นบีที่รัก

การดำเนินตนตามท่านนบีมุฮัมมัด อะลัยฮิสสลาม

การดำเนินตนตามท่านนบีมุฮัมมัด 'อะลัยฮิสสะลาม คือการปฏิบัติตามแนวทางของท่าน แนวทางของท่านคือแนวทางที่อัลกุรอานอัลกะรีมได้ชี้นำไว้ แนวทางนี้เรียกว่า ดีนุลอิสลาม (ศาสนาอิสลาม) เพื่อจะดำเนินตนตามท่าน บุคคลนั้นจำเป็นต้องมีอีมานก่อน จากนั้นต้องศึกษาอิสลามให้ดี แล้วจึงปฏิบัติสิ่งที่เป็นฟัรฎูและหลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นฮะรอม ต่อจากนั้นให้ปฏิบัติซุนนะฮ์และละเว้นสิ่งที่เป็นมักรูห์ และหลังจากทั้งหมดนี้แล้ว ยังควรพยายามปฏิบัติตามท่านในสิ่งที่เป็นมุบาห์ (สิ่งที่อนุญาต) ด้วย การมีอีมานคือการเริ่มต้นปฏิบัติตามท่าน และเป็นการก้าวเข้าสู่ประตูแห่งความผาสุก

อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ส่งท่านมาเพื่อเชื้อเชิญผู้คนทั้งมวลในโลกไปสู่ความผาสุก และได้ทรงประกาศไว้ในอายะฮ์ที่ยี่สิบแปด แห่งซูเราะฮ์ สะบะอ์ โดยความหมายว่า "โอ้ นบีผู้เป็นที่รักของข้า แท้จริงข้าได้ส่งเจ้ามาเพื่อแจ้งข่าวดีแห่งความผาสุกอันไม่สิ้นสุดแก่ผู้คนทั้งโลก และเพื่อชี้นำพวกเขาสู่หนทางแห่งความผาสุกนั้น"

ตัวอย่างเช่น การงีบพักผ่อนช่วงกลางวันเล็กน้อยของผู้ที่ดำเนินตนตามท่าน มีคุณค่ายิ่งกว่าการใช้เวลาหลายคืนในการอิบาดะฮ์ โดยไม่ปฏิบัติตามแนวทางของท่าน การงีบพักก่อนเที่ยงวัน ซึ่งเรียกว่า ก็อยลูละฮ์ ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ท่านเคยปฏิบัติ อีกทั้ง การไม่ถือศีลอดในวันอีด แต่รับประทานและดื่มตามที่ศาสนาของท่านบัญชาไว้ ย่อมมีคุณค่ากว่าการถือศีลอดเป็นปี ๆ ซึ่งไม่มีบทบัญญัติอยู่ในศาสนาของท่าน และการบริจาคทรัพย์เพียงเล็กน้อยให้แก่ผู้ยากไร้ตามบทบัญญัติศาสนาของท่านที่เรียกว่า ซะกาต ก็มีความประเสริฐและทรงคุณค่ากว่าการบริจาคทองคำกองโตสูงเท่าภูเขาตามความพึุงพอใจของตนเอง

หลังจากการละหมาดศุบฮ์เป็นญะมาอะฮ์ ท่านอุมัร อะมีรุลมุอ์มินีน ได้มองไปยังผู้ร่วมละหมาด และเมื่อเห็นว่ามีคนหนึ่งขาดหายไป จึงเอ่ยถามว่าเขาอยู่ที่ไหน เหล่าสหายตอบว่า
"เขาอิบาดะฮ์ตลอดคืนจนถึงเช้า อาจจะเผลอหลับไป" อะมีรุลมุอ์มินีนกล่าวว่า "ที่จริงแล้วฉันอยากให้เขานอนหลับพักผ่อนตลอดคืน แล้วมาละหมาดศุบฮ์ร่วมกับญะมาอะฮ์ให้ทัน เพราะนั่นย่อมดีกว่ามาก"

ผู้คนที่ไม่ยึดมั่นในอิสลาม มักจะฝึกนัฟซ์ของตนด้วยการทรมานตนเอง แบกรับความลำบาก และพยายามอย่างหนัก ทว่าสิ่งเหล่านี้กลับไร้ค่าและต่ำต้อย เพราะไม่ได้กระทำตามหลักของอิสลาม ผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นจากความพยายามเช่นนั้น หากมี ก็จะเป็นเพียงผลประโยชน์ทางโลกเพียงเล็กน้อย และเมื่อความจริงแล้วโลกนี้เองก็ไร้ค่า แล้วส่วนหนึ่งของมันจะมีค่าเพียงใดเล่า บุคคลเหล่านี้เปรียบเสมือนคนเก็บขยะ คนเก็บขยะทำงานหนักและเหน็ดเหนื่อยกว่าผู้อื่น แต่ค่าตอบแทนกลับต่ำกว่าผู้อื่นทั้งหมด

ส่วนผู้ที่ดำเนินตนตามอิสลามนั้น เปรียบเสมือนพ่อค้าอัญมณีที่ค้าขายเพชรพลอยล้ำค่า พวกเขาทำงานเพียงเล็กน้อย แต่ผลตอบแทนกลับยิ่งใหญ่มหาศาล บางครั้ง การงานเพียงหนึ่งชั่วโมง อาจให้ผลตอบแทนเทียบเท่าผลของหนึ่งแสนปี เหตุผลก็เพราะการกระทำที่สอดคล้องกับอิสลามนั้น เป็นที่ยอมรับและเป็นที่พอพระทัยของอัลลอฮฺ ตะอาลา พระองค์ทรงรักการกระทำนั้น และได้ทรงประกาศไว้ในหลายแห่งในอัลกุรอานอัลกะรีมว่าข้อนี้เป็นความจริง

ตัวอย่างเช่น พระองค์ตรัสไว้ในอายะฮ์ที่สามสิบเอ็ด แห่งซูเราะฮ์ อาลิอิมรอน โดยความหมายว่า "โอ้ นบีผู้เป็นที่รักของข้า จงกล่าวแก่พวกเขาว่า 'หากพวกท่านรักอัลลอฮฺ ตะอาลา และปรารถนาให้อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงรักพวกท่านด้วยแล้วไซร้ จงดำเนินตนตามฉัน อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงรักบรรดาผู้ที่ดำเนินตนตามฉัน'"

การดำเนินตามท่านนบีมุฮัมมัด 'อะลัยฮิสสะลาม คือการให้คุณค่าแก่กฎเกณฑ์ของอิสลาม และปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เหล่านั้นด้วยความรัก การให้ความเคารพและยกย่องคำสั่งของท่าน บรรดานักวิชาการอิสลาม ผู้เคร่งครัดในศาสนา และสิ่งทั้งหลายที่อิสลามให้คุณค่า การพยายามเผยแผ่ศาสนาของท่าน และการดูหมิ่นผู้ที่ไม่ประสงค์จะปฏิบัติตามศาสนาของท่าน หรือผู้ที่ปฏิเสธและเพิกเฉยต่อมัน

อัลลอฮฺ ตะอาลา ไม่ทรงรักสิ่งใดก็ตามที่ขัดแย้งกับอิสลาม แล้วจะเป็นไปได้หรือที่สิ่งซึ่งไม่เป็นที่พอพระทัยจะได้รับรางวัล ตรงกันข้าม สิ่งเหล่านั้นย่อมนำไปสู่การลงโทษ

การบรรลุความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ขึ้นอยู่กับการดำเนินตามท่านนบีมุฮัมมัด อะลัยฮิสสะลาม เพียงเท่านั้น เพราะท่านคือผู้นำแห่งโลกนี้และโลกหน้า เพื่อจะดำเนินตามท่าน จำเป็นต้องมีอีมาน และเรียนรู้รวมทั้งปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของอิสลาม

การรอดพ้นจากญะฮันนัมในโลกหน้า เป็นสิทธิ์เฉพาะของผู้ที่ดำเนินตนตามท่านนบีมุฮัมมัด อะลัยฮิสสะลาม เท่านั้น การงานที่ดีทั้งปวงที่กระทำในโลกนี้ ทั้งการค้นพบสภาวะต่าง ๆ ทั้งหลาย และความรู้ทุก ๆ แขนง จะเป็นประโยชน์ในโลกหน้า ก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นได้ดำเนินตามแนวทางของรอซูลุลลอฮฺ หากไม่เป็นเช่นนั้น การงานดีทั้งหมดของผู้ที่ไม่ดำเนินตามท่านนบีของอัลลอฮฺ ตะอาลา จะคงอยู่เพียงแค่ในโลกนี้ และยังทำลายซึ่งโลกหน้าของเขา กล่าวคือ มันไม่ใช่สิ่งอื่นใด นอกจาก อิสติดรอจ (การล่อลวง) ที่แฝงมาในรูปของความดีเท่านั้น

การดำเนินตนตามท่านนบีมุฮัมมัด อะลัยฮิสสะลาม อย่างสมบูรณ์และครบถ้วน จำเป็นต้องอาศัยความรักต่อท่านอย่างสมบูรณ์และครบถ้วนเช่นกัน เครื่องหมายของความรักที่สมบูรณ์ คือการห่างไกลจากศัตรูของท่าน และไม่ชอบผู้ที่ไม่ชอบท่าน ความรักไม่อาจอยู่ร่วมกับความเพิกเฉยได้ บรรดาผู้รัก เมื่อคลั่งไคล้ในผู้เป็นที่รัก ย่อมไม่สามารถกระทำสิ่งใดที่ขัดแย้งกับเขา และไม่อาจอยู่ร่วมกับผู้ที่กระทำการต่อต้านเขาได้ ความรักต่อสิ่งตรงข้ามสองประการ ไม่อาจตั้งอยู่ร่วมกันในหัวใจเดียวกันได้ นั่นคือ การมีอยู่ของสิ่งตรงข้ามสองอย่างในที่เดียวกัน เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

"ผู้ใดเชื่อฟังฉัน ผู้นั้นได้เชื่อฟังอัลลอฮฺ ตะอาลา และผู้ใดฝ่าฝืนฉัน ผู้นั้นได้ฝ่าฝืนอัลลอฮฺ ตะอาลา"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

ความโปรดปรานทางโลกนั้นชั่วคราวและลวงตา หากวันนี้เป็นของท่าน วันพรุ่งนี้ก็อาจเป็นของผู้อื่น แต่ความโปรดปรานที่จะได้รับในอาคิเราะฮ์นั้นเป็นนิรันดร์ และถูกแสวงหาได้ในโลกนี้ หากชีวิตไม่กี่วันในโลกนี้ถูกใช้ไปกับการดำเนินตามท่านนบีมุฮัมมัด อะลัยฮิสสะลาม ผู้ซึ่งเป็นบุคคลที่มีคุณค่าสูงสุดทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ก็อาจหวังได้ถึงความผาสุกอันไม่สิ้นสุดและความรอดพ้นอันนิรันดร์ แต่หากไม่ดำเนินตามท่าน ทุกสิ่งย่อมกลับกลายเป็นความว่างเปล่า การงานดีและความเมตตาทั้งปวงที่กระทำโดยไม่ดำเนินตามท่าน จะคงอยู่เพียงในโลกนี้ และไม่มีสิ่งใดถูกได้รับในอาคิเราะฮ์ การปฏิบัติตามท่านนบีมุฮัมมัด อะลัยฮิสสะลาม เพียงเล็กน้อย ยังประเสริฐกว่าความโปรดปรานทั้งปวงในโลกนี้ และความผาสุกในโลกหน้า เกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ อยู่ที่การดำเนินตามท่าน

สำหรับมุสลิมผู้ประสงค์จะดำเนินตนตามรอซูลุลลอฮฺ เงื่อนไขพื้นฐานคือการยึดอยู่ในหนึ่งในสี่มัซฮับที่ถูกต้องของอะฮ์ลุซซุนนะฮ์ วัลญะมาอะฮ์ เป็นฟัรฎูที่จะต้องมีอีมานต่อท่านนบีของเรา ยืนยันในสิ่งที่ท่านนำมา รักและเชื่อฟังท่าน รับคำตักเตือนของท่าน และให้ความเคารพยกย่องท่าน

ในเรื่องนี้ อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ตรัสไว้ในอายะฮ์อัลกะรีมะฮ์ (โดยมีความหมายโดยสรุป) ว่า "ดังนั้น พวกเจ้าจงศรัทธาต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา และรอซูลของพระองค์ ผู้เป็นนบีที่ไม่รู้หนังสือ และจงดำเนินตนตามเขา เพื่อที่พวกเจ้าจะได้รับการชี้นำสู่หนทางอันถูกต้อง"1

และพระองค์ยังตรัสอีกว่า "ผู้ใดไม่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา และรอซูลของพระองค์ ก็จงรู้ไว้เถิดว่า แท้จริงเราได้เตรียมไฟอันรุนแรงไว้สำหรับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาแล้ว"2

ยะห์ยา อิบนุ มุฮัมมัด อิบนุ อับดุลลอฮฺ, มุฮัมมัด อิบนุ อิบรอฮีม อิบนุ สะอีด, อุมัยยะฮ์ อิบนุ บุสตาน, มุฮัมมัด อิบนุ อิบรอฮีม อิบนุ สะอีด รายงานว่า อบู ฮุร็อยเราะฮ์ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮ์) ได้ถ่ายทอดหะดีษนี้จากรอซูลุลลอฮฺว่า

ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า "ข้าพเจ้าถูกบัญชาให้ต่อสู้กับผู้คน (ผู้ปฏิเสธศรัทธา) จนกว่าพวกเขาจะปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ ตะอาลา และศรัทธาต่อข้าพเจ้าและสิ่งที่ข้าพเจ้านำมา เมื่อพวกเขากระทำเช่นนั้น ชีวิตและทรัพย์สินของพวกเขาจะได้รับความคุ้มครองจากข้าพเจ้า เว้นแต่สิทธิของอิสลาม (กล่าวคือ หากมุสลิมกระทำบาป บทลงโทษตามอิสลามย่อมถูกบังคับใช้) และอัลลอฮฺ ตะอาลา จะทรงเป็นผู้สอบสวนพวกเขาเอง"3

และท่านยังกล่าวว่า "ผู้ใดเชื่อฟังฉัน ผู้นั้นได้เชื่อฟังอัลลอฮฺ ตะอาลา และผู้ใดฝ่าฝืนฉัน ผู้นั้นได้ฝ่าฝืนอัลลอฮฺ ตะอาลา ผู้ใดเชื่อฟังคำสั่งของฉัน ผู้นั้นได้เชื่อฟังฉัน และผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งของฉัน ผู้นั้นได้ฝ่าฝืนฉัน"

และท่านยังเปรียบเปรยว่า "สภาพของผู้ที่เชื่อฟังฉันและปฏิบัติตามสิ่งที่ฉันนำมา กับผู้ที่ฝ่าฝืนฉันและขัดแย้งกับสิ่งที่ฉันนำมา เปรียบเสมือนชายคนหนึ่งที่สร้างบ้านและเตรียมอาหารอันโอชะหลากหลายชนิดไว้ และมอบหมายให้ผู้หนึ่งเชิญผู้คนมาร่วมงาน ผู้ที่รับคำเชิญก็เข้าไปในบ้านและรับประทานอาหารได้ตามใจปรารถนา ส่วนผู้ที่ไม่รับคำเชิญ ย่อมไม่อาจเข้าไปในบ้าน และไม่ได้รับประทานอาหารเหล่านั้น บ้านนั้นคือญันนะฮ์ ผู้เชิญคือมุฮัมมัด (อะลัยฮิสสลาม) ผู้ใดฝ่าฝืนมุฮัมมัด (อะลัยฮิสสลาม) ผู้นั้นย่อมฝ่าฝืนอัลลอฮฺ ตะอาลา และมุฮัมมัด (อะลัยฮิสสลาม) คือผู้แยกแยะระหว่างผู้ศรัทธาที่ตอบรับท่าน กับผู้ปฏิเสธศรัทธาที่ปฏิเสธท่าน"

และท่านยังกล่าวว่า "จงยึดมั่นในแบบอย่างของฉัน และแบบอย่างของคอลีฟะฮ์ผู้ทรงธรรมภายหลังฉัน (คือสี่คอลีฟะฮ์) อย่างแน่นแฟ้นด้วยพลังทั้งหมดของพวกเจ้า และจงหลีกเลี่ยงสิ่งที่ถูกอุตริขึ้นภายหลัง เพราะแท้จริงทุกสิ่งที่ถูกอุตริขึ้นคือบิดอะฮ์ และทุกบิดอะฮ์คือความหลงผิด"4

ในหะดีษที่รายงานโดยอนัส อิบนุ มาลิก เกี่ยวกับการดำเนินตามรอซูลุลลอฮฺ ท่านนบีกล่าวว่า "ผู้ใดฟื้นฟูซุนนะฮ์ของฉัน (คือทำให้แพร่หลายด้วยการปฏิบัติ) ผู้นั้นได้ฟื้นฟูฉัน และผู้ที่ฟื้นฟูฉันจะได้อยู่ร่วมกับฉันในญันนะฮ์"

และท่านได้กล่าวกับบิลาล อิบนุ ฮาริษ ว่า "ผู้ใดฟื้นฟูซุนนะฮ์หะสะนะฮ์ในอิสลาม เขาจะได้รับผลบุญของมัน และผลบุญของผู้ที่ปฏิบัติตามหลังจากเขา และผู้ใดริเริ่มซุนนะฮ์ซัยยิอะฮ์ในอิสลาม เขาจะได้รับบาปของมัน และบาปของผู้ที่ปฏิบัติตามหลังจากเขา"5

ท่านอุมัร อิบนุ อับดุลอะซีซ กล่าวว่า "รอซูลุลลอฮฺได้เปิดหนทางอันงดงาม และคอลีฟะฮ์ภายหลังท่านก็เช่นเดียวกัน การดำเนินตามรอซูลุลลอฮฺและคอลีฟะฮ์ของท่าน คือการดำเนินตามคัมภีร์ของอัลลอฮฺ ตะอาลา การเชื่อฟังอัลลอฮฺ ตะอาลา และท่านนบี คือการเสริมสร้างศาสนาของอัลลอฮฺ ตะอาลา ไม่มีผู้ใดมีสิทธิทำให้ศาสนาเสื่อมเสียหรือเปลี่ยนแปลงอิสลามได้"

ผู้ที่ดำเนินตามแบบอย่างของท่านนบีและอัศหาบุลกิรอม ย่อมอยู่บนหนทางที่เที่ยงตรง ส่วนผู้ที่ฝ่าฝืนแบบอย่างของท่านนบีและอัศหาบของท่าน ย่อมอยู่บนหนทางอื่นที่ไม่ใช่หนทางของมุสลิม และอัลลอฮฺ ตะอาลา จะปล่อยให้เขากระทำความชั่วและนำเขาเข้าสู่นรกญะฮันนัม ซึ่งเป็นปลายทางอันเลวร้ายที่สุด

ท่านอิหม่ามอะห์หมัด อิบนุ ฮัมบัล กล่าวว่า "วันหนึ่งข้าพเจ้าอยู่ในกลุ่มคนที่พากันลงไปอาบน้ำในโรงอาบน้ำสาธารณะ แต่ข้าพเจ้าไม่ถอดเสื้อผ้า ด้วยยึดถือหะดีษที่ว่า 'ผู้ใดศรัทธาต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา และวันอาคิเราะฮ์ จงอย่าเข้าโรงอาบน้ำโดยเปิดเผยเอาเราะฮ์' คืนนั้นข้าพเจ้าเห็นบุคคลหนึ่งในความฝันกล่าวกับข้าพเจ้าว่า 'โอ้ อะห์หมัด ข่าวดีสำหรับเจ้า อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้อภัยโทษแก่เจ้าเพราะเจ้าดำเนินตามรอซูลุลลอฮฺ และพระองค์ได้แต่งตั้งเจ้าเป็นอิหม่าม ผู้คนจะปฏิบัติตามเจ้า' เมื่อข้าพเจ้าถามว่า 'ท่านคือใคร' เขาตอบว่า 'ข้าคือญิบรีล'"

ผู้ที่ไม่ดำเนินตามรอซูลุลลอฮฺในทุกการกระทำ ย่อมไม่อาจเป็นผู้ศรัทธาอย่างสมบูรณ์ และหากเขาไม่รักท่านมากกว่าตนเอง อีมานของเขาย่อมไม่สมบูรณ์ มุฮัมมัด (อะลัยฮิสสลาม) คือศาสนทูตของมนุษย์และญินทั้งหมด

"บุคคลที่อัลลอฮ์ทรงรักยิ่ง คือผู้ที่ศึกษาความรู้ทางศาสนาและถ่ายทอดให้ผู้อื่น จงเรียนรู้ศาสนาของพวกท่านผ่านบรรดาอุละมาอ์เถิด"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

เป็นหน้าที่จำเป็นของมนุษย์ทุกยุคทุกสมัยที่จะต้องดำเนินตามท่าน และเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ศรัทธาทุกคนที่จะช่วยเหลือศาสนาของท่าน ทำให้อัคลากอันงดงามของท่านเป็นวิถีชีวิต กล่าวนามของท่านอยู่เสมอ และเมื่อเอ่ยหรือได้ยินนามของท่าน ก็ให้กล่าวซอละวาตและให้สลามด้วยความเคารพและความรัก จะต้องมีความปรารถนาอย่างลึกซึ้งที่จะได้เห็นใบหน้าของท่าน มีความรักและให้ความเคารพต่ออัลกุรอานอัลกะรีมและศาสนาที่ท่านได้นำมา

ท่านมิได้กล่าวตามอารมณ์ปรารถนาของตนเอง
ถ้อยคำของท่านคือวะฮ์ยู
ท่านคือมหาสมุทรที่อัดแน่นด้วยไข่มุกแห่งปัญญา
คือสายธารแห่งความเอื้อเฟื้อ

ท่านอยู่ท่ามกลางผู้คน
แต่หัวใจของท่านอยู่กับอัลลอฮฺ ตะอาลา เพียงผู้เดียว
ท่านมองเห็นเอกภาพท่ามกลางความหลากหลายอยู่เสมอ
คือสายธารแห่งความเอื้อเฟื้อ

ขอการสรรเสริญและสันติจงมีแด่ท่านและบรรดาอัศหาบของท่าน
เพราะท่านได้ผูกมิตรกับพวกเขา
คือสายธารแห่งความเอื้อเฟื้อ

มาเถิด โอ้ ฮักกี
จงละวางผู้คน แล้วเรียนรู้คุณธรรมจากผู้เป็นที่รักของอัลลอฮฺ
เพราะคุณธรรมอันงดงามนั้น
อัลลอฮฺได้ประทานแก่ท่านโดยไม่หวงแหน
คือสายธารแห่งความเอื้อเฟื้อ

อิบรอฮีม ฮักกี แห่งเออร์ซูรุม

Medîne-i münevvereden eski bir görünüş (1890)

เงื่อนไขของการเป็นมุสลิมที่แท้จริง

คำว่า "อิสลาม" ในภาษาอาหรับ มีความหมายว่า "การยอมจำนนต่อนัฟซ์ การนอบน้อม การเข้าถึงความรอดพ้น" รวมทั้งหมายถึง "สันติ" ด้วย อิหม่ามอัลอะอ์ซ็อม อบู ฮะนีฟะฮ์ (เราะหฺมะตุลลอฮิอะลัยฮ์) ได้ให้นิยามอิสลามว่า "การนอบน้อมและการเชื่อฟังต่อบทบัญญัติของอัลลอฮฺ ตะอาลา"

เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นอย่างรอบคอบ ก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามุสลิมควรเป็นอย่างไร บรรดาอุละมาอ์ได้อธิบายคุณลักษณะที่มุสลิมพึงมีไว้ว่า ประการแรก มุสลิมเป็นผู้สะอาดทั้งทางกายและทางจิตใจ ในหลายแห่งของอัลกุรอานอัลกะรีม อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงตรัสว่า
"แท้จริงข้ารักผู้ที่มีความสะอาด"

มุสลิมจะไม่สวมรองเท้าเข้าไปในมัสยิดหรือบ้านเรือน พรมและพื้นบ้านของพวกเขาสะอาดอยู่เสมอ ทุกครัวเรือนของมุสลิมมีห้องอาบน้ำ ร่างกาย เสื้อผ้า และอาหารของพวกเขาสะอาดอยู่ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงไม่แพร่เชื้อโรคและโรคภัยไข้เจ็บ มุสลิมที่แท้จริงเป็นผู้สะอาดและให้ความใส่ใจต่อสุขภาพของตนเป็นอย่างยิ่ง เขาจะไม่บริโภคเครื่องดื่มมึนเมา ซึ่งเป็นสิ่งฮะรอมและเป็นพิษชนิดหนึ่ง และจะไม่รับประทานเนื้อสุกร ซึ่งถูกห้ามเนื่องจากอันตรายและโทษภัยนานาประการของมัน

ท่านนบีได้ยกย่องวิชาการแพทย์ในหลายโอกาส ตัวอย่างหนึ่งคือคำกล่าวของท่านว่า "ความรู้มีสองประเภท คือ ความรู้เกี่ยวกับร่างกาย และความรู้เกี่ยวกับศาสนา"

นั่นคือ ความรู้ทั้งสองประการนี้เป็นวิชาที่สำคัญที่สุด ความรู้ทางศาสนานั้นคุ้มครองจิตวิญญาณ และความรู้ด้านสุขภาพนั้นคุ้มครองร่างกาย ท่านต้องการให้เราเพียรพยายามดูแลให้ทั้งร่างกายและจิตใจแข็งแรง อิสลามสั่งให้เรียนรู้ความรู้เกี่ยวกับร่างกายก่อนความรู้ทางศาสนา เพราะการกระทำความดีทั้งปวงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อร่างกายมีสุขภาพดี

ท่านนบีของเราเคยติดต่อทางจดหมายกับจักรพรรดิไบแซนไทน์ เฮราคลิอุส และมีการส่งคณะทูตไปมาหากัน ครั้งหนึ่ง เฮราคลิอุสได้ส่งของกำนัลหลายอย่างมาให้ หนึ่งในของกำนัลนั้นคือแพทย์คนหนึ่ง เมื่อแพทย์ผู้นั้นมาถึง เขาได้กล่าวกับท่านนบีว่า "ท่านผู้มีเกียรติ พระมหากษัตริย์ได้ส่งข้ามาเป็นผู้รับใช้ของท่าน ข้าจะรักษาผู้ป่วยโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย"

ท่านนบีรับการบริการของเขา และสั่งให้จัดบ้านพักให้แก่เขา ทุก ๆ วันมีการนำอาหารและเครื่องดื่มที่ดีที่สุดมาให้ วันแล้ววันเล่า เดือนแล้วเดือนเล่า ไม่มีมุสลิมคนใดมาพบแพทย์ผู้นั้น แพทย์รู้สึกละอายใจ จึงขออนุญาตกลับ โดยกล่าวว่า "ท่านผู้มีเกียรติ ข้ามาที่นี่เพื่อรับใช้ท่าน แต่จนถึงบัดนี้ ยังไม่มีผู้ป่วยมาหาข้าเลย ข้านั่งอยู่อย่างว่างเปล่า กินดื่มอย่างสะดวกสบาย และบัดนี้ข้าขอเดินทางกลับบ้าน"

ท่านนบีตอบว่า "ตามใจท่านเถิด หากท่านประสงค์จะอยู่ต่อ ก็เป็นหน้าที่ของมุสลิมที่จะดูแลและให้เกียรติแขกของพวกเขา แต่หากท่านต้องการเดินทางกลับในเวลานี้ ก็ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ อย่างไรก็ตาม ท่านควรรู้ไว้ว่า แม้ท่านจะอยู่ที่นี่เป็นเวลาหลายปี ก็จะไม่มีมุสลิม

"ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา ว่า หากบุคคลใดไม่รักให้แก่พี่น้องมุสลิมของตนในสิ่งเดียวกับที่ตนรักให้แก่ตนเอง อีมานของเขาย่อมไม่สมบูรณ์" หะดีษอัช-ชะรีฟ

มาหาท่าน" และท่านกล่าวต่อว่า "เพราะบรรดาอัศหาบของฉันไม่เจ็บป่วย ศาสนาอิสลามได้ชี้แนะแนวทางแห่งการมีสุขภาพที่ดี บรรดาอัศหาบให้ความสำคัญต่อความสะอาดอย่างยิ่ง พวกเขาจะไม่รับประทานอาหารเว้นแต่เมื่อหิว และจะหยุดรับประทานก่อนที่จะอิ่มเต็มที่"

ถ้อยคำข้างต้น มิได้หมายความว่ามุสลิมจะไม่เจ็บป่วยเลย หากแต่มุสลิมที่ใส่ใจต่อสุขภาพและความสะอาด จะมีสุขภาพดีเป็นเวลานาน และแทบไม่เจ็บป่วย ความตายเป็นสัจธรรมของชีวิต ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทุกคนย่อมต้องตายจากโรคภัยบางประการในที่สุด ทว่า การรักษาร่างกายให้มีสุขภาพดีจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ก็ด้วยการปฏิบัติตามหลักการด้านสุขภาพและความสะอาดที่อิสลามได้สอนไว้ ท่านนบีกล่าวว่า "ฉันถูกส่งมาเพื่อทำให้คุณธรรมสมบูรณ์ และเพื่อเผยแพร่อัคลากอันงดงามไปทั่วโลก"
และในหะดีษอีกบทหนึ่ง ท่านกล่าวว่า "ในหมู่พวกท่าน ผู้ที่มีอีมานสูงส่งที่สุด คือผู้ที่มีอัคลากอันงดงามที่สุด"

ความบริสุทธิ์ทางจิตวิญญาณเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมุสลิม บุคคลที่โกหก หลอกลวง เอาเปรียบผู้อื่น มีความโหดร้าย อยุติธรรม หลีกเลี่ยงการช่วยเหลือพี่น้องในศาสนา เห็นตนเหนือผู้อื่น และคำนึงถึงแต่ประโยชน์ของตนเองเท่านั้น ย่อมไม่ใช่มุสลิมที่แท้จริง ไม่ว่าเขาจะประกอบอิบาดะฮ์มากเพียงใดก็ตาม

ความหมายอันสูงส่งของอายะฮ์สามบทแรกในซูเราะฮ์ อัลมาอูน คือ "โอ้ รอซูลของข้า เจ้าได้เห็นหรือไม่ ผู้ที่ปฏิเสธวันกิยามะฮ์ ผู้ที่ทำร้ายเด็กกำพร้า ละเมิดสิทธิของพวกเขา และไม่ให้อาหารแก่ผู้ยากไร้ อีกทั้งไม่สนับสนุนผู้อื่นให้ช่วยเหลือผู้ยากไร้"

อิบาดะฮ์ของบุคคลเช่นนี้จะไม่ถูกตอบรับ ในอิสลาม การหลีกเลี่ยงสิ่งฮะรอมมีความสำคัญยิ่งกว่าการปฏิบัติสิ่งที่เป็นฟัรฎู มุสลิมที่แท้จริง คือบุคคลที่สมบูรณ์และมีวุฒิภาวะ มีใบหน้ายิ้มแย้ม พูดจาสุภาพ ไพเราะ และกล่าวแต่ความจริง เขาไม่รู้จักความโกรธ

รอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า "ผู้ที่ได้รับความอ่อนโยน ผู้นั้นได้รับความดีของโลกนี้และอาคิเราะฮ์"

มุสลิมเป็นผู้มีความถ่อมตนอย่างยิ่ง เขารับฟังทุกคนที่เข้ามาหา และช่วยเหลือเท่าที่จะสามารถได้ มุสลิมเป็นผู้มีศักดิ์ศรีและสุภาพเรียบร้อย เขารักครอบครัวของตนและรักแผ่นดินของตน ท่านนบีกล่าวว่า "การรักแผ่นดินเกิด เป็นส่วนหนึ่งของอีมาน"

สิ่งที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงพอพระทัยในบ่าวของพระองค์ ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนในอัลกุรอานอัลกะรีม ความหมายอันสูงส่งของอายะฮ์ที่ 63–69 ในซูเราะฮ์ อัลฟุรกอน คือ "บ่าวของอัรเราะหฺมาน เดินบนแผ่นดินด้วยความสุภาพและสงบเสงี่ยม เมื่อบรรดาผู้ไม่รู้พยายามยั่วยุ พวกเขาตอบด้วยถ้อยคำแห่งสันติ พวกเขาใช้เวลายามค่ำคืนยืนละหมาดและสุญูดต่อร็อบบ์ของพวกเขา และกล่าววิงวอนว่า 'โอ้ พระผู้เป็นเจ้าของเรา โปรดให้เราพ้นจากการลงโทษแห่งญะฮันนัม แท้จริงการลงโทษนั้นรุนแรงและถาวร และที่พำนักนั้นชั่วร้ายยิ่ง' ในการใช้จ่าย พวกเขาไม่ฟุ่มเฟือยและไม่ตระหนี่ แต่ดำเนินทางสายกลาง พวกเขาไม่ตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ ไม่เรียกขอสิ่งใดควบคู่กับพระองค์ ไม่ฆ่าชีวิตที่อัลลอฮฺทรงห้าม และไม่กระทำการผิดประเวณี"

และความหมายของอายะฮ์ที่ 72–74 ในซูเราะฮ์เดียวกันคือ "พวกเขาไม่เป็นพยานเท็จ หลีกเลี่ยงสิ่งไร้ประโยชน์และเป็นโทษ หากผ่านสิ่งเหล่านั้นไป ก็ผ่านไปด้วยศักดิ์ศรี เมื่อถูกเตือนด้วยอายะฮ์ของร็อบบ์ พวกเขาไม่ทำเป็นหูหนวกตาบอด และกล่าวว่า 'โอ้ ร็อบบ์ของเรา โปรดประทานให้คู่ครองและลูกหลานของเราเป็นความสุขแก่สายตาของเรา และโปรดให้เราเป็นผู้นำแก่ผู้ยำเกรง'"

นอกจากนี้ ความหมายของอายะฮ์ที่สองและสามในซูเราะฮ์ อัศศ็อฟ คือ "โอ้ บรรดาผู้ศรัทธา เหตุใดพวกเจ้าจึงกล่าวสิ่งที่พวกเจ้าไม่กระทำ สิ่งนี้เป็นที่น่ารังเกียจอย่างยิ่ง ณ อัลลอฮฺ ที่พวกเจ้ากล่าวสิ่งที่พวกเจ้าไม่กระทำ"

สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า การให้คำมั่นหรือสัญญาในสิ่งที่ตนไม่สามารถปฏิบัติได้ ทำให้บุคคลนั้นเป็นผู้ไม่ดีในสายพระเนตรของอัลลอฮฺ ตะอาลา

มุสลิมที่แท้จริงให้ความเคารพอย่างยิ่งต่อบิดามารดา ครูอาจารย์ ผู้บังคับบัญชา กฎหมาย และผู้นำของประเทศ เขาไม่ใช้เวลาไปกับสิ่งไร้สาระ แต่ใช้เวลาทั้งหมดกับสิ่งที่เป็นประโยชน์ เขาไม่เล่นการพนัน ไม่ปล่อยเวลาให้สูญเปล่า

มุสลิมที่แท้จริงประกอบอิบาดะฮ์อย่างสมบูรณ์ และแสดงความขอบคุณต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา อิบาดะฮ์ไม่ควรถูกปฏิบัติด้วยความฝืนใจหรือโดยไม่รู้สึกตัว แต่ต้องปฏิบัติด้วยความสมัครใจและความรักอย่างลึกซึ้งต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา

การยำเกรงอัลลอฮฺ ตะอาลา หมายถึงการรักพระองค์อย่างยิ่ง เช่นเดียวกับที่มนุษย์ไม่ต้องการทำให้ผู้ที่ตนรักเสียใจ และเกรงกลัวว่าจะทำให้เขาขุ่นเคือง การประกอบอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา ก็ต้องกระทำในลักษณะที่แสดงถึงความรักต่อพระองค์

ความโปรดปรานที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงประทานแก่เรานั้นยิ่งใหญ่เหลือคณานับ หนี้บุญคุณแห่งความกตัญญูต่อพระองค์ ไม่อาจชดใช้ได้ด้วยสิ่งใด นอกจากการรักพระองค์อย่างแท้จริง และการประกอบอิบาดะฮ์ด้วยความจริงใจอย่างลึกซึ้ง อิบาดะฮ์นั้นมีหลายประเภท อิบาดะฮ์บางประเภท ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เป็นสิ่งที่อยู่ระหว่างอัลลอฮฺ ตะอาลา กับบ่าวของพระองค์ บางครั้งอัลลอฮฺ ตะอาลา อาจทรงอภัยให้แก่ผู้ที่ประกอบอิบาดะฮ์อย่างบกพร่องได้ การให้ความเคารพต่อสิทธิของผู้อื่นก็เป็นอิบาดะฮ์เช่นกัน ทว่า พระองค์จะไม่ทรงอภัยให้แก่ผู้ที่ละเมิดผู้อื่นและยังมีสิทธิของผู้อื่นค้างอยู่กับตน เว้นแต่เจ้าของสิทธิเหล่านั้นจะให้อภัยแก่เขาเอง

ได้มีการกล่าวไว้ในหะดีษว่า "อัลลอฮฺ ตะอาลา จะไม่ทรงเมตตาผู้ที่ไม่แสดงความเมตตาต่อผู้คน"
"จงช่วยเหลือทั้งผู้กดขี่และผู้ถูกกดขี่ โดยการยับยั้งความอยุติธรรม"
"หากเงินที่ใช้ซื้อเสื้อผ้ามีเก้าส่วนเป็นฮะลาล และหนึ่งส่วนเป็นฮะรอม อัลลอฮฺ ตะอาลา จะไม่ทรงตอบรับละหมาดที่ประกอบโดยสวมเสื้อนั้น"
"มุสลิมคือพี่น้องของมุสลิม เขาไม่กดขี่พี่น้องของตน รีบเร่งช่วยเหลือเขา

"หิกมะฮ์ (ความรู้ที่เป็นประโยชน์) ประกอบด้วยสิบส่วน เก้าส่วนนั้นอยู่ในการอยู่สันโดษ ('อุซละฮ์) และอีกหนึ่งส่วนอยู่ในการพูดให้น้อย" หะดีษอัช-ชะรีฟ

ไม่ดูหมิ่นหรือเห็นว่าเขาต่ำต้อยกว่าตน การทำร้ายเลือดเนื้อ ทรัพย์สิน ความบริสุทธิ์ หรือเกียรติยศของเขา เป็นสิ่งฮะรอม"
"ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา ว่าหากบุคคลใดไม่รักให้แก่พี่น้องมุสลิมของตนเช่นเดียวกับที่ตนรักให้แก่ตนเอง อีมานของเขาย่อมไม่สมบูรณ์"
"ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา ว่าชายผู้ที่เพื่อนบ้านของเขาไม่ไว้วางใจ ย่อมไม่มีอีมาน (กล่าวคือ ไม่ใช่มุสลิมที่แท้จริง)"

มีสองสิ่งที่จำเป็นต่อการบรรลุซึ่งความผาสุก ความดี และความสงบในโลกนี้ และเพื่อหลีกพ้นจากการลงโทษในโลกหน้า ประการแรก คือการยึดมั่นต่อบทบัญญัติของอัลลอฮฺ ตะอาลา ประการที่สอง คือการหลีกเลี่ยงสิ่งที่พระองค์ทรงห้าม จากสองประการนี้ ประการที่สองมีความสำคัญยิ่งกว่าและจำเป็นยิ่งกว่า

เพื่อจะหลีกเลี่ยงสิ่งฮะรอมได้โดยสมบูรณ์ จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงมุบาห์มากกว่าที่จำเป็น เราควรใช้สิ่งที่เป็นมุบาห์เท่าที่จำเป็นเท่านั้น หากบุคคลใช้มุบาห์ตามใจตนเอง หรือใช้สิ่งที่เป็นมุบาห์อย่างเกินควร เขาจะเริ่มเข้าใกล้สิ่งที่เป็นข้อสงสัย และสิ่งที่เป็นข้อสงสัยนั้นอยู่ใกล้กับสิ่งฮะรอมอย่างยิ่ง นัฟซ์ของมนุษย์เปรียบเสมือนสัตว์ร้ายที่โลภ ผู้ที่เดินวนเวียนอยู่ใกล้เหว ย่อมมีโอกาสตกลงไปได้ บรรดานักวิชาการอิสลามกล่าวว่า"การก้มหน้าของผู้ทำบาป นั้นดีกว่าการเชิดหน้าของผู้ประกอบอิบาดะฮ์"

การหลีกเลี่ยงสิ่งฮะรอมมีอยู่สองลักษณะ ประการแรก คือการหลีกเลี่ยงบาปที่ละเมิดเฉพาะสิทธิของอัลลอฮฺ ตะอาลา ประการที่สอง คือการหลีกเลี่ยงบาปที่ละเมิดสิทธิของผู้อื่นหรือสิทธิของสิ่งมีชีวิตอื่น ประการที่สองมีความสำคัญยิ่งกว่า อัลลอฮฺ ตะอาลา ไม่ทรงต้องการสิ่งใด และพระองค์ทรงเมตตาอย่างยิ่ง ในขณะที่มนุษย์นั้นต้องการหลายสิ่ง และยังมีความตระหนี่อย่างมาก

รอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า "ผู้ใดที่มีสิทธิของมนุษย์ค้างอยู่กับตน และได้ละเมิดทรัพย์สินหรือความบริสุทธิ์ของผู้อื่น จงชดใช้สิทธิและขอการให้อภัยเสียก่อนความตาย เพราะในวันนั้น ทองคำและทรัพย์สินจะไม่มีค่าใด ๆ อิบาดะฮ์ที่เขาได้ประกอบไว้ในโลกนี้จะถูกมอบให้แก่เจ้าของสิทธิ หากเขาไม่มีอิบาดะฮ์ หรืออิบาดะฮ์หมดไปแล้ว บาปของเจ้าของสิทธิจะถูกโยนใส่เขา"

วันหนึ่ง รอซูลุลลอฮฺได้ถามบรรดาศอหาบะฮ์ว่า "พวกท่านรู้หรือไม่ว่า ผู้ล้มละลายคือใคร"
พวกเขาตอบว่า "คือผู้ที่ไม่เหลือทรัพย์สินหรือเงินทองใด ๆ"
ท่านกล่าวว่า "ผู้ล้มละลายในหมู่อุมมะฮ์ของฉัน คือผู้ที่ในวันกิยามะฮ์ มีบันทึกการงานเต็มไปด้วยผลบุญจากละหมาด การถือศีลอด และการจ่ายซะกาต แต่เขาได้ด่าทอผู้อื่น ใส่ร้ายพวกเขา และยึดทรัพย์สินของพวกเขา ผลบุญของเขาจะถูกแบ่งแจกให้แก่เจ้าของสิทธิเหล่านั้น หากผลบุญหมดลงก่อนจะชดใช้สิทธิครบถ้วน บาปของเจ้าของสิทธิจะถูกโยนใส่เขา แล้วเขาจะถูกโยนลงสู่ญะฮันนัม"

ในจดหมายฉบับที่ 110 แห่งมักตูบาต เล่มที่สอง มุฮัมมัด มะอฺซูม อัลฟารูกี ซัรฮันดี (เราะหฺมะตุลลอฮิอะลัยฮ์) ได้เขียนถึงศิษย์คนหนึ่งของท่านว่า "หากท่านได้กระทำบาปใด จงทำเตาบะฮ์ทันที เตาบะฮ์สำหรับบาปที่กระทำอย่างลับ ควรกระทำอย่างลับ และสำหรับบาปที่กระทำอย่างเปิดเผย ควรกระทำอย่างเปิดเผย ไม่ควรชะลอการทำเตาบะฮ์ เพราะ มะลาอิกะฮฺกิรามันกาติบีน จะไม่บันทึกบาปในทันที หากเขาทำเตาบะฮ์ บาปนั้นจะไม่ถูกบันทึกเลย แต่หากเขาไม่ทำเตาบะฮ์ บาปนั้นจะถูกบันทึก ญะอฺฟัร อิบนุ สินาน (กุดดิสะ ซิรรุฮ์) กล่าวว่า 'การไม่สำนึกผิดจากบาปนั้น เลวร้ายยิ่งกว่าการกระทำบาปเสียอีก' และผู้ที่ยังไม่ได้ทำเตาบะฮ์ในทันที ควรทำเสียก่อนความตาย วะเราะอ์และตักวาควรได้รับการรักษาอย่างเคร่งครัด ตักวาคือการไม่กระทำสิ่งที่ถูกห้ามอย่างชัดเจน (ฮะรอม) และวะเราะอ์คือการไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นข้อสงสัย"

การหลีกเลี่ยงสิ่งต้องห้ามมีความสำคัญยิ่งกว่าการปฏิบัติสิ่งที่ถูกบัญชา บรรดาผู้รู้ของเรากล่าวว่า "ทั้งคนเลวและคนดีก็ต่างประกอบความดีได้ แต่มีเพียงบรรดาซิดดีกเท่านั้น คือผู้ดีแท้ ที่หลีกเลี่ยงบาปได้…"

ได้มีการกล่าวไว้ในหะดีษว่า "ในวันกิยามะฮ์ บรรดาผู้มีวะเราะอ์และซุฮ์ด จะอยู่ล้ำหน้าผู้ที่ได้รับความโปรดปรานจากอัลลอฮฺ ตะอาลา ทั้งหลาย" (ซุฮ์ด หมายถึง การละเว้นจากสิ่งทางโลกที่เกินความจำเป็น แม้จะเป็นสิ่งฮะลาลก็ตาม)

และในหะดีษอีกบทหนึ่งกล่าวว่า "ละหมาดของผู้มีวะเราะอ์เป็นที่ตอบรับ"
และ "การอยู่ร่วมกับผู้มีวะเราะอ์ก็เป็นอิบาดะฮ์ การสนทนากับเขามีบะเราะกัตไม่ต่างจากการให้ทาน"

จงปรึกษาหัวใจของตนเองในสิ่งที่รู้สึกสงสัย อย่ากระทำสิ่งใดที่ทำให้หัวใจสั่นไหว อย่าเชื่อฟังนัฟซ์ของตน "การกระทำใดที่ทำให้นัฟซ์สงบและหัวใจผ่อนคลาย นั่นคือความดี และการกระทำใดที่ปลุกเร้านัฟซ์และทำให้หัวใจตื่นเต้นเร่าร้อน นั่นคือบาป"

และหะดีษอีกบทหนึ่งกล่าวว่า "สิ่งที่เป็นฮะลาลนั้นชัดเจน และสิ่งที่เป็นฮะรอมก็ถูกเปิดเผยแล้ว จงหลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นข้อสงสัย และจงปฏิบัติในสิ่งที่ท่านมั่นใจว่าไม่สงสัย"

หะดีษเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่เป็นข้อสงสัยและสิ่งที่รบกวนหัวใจควรถูกหลีกเลี่ยง การกระทำในสิ่งที่ไม่มีข้อสงสัยนั้นเป็นสิ่งที่อนุญาต

และในหะดีษอีกบทหนึ่งกล่าวว่า "สิ่งที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงกำหนดให้เป็นฮะลาลในอัลกุรอานอัลกะรีม ย่อมเป็นฮะลาล และพระองค์จะทรงอภัยในสิ่งที่พระองค์มิได้ทรงกำหนดไว้ในอัลกุรอานอัลกะรีม"

เมื่อเราประสบกับเรื่องที่น่าสงสัย ควรวางมือลงบนหัวใจ หากหัวใจไม่สั่นไหว ก็จงกระทำได้ แต่หากหัวใจสั่นไหว ก็อย่ากระทำสิ่งนั้น

ได้มีการกล่าวไว้ในหะดีษว่า "จงวางมือลงบนอกของท่าน หัวใจจะสงบต่อสิ่งที่เป็นฮะลาล และจะสั่นไหวต่อสิ่งที่เป็นฮะรอม หากท่านสงสัยในสิ่งใด อย่ากระทำสิ่งนั้น อย่ากระทำ แม้ผู้ที่มีตำแหน่งทางศาสนาจะออกฟัตวาให้ก็ตาม"

ผู้ที่มีอีมานจะหลีกเลี่ยงบาปเล็ก เพื่อป้องกันตนจากการตกไปสู่บาปใหญ่ เราควรถือว่าอิบาดะฮ์และความดีทั้งหลายของเรายังบกพร่อง และควรคิดว่าเรายังไม่สามารถปฏิบัติตามบทบัญญัติของอัลลอฮฺ ตะอาลา ได้อย่างสมบูรณ์

อบู มุฮัมมัด อับดุลลอฮฺ อิบนุ มะนาซิล (กุดดิสะ ซิรรุฮ์) กล่าวว่า "อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงบัญญัติอิบาดะฮ์หลายประเภท ทรงบัญญัติความอดทน ความอุทิศตน ละหมาด การถือศีลอด และการกล่าวอิสติฆฟารก่อนรุ่งสาง พระองค์ทรงกล่าวถึงอิสติฆฟารเป็นลำดับสุดท้าย ด้วยเหตุนี้ มนุษย์จึงจำเป็นต้องถือว่าอิบาดะฮ์และความดีทั้งหมดของตนยังบกพร่อง และต้องขอการอภัยโทษ"

ญะอฺฟัร อิบนุ สินาน (กุดดิสะ ซิรรุฮ์) กล่าวว่า "การที่ผู้ประกอบอิบาดะฮ์เห็นว่าตนเองสูงส่งกว่าผู้ทำบาป เลวร้ายยิ่งกว่าบาปของพวกเขาเสียอีก"

"ผู้ที่มีครอบครัวใหญ่ รายได้น้อย ประกอบละหมาดอย่างดี และไม่กล่าวร้ายมุสลิม จะอยู่กับฉันในวันกิยามะฮ์" หะดีษอัช-ชะรีฟ

ครั้งหนึ่ง อาลี มุรตะอิช (กุดดิสะ ซิรรุฮ์) ได้ออกจากการอิอ์ติกาฟหลังวันที่ยี่สิบของรอมฎอนอันประเสริฐ เมื่อถูกถามถึงสาเหตุ ท่านจึงตอบว่า "เมื่อเห็นบรรดาฮาฟิซอ่านอัลกุรอานอัลกะรีมด้วยทำนอง และอวดอ้างสิ่งนั้น ข้าพเจ้าไม่อาจอยู่ต่อไปได้"

เราควรทำงานเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวและตนเองด้วยรายได้ที่เป็นฮะลาล การค้าขายและงานฝีมือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเรื่องนี้ บรรดาซะละฟุศศอลิฮีนล้วนทำงานและแสวงหารายได้ในลักษณะนี้ มีหะดีษมากมายที่อธิบายถึงผลบุญในการแสวงหารายได้ที่เป็นฮะลาล

มุฮัมมัด อิบนุ ซาลิม ถูกถามว่า "เราควรทำงานหาเลี้ยงชีพ หรือควรประกอบอิบาดะฮ์อย่างเดียวและมอบความไว้วางใจไว้กับอัลลอฮฺ ตะอาลา"
ท่านตอบว่า "ตะวักกุลเป็นสภาวะจิตของรอซูลุลลอฮฺ และการทำงานหาเลี้ยงชีพคือซุนนะฮ์ของท่าน ดังนั้น พวกท่านจงทำงาน และจงมอบความไว้วางใจไว้กับอัลลอฮฺ ตะอาลา"

อบู มุฮัมมัด อิบนุ มะนาซิล กล่าวว่า "การทำงานและมอบความไว้วางใจไว้กับอัลลอฮฺ ตะอาลา มีประโยชน์ยิ่งกว่าการปลีกตัวเพื่อประกอบอิบาดะฮ์เพียงอย่างเดียว"

เราควรรับประทานอาหารอย่างพอดี ไม่กินมากจนทำให้ร่างกายเฉื่อยชา และไม่อดอาหารจนขัดขวางการประกอบอิบาดะฮ์ ชาห์ อัน-นักชะบันดี (กุดดิสะ ซิรรุฮ์) กล่าวว่า "จงกินให้ดี และจงทำงานให้ดี"

โดยสรุป ทุกสิ่งที่ช่วยส่งเสริมอิบาดะฮ์และการทำความดี ล้วนเป็นสิ่งที่ดีและมีบะเราะกัต และสิ่งใดที่บั่นทอนสิ่งเหล่านั้น ย่อมเป็นสิ่งต้องห้าม เราควรตรวจสอบและระมัดระวังในเจตนาของตนต่อทุกความดีที่กระทำ หากเจตนาไม่ดี ก็ไม่ควรกระทำ

เราควรหลีกเลี่ยงผู้ที่ไม่เชื่อฟังอิสลาม และผู้ที่กระทำบิดอะฮ์และบาป กล่าวคือ ไม่ควรคบหากับคนเช่นนั้น ได้มีการกล่าวไว้ในหะดีษว่า "หิกมะฮ์ประกอบด้วยสิบส่วน เก้าส่วนอยู่ในการอยู่สันโดษ และอีกหนึ่งส่วนอยู่ในการพูดให้น้อย"

เราควรพบปะผู้คนเช่นนั้นเฉพาะเมื่อจำเป็นเท่านั้น เวลาของความรื่นเริงนั้นแท้จริงอยู่หลังความตาย เราจึงควรคบหากับมุสลิมผู้ยำเกรง บริสุทธิ์ เป็นประโยชน์แก่พวกเขา และได้รับประโยชน์จากพวกเขา เราไม่ควรสิ้นเปลืองเวลากับถ้อยคำที่ไร้ประโยชน์และไม่จำเป็น เราควรปฏิบัติต่อทุกคนด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ไม่ว่าเขาจะเป็นคนดีหรือคนไม่ดี เราไม่ควรก่อให้เกิดความแตกแยก (ฟิตนะฮ์) และไม่ควรสร้างศัตรู เราควรปฏิบัติตามถ้อยคำของฮาฟิซ อัช-ชีรอซี ที่กล่าวว่า "จงบอกความจริงแก่สหาย และจงปฏิบัติต่อศัตรูด้วยใบหน้ายิ้มแย้มและถ้อยคำอันอ่อนหวาน"

เราควรให้อภัยแก่ผู้ที่ขอการอภัย เราควรแสดงอัคลากที่ดีต่อทุกคน ไม่ควรคัดค้านถ้อยคำของผู้ใดหรือโต้เถียงกับผู้ใด เราไม่ควรพูดจาหยาบคาย แต่ควรพูดอย่างอ่อนโยนกับทุกคน

ชัยคฺ อับดุลลอฮฺ บัยอาล (กุดดิสะ ซิรรุฮ์) กล่าวว่า "ตะซอว์วุฟมิได้หมายถึงการละหมาด การถือศีลอด หรือการประกอบอิบาดะฮ์ในยามค่ำคืน สิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ของมนุษย์ทุกคนในฐานะบ่าว ตะซอว์วุฟหมายถึงการไม่ทำร้ายผู้ใด ผู้ที่ทำได้เช่นนี้ย่อมบรรลุเป้าหมาย"

มุฮัมมัด อิบนุ ซาลิม ถูกถามว่า จะจำแนกวะลีออกจากคนทั่วไปได้อย่างไร ท่านตอบว่า
"เขาจะถูกจำแนกได้จากถ้อยคำที่อ่อนโยน มารยาทอันงดงาม และการเอื้อเฟื้ออย่างมากมาย เขาจะไม่โต้แย้งเมื่อสนทนากับผู้อื่น ให้อภัยแก่ผู้ที่ขอการอภัย และมีความเมตตาต่อทุกคน"

อบู อะห์หมัด มักการี กล่าวว่า "ฟุตูวะฮ์ (ความเอื้ออารี) คือการทำดีต่อผู้ที่เคยทำร้ายท่าน การมอบของขวัญแก่ผู้ที่ท่านไม่ชอบ และการแสดงความยิ้มแย้มต่อผู้ที่สร้างความลำบากให้แก่ท่าน"

เราควรพูดให้น้อย นอนให้น้อย และหัวเราะให้น้อย การหัวเราะมากเกินไปทำให้หัวใจมืดมัว เราควรทำงาน แต่ควรหวังผลตอบแทนจากอัลลอฮฺ ตะอาลา เพียงผู้เดียว เราควรยินดีในการปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระองค์ หากเรามอบความไว้วางใจไว้กับอัลลอฮฺ ตะอาลา เพียงผู้เดียว พระองค์จะประทานให้แก่เราตามที่เราปรารถนา

ได้มีการกล่าวไว้ในหะดีษว่า "อัลลอฮฺ ตะอาลา จะทรงประทานทุกสิ่งที่ผู้ที่มอบความไว้วางใจไว้กับพระองค์เพียงผู้เดียวปรารถนา และพระองค์จะทรงทำให้ผู้อื่นช่วยเหลือเขา"

ยะห์ยา อิบนุ มุอาซ อัร-รอซี กล่าวว่า "ผู้อื่นจะรักท่านเท่าที่ท่านรักอัลลอฮฺ ตะอาลา ผู้อื่นจะเกรงท่านเท่าที่ท่านเกรงอัลลอฮฺ ตะอาลา และผู้อื่นจะช่วยเหลือท่านตามสัดส่วนอิบาดะฮ์ที่ท่านประกอบต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา"

อย่าไล่ตามผลประโยชน์ของตนเอง อบู มุฮัมมัด อับดุลลอฮฺ รอชี (เราะหฺมะตุลลอฮิ ตะอาลา อะลัยฮ์) กล่าวว่า "ม่านที่หนาที่สุดระหว่างอัลลอฮฺ ตะอาลา กับมนุษย์ คือการที่มนุษย์คิดถึงแต่ตนเอง และมอบความไว้วางใจแก่มนุษย์อีกคนหนึ่งซึ่งก็ไร้ความสามารถเช่นเดียวกับตน เราควรคิดถึงการแสวงหาความรักของอัลลอฮฺ ตะอาลา มิใช่ความรักของมนุษย์"

เราควรปฏิบัติต่อภรรยาและบุตรของเราด้วยถ้อยคำอ่อนหวานและใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ควรอยู่กับพวกเขาเท่าที่จะให้สิทธิของพวกเขาได้อย่างครบถ้วน แต่ไม่ควรผูกพันกับพวกเขาจนทำให้หันเหจากอัลลอฮฺ ตะอาลา เราไม่ควรปรึกษาเรื่องศาสนากับผู้ไม่รู้หรือผู้หลงผิดที่มีตำแหน่งทางศาสนา เราไม่ควรอยู่ร่วมกับผู้ที่หลงใหลในโลกนี้ เราควรปฏิบัติตามซุนนะฮ์ในทุกสิ่งที่กระทำ และหลีกเลี่ยงบิดอะฮ์ทั้งปวง

เมื่อเรามีความสุข เราไม่ควรก้าวล่วงขอบเขตของอิสลาม และเมื่อเราประสบความยากลำบาก เราไม่ควรสิ้นหวังในความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ ตะอาลา เราไม่ควรลืมว่า ความง่ายดายย่อมมาพร้อมกับความยากลำบาก ท่าทีของเราควรมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะอยู่ในยามสุขหรือยามทุกข์ ในยามอุดมสมบูรณ์หรือยามขัดสน แท้จริงแล้ว เราควรรู้สึกสบายใจในยามขัดสน และระแวดระวังในยามอุดมสมบูรณ์ การเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ไม่ควรทำให้เราเปลี่ยนแปลงตาม

แทนที่จะมองหาข้อบกพร่องของผู้อื่น เราควรรู้จักข้อบกพร่องของตนเอง เราไม่ควรเห็นตนเองเหนือกว่ามุสลิมคนใด แต่ควรถือว่ามุสลิมทุกคนสูงส่งกว่าตน เมื่อเราได้พบมุสลิมคนหนึ่ง เราควรเชื่อว่าความผาสุกของเราอาจขึ้นอยู่กับดุอาที่เขาจะวิงวอนให้แก่เรา เราควรเป็นดุจผู้รับใช้ต่อผู้ที่เรามีหน้าที่ต่อเขา

ได้มีการกล่าวไว้ในหะดีษว่า "มุสลิมผู้ที่กระทำสามประการต่อไปนี้ ย่อมมีอีมานสมบูรณ์ คือ การรับใช้ครอบครัวของตน การนั่งร่วมกับคนยากจน (ไม่ใช่ขอทาน) และการรับประทานอาหารร่วมกับผู้รับใช้ของตน"

ในอัลกุรอานอัลกะรีม ได้กล่าวถึงสามประการนี้ว่าเป็นคุณลักษณะของบรรดาผู้ศรัทธา เราควรเรียนรู้มารยาทของบรรดาซะละฟุศศอลิฮีน และพยายามดำเนินตามแบบอย่างของพวกเขา เราไม่ควรกล่าวร้ายผู้ใดในยามที่เขาไม่อยู่ และควรห้ามปรามผู้ที่ทำการนินทา (การกล่าวถึงผู้อื่นในสิ่งที่เป็นความจริง แต่หากเขาได้ยินแล้วจะรู้สึกเจ็บปวด เรียกว่า ฆีบะฮ์ หรือการนินทา หากสิ่งที่กล่าวเป็นเท็จ เรียกว่าใส่ร้าย ทั้งสองประการเป็นบาปใหญ่)

"การยิ้มให้พี่น้องมุสลิมของท่าน การสอนสิ่งดีงามแก่เขา การห้ามเขาจากความชั่ว การช่วยเหลือคนแปลกหน้าที่ขอทาง การเก็บกวาดถนนจากก้อนหิน หนาม กระดูก และสิ่งสกปรกอันเป็นโทษ และการให้น้ำดื่มแก่ผู้อื่น ล้วนเป็นรูปแบบหนึ่งของซอดะเกาะฮ์" หะดีษอัช-ชะรีฟ

เราควรทำให้การสั่งใช้ในความดี (อัมรฺ บิลมะอฺรูฟ) และการห้ามปรามความชั่ว (นะฮ์ยฺ อะนิลมุงกัร) เป็นนิสัย

และได้มีการกล่าวไว้ในหะดีษว่า "ผู้ที่มีครอบครัวใหญ่ รายได้น้อย ประกอบละหมาดอย่างดี และไม่กล่าวร้ายมุสลิม จะอยู่กับฉันในวันกิยามะฮ์"

มุสลิมย่อมช่วยเหลือพี่น้องมุสลิมของตน และทำให้พวกเขามีความสุข แท้จริง ท่านนบีกล่าวว่า "มุสลิมคือพี่น้องกัน พวกเขาไม่ทำร้ายกัน และไม่ปฏิบัติต่อกันอย่างหยาบกระด้าง ผู้ใดช่วยเหลือพี่น้องมุสลิมของตน อัลลอฮฺ ตะอาลา ก็จะทรงทำให้กิจการของเขาง่ายดาย" "หากบุคคลใดช่วยมุสลิมให้พ้นจากความเดือดร้อน และทำให้เขามีความสุข อัลลอฮฺ ตะอาลา จะทรงช่วยเขาให้พ้นจากความเดือดร้อนในยามที่ยากลำบากที่สุดในวันกิยามะฮ์
และหากบุคคลใดปกปิดข้อบกพร่องหรือความผิดของมุสลิม อัลลอฮฺ ตะอาลา จะทรงปกปิดข้อบกพร่องและความผิดของเขาในวันกิยามะฮ์"

"ตราบใดที่บุคคลยังช่วยเหลือพี่น้องมุสลิมของตน อัลลอฮฺ ตะอาลา ก็จะทรงช่วยเหลือเขา"

"อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงสร้างบ่าวบางคนของพระองค์ไว้ เพื่อให้พวกเขาช่วยเหลือและตอบสนองความต้องการของผู้อื่น ผู้ที่เดือดร้อนจะเข้าหาบ่าวเหล่านี้ และในโลกหน้า พวกเขาจะไม่ต้องหวาดกลัวการลงโทษใด ๆ"

"หากบุคคลใดออกไปช่วยพี่น้องในศาสนาของตนในเรื่องหนึ่ง ๆ ทุกย่างก้าวของเขาจะได้รับผลบุญเจ็ดสิบประการ และบาปเจ็ดสิบประการของเขาจะถูกลบล้าง สิ่งนี้จะดำเนินไปจนกว่างานนั้นจะแล้วเสร็จ เมื่อภารกิจสำเร็จ บาปทั้งหมดของเขาจะได้รับการอภัย และหากเขาเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติงาน เขาจะเข้าสวรรค์โดยไม่ถูกสอบสวน"

"หากบุคคลใดไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่รัฐ และพยายามช่วยเหลือเพื่อให้พี่น้องมุสลิมของตนพ้นจากความเดือดร้อนและได้รับความผ่อนคลาย ในวันกิยามะฮ์ เมื่อผู้อื่นลื่นล้มบนสะพานศิรอต อัลลอฮฺ ตะอาลา จะทรงช่วยให้เขาข้ามผ่านได้อย่างรวดเร็ว"

"การงานที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงรักมากที่สุด คือการทำให้มุสลิมพึงพอใจ ด้วยการมอบเสื้อผ้า อาหาร หรือช่วยเหลือในความต้องการอื่น ๆ ของเขา"

"เมื่อบุคคลทำความดีให้แก่มุสลิม อัลลอฮฺ ตะอาลา จะทรงสร้างมลาอิกะฮ์องค์หนึ่งจากความดีนั้น มลาอิกะฮ์องค์นี้จะทำอิบาดะฮ์อยู่ตลอดเวลา และผลบุญจากอิบาดะฮ์ของเขาจะถูกมอบให้แก่บุคคลผู้นั้น เมื่อบุคคลนั้นเสียชีวิตและถูกนำลงสู่กุโบร์ มลาอิกะฮ์จะมาหาเขาที่กุโบร์ด้วยใบหน้าสว่างไสวและเป็นมิตร เมื่อเห็นมลาอิกะฮ์ เขาจะรู้สึกผ่อนคลายและยินดี 'ท่านคือใคร' เขาจะถาม คำตอบคือ 'ข้าคือความดีที่ท่านได้กระทำต่อผู้นั้น และความสุขที่ท่านได้มอบให้แก่หัวใจของเขา อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ส่งข้ามาเพื่อทำให้ท่านยินดีในวันนี้ เพื่อขอชะฟาอะฮ์ให้แก่ท่านในวันกิยามะฮ์ และเพื่อแสดงที่พำนักของท่านในสวรรค์'"

"ด้วยอัคลากอันงดงาม บุคคลจะบรรลุถึงขั้นสูงสุดในสวรรค์ อิบาดะฮ์เสริม (นาฟิล) จะไม่สามารถทำให้เขาบรรลุขั้นเหล่านี้ได้ และอุปนิสัยที่เลวร้ายจะฉุดมนุษย์ลงสู่ก้นลึกที่สุดของญะฮันนัม"

"ผู้ที่กล่าวสลามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม จะได้รับผลบุญเช่นเดียวกับผู้ที่ให้ทาน"

"การยิ้มให้พี่น้องมุสลิม การสอนสิ่งดีงามแก่เขา การห้ามเขาจากความชั่ว การช่วยเหลือคนแปลกหน้าที่ขอทาง การเก็บกวาดถนนจากก้อนหิน หนาม กระดูก และสิ่งที่น่ารังเกียจ สกปรก และเป็นโทษ รวมถึงการให้น้ำดื่มแก่ผู้อื่น ล้วนเป็นรูปแบบหนึ่งของซะดะเกาะฮ์"

"ในสวรรค์มีคฤหาสน์บางแห่ง ซึ่งผู้ที่อยู่ในนั้นสามารถมองเห็นสถานที่ใดก็ได้ตามที่ปรารถนา และสามารถปรากฏตัวในสถานที่ใดก็ได้ที่เขาเลือก"

เมื่ออบู มาลิก อัลอัชอารี (เราะหฺมะตุลลอฮิอะลัยฮ์) ถามว่า "ผู้ใดจะได้รับคฤหาสน์เช่นนั้น" ท่านนบีกล่าวว่า "คฤหาสน์เหล่านั้นจะมอบแก่ผู้ที่พูดจาอ่อนโยน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และในยามที่ผู้คนหลับใหล พวกเขาใคร่ครวญถึงการดำรงอยู่และความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺ ตะอาลา และวิงวอนต่อพระองค์"

มุสลิมที่แท้จริงไม่เชื่อเรื่องงมงาย เขาเพียงหัวเราะต่อสิ่งต่าง ๆ เช่น เวทมนตร์ ลางร้าย การทำนายดวงชะตา การร่ายมนตร์ และตะกรุดที่มีข้อความอื่นนอกจากอัลกุรอานอัลกะรีม เขายังหัวเราะต่อการใช้ลูกปัดสีน้ำเงิน การจุดเทียน การผูกสายหรือด้ายบนหลุมฝังศพ และต่อผู้โกหกที่อ้างว่าตนแสดงกะรอมะฮ์ (กล่าวคือ เป็นเหตุการณ์พิเศษที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงให้เกิดขึ้นโดยผ่านบรรดาผู้ยำเกรงและเป็นที่รักของพระองค์) แท้จริงแล้ว สิ่งเหล่านี้ส่วนใหญ่มิได้มีที่มาจากอิสลาม หากแต่ถูกถ่ายทอดมาจากศาสนาอื่น นักวิชาการอิสลามผู้ยิ่งใหญ่ อิหม่าม อัร-รับบานี (เราะหฺมะตุลลอฮิอะลัยฮ์) ได้ตอบผู้ที่คาดหวัง "กะรอมะฮ์" จากผู้รู้ทางศาสนาไว้ว่า "ผู้คนคาดหวังให้ผู้รู้ทางศาสนาแสดงกะรอมะฮ์ บางคนอาจไม่แสดงกะรอมะฮ์ใด ๆ เลย แต่กลับใกล้ชิดอัลลอฮฺ ตะอาลา มากกว่าผู้อื่น กะรอมะฮ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือการเรียนรู้อิสลาม และดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับอิสลาม"

การกล่าวกับผู้คนด้วยถ้อยคำอ่อนโยนและความเข้าใจ แม้กับผู้ที่นับถือศาสนาอื่น เป็นสิ่งที่อัลกุรอานอัลกะรีมได้บัญญัติไว้ ในตำราฟิกฮ์ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า การทำร้ายจิตใจของผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม หรือการเรียกเขาต่อหน้าด้วยคำว่า ผู้ปฏิเสธศรัทธา กาฟิร หรือถ้อยคำในลักษณะเดียวกัน เป็นบาป และมุสลิมที่กระทำเช่นนั้นย่อมได้รับโทษ

เป้าหมายคือการทำให้ทุกคนได้รู้จักความสูงส่งของอิสลาม และญิฮาดในลักษณะนี้จะสำเร็จได้ก็ด้วยถ้อยคำอ่อนหวาน ความรู้ ความอดทน และอีมานเท่านั้น ผู้ที่ปรารถนาจะชักจูงผู้อื่นให้ยอมรับความจริง ต้องเริ่มจากการศรัทธาในสิ่งนั้นอย่างแท้จริงเสียก่อน และมุสลิมจะไม่หมดความอดทน หรือรู้สึกยากลำบากในการอธิบายความเชื่อของตน

ไม่มีศาสนาใดชัดเจนและมีเหตุผลเทียบเท่าอิสลาม และสามารถพิสูจน์ได้โดยง่ายว่า อิสลามคือศาสนาที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว โดยสรุป มุสลิมที่แท้จริงคือมนุษย์ที่สมบูรณ์ ผู้เปี่ยมด้วยอัคลากอันสูงส่ง มีศักดิ์ศรี ซื่อสัตย์ บริสุทธิ์ ทั้งทางกายและจิตวิญญาณ และเป็นที่ไว้วางใจในทุกด้าน หากมนุษย์ทุกคนยอมรับอิสลามแล้ว ความชั่วร้าย การหลอกลวง สงคราม การกดขี่ และความโหดร้าย ย่อมไม่หลงเหลืออยู่บนแผ่นดินนี้ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่จะพยายามอย่างเต็มที่ในการเป็นมุสลิมที่สมบูรณ์และแท้จริง และเผยแพร่อิสลามไปทั่วโลก ด้วยการอธิบายทั้งแก่นแท้และรายละเอียดของมันอย่างถูกต้อง

บรรณานุกรม

- อัลกุรอานอัลกะรีม

- อันวารุ้ต-ตันซีล – กอฎี เบย์ดอวี

- ตัฟซีร อัลมัซฮะรี – ซะนาอุลลอฮ์ ปานิปูตี

- ตัฟซีร อัลกุรฏุบี – อิหม่าม อัลกุรฏุบี

- ตัฟซีร อัลเบย์ดอวี – กอฎี เบย์ดอวี

- ตัฟซีร อัลกะบีร – ฟัคร์อุดดีน อัร-รอซี

- ตัฟซีร อัลฮาซิน – อะลาอุดดีน อัลบัฆดาดี

- ตัฟซีรุล-กุรอาน – อิหม่าม อัต-ติรมิซี

- ตัฟซีรุล-กุรอาน อัลอะซีม – อบูลฟิดา

- เศาะฮีห์ อัลบุคอรี – อิหม่าม อัลบุคอรี

- เศาะฮีห์ อัลมุสลิม – อิหม่าม อัลมุสลิม

- สุนัน อัด-ดารอกุฏนี – ดารอกุฏนี

- สุนัน อัต-ติรมิซี – อิหม่าม อัต-ติรมิซี

- มุวัฏเฏาะอ์ – อิหม่าม มาลิก

- มุสตัดร็อก – ฮากิม นิชาบูรี

- สุนัน อิบนุ มาญะฮ์ – อิบนุ มาญะฮ์

- สุนัน อัลบัยฮะกี – บัยฮะกี

- สุนัน อบู ดาวูด – อบู ดาวูด

- สุนัน อัศเศาะฆีร – อิหม่าม อัน-นะซาอี

- มุสนัด – บัซซาร

- มุสนัด – ดาริมี

- มุสนัด – อบู ยะอฺลา

- มุสนัด – อิหม่าม อะห์หมัด อิบนุ ฮัมบัล

- เศาะฮีห์ – อิบนุ ฮิบบาน

- อัคบาร อัลมักกะฮฺ – อัซรอกี

- พิรกิวี วะศียัตนาเมซี – อิหม่าม อัลพิรกิวี

- จาลิยาตุล-อักดาร – เมาลานา คอลิด อัลบัฆดาดี

- ญามิอฺ อัลอะหาดีษ – สุยูฏี

- โคลด์ น็อต อันเซอร์ – ฮาร์พุตลู อิชัก เอฟเฟนดี

- ดะลาอิล อัน-นุบูวะฮ์ – อบู นุอัยม อิศฟะฮานี

- ดะลาอิล อัน-นุบูวะฮ์ – บัยฮะกี

- พจนานุกรมศาสนา – ตุรกีเยอ กาเซเตซี

- อัลบิดายะฮ์ วะน-นิฮายะฮ์ – อิบนุ กะษีร อบูลฟิดา

- อันซาบ อัลอัชรอฟ – บะลาซุรี

- อัลอันวาร – บะฆาวี

- อัลอิกติฟา ฟี มะฆอซี อัลมุสตอฟา วะซะลาซัต อัลคุละฟาอ์ – กิลาอี

- อัลละอาลี อัลมัศนูอะ – สุยูฏี

- อัลมุอฺญัม อัศเศาะฆีร – อิหม่าม อัฏเฏาะบะรอนี

- อัลมุฮับบัร – อิบนุ ฮะบีบ

- อัลมุศ็อนนะฟ – อิหม่าม อับดุรร็อซซาก ศะนาอานี

- อัลมุศ็อนเนฟ – อิหม่าม อิบนุ อบี ชัยบะฮ์

- อัลวะฟา บิ อะห์วาล อัลมุสตอฟา – อิบนุ เญาซี

- เอาสาฟ อัน-นบี – สุยูฏี

- ฟุตูหฺ อัลบุลดาน – บะลาซุรี

- แฮร์เคเซ ลาซิม โอลัน อีมาน – ฮาจี ฟัยฎุลลอฮ์ เอฟเฟนดี

- ฮิลยะตุล-เอาลิยาอ์ – อบู นุอัยม

- อิหฺยาอ์ – อิหม่าม อัลฆอซาลี

- อินซานุล-อุยูน – นูรุดดีน อาลี ฮะลาบี

- อิศอบะฮ์ – อิบนุ หะญัร อัลอัสเกาะลานี

- อิศบาตุนนุบูวะฮ์ – อิหม่าม อัร-รับบานี

- สารานุกรมนักปราชญ์อิสลาม – ตุรกีเยอ กาเซเตซี

- อิสติอาบ – อิบนุ อับดิลบัรร์

- อิอฺติกอดนาเม – เมาลานา คอลิด อัลบัฆดาดี

- กัชฟ์ อัลฮะฟา – อิสมาอีล อัจลูนี

- กิศอศ อัลอัมบิยาอ์ – อะห์หมัด เจาฟัต ปาชา

- กิมยาอี ซะอาดัต – อิหม่าม อัลฆอซาลี

- มะอาริจ อัน-นุบูวะฮ์ ประวัติศาสนทูต – อัลติปารมาก มุฮัมมัด เอฟเฟนดี

- มัจญ์มาอฺ อัซซะวาอิด – ฮัยษะมี

- มะฆอซี – วากิดี

- มักตูบาต อัลอิหม่าม อัร-ร็อบบานี – อิหม่าม อัร-ร็อบบานี

- มักตูบาต อัลมะอฺซูมียะฮ์ – มุฮัมมัด มะอฺซูม ฟารูกี

- มะวาฮิบ อัลละดุนิยยะฮ์ – ก็อสตอลานี

- เมาลิด ชะรีฟ วาซีละตุนนะญาต – สุไลมาน เชเลบี

- มิรอาต อัลกออินาต – นิซานชีซาเด มุฮัมมัด เอฟเฟนดี

- มุอฺญัม อัลกะบีร – เฏาะบะรอนี

- มุก็อดดิมะฮ์ – ดาริมี

- เราะวฺฎุล-อุนฟ์ – สุฮัยลี

- ซีเราะฮ์ – อิบนุ ฮิชาม

- ซีเราะฮ์ – อิบนุ กะษีร

- ซีเราะตุรเราะซูล – อิบนุ อิชาก

- ซีเราะตุนนะบะวียะฮ์ – อิบนุ ฮิชาม

- ซีเราะตุนนบี – อะห์หมัด อิบนุ เซนี ดะห์ลาน

- สิยัร อัลกะบีร – อิหม่าม มุฮัมมัด

- ชัรหฺ สิยัร อัลกะบีร – อิหม่าม อัส-สะร็อกซี

- สุบุล อัลฮุดา – ชัมซุดดีน ชามี

- ชะมาอิล อัช-ชะรีฟะฮ์ – อิหม่าม อัต-ติรมิซี

- ชิฟาอ์ อัช-ชะรีฟ – กอฎี อิยาด

- ชะวาฮิด อัน-นุบูวะฮ์ – เมาลานา อับดุรเราะห์มาน ญามี

- ชุอับ อัลอีมาน – บัยฮะกี

- ฏอบะกอต อัลกุบรอ – อับดุลวะฮ์ฮาบ อัช-ชะอฺรอนี

- ฏอบะกอต อัศเศาะฮาบะฮฺ – อิบนุ สะอฺด์

- ตารีค อัลกะบีร – บุคอรี

- ตะห์รีจ – ฮุซาอี

- ตารีค ดิมัชก์ – อิบนุ อะซากิร

- สะอาดะติ อะบะดียะฮ์ เอนด์เลส บลิส – ฮูเซน ฮิลมี อิชิก

- ตารีค อัฏเฏาะบะรี – เฏาะบะรี

- ตารีค อัลอิสลาม – อิหม่าม อัซซะฮะบี

- ตะรอตีบ อัลอิดาริยยะฮ์ – ก็อตตานี

- อุซูด อัลฆอบะฮ์ – อิบนุ อะซีร

- อุยูน อัลอะษัร – อิบนุ ซัยยิดินนาส