ทรงส่งฝูงนกมาโจมตี นกแต่ละตัวทิ้งก้อนหินดินเผาใส่พวกเขา จนพวกเขามีสภาพเหมือนใบไม้ที่ถูกหนอนแทะกิน"23

แผนที่ 03 ศูนย์กลางวัฒนธรรม

ศูนย์กลางวัฒนธรรมในอาระเบียและบริเวณโดยรอบ

ข่าวดี

"โอ้พระผู้อภิบาลของข้า ขอทรงโปรดให้ข้าเป็นอุมมะฮฺของท่านนบีมุฮัมมัด อะลัยฮิสสลาม" นบีมูซา อะลัยฮิสสลาม

การมาถึงของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ถูกแจ้งไว้แก่บรรดานบีและประชาชาติของพวกท่านมาตั้งแต่สมัยของนบีอาดัม อะลัยฮิสสลาม โดยมีการบอกกล่าวถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในช่วงใกล้การถือกำเนิดของท่าน

ในคัมภีร์เตารอตต้นฉบับ24, ซึ่งถูกประทานลงมาแก่นบีมูซา25 อะลัยฮิสสลาม (ก่อนที่จะถูกเปลี่ยนแปลงในภายหลัง) ได้บันทึกไว้ว่า

"ท่านคือผู้ที่ได้รับความประเสริฐยิ่ง ความโปรดปรานของท่านนั้นล้นเหลือ และความช่วยเหลือของท่านมีมากมายนับไม่ถ้วน ท่านคือที่รักของผู้ยากไร้ และเป็นผู้เยียวยาจิตใจของผู้มั่งมี ท่านงดงามที่สุดในบรรดาผู้มีความงาม และบริสุทธิ์ที่สุดในบรรดาผู้บริสุทธิ์ วาจาของท่านอ่อนโยน การแบ่งปันของท่านยุติธรรม และทุกการกระทำของท่านถูกต้องเที่ยงตรง ท่านเด็ดขาดและเข้มแข็งต่อผู้ปฏิเสธศรัทธา ท่านให้เกียรติผู้อาวุโส เมตตาต่อเยาวชน และขอบคุณต่ออัลลอฮฺแม้ในสิ่งเล็กน้อย..."

ในคัมภีร์ซะบูรต้นฉบับ26 ซึ่งถูกประทานลงมาแก่นบีดาวูด27 อะลัยฮิสสลาม (ก่อนที่จะถูกเปลี่ยนแปลงในภายหลัง) ได้บันทึกไว้ว่า

"ท่านคือผู้ที่มีจิตใจโอบอ้อมอารี ไม่เคยแสดงความโกรธ มีความอ่อนโยนยิ่ง ใบหน้าของท่านงดงามเปล่งประกาย วาจาของท่านไพเราะ ท่านคือผู้เยียวยามวลมนุษย์ ท่านหลั่งน้ำตามาก หัวเราะน้อย พักผ่อนน้อย ครุ่นคิดมาก อุปนิสัยของท่านประณีตและงดงาม..."28

ในคัมภีร์อินญีลต้นฉบับ29 ซึ่งถูกประทานลงมาแก่นบีอีซา30 อะลัยฮิสสลาม (ก่อนที่จะถูกเปลี่ยนแปลงในภายหลัง) ได้บันทึกไว้ว่า

"ท่านมิได้บริโภคมากและมิได้ตระหนี่ ท่านไม่หลอกลวง ไม่กล่าวร้ายผู้ใด และไม่เคยรีบร้อน ท่านไม่แก้แค้นเพื่อตนเอง ท่านไม่เกียจคร้าน และไม่นินทาว่าร้ายผู้ใด..."

ครั้งเมื่อโหรได้ถามนบีอีซา อะลัยฮิสสลาม ถึงนามของนบีที่จะมาถึงและสัญญาณแห่งการมาถึงของท่าน นบีอีซาตอบว่า

"ชื่อของรอซูลนั้นงดงามเกินจะพรรณนาได้อย่างเหมาะสม เขาคือผู้ที่อัลลอฮฺตะอาลาได้ประทานนามให้แก่จิตวิญญาณของท่าน ตั้งแต่ก่อนจะสร้างโลก แล้วทรงให้ท่านอยู่ภายใต้ความยิ่งใหญ่ของพระองค์ และตรัสว่า 'โอ้อะหฺมัด จงรอเถิด แท้จริงเราสร้างสวรรค์ โลก และสรรพสิ่งมากมายเพื่อเจ้าทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้เรามอบแด่เจ้า ผู้ใดให้เกียรติเจ้า เขาจะได้รับเกียรติจากเรา และผู้ใดดูหมิ่นเจ้า เขาจะถูกเราสาปแช่ง เราจะส่งเจ้าไปยังโลกในฐานะรอซูลผู้ช่วยให้ทางรอด คำพูดของเจ้าจะเป็นสัจธรรมอย่างแท้จริง ฟ้าดินอาจสูญสิ้นไปได้ แต่หนทางของเจ้าจะยังคงอยู่ตลอดไป'" นามอันจำเริญของท่านคือ "อะหฺมัด"

เมื่อผู้คนที่อยู่รอบตัวอีซา อะลัยฮิสสลาม ได้ยินเช่นนี้ พวกเขาต่างร่ำร้องออกมาด้วยเสียงสะอื้นว่า "โอ้ อะหฺมัด ขอท่านจงมาเพื่อช่วยโลกนี้ให้รอดพ้นโดยไวเถิด"

ท่านนบีอีซา อะลัยฮิสสลาม จึงขอดุอาอย่างมากมายเพื่อจะได้เป็นอุมมะฮ์ของนบีมุฮัมมัด อะลัยฮิสสลาม ซึ่งในคัมภีร์ไบเบิลบางเล่มของคริสเตียนในปัจจุบัน ยังกล่าวถึงท่านโดยใช้คำว่า "Paraclete" ซึ่งมีความหมายว่า "ผู้ปลอบโยน" หรือ "ผู้มาเพื่อปลอบใจและชี้ทาง" และอัลลอฮฺตะอาลาจะทรงส่งท่านอีซา อะลัยฮิสสลาม กลับลงมายังโลกอีกครั้งหนึ่งในช่วงใกล้กิยามะฮ์ โดยในครั้งนั้น ท่านอีซา อะลัยฮิสสลาม จะยึดมั่นในศาสนาของมุฮัมมัด อะลัยฮิสสลาม สิ่งใดที่มุฮัมมัดกล่าวว่า ฮะลาล ท่านก็จะกล่าวว่าฮะลาล
และสิ่งใดที่ท่านกล่าวว่า ฮะรอม ท่านก็จะกล่าวว่าฮะรอม คำว่า "Paraclete" นั้น มีความหมายตรงกับคำว่า "อะหฺมัด" และ อะหฺมัด ก็คือหนึ่งในบรรดานามของมุฮัมมัด อะลัยฮิสสลาม

ในคัมภีร์อินญีลยังมีถ้อยความว่า

"หากมุนฮะมานนา ซึ่งจะมาจากพระผู้เป็นเจ้า วิญญาณอันบริสุทธิ์ ผู้ซึ่งจะมาเพื่อเป็นพยานแก่ฉัน ได้มาถึงแล้ว ท่านจะเป็นพยานให้กับฉัน และพวกเจ้าก็จงเป็นพยานด้วย เพราะเจ้าทั้งหลายอยู่กับฉันมาเนิ่นนาน เราบอกเรื่องนี้แก่เจ้าเพื่อเจ้าจะไม่สงสัยและหลงผิด"

คำว่า มุนฮะมานนา ในภาษาซีเรียคโบราณ หมายถึง มุฮัมมัด31 นั่นเอง

ยุคแห่งญาฮิลียะฮ์

ก่อนการถือกำเนิดของท่านประมุขของเรา ผู้เป็นความภาคภูมิใจแห่งจักรวาล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) จักรวาลทั้งมวลอยู่ในความมืดมนทางจิตวิญญาณอันน่าสะพรึงกลัว ผู้คนจมอยู่ในความเสื่อมทรามอย่างไร้ขีดจำกัด ศาสนาที่อัลลอฮฺตะอาลาทรงประทานลงมาถูกลืมเลือน และบทบัญญัติแห่งสวรรค์ถูกแทนที่ด้วยความคิดและแนวคิดที่มาจากจิตใจของมนุษย์ สรรพสิ่งทั้งมวลถูกครอบงำด้วยความป่าเถื่อนและความโหดร้ายของมนุษย์

อัลลอฮฺตะอาลาเป็นที่ถูกลืมจากทุกประชาชาติบนโลก และความเชื่อในเตาฮีด (เอกภาพของอัลลอฮฺ) ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของสันติภาพ ความสุข และความปีติ ได้สูญหายไป พายุแห่งการปฏิเสธศรัทธา (กุฟรฺ) ได้กระชากเอาการศรัทธา (อีมาน) ออกไปจากหัวใจ และการบูชารูปเจว็ดได้ฝังรากลึกในหัวใจแทนที่การศรัทธาต่ออัลลอฮฺตะอาลา

ศาสนาที่ท่านนบีมูซานำมาให้กลับถูกเมินเฉย และคัมภีร์เตารอตก็ได้ถูกบิดเบือน ลูกหลานของอิสรออีลขัดแย้งกัน ศาสนานัศรอนียะฮฺ ซึ่งเป็นศาสนาดั้งเดิมที่นบีอีซา อะลัยฮิสสลาม ได้เคยเผยแพร่ก็ถูกบิดเบือนจนหมดสิ้นและไม่เหลือซึ่งความเป็นศาสนา แนวคิดตรีเอกภาพ หรือความเชื่อในพระเจ้าสามองค์กลับได้รับการยอมรับ คัมภีร์อินญีลฉบับดั้งเดิมสูญหายไป และบาทหลวงทำการเปลี่ยนแปลงมันตามใจชอบ ทั้งสองคัมภีร์ไม่ใช่พระดำรัส (กะลาม) ของอัลลอฮฺตะอาลาอีกต่อไป

ในอียิปต์ เตารอตฉบับที่ถูกบิดเบือนได้กลายเป็นที่แพร่หลาย ในจักรวรรดิโรมันตะวันออก ศาสนาคริสต์ที่ถูกบิดเบือนถือกำเนิดขึ้น ในอิหร่าน ผู้คนกราบไหว้เปลวไฟ และไฟของเหล่าผู้บูชาไฟนั้นไม่เคยดับลงตลอดพันปี ในแผ่นดินจีน ลัทธิขงจื๊อที่มนุษย์สร้างขึ้นได้กลายเป็นแนวทางหลักของผู้คน และในอินเดีย พุทธศาสนาได้ครองอำนาจและแผ่อิทธิพลเหนือแผ่นดิน

"แท้จริงข้าคือผู้นำข่าวดีถึงพวกท่านเกี่ยวกับรอซูลท่านหนึ่ง นามว่า อะห์มัด ซึ่งจะมาภายหลังจากข้า"
— อีซา อะลัยฮิสสลาม

ชาวอาหรับในขณะนั้นอยู่ในสภาพที่เสื่อมทรามและเน่าเฟะยิ่งกว่าผู้ใด พวกเขานำรูปเจว็ดจำนวนถึง 360 องค์ไปตั้งไว้ภายในกะอฺบะฮฺ อัลมุอัซซะมะฮฺ ซึ่งอัลลอฮฺตะอาลาทรงให้ความเคารพและคุณค่ายิ่งแท้จริง กะอฺบะฮฺ อัลมุอัซซะมะฮฺ คือแบบจำลองบนโลกของบัยตุลมะอฺมูรฺ สถานที่ที่เหล่ามลาอิกะฮฺเวียนเยี่ยม ณ บนอะรัช และทั้งสองถูกสร้างขึ้นด้วยสัดส่วนที่เท่ากัน ผู้ใดที่ลบหลู่หรือเหยียดหยามเกียรติของกะอฺบะฮฺ อัลลอฮฺตะอาลาทรงลงโทษพวกเขาอย่างฉับพลัน

เผ่าญุรฮุมได้ล่วงละเมิดเกินขอบเขตในการผิดประเวณีและการทำซินา ผู้ปกครองของพวกเขาที่เห็นการกระทำอันไร้เกียรติและน่ารังเกียจของพวกเขา จึงได้เตือนพวกเขาว่า

"โอ้ชาวญุรฮุม จงสำนึกด้วยการดูแล หะรอมอันทรงเกียรติ ของอัลลอฮฺตะอาลาและความปลอดภัยของมัน ท่านรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นกับอุมมะฮฺของบรรดานบีฮูด นบีศอลิฮฺ และนบีชุอัยบฺ อะลัยฮิมุสสลาม ที่มาก่อนท่าน และรู้ว่าอุมมะฮฺเหล่านั้นถูกทำลายไปอย่างไร จงกำชับกันและกันให้ทำความดีและตักเตือนกันและกันให้ห่างจากการทำชั่ว อย่าหลงระเริงกับอำนาจอันแสนชั่วคราวของท่าน จงละเว้นจากการหันหลังให้สัจธรรมและการก่ออธรรมในมักกะฮฺ เพราะการอธรรมจะนำไปสู่ความพินาศ ข้าขอสาบานต่ออัลลอฮฺตะอาลาว่า ไม่มีผู้ใดที่อาศัยอยู่ในดินแดนนี้ ที่กระทำการกดขี่และหันหลังให้สัจธรรม แล้วจะไม่ถูกอัลลอฮฺตะอาลาทำให้สูญสิ้นและถูกแทนที่ด้วยบุคคลอื่น สำหรับชาวมักกะฮฺที่ยังคงสร้างความเสื่อมทราม และหันหลังให้สัจธรรม จะไม่มีการอยู่อย่างถาวรที่นี่ ท่านรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นกับชาวตัสมฺ ญะดีส และอะมาลิกะฮฺ ที่เคยอาศัยอยู่ในดินแดนนี้ก่อนท่าน ผู้ซึ่งมีอายุยืนกว่าท่าน แข็งแรงกว่าท่าน มีจำนวนมากกว่าและร่ำรวยกว่าท่าน การดูหมิ่นฮะรอมอันทรงเกียรติ การหันหลังให้สัจธรรมและการกดขี่ผู้คน ทำให้พวกเขาถูกขับไล่ออกจากสถานที่อันประเสริฐนี้ ท่านคงได้เห็นและได้ยินแล้วว่า อัลลอฮฺตะอาลาทรงขับไล่คนบางพวกด้วยการส่งเพียงมดตัวเล็ก ๆ มา บ้างก็ด้วยความอดอยาก และบ้างก็ด้วยคมดาบ"

แต่พวกเขาก็ไม่ฟัง ในที่สุด อัลลอฮฺตะอาลาก็ได้ทรงทำให้พวกเขาต้องพบกับหายนะจากความเสื่อมทรามของพวกเขาเอง...

ในห้วงเวลาเช่นนั้น ณ มักกะฮฺ นครอันประเสริฐยิ่งและศูนย์กลางแห่งจักรวาล ได้มีกระแสแห่งการปฏิเสธศรัทธา (กุฟรฺ) ไหลบ่าเข้ามาดุจน้ำหลาก บัยตุลลอฮฺ (บ้านของอัลลอฮฺหรือกะอฺบะฮฺ) เต็มไปด้วยรูปเจว็ดนับร้อยองค์ อาทิ ลาต อุซซา และมะนาต ความอธรรมขึ้นสู่จุดสูงสุด ขณะที่ความเสื่อมทรามทางศีลธรรมกลับถูกยกย่องเป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจ ในมิติแห่งศาสนา จิตวิญญาณ สังคม และการเมือง แผ่นดินอาหรับตกอยู่ในความมืดมนอย่างสิ้นเชิง ผู้คนหลงอยู่ในความเขลา การละเมิด ความเกินเลย และความเสื่อมทรามได้กลายเป็นวิถีของสังคม ยุคสมัยนั้นถูกเรียกว่ายุคแห่งความเขลา ผู้คนส่วนมากยังดำรงชีวิตแบบเร่ร่อน แยกออกเป็นเผ่าต่าง ๆ อย่างกระจัดกระจาย

ยุคแห่งความเขลา เป็นช่วงเวลาที่ปกคลุมไปด้วยความมืดมน (ซุลมัต) ชนเผ่าอาหรับซึ่งอยู่ในสภาพขัดแย้งและสู้รบกันตลอดเวลา มองว่าการปล้นสะดมและการชิงทรัพย์คือวิถีชีวิตปกติ

ในคาบสมุทรอาหรับ ซึ่งประกอบด้วยชนเผ่ากระจัดกระจาย ยังไม่มีระบบระเบียบทางการเมืองหรือสังคม ความโหดร้ายและการใช้กำลังเป็นเรื่องธรรมดา สุรา การพนัน การผิดประเวณี การลักขโมย ความโหดร้าย การโกหก และความไร้ศีลธรรมทุกรูปแบบได้แพร่กระจายอย่างไร้ขอบเขต

การกดขี่ถูกใช้เป็นเครื่องมืออันโหดเหี้ยมที่สุดของผู้มีอำนาจที่กระทำต่อผู้ไร้อำนาจ ผู้หญิงถูกซื้อขายเยี่ยงสินค้า บางคนถึงกับมองว่าการให้กำเนิดบุตรหญิงคือความอัปยศและเป็นลางร้าย ความเชื่ออันโหดร้ายนี้รุนแรงถึงขั้นที่พวกเขาขุดหลุมฝังลูกสาวตัวน้อยทั้งเป็น กลบพวกเธอด้วยดิน ปล่อยให้ตายทั้งที่เด็กยังโอบคอพ่อและร้องไห้เรียก "พ่อ... พ่อ..." โดยไม่รู้สึกสำนึกผิดแม้แต่น้อย กลับมองว่าการกระทำเช่นนี้คือความกล้าหาญอันควรภาคภูมิ กล่าวโดยสรุป คุณธรรมพื้นฐานอย่างความเมตตา ความกรุณา ความดี และความยุติธรรม ดูเหมือนจะสูญหายไปจากหัวใจของผู้คนในยุคนั้นโดยสิ้นเชิง

กระนั้นก็ตาม ท่ามกลางยุคแห่งความมืดมน ยังมีสิ่งหนึ่งที่รุ่งโรจน์ในหมู่ชาวอาหรับ นั่นคือศิลปะแห่งบทกวีและวาทศิลป์ ซึ่งได้รับการยกย่องสูงสุดในสังคมอาหรับยุคนั้น

ชาวอาหรับให้เกียรติแก่กวีและบทประพันธ์อย่างยิ่ง ถือว่าเป็นเกียรติภูมิของเผ่าพันธุ์ กวีผู้มีพรสวรรค์สามารถนำชื่อเสียงและศักดิ์ศรีมาสู่ทั้งตนเองและวงศ์ตระกูล

พวกเขามีการจัดงานรวมตัวในวาระพิเศษ มีการประชันบทกวีและสุนทรพจน์อย่างจริงจัง บทประพันธ์ใดที่ได้รับการยอมรับว่ายอดเยี่ยมที่สุด จะได้รับเกียรติให้แขวนไว้บนผนังของกะอฺบะฮฺ

ในยุคญาฮิลียะฮฺนี้ มีบทกวีเจ็ดบทที่ได้รับเกียรติสูงสุดนั้น เป็นที่รู้จักในชื่อ "มุอัลละกาต อัส-ซับอะฮฺ" (Mu'allaqât as-Sab'ah) หรือ "บทกวีที่ถูกแขวนทั้งเจ็ด"

ในยุคนั้น ชาวอาหรับถูกแบ่งออกเป็นหลากหลายกลุ่มตามแนวทางความเชื่อ บางกลุ่มปฏิเสธศรัทธาโดยสิ้นเชิง ยอมรับเพียงแค่โลกนี้เท่านั้น บางกลุ่มศรัทธาในอัลลอฮฺตะอาลาและวันกิยามะฮฺ แต่ไม่เชื่อว่าจะมีศาสดามาจากมนุษย์ บางกลุ่มเชื่อในอัลลอฮฺตะอาลาแต่ปฏิเสธโลกหน้า ส่วนอีกกลุ่มใหญ่กลับเชื่อว่ารูปเจว็ดคือภาคีของอัลลอฮฺ และกราบไหว้สิ่งเหล่านั้นด้วยความเลื่อมใส จนถึงขั้นที่ชาวมุชริกแต่ละคนต่างมีเจว็ดประจำบ้าน

โลกในเวลานั้นจมอยู่ในความมืดมิด ผู้คนละทิ้งการศรัทธาและการเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ ผู้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง และด้วยความโง่เขลา พวกเขากลับไปบูชาปรากฏการณ์ธรรมชาติและสิ่งที่อัลลอฮฺทรงสร้าง โดยเฉพาะรูปเจว็ดที่ตนเองแกะสลักจากหินหรือไม้ ราวกับว่าสิ่งเหล่านั้นคือพระเจ้า

ท่ามกลางความมืดมนนี้ ยังมีผู้ศรัทธาบริสุทธิ์กลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า "หะนีฟ" พวกเขายึดมั่นในแนวทางของท่านนบีอิบรอฮีม ศรัทธาต่ออัลลอฮฺเพียงองค์เดียว และไม่ข้องเกี่ยวกับรูปเจว็ด ในกลุ่มนี้รวมถึงท่านอับดุลลอฮฺ (บิดาของท่านนบี), ท่านอับดุลมุฏฏอลิบ (ปู่ของท่านนบี), มารดาของท่าน และผู้ศรัทธาอีกไม่กี่คน

นอกจากผู้ศรัทธาหะนีฟเหล่านี้แล้ว กลุ่มอื่น ๆ ต่างหลงทางและจมอยู่ในความมืดมิดอย่างสิ้นเชิง

ซุลุมาตและอาบุลหะยาต

"ในวันกิยามะฮฺ ฉันคือผู้นำของทั้งมวลมนุษย์ ทั้งคนรุ่นก่อนและรุ่นหลัง ฉันกล่าวความจริงนี้มิใช่เพื่อการโอ้อวด"
หะดีษชะรีฟ

ท่านอบู มุญาฮิด อิบนุ อันวัร อิบนุ นะซีฟ เราะฮิมะฮุลลอฮฺ กล่าวไว้ว่า
"น้ำอมฤตนั้นอยู่ในความมืดมิด" น้ำอมฤต หรือ อาบุลฮะยาต คือน้ำแห่งชีวิต ซึ่งผู้ใดได้ดื่มเพียงหยดหนึ่ง จะกลายเป็นอมตะ จะไม่พบกับความตาย ส่วน ซุลุมาต คือความมืดสนิทอย่างแท้จริง มีตำนานเล่าว่า น้ำนี้อยู่ในป่าลึกสุดไกลโพ้น ซึ่งไม่มีผู้ใดเคยย่างกราย โดยอยู่ท่ามกลางสัตว์ร้ายและความมืดมิดแสนทึบ ราวกับไม่อาจค้นพบได้เลย ผู้ใดที่ฝ่าฟันอุปสรรคอันโหดร้ายจนไปถึงน้ำแห่งชีวิตนี้ได้ ย่อมหลุดพ้นจากความตายและมีชีวิตอันเป็นนิรันดร์ หลักความเชื่อของอะฮฺลุซซุนนะฮฺ ก็เปรียบดั่งน้ำอมฤต น้ำศักดิ์สิทธิ์นี้ซ่อนอยู่ในดินแดนไกลโพ้น หลังเทือกเขากอฟ ท่ามกลางถิ่นทุรกันดารและผู้คนที่บิดเบือนศรัทธา หากผู้ใดได้ดื่มแม้เพียงหยดหนึ่งจากสายน้ำที่ไหลสู่นิรันดร์นี้ เขาย่อมได้รับพรอันเป็นนิจ ไม่มีวันสิ้นสุด

ท่านฮุเซน ฮิลมี อิบนุ ซะอีด กุดดิซะ ซิรรุฮฺ (ขอความลับของท่านจงมีความศักดิ์สิทธิ์) กล่าวไว้ว่า "ผู้ใดที่ได้ดื่มน้ำนี้แม้เพียงหยดเดียว ความตายจะไม่มาเยือนเขาอีก เขาจะดำรงชีวิตนิรันดร์ในสวรรค์ แต่ทว่า...น้ำอมฤตนี้ กลับอยู่ท่ามกลางผู้คนเลวร้าย ความเสื่อม บิดอะฮฺ32 และการปฏิเสธศรัทธา"

องค์ประมุขแห่งจักรวาลกำลังมา

โลกหม่นเศร้า บรรดาสรรพสิ่งต่างเศร้าโศก หัวใจเต็มไปด้วยความทุกข์ระทม และรอยยิ้มได้เลือนหายไปจากใบหน้าผู้คน โลกทั้งใบกำลังรอคอยวีรบุรุษ ผู้ที่จะปลดปล่อยมนุษยชาติจากไฟแห่งญะฮันนัม ผู้ซึ่งอัลลอฮฺตะอาลาทรงสร้างให้ประเสริฐยิ่งเหนือทุกสรรพสิ่ง เวลาแห่งการถือกำเนิดของท่านใกล้เข้ามาแล้ว โลกกำลังเตรียมต้อนรับรัศมีอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสืบทอดจากหน้าผากอันบริสุทธิ์สู่หน้าผากอันบริสุทธิ์ นับตั้งแต่นบีอาดัม อะลัยฮิสสลาม จนถึงวันนั้น บุคคลผู้ทรงเกียรติผู้นำความสุขนิรันดร์มาสู่มนุษย์และญิน แหล่งกำเนิดแห่งความเมตตาและความกรุณา ผู้ถูกแต่งแต้มด้วยคุณธรรมจากพระผู้อภิบาล…กำลังมา

เจ้าของ มะกอม อัล-มะฮฺมูด เพชรเม็ดเอกของบรรดาผู้วิงวอน บรมครูแห่งจักรวาล แก่นแท้แห่งสรรพสิ่ง ผู้นำแห่งมวลมนุษย์…กำลังมา ผู้ช่วยเหลือในวันพิพากษา กษัตริย์แห่งบรรดานบี ฮะบีบุลลอฮฺ ที่รักยิ่งของอัลลอฮฺตะอาลา ผู้ซึ่งเราได้ถูกสร้างมาเพื่อท่าน ท่านนบีผู้เป็นที่รักของเรา ผู้ถูกส่งมาเป็นความเมตตาแก่สากลจักรวาล…กำลังมา ท่านผู้นำของเรา ท่านนบีมุฮัมมัด มุศเฏาะฟา (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กำลังมา…

นับแต่โลกเริ่มต้น ไม่เคยมีทารกใด เทียบเทียมบุตรของท่านได้

อัลลอฮฺมิเคยประทานแก่ผู้ใด ซึ่งพรอันประเสริฐดั่งบุตรของท่าน

โอ้ อามีนะฮฺ ช่างเป็นรางวัลล้ำค่าที่ท่านได้รับ

ท่านจะให้กำเนิดผู้ทรงไว้ซึ่งจริยาอันงดงาม

ผู้ที่กำลังมาคือจอมกษัตริย์แห่งความรู้จากสวรรค์

ผู้ที่กำลังมาคือบ่อเกิดแห่งเตาฮีดและปรีชาญาณ

นามของท่านคือมะฮฺมูด และอะห์มัด การมีอยู่ของท่านคือความเมตตาแก่ทั้งโลกา

ด้วยความรักต่อท่าน จักรวาลยังคงหมุน มนุษย์และมลาอิกะฮฺต่างใฝ่ฝันจะได้เห็นพักตรา

แผนที่ 04: พื้นที่เขตมักกะฮฺอัลมุกัรรอมะฮ์

ภูมิภาคมักกะฮฺอันทรงเกียรติ

นกสีขาวโบยบิน

โผมาแตะที่หลังของฉัน

ในยามนั้น องค์สุลต่านแห่งศรัทธาได้มาถึง

นูร (รัศมีศักดิ์สิทธิ์) ส่องสว่างทั่วฟ้าดิน

หากปรารถนาพ้นจากไฟนรก

จงกล่าวอัศศอลาตด้วยจิตศรัทธาอันแรงกล้าเถิด

อัศศอลาตุวัซซะลามุอะลัยกะ ยา ระซูลัลลอฮฺ

อัศศอลาตุวัซซะลามุอะลัยกะ ยา ฮะบีบัลลอฮฺ

อัศศอลาตุวัซซะลามุอะลัยกะ ยา ซัยยิดัล-อัววะลีนะ วัล-อาคิรีน