นบีที่รัก

ฆ็อซวะฮฺบัดรฺ

การออกศึกครั้งนี้รู้จักกันในอีกชื่อว่า บัดรฺครั้งที่สอง บัดรฺแห่งการต่อสู้ หรือ บัดรฺอัลกุบรอ
เมื่อการออกรบของบรรดาเศาะฮาบะฮฺเริ่มประสบความสำเร็จ ก็สร้างความหวาดกลัวแก่พวกปฏิเสธศรัทธา คาราวานของพวกเขาจึงต้องเดินทางกันเป็นกลุ่ม พร้อมมีทหารอารักขา

ในปีที่สองหลังฮิจเราะฮ์ พวกมุชริกแห่งมักกะฮฺได้รวบรวมเงินจากแต่ละครอบครัว แล้วส่งคาราวานอูฐจำนวนหนึ่งพันตัวไปยังดามัสกัส ผู้นำคาราวานคืออบูซุฟยาน ซึ่งขณะนั้นยังไม่เข้ารับอิสลาม1 และมีทหารคุ้มกันประมาณสี่สิบคน พวกเขาวางแผนว่า เมื่อขายสินค้าสำเร็จจะนำเงินทั้งหมดไปซื้ออาวุธเพื่อนำมาใช้ทำสงครามกับชาวมุสลิม

เมื่อท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ทราบข่าวเรื่องคาราวานดังกล่าว ท่านจึงแต่งตั้งมุฮาญิรบางคนให้ออกไปสำรวจความเคลื่อนไหว เมื่อไปถึงสถานที่ที่เรียกว่าซุลอุชัยเราะฮ์ ก็พบว่าคาราวานผ่านไปแล้ว พวกเขาจึงกลับมามะดีนะฮ์ ท่านนบีพิจารณาแล้วว่า หากสามารถสกัดทรัพย์สินและอาวุธของพวกมุชริกไว้ได้ พวกเขาจะไม่สามารถก่ออันตรายต่ออิสลามได้อีก และกำลังต้านของพวกเขาจะอ่อนลง ดังนั้นท่านจึงเริ่มเตรียมการออกรบทันที2

ท่านมอบหมายให้อับดุลลอฮฺ อิบนุ อุมัย มักตูม ทำหน้าที่เป็นอิหม่ามนำละหมาดแทน3 ท่านฏ็อลฮะฮฺ อิบนุ อุบัยดิลลาฮฺ และสะอีด อิบนุ ซัยด์ ถูกส่งออกไปเป็นหน่วยลาดตระเวน ท่านอุษมาน อิบนุ อัฟฟาน ได้รับคำสั่งให้อยู่ที่มะดีนะฮ์ เนื่องจากภรรยาของเขาป่วยหนัก และมีการแต่งตั้งผู้รับผิดชอบเพิ่มเติมอีกสี่คน รวมทั้งหมดที่ได้รับมอบหมายประจำการคือแปดคน

เมื่อโอกาสนี้มาถึง ท่านนบีจึงเร่งเตรียมกองกำลัง และนำเศาะฮาบะฮฺจำนวนสามร้อยห้าคนจากมุฮาญิรและอันศอร ออกเดินทางไปยังบัดรฺในวันที่สิบสองของเดือนเราะมะฎอน หากรวมผู้ที่ได้รับมอบหมายประจำการ จะมีจำนวนทั้งหมด 313 คน4 โดยในนั้นมีมุฮาญิร 64 คน พื้นที่บัดรฺเป็นจุดบรรจบของถนนที่มุ่งสู่มักกะฮฺ มะดีนะฮ์ และซีเรีย จึงมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างมาก แม้แต่เด็กหนุ่มและสตรีบางคนก็ขอร่วมในการเดินทางครั้งนี้ อุมมีวะเราะเกาะฮ์ได้เข้าเฝ้าท่านนบีและกล่าวว่า "โอ้ท่านรอซูลลุลลอฮ์ ขอให้บิดามารดาของฉันสละชีพแก่ท่านเถิด หากท่านอนุญาต ฉันอยากร่วมทางกับท่าน ฉันจะช่วยทำแผล ดูแลผู้ที่บาดเจ็บล้มป่วย บางทีอัลลอฮฺจะทรงเมตตาประทานความเป็นชะฮีดแก่ฉันด้วย"
ท่านนบีตอบว่า "จงอยู่ที่บ้านของเธอ และอ่านอัลกุรอานเถิด แท้จริงอัลลอฮฺจะประทานความเป็นชะฮีดแก่เธออย่างแน่นอน"

สะอ์ดฺ อิบนุ อะบีวักกอศเล่าว่า "เมื่อท่านนบีจะส่งเด็กชายกลับบ้าน ฉันเห็นน้องชายของฉันชื่ออุมัยร์พยายามหลบไม่ให้ท่านเห็น เขาอายุ 16 ปี ฉันถามว่า เจ้าหลบทำไม เขาตอบว่า "ฉันกลัวว่าท่านนบีจะไม่ให้เข้าร่วมรบเพราะยังเป็นเด็ก ทั้งที่ฉันหวังจะได้ออกไปรบและหวังว่าอัลลอฮฺตะอาลาจะทรงประทานความเป็นชะฮีดแก่ฉัน"

เมื่อมีคนไปแจ้งกับท่านนบีถึงเรื่องนี้ ท่านเรียกอุมัยร์และบอกว่า "เจ้ากลับไปเถิด" อุมัยร์จึงร้องไห้อย่างหนัก ท่านนบีผู้เปี่ยมด้วยความเมตตาจึงยอมอนุญาตให้เขาไปร่วมรบด้วย สะอ์ดฺเล่าว่า ฉันเป็นคนช่วยคาดดาบให้น้องเอง เพราะเขายังเล็กเกินกว่าจะทำเองได้5

เส้นทางของศึกแห่งบัดรฺ

"โอ้อัลลอฮฺ พวกเขาไม่มีพาหนะ โปรดประทานพาหนะให้พวกเขา โอ้อัลลอฮฺ พวกเขาไม่มีเสื้อผ้า โปรดทรงแต่งกายให้พวกเขา
โอ้อัลลอฮฺ พวกเขาหิว โปรดประทานอาหารให้พวกเขา พวกเขายากจน โปรดทรงให้พวกเขาร่ำรวยด้วยพระเมตตาและความเอื้อเฟื้อของพระองค์เถิด"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

ธงรบของท่านนบีผู้เป็นที่รัก และกองทัพแห่งบัดรฺ

ในศึกแห่งบัดรฺ ธงรบของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ผู้นำแห่งสากลโลก ถูกถือโดย มุศอับ อิบนุ อุมัยร, สะอฺด์ อิบนุ มุอาซ และ อาลี อิบนุ อะบีฏอลิบ6

ในหมู่เศาะฮาบะฮฺทั้งหมด มีแค่ ม้า 3 ตัว และอูฐ 70 ตัว เจ้าของม้าทั้งสาม คือ อัล-มิกดาด, ซุบัยร์ และ มัรศัด อิบนุ อบีมัรศัด ส่วนอูฐนั้น ใช้ผลัดกันขึ้นสองหรือสามคนต่อหนึ่งตัว

ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ร่วมเดินทางกับ อาลี, อบู ลุบาบะฮ์ และมัรศัด โดยใช้อูฐตัวหนึ่งผลัดกันขี่ แต่ทั้งสามไม่อยากให้ท่านนบีลงมาเดินเท้า จึงกล่าวด้วยความรักต่อท่านว่า "โอ้ท่านรอซูลลุลลอฮ์ ชีวิตของพวกเรายอมพลีเพื่อท่าน ได้โปรดท่านอย่าลงจากอูฐเลย พวกเราจะขอเดินเท้าแทน"

อย่างไรก็ตาม ท่านนบีผู้เป็นสุลต่านแห่งจักรวาลไม่เคยเห็นว่าตัวเองสูงส่งเหนือกว่าผู้อื่น ท่านตอบว่า
"พวกเจ้าไม่ได้แข็งแรงกว่าฉันในการเดินเท้าหรอก และฉันเองก็ต้องการผลบุญไม่ต่างไปจากพวกเจ้า"

ท่านนบีและเศาะฮาบะฮฺของท่าน เดินตัดผ่านทะเลทรายกลางแดดร้อนจัด ขณะนั้นพวกเขาก็ถือศีลอดอยู่ด้วย แม้จะลำบากเพียงใด พวกเขาก็เดินตามท่านรอซูลด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยความรักและความตั้งใจในการเผยแพเราะิสลาม เพราะสิ่งที่รออยู่ข้างหน้าคือความพึงพอใจจากอัลลอฮฺ ตะอาลา และจากรอซูลของพระองค์ คือ การพลีชีพ และ สวนสวรรค์ ที่พวกเขาโหยหา

ท่านนบีจึงหันไปมองบรรดาสหายของท่าน แล้วกล่าววิงวอนว่า "โอ้อัลลอฮฺ พวกเขาไม่มีพาหนะ โปรดประทานพาหนะให้พวกเขา โอ้อัลลอฮฺ พวกเขาไม่มีเสื้อผ้า โปรดทรงแต่งกายให้พวกเขา
โอ้อัลลอฮฺ พวกเขาหิว โปรดประทานอาหารให้พวกเขา พวกเขายากจน โปรดทรงให้พวกเขาร่ำรวยด้วยพระเมตตาและความเอื้อเฟื้อของพระองค์เถิด"

ขณะเดียวกัน ท่านนบีและกองทัพผู้ศรัทธาของพระองค์ก็กำลังมุ่งหน้าไปยังบัดรฺท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ คาราวานของพวกมุชริกที่เดินทางกลับจากดามัสกัสก็กำลังเคลื่อนใกล้เข้ามาเช่นกัน ชายสองคนจากบรรดาเศาะฮาบะฮฺที่ท่านนบีส่งไปสืบข่าวคาราวาน ได้ทราบว่าคาราวานอาจจะไปถึงบัดรฺในอีกไม่กี่วันข้างหน้า พวกเขาจึงรีบเดินทางกลับทันที

เมื่อคาราวานของพวกมุชริกเดินทางมาถึงหมู่บ้านที่สองคนนั้นเคยแวะพัก พวกเขาถามชาวบ้านว่า
"พวกท่านเห็นสายลับของชาวมุสลิมบ้างไหม" ชาวบ้านตอบว่า "มีชายสองคนมานั่งพักอยู่สักพัก แล้วก็ลุกออกไป แต่เราไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นใคร"

อบูซุฟยาน จึงเดินทางไปตรวจสอบบริเวณที่ถูกกล่าวถึง เขาหยิบมูลอูฐบนพื้นขึ้นมาขยี้ แล้วพบว่าภายในมีเศษอาหารที่ชัดเจนว่าเป็นอาหารจากเมืองมะดีนะฮ์ เขาจึงพูดว่า "นี่คืออาหารที่นำมาจากมะดีนะฮ์ ดูเหมือนว่าทั้งสองคนนั้นคือสายลับของมุฮัมมัด"

เมื่อเดาได้ว่าชาวมุสลิมน่าจะอยู่ไม่ไกล อบูซุฟยานก็เริ่มหวาดหวั่นอย่างหนัก ด้วยความกังวลต่อชะตากรรมของคาราวาน เขาจึงรีบเปลี่ยนเส้นทาง มุ่งหน้ากลับไปยังมักกะฮฺผ่านชายฝั่งทะเลแดง เดินเท้าทั้งวันทั้งคืนโดยไม่หยุดพัก นอกจากนี้ เขายังส่งชายคนหนึ่งชื่อ ดัมดัม อิบนุ อัมร์ อัลฆิฟารี ไปยังมักกะฮฺ เพื่อแจ้งข่าวคราวสถานการณ์โดยด่วน7

เมื่อชายผู้นี้มาถึงมักกะฮฺ เขาฉีกเสื้อทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เขานำอานอูฐของตนเองมากลับด้านอย่างผิดวิสัย แล้วเริ่มตะโกนว่า "ช่วยด้วย! ช่วยด้วย! โอ้ชาวกุร็อยช์! มาเร็ว! มุฮัมมัดและเศาะฮาบะฮฺของเขาโจมตีคาราวานและทำลายทรัพย์สินของพวกท่านที่อยู่กับอบูซุฟยาน ถ้าพวกท่านไปทันเวลา ก็ยังพอจะช่วยคาราวานได้"

เมื่อชาวมักกะฮฺได้ยินดังนั้น พวกเขารีบรวมตัวกันและเตรียมการรบทันที พวกเขารวบรวมกำลังพลโดยมีอูฐพร้อมนักรบ 700 คน นักรบม้าจำนวน 100 คน และทหารราบอีก 150 คน เมื่อพวกเขาไปชวนอบูละฮับให้ร่วมรบด้วย อบูละฮับกลับอ้างว่าป่วยเพื่อหลีกเลี่ยงเพราะกลัว เขาจึงส่งอาส อิบนุ ฮิชาม ไปแทน

ผู้ปฏิเสธศรัทธาชื่ออุมัยยะฮ์ อิบนุ เคาะลัฟ ไม่มีความกระตือรือร้นในการเตรียมตัวรบแม้แต่น้อย เพราะเขาเคยได้ยินท่านนบีเคยกล่าวว่า "เศาะฮาบะฮฺของฉันจะฆ่าอุมัยยะฮ์" เขาจึงหวาดกลัว เพราะรู้ว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม พูดแต่ความจริงเสมอ เมื่ออบูญะฮัลคะยั้นคะยอ เขาจึงอ้างว่าตนเองแก่และอ้วนเกินไปที่จะไปรบได้ แต่เมื่ออบูญะฮัลกล่าวว่าเขานั้นขี้ขลาด เขาจึงจำใจไปร่วมรบในที่สุด

กองทัพของพวกมุชริกมีประมาณหนึ่งพันคน ทุกคนสวมเกราะเหล็ก มีสตรีเสียงไพเราะร่วมทางไปด้วย พวกเขาไม่ลืมพกเครื่องดนตรีและสุราไปด้วย พวกเขาคิดว่า ด้วยกองทัพที่แข็งแกร่งเช่นนี้ จะสามารถเอาชนะมุสลิมเพียงสามร้อยคนได้โดยง่าย และแม้ว่าจะมีกองทัพเป็นพันคน พวกเขาก็ยังเชื่อว่าจะชนะได้ไม่ยาก บางคนถึงกับคาดการณ์ล่วงหน้าไว้ว่าจะฆ่าใครบ้าง และจะริบเอาทรัพย์สินอะไรบ้าง เป้าหมายใหญ่ที่สุดของพวกเขาคือการทำลายอิสลาม กองทัพของพวกมุชริกเคลื่อนพลออกไปอย่างห้าวหาญ โดยมีเหล่าสตรีตีกลองและร้องเพลงนำขบวน

ในขณะเดียวกัน อบูซุฟยานก็ได้เดินทางออกห่างจากบัดรฺไปไกลแล้ว เขามุ่งหน้าไปทางมักกะฮฺ เมื่อมั่นใจว่าไม่มีอันตราย เขาจึงส่งชายคนหนึ่งชื่อก็อยส์ อิบนุ อิมริอุลก็อยส์ ไปยังมักกะฮฺ พร้อมกับข้อความว่า "โอ้ชาวกุร็อยช์ พวกท่านออกจากมักกะฮฺเพื่อปกป้องคาราวาน ทรัพย์สิน และผู้คนของพวกท่าน ตอนนี้เราไม่เป็นอันตรายแล้ว พวกท่านจงกลับไปเถิด" เขายังเตือนด้วยว่า "อย่าได้เดินทางไปมะดีนะฮ์เพื่อทำสงครามกับมุสลิมเลย"

เมื่อก็อยส์ได้นำข่าวไปถึงกองทัพของพวกมุชริก อบูญะฮัลกล่าวว่า "ฉันสาบานว่าเราจะเดินทางไปถึงบัดรฺ แล้วจัดงานเลี้ยงฉลองกันสามวันสามคืน เชือดอูฐ ทำอาหาร ดื่มเหล้า เผ่าต่าง ๆ รอบ ๆ จะได้เห็น และอิจฉา และจะได้รู้ว่าเราไม่กลัวใครทั้งนั้น หลังจากนี้ด้วยอำนาจและความยิ่งใหญ่ของเรา จะไม่มีใครกล้าแตะต้องเราอีก โอ้กองทัพกุร็อยช์ผู้ไม่เคยแพ้พ่าย จงเดินหน้าต่อเถิด!"

ก็อยส์เห็นว่าอบูญะฮัลไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะฟังคำเตือน จึงกลับไปรายงานสถานการณ์ให้กับอบูซุฟยาน

อบูซุฟยาน ผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและรอบคอบ ก็ไม่อาจเก็บความรู้สึกไว้ได้ เขากล่าวว่า "น่าเสียดายเหลือเกินสำหรับกุร็อยช์ นี่ต้องเป็นแผนการของอัมร์ อิบนุ ฮิชาม (อบูญะฮัล) แน่ ๆ เขาทำเช่นนี้เพราะเขาหลงระเริงในตำแหน่งผู้นำ แต่ความสุดโต่งเช่นนี้มักเป็นสัญญาณแห่งความอ่อนแอและหายนะเสมอ วิบัติจงมีแก่กุร็อยช์ หากพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับชาวมุสลิม"

อบูซุฟยานรีบนำคาราวานกลับถึงมักกะฮฺและเร่งเดินทางไปสมทบกับกองทัพ

"คนที่มิได้อยู่ในศาสนาเดียวกับเรา จะร่วมทางกับเรามิได้"
หะดีษ อัชชะรีฟ

ในขณะเดียวกัน ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็กำลังมุ่งหน้าไปยังบัดรฺพร้อมกับบรรดาเศาะฮาบะฮฺ ระหว่างทาง ท่านเห็นว่า คุบัยบ์ อิบนุ ยะซาฟ และ ก็อยส์ อิบนุ มุฮัรริส ซึ่งเป็นอดีตมุชริกจากมะดีนะฮ์ อยู่ในกองทัพอิสลาม

ท่านจำคุบัยบ์ได้แม้เขาจะสวมหมวกเหล็กอยู่ ท่านจึงถามท่านสะอ์ดฺ อิบนุ มุอาซว่า "นั่นคุบัยบ์ใช่ไหม"
สะอ์ดฺตอบว่า "ใช่แล้ว โอ้ท่านรอซูลลุลลอฮ์"

คุบัยบ์เป็นนักรบผู้กล้าหาญที่เชี่ยวชาญศิลปะการสงคราม เขาและก็อยส์จึงเดินเข้ามาหาท่านนบี

ท่านนบีถามพวกเขาว่า "พวกเจ้ามากับเราทำไม" พวกเขาตอบว่า "ท่านคือลูกหลานของพี่น้องเรา และท่านก็เป็นเพื่อนบ้านของเรา เราจึงมาร่วมเดินทางกับกลุ่มของเรา เพื่อหวังลาภผลจากสงคราม"

ท่านนบีถามคุุบัยบ์ว่า "เจ้าศรัทธาต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา และรอซูลของพระองค์หรือยัง"
คุบัยบ์ตอบว่า "ยัง"

ท่านนบีจึงกล่าวว่า "ถ้าอย่างนั้นจงกลับไปเถิด คนที่ไม่ได้อยู่ในศาสนาเดียวกับเรา จะร่วมทางกับเราไม่ได้"

คุบัยบ์กล่าวว่า "ทุกคนรู้ถึงความกล้าหาญของฉัน ว่าฉันเป็นนักรบผู้สามารถทำให้ศัตรูบาดเจ็บ ฉันจะสู้เคียงข้างท่านเพื่อทรัพย์สินและเพื่อต่อสู้กับศัตรูของท่าน"

ทว่าท่านนบีปฏิเสธความช่วยเหลือจากเขา และไม่นานหลังจากนั้น คุบัยบ์จึงทำการขอท่านนบีอีกครั้ง แต่ท่านนบียืนยันว่า คำขอของเขาจะไม่เป็นที่ยอมรับ เว้นแต่เขาจะเข้ารับอิสลามเสียก่อน

เมื่อพวกเขามาถึงบริเวณที่เรียกว่า ร็อวฮะฮ์ คุบัยบ์จึงเข้ามาหาท่านนบีและกล่าวว่า "โอ้ท่านรอซูลลุลลอฮ์ ฉันเชื่อแล้วว่าอัลลอฮฺ ตะอาลา คือพระเจ้าของสากลโลก และท่านคือศาสนทูตของพระองค์"

ท่านนบีรู้สึกปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง ส่วนก็อยส์ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) ได้รับเกียรติแห่งศรัทธาในภายหลังเช่นกัน หลังจากเขากลับไปถึงมะดีนะฮ์แล้ว

เมื่อกองทัพอิสลามเดินทางมาถึงหุบเขาซัฟรอฮ์ พวกเขาได้รับข่าวว่าชาวมักกะฮฺได้จัดตั้งกองทัพ
และกำลังมุ่งหน้าไปยังบัดรฺเพื่อปกป้องคาราวาน ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงเรียกบรรดาเศาะฮาบะฮฺมาปรึกษาเกี่ยวกับสถานการณ์ เนื่องจาก

สงครามแห่งบัดรฺ

เมื่อชาวมุสลิมแห่งมะดีนะฮ์ให้สัตยาบันแก่ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ณ อะกอบะฮ์ พวกเขาได้สัญญาว่า "โอ้ท่านรอซูลลุลลอฮ์ ขอท่านจงมาสู่เมืองของเรา แม้ต้องแลกด้วยชีวิต พวกเราก็จะปกป้องท่านจากศัตรู และเราจะเชื่อฟังท่านอย่างเต็มที่" แต่บัดนี้ พวกเขาได้ออกจากเมืองมะดีนะฮ์แล้ว ตรงหน้าพวกเขาคือกองทัพศัตรูที่มีกำลังเหนือกว่าหลายเท่าทั้งในด้านจำนวนคน อาวุธ และทรัพย์สมบัติ

เมื่อท่านรอซูลลุลลอฮ์ถามความเห็นจากเหล่าเศาะฮาบะฮฺ อบูบักร อัศศิดีก และอุมัร อัลฟารูก จากกลุ่มมุฮาญิรต่างก็ลุกขึ้นแสดงความเห็นว่าควรต่อสู้กับกองทัพของศัตรู

แล้วท่านอัลมิกดาด อิบนุ อัสวัด ก็ลุกขึ้นและกล่าวว่า "โอ้ท่านรอซูลลุลลอฮ์ จงทำตามพระบัญชาของอัลลอฮฺตะอาลาเถิด จงเดินหน้าไปด้วยคำสั่งของพระองค์ พวกเราจะอยู่เคียงข้างท่านเสมอ เราจะไม่มีวันทอดทิ้งท่าน เราจะไม่พูดอย่างที่วงศ์วานของบนีอิสรออีลเคยพูดกับนบีมูซา อะลัยฮิสสลามว่า 'โอ้มูซา ตราบใดที่ชนชาติอธรรมยังอยู่ที่นั่น เราจะไม่ไปเยือนแผ่นดินนั้นอย่างเด็ดขาด ท่านและพระเจ้าของท่านจงไปต่อสู้เองเถิด พวกเราจะนั่งอยู่ตรงนี้...'8

"โอ้ท่านรอซูลลุลลอฮ์ จงทำตามพระบัญชาของอัลลอฮฺตะอาลาเถิด จงเดินหน้าไปด้วยคำสั่งของพระองค์ พวกเราจะอยู่เคียงข้างท่านเสมอ เราจะไม่มีวันทอดทิ้งท่าน"
มิกดาด อิบนุ อัสวัด เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ

เราจะพลีชีพในหนทางของอัลลอฮฺตะอาลาและรอซูลของพระองค์ เราขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ผู้ทรงส่งท่านมา แม้ท่านจะสั่งให้พวกเราไปยังแผ่นดินอัลฮับชะฮ์ที่ต้องข้ามน้ำข้ามทะเล เราก็จะไป เราจะไม่ขัดคำสั่งท่านแม้แต่น้อย เราพร้อมจะปฏิบัติตามทุกสิ่งที่ท่านประสงค์ โอ้ท่านรอซูลลุลลอฮ์ ขอบิดามารดาของฉัน ขอชีวิตของฉันได้สละให้แก่ท่านเถิด"

คำกล่าวของอัลมิกดาดสร้างความปีติแก่ท่านนบีอย่างมาก ท่านจึงขอวิงวอนด้วยดุอาอันงดงามให้แก่เขา9

อย่างไรก็ตาม ความเห็นจากชาวมะดีนะฮ์ก็มีความสำคัญยิ่ง เพราะพวกเขามีจำนวนที่มาก และพวกเขาเคยสัญญาจะปกป้องท่านรอซูลลุลลอฮ์ภายในเมืองมะดีนะฮ์ แต่ไม่ได้ให้คำมั่นว่าจะสู้ศึกนอกเมือง

เมื่อเข้าใจประเด็นนี้แล้ว ท่าน สะอ์ดฺ อิบนุ มุอาซ จากหมู่ชาวอันศอรจึงลุกขึ้น และกล่าวว่า "โอ้ท่านรอซูลลุลลอฮ์ หากท่านอนุญาต ฉันขอเป็นตัวแทนชาวอันศอรพูดเถิด"

เมื่อได้รับอนุญาต ท่านสะอ์ดฺกล่าวว่า "โอ้ท่านรอซูลลุลลอฮ์ เราได้ศรัทธาในตัวท่าน และยืนยันว่าท่านคือศาสนทูตของพระเจ้า ทุกสิ่งที่ท่านนำมา ล้วนเป็นสัจธรรม เราได้ให้คำมั่นไว้อย่างหนักแน่น และได้สาบานว่าจะเชื่อฟังและปฏิบัติตามท่าน เราจะไม่มีวันละเมิดคำสัญญานั้น เราพร้อมรับใช้ท่าน ไม่ว่าท่านจะนำพาเราไปที่ใด คำสั่งของท่าน เราถือเป็นที่สุด เราจะพลีชีพในหนทางของท่าน เราขอสาบานต่ออัลลอฮฺตะอาลา ผู้ทรงส่งท่านมา แม้ท่านจะดำลงไปในท้องทะเล พวกเราก็จะดำตามลงไป ไม่มีใครจะถอยหลังกลับแม้แต่ก้าวเดียว สิ่งใดที่อยู่ในใจของท่าน จงสั่งการเถิด พวกเราจะปฏิบัติตาม ขอให้ทรัพย์ของเรา ชีวิตของเรา ได้สละเพื่อท่าน พวกเราจะไม่มีวันหนีจากศัตรู เราพร้อมสู้จนสุดกำลัง เป้าหมายของเราคือทำให้ท่านพอใจ และได้รับความเมตตาจากท่าน ขอความเมตตาจากอัลลอฮฺตะอาลา จงประสบแด่ท่านเถิด…"

บรรดาเศาะฮาบะฮฺที่ฟังถ้อยคำเหล่านั้นต่างก็ตื่นเต้นและฮึกเหิมขึ้นทันที พวกเขาต่างพร้อมใจเห็นด้วยกับสิ่งที่สะอ์ดฺกล่าวโดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ท่านรอซูลลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม รู้สึกปีติอย่างยิ่ง และได้ขอดุอาให้แก่สะอ์ดฺและบรรดาเศาะฮาบะฮฺของท่าน

บัดนี้ ความลังเลทั้งหมดที่มีได้จางหายไป ไม่ว่าศัตรูจะมากแค่ไหน หรือแข็งแกร่งเพียงใด เศาะฮาบะฮฺผู้ทรงเกียรติจะติดตามท่านนบีผู้เป็นที่รัก โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย จนกว่าจะพบกับความเป็นชะฮีด และได้รับความพึงพอใจจากอัลลอฮฺตะอาลา และรอซูลของพระองค์ ตราบใดที่เจ้านายแห่งสากลโลกเป็นผู้นำ
ก็ไม่มีสถานที่ใดที่พวกเขาจะหวั่นเกรง เมื่อท่านฟัคร์ อัลกาอินาตเห็นความภักดีและความฮึกเหิมของเศาะฮาบะฮฺ ท่านจึงแจ้งข่าวดีแก่พวกเขาว่า "บัดนี้จงเดินหน้าเถิด! จงยินดีในความเมตตาของอัลลอฮฺตะอาลา วัลลอฮิ ในขณะนี้ ฉันเห็นประหนึ่งว่า ฉันกำลังมองเห็นที่ที่ชาวกุร็อยช์จะถูกโจมตีและล้มลงบนสนามรบเลย"

เศาะฮาบะฮฺต่างก็เดินตามท่านรอซูลลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความรัก

มะลาอิกะฮฺมาช่วย

คืนวันศุกร์ เมื่อพวกเขาเดินทางมาถึงบริเวณใกล้เมืองบัดรฺ ท่านนบีผู้เป็นที่รักของเราได้กล่าวแก่เศาะฮาบะฮฺของท่านว่า "ฉันคิดว่าพวกเจ้าอาจได้รับข่าวสารบางอย่างจากบ่อน้ำใกล้เนินเขานั้น"

ท่านจึงส่ง "ราชสีห์แห่งอัลลอฮฺ" คือท่านอาลี พร้อมด้วยสะอ์ดฺ อิบนุ อะบีวักกอศ ซุบัยรฺ อิบนุ อาววาม และเศาะฮาบะฮฺบางส่วนไปที่นั่น ท่านอาลีและพรรคพวกจึงรีบมุ่งหน้าไปยังบ่อน้ำ และที่นั่นพวกเขาเห็นคนตักน้ำและคนดูแลอูฐของกุร็อยช์ เมื่อพวกนั้นเห็นชาวมุสลิม พวกเขาก็พากันวิ่งหนี แต่มีสองคนถูกจับไว้ได้

คนหนึ่งคือ อัชลัม ทาสของเผ่าบนีฮัจญาจ อีกคนคือ อะรีซ อบู ยะซาร ทาสของเผ่าบนีอัส อิบนุ ซะอีด

เมื่อทั้งสองถูกนำตัวมาต่อหน้าท่านนบี ท่านรอซูลลุลลอฮ์ถามว่า "ชาวกุร็อยช์อยู่ที่ไหน" พวกเขาตอบว่า
"พวกเขาตั้งค่ายอยู่หลังเนินทรายนั้น"

ท่านนบีถามว่า "พวกเขามีกันกี่คน" พวกเขาตอบว่า "เราไม่รู้จำนวนแน่ชัด" ท่านนบีจึงถามว่า "แล้วพวกเขาฆ่าอูฐกินวันละกี่ตัว" พวกเขาตอบว่า "บางวันเก้าตัว บางวันก็สิบตัว"

ท่านนบีจึงกล่าวว่า "ถ้าอย่างนั้นจำนวนพวกเขาก็น้อยกว่าพัน แต่มากกว่าเก้าร้อยแน่นอน"

ท่านถามต่อว่า "ใครบ้างที่เป็นผู้นำของกุร็อยช์ที่อยู่ที่นั่น" พวกเขาตอบว่า "อุตบะห์ ไชบะฮ์ ฮาริษ อิบนุ อัมร์ อบู อัลบุตตอรี ฮากิม อิบนุ หุซาม อบูญะฮัล อุมัยยะฮ์ อิบนุ คอลัฟ..."

ท่านรอซูลลุลลอฮ์จึงหันไปบอกเศาะฮาบะฮฺของท่านว่า "ชาวมักกะฮฺได้ยอมสละผู้เป็นที่รักของพวกเขาให้กับพวกเจ้าแล้ว"

ท่านถามต่อว่า "ในบรรดาพวกกุร็อยช์ มีใครหันหลังกลับระหว่างทางไหม" พวกเขาตอบว่า "มี อัคนัส อิบนุ อบี ชะรีก จากเผ่าบนีซุฮฺเราะฮ์"

ท่านนบีกล่าวว่า "ทั้งที่เขามิได้อยู่บนทางที่ถูกต้อง และไม่รู้จักอัลลอฮฺและคัมภีร์ของพระองค์
เขากลับชี้ทางที่ถูกให้กับคนในเผ่าบนีซุฮฺเราะฮ์เสียอย่างนั้น..."

จากนั้นท่านนบีถามอีกว่า "นอกจากเขาแล้ว มีใครกลับอีกหรือไม่" พวกเขาตอบว่า "ลูกหลานของอะดี อิบนุ กาอฺบฺก็กลับไปด้วย"10

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ส่งท่านอุมัรไปยังชาวกุร็อยช์ เพื่อเป็นการส่งคำเตือนครั้งสุดท้าย และพยายามทำสัญญาสันติภาพ อุมัร อิบนุ ค็อตฏอบ กล่าวกับพวกเขาว่า "โอ้ผู้ดื้อรั้นเอ๋ย! ท่านรอซูลลุลลอฮ์กล่าวว่า 'ขอให้ทุกคนยุติความพยายามนี้ แล้วกลับไปอย่างปลอดภัยเถิด เพราะการต่อสู้กับพวกเจ้านั้นหนักหนาและรุนแรงกว่าการต่อสู้กับคนอื่น ๆ ยิ่งนัก'"

เมื่อได้ยินข้อเสนอนี้ ฮากิม อิบนุ หุซาม หนึ่งในพวกมุชริกจากกุร็อยช์จึงออกมากล่าวว่า "โอ้ชาวกุร็อยช์ มุฮัมมัดปฏิบัติต่อพวกท่านอย่างเป็นธรรมแล้ว จงรับข้อเสนอของเขาทันทีเถิด หากพวกท่านไม่ทำตามที่เขาเสนอ ฉันสาบานเลยว่าเขาจะไม่เมตตาพวกท่านอีกแล้ว" แต่ อบูญะฮัล รู้สึกโกรธมากกับถ้อยคำของฮากิม จึงกล่าวว่า "เราจะไม่มีวันยอมรับเรื่องนี้ และจะไม่หันหลังกลับโดยเด็ดขาด เว้นแต่เราจะได้ล้างแค้นชาวมุสลิมเสียก่อน เพื่อจะได้ไม่มีใครกล้าละเมิดต่อคาราวานของพวกเราอีก" ด้วยเหตุนี้ เขาจึงปิดเส้นทางแห่งสันติภาพไป จากนั้นท่านอุมัรจึงกลับมายังค่ายของชาวมุสลิม

คืนนั้น ท่านนบีผู้เป็นที่รัก และเศาะฮาบะฮฺผู้ทรงเกียรติของพระองค์ ได้เดินทางถึงบัดรฺก่อนพวกมุชริก และหยุดที่บริเวณใกล้บ่อน้ำ ท่านนบีได้ปรึกษาเศาะฮาบะฮฺเกี่ยวกับตำแหน่งที่จะตั้งกองบัญชาการ
ในหมู่พวกเขา มีชายหนุ่มวัย 33 ปี คือ ค็อบบ๊าบ อิบนุ มุนซิร ได้ลุกขึ้นขออนุญาตพูด

เมื่อได้รับอนุญาต เขาถามว่า "โอ้ท่านรอซูลลุลลอฮ์ สถานที่นี้เป็นคำสั่งของอัลลอฮฺตะอาลา ที่ท่านจำเป็นต้องตั้งค่ายที่นี่อย่างแน่นอนใช่หรือไม่ หรือเป็นเพียงความเห็นส่วนตัว และเป็นแผนทางการทหารเท่านั้น"

ท่านนบีตอบว่า "ไม่ใช่คำสั่งจากพระองค์ สถานที่นี้ถูกเลือกด้วยเหตุผลทางการรบ"

"อินชาอัลลอฮฺ ตรงนี้แหละคือจุดที่ผู้นั้นจะถูกฟันและล้มลงในเวลาพรุ่งนี้เช้า และตรงนี้อีกคน… ใช่ ตรงบริเวณนั้น…"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ค็อบบ๊าบกล่าวว่า "โอ้ท่านรอซูลลุลลอฮ์ ขอบิดามารดาและชีวิตของฉันได้สละแด่ท่านเถิด พรรคพวกของฉันคือผู้ที่ชำนาญทางการศึก และพวกเรารู้จักพื้นที่นี้เป็นอย่างดี ตรงบ่อน้ำที่กุร็อยช์จะไปตั้งค่ายนั้น มีน้ำที่ใสสะอาดอยู่มาก หากท่านอนุญาต ขอให้พวกเราย้ายไปตั้งค่ายที่นั่นเถิด แล้วเราจะปิดบ่อน้ำรอบ ๆ แถบนี้ให้หมด จากนั้นเราจะสร้างอ่างเก็บน้ำและเติมน้ำไว้ให้เต็ม หากกระหายน้ำระหว่างการสู้รบกับศัตรู เราก็สามารถกลับมาดื่มได้ตลอด ส่วนศัตรูจะไม่มีน้ำดื่มเลย และจะต้องพ่ายแพ้ไปในที่สุด"11

ในขณะนั้น ญิบรีล อะลัยฮิสสลาม ได้นำวะฮีย์มายังท่านรอซูล แจ้งว่าความเห็นของค็อบบ๊าบนั้นถูกต้อง ท่านนบีจึงกล่าวว่า "โอ้ค็อบบ๊าบ! สิ่งที่เจ้าบอกไว้คือความเห็นที่ถูกต้อง" จากนั้นท่านก็ลุกขึ้น และมุ่งหน้าพร้อมกับพวกเขาไปยังบ่อน้ำที่กล่าวถึง พวกเขาได้ปิดบ่อน้ำทั้งหมด ยกเว้นบ่อที่มีน้ำสะอาด และสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ เติมน้ำจนเต็ม พร้อมวางภาชนะไว้สำหรับตักดื่ม ในระหว่างนั้น ท่านสะอ์ดฺ อิบนุ มุอาซ ได้เข้ามาหาท่านนบีผู้เป็นที่รักและกล่าวเสนอว่า "โอ้ท่านรอซูลลุลลอฮ์ ให้เราสร้างกำบังเพื่อให้ร่มเงาจากกิ่งอินทผลัมไว้ให้ท่านได้นั่งพักดีไหม" ท่านรอซูล มีความพึงพอใจกับความคิดของสะอ์ดฺ และได้ขอดุอาให้แก่เขา จากนั้นก็มีการสร้างกำบังขึ้นทันที

องค์สุลต่านแห่งบรรดานบี ได้เดินตรวจสอบสนามรบ พร้อมกับเศาะฮาบะฮฺผู้ทรงเกียรติของพระองค์ บางครั้งท่านก็หยุดเดิน และชี้ด้วยมืออันเปี่ยมบารอกัต บอกตำแหน่งที่พวกมุชริกจากกุร็อยช์จะถูกโจมตีและล้มลงในวันรุ่งขึ้น โดยกล่าวว่า

"อินชาอัลลอฮฺ ตรงนี้แหละคือจุดที่บุคคลผู้นั้นจะถูกฟันและล้มลงในเวลาพรุ่งนี้เช้า และจุดนี้อีกคน ใช่แล้ว ตรงบริเวณนั้นแหละ"

ในภายหลัง ท่านอุมัรได้เล่าเหตุการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า "ฉันเห็นพวกเขาถูกฆ่าตายตรงตำแหน่งที่ท่านรอซูลชี้ไว้พอดี ไม่คลาดเคลื่อนเลยแม้แต่นิดเดียว"

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แบ่งเศาะฮาบะฮฺออกเป็นสามกลุ่ม โดยให้ธงของกลุ่มมุฮาญิรอยู่กับ มุศอับ อิบนุ อุมัยร ธงของเผ่าเอาส์อยู่กับ สะอ์ดฺ อิบนุ มุอาซ และธงของเผ่าคอซร็อจอยู่กับ ค็อบบ๊าบ อิบนุ มุนซิร แต่ละกลุ่มก็ไปรวมกันภายใต้ธงของตนเอง12

จากนั้นท่านนบีจัดแนวแถวของกองทัพให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ระหว่างที่ท่านกำลังจัดแถว เศาะวาด อิบนุ ฆ็อซิยะฮ์ เดินก้าวออกมาจากแนวแถว ท่านนบีใช้ไม้ในมือแตะที่อกของเขาแล้วกล่าวว่า "โอ้เศาะวาด จงเข้าที่เถิด"

เศาะวาดจึงพูดขึ้นว่า "โอ้ท่านรอซูลลุลลอฮ์ ไม้ในมือท่านทิ่มฉันจนเจ็บ ขอสาบานต่ออัลลอฮฺตะอาลา ผู้ทรงส่งท่านมาพร้อมศาสนาอันเที่ยงตรงและคัมภีร์แห่งความยุติธรรม ข้าขอแตะท่านด้วยไม้ในแบบเดียวกันบ้างเถิด" เศาะฮาบะฮฺทั้งหลายต่างตกตะลึงกับคำพูดนี้ ใครจะกล้าตอบโต้มุษตอฟาแห่งสากลโลกแบบนี้ มันสมควรแล้วหรือ

แต่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กลับเปิดเสื้อของท่านที่หน้าอก แล้วกล่าวว่า "มาเถิด จงเอาคืนตามสิทธิของเจ้าเถิด" เศาะวาดเข้าไปใกล้ด้วยความปีติ และจุมพิตที่อกอันเปี่ยมด้วยความจำเริญของท่านนบี ด้วยหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความรักต่อท่าน

ผู้คนที่เฝ้าดูต่างประทับใจ หลายคนถึงกับรู้สึกอิจฉาพี่น้องของพวกเขาที่ได้สัมผัสท่านนบีเช่นนั้น

เมื่อท่านนบีถามว่า "ทำไมเจ้าถึงทำเช่นนั้น"

เขาตอบว่า "โอ้ท่านรอซูลลุลลอฮ์ ขอบิดามารดาของฉันและตัวฉันได้สละชีพเพื่อท่านเถิด วันนี้ ฉันรู้สึกว่าเวลาของฉันใกล้เข้ามาแล้วตามพระประสงค์ของอัลลอฮฺ และฉันหวั่นใจว่าจะจากท่านไป จึงหวังให้ริมฝีปากของฉันได้สัมผัสเรือนร่างอันจำเริญของท่านในชั่วขณะสุดท้ายนี้ เพื่อหวังให้ท่านช่วยชะฟาอะฮ์ฉันในวันกิยามะฮ์ และเพื่อให้ฉันรอดพ้นจากการลงโทษด้วยเถิด"

ท่านนบีรู้สึกซาบซึ้งกับความรักอันบริสุทธิ์ของเศาะวาด และขอวงวอนด้วยดุอาที่ลึกซึ้งให้แก่เขา

กองทัพฝ่ายขวาของอิสลาม ได้แต่งตั้ง ซุบัยรฺ อิบนุ อาววาม เป็นผู้บัญชาการ ส่วนปีกซ้ายอยู่ภายใต้การนำของ อัลมิกดาด อิบนุ อัสวัด13

ท่านรอซูลลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ต้องการปรึกษากับเศาะฮาบะฮฺผู้ทรงเกียรติของท่านเกี่ยวกับการเริ่มต้นสงครามว่าจะดำเนินการอย่างไร ท่านถามว่า "พวกเจ้าเคยต่อสู้กันอย่างไรหรือ" อาซิม อิบนุ ฐาบิต ลุกขึ้นขณะถือธนูและลูกศรในมือ แล้วกล่าวว่า "โอ้ท่านรอซูลลุลลอฮ์ ขอให้เราเริ่มยิงธนูเมื่อพวกกุร็อยช์เข้ามาในระยะร้อยเมตร เมื่อพวกเขาเข้ามาในระยะขว้างถึง เราจะขว้างก้อนหินใส่พวกเขา และเมื่อพวกเขาเข้ามาใกล้จนถึงระยะหอก เราจะใช้หอกสู้จนกว่าหอกนั้นจะหัก จากนั้นจึงชักดาบออกมาสู้ในระยะประชิด" ท่านนบีพอใจในยุทธวิธีนี้ และกล่าวคำแนะนำต่อเศาะฮาบะฮฺว่า

"จงอย่าออกจากแนวของพวกเจ้า จงยืนอยู่ในที่ของตนโดยไม่เคลื่อนไหว อย่าเริ่มโจมตีจนกว่าฉันจะสั่ง อย่าเสียลูกธนูไปโดยเปล่าประโยชน์ ให้ยิงเฉพาะเมื่อศัตรูเปิดช่องว่าง เมื่อพวกเขาเข้ามาใกล้กว่านั้น จงขว้างก้อนหินด้วยมือของพวกเจ้า ใช้หอกเมื่อพวกเขาอยู่ในระยะหอก และเมื่อถึงระยะประชิด จงต่อสู้ด้วยดาบของพวกเจ้า"

จากนั้นมีการจัดเวรยาม และเศาะฮาบะฮฺได้รับอนุญาตให้พักผ่อน ด้วยความเมตตาจากอัลลอฮฺ ตะอาลา พวกเขาหลับสนิท ราวกับไม่มีสิ่งใดจะปลุกให้ตื่นได้ เมื่อท่านนบีเข้าไปยังร่มเงาที่สร้างจากกิ่งอินทผลัม ท่านอบูบักร และสะอ์ดฺ อิบนุ มุอาซ ได้ชักดาบออกมายืนเฝ้าหน้าร่มเงานั้น ท่านนบีผู้เป็นที่รักของเราได้ยกมือขึ้นวิงวอนต่ออัลลอฮฺตะอาลา ด้วยความโศกเศร้าเป็นที่สุดว่า "โอ้พระเจ้าของข้าพระองค์ หากพระองค์ทำลายคนกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มนี้ คงจะไม่เหลือใครที่จะเคารพสักการะพระองค์บนแผ่นดินนี้อีกต่อไปแล้ว…" คำวิงวอนอันแสนเศร้านี้ถูกเอ่ยตลอดทั้งคืนจนกระทั่งถึงรุ่งเช้า

"โอ้พระเจ้าของข้าพระองค์ บัดนี้ พวกมุชริกแห่งกุร็อยช์ได้ยกพลมาอย่างโอหัง พวกเขาท้าทายต่อพระองค์ และปฏิเสธศาสนทูตของพระองค์ โอ้อัลลอฮฺ! ฉันขอวิงวอนต่อพระองค์ โปรดทรงบันดาลให้คำสัญญาแห่งความช่วยเหลือเป็นจริง และประทานชัยชนะแก่ฉันด้วยเถิด"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

พื้นที่ที่กองทัพอิสลามตั้งค่ายอยู่นั้นเป็นพื้นทราย ทำให้เดินลำบากและเท้าต้องจมลงไปในทราย แต่ด้วยความเมตตาจากอัลลอฮฺตะอาลา และความจำเริญแห่งดุอาของท่านรอซูล ฝนได้ตกลงมาในคืนนั้นและตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ น้ำเอ่อนองจนเป็นกระแสน้ำไหลเชี่ยว ภาชนะสำหรับตักน้ำเต็มไปด้วยน้ำ และพื้นดินก็แข็งตัวพอจนเดินได้โดยที่เท้าไม่จมลงไป ขณะที่ฝ่ายมุชริกกลับติดอยู่ในโคลนและเจอกับน้ำท่วม

เมื่อถึงเวลารุ่งเช้า ท่านรอซูลลุลลอฮ์ปลุกเศาะฮาบะฮฺให้ลุกขึ้นละหมาด หลังจากท่านเป็นอิหม่ามละหมาดศุบฮ์ ท่านได้ปลุกใจพวกเขาด้วยการพูดถึงความประเสริฐของการญิฮาดและการเป็นชะฮีด โดยกล่าวว่า "แท้จริงอัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงบัญชาสิ่งที่เที่ยงตรงและจริงแท้ พระองค์จะไม่ทรงรับการกระทำใด ๆ นอกจากสิ่งที่ทำเพื่อพระองค์โดยบริสุทธิ์ใจเท่านั้น จงมุ่งมั่นทำตามพระบัญชาของพระเจ้าของเรา ณ ที่แห่งนี้ และพระองค์ทรงสัญญาไว้ว่าจะประทานความเมตตาและการอภัยโทษตอบแทน เพราะพระสัญญาของพระองค์เป็นจริง พระวจนะของพระองค์ถูกต้อง และการลงโทษของพระองค์นั้นรุนแรง ทั้งพวกเจ้าและฉัน ต่างพึ่งพิงอัลลอฮฺตะอาลา ผู้ทรงเป็นเจ้าแห่งชีวิต และผู้ค้ำจุนสากลโลก เราได้ขอที่พึ่งจากพระองค์ เราได้ยึดมั่นในพระองค์ เราได้วางใจไว้กับพระองค์ และที่สุดแล้ว การกลับไปของเราก็ยังคงเป็นที่พระองค์เช่นเดิม ขอพระองค์ทรงอภัยให้แก่ฉัน และบรรดามุสลิมทุกคนเถิด"

ในวันที่สิบเจ็ดของเดือนเราะมะฎอนอันประเสริฐ ช่วงเวลาดวงอาทิตย์ขึ้นในวันศุกร์ อีกไม่ช้า ศึกสงครามที่มีความโหดร้าย ผิดแผก แต่เป็นสงครามที่มีความสำคัญ และยิ่งใหญ่ที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์กำลังจะเริ่มต้นขึ้น… ฝ่ายหนึ่งคือ ฟัคร์ อัลอาลัม ท่านผู้ทรงเกียรติแห่งบรรดาสิ่งถูกสร้าง (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) และบรรดาเศาะฮาบะฮฺผู้ทรงเกียรติของท่าน คือบรรดาผู้ที่ไม่ลังเลที่จะสละชีวิตของตนเพื่อสัจธรรม อีกฝ่ายคือบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาที่แสนโหดร้ายและบ้าคลั่ง ที่กำลังมุ่งมั่นจะทำลายอิสลามให้สิ้นซาก และต้องการกำจัดศาสนทูตผู้เป็นที่รักของอัลลอฮฺตะอาลา เป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่ในหมู่พวกเขานั้น มีเครือญาติของท่านรอซูลด้วย พวกเขามาถึงบัดรฺเพื่อต่อสู้กับหลานชายในสายเลือดของตนเอง

ท่านนบีได้ตรวจตราการจัดกองทัพอิสลาม และย้ำคำสั่งซ้ำอีกครั้ง ในขณะนั้น พวกมุชริกจากกุร็อยช์ก็เริ่มออกจากกองบัญชาการของตน และเคลื่อนขบวนเข้าสู่อ่าวบัดรฺ… คนส่วนใหญ่ในหมู่พวกเขาสวมชุดเกราะเต็มตัวด้วยความทะนงตนและโอหัง พวกเขาเข้าที่ประจำตำแหน่ง เตรียมพร้อมจะโจมตีกองทัพของอิสลาม

เมื่อท่านรอซูลลุลลอฮ์เห็นสภาพของกองทัพกุร็อยช์เช่นนั้น ท่านจึงเข้าไปในกระโจมที่สร้างจากกิ่งอินทผลัมพร้อมกับอบูบักร แล้วยกฝ่ามืออันเปี่ยมด้วยความจำเริญขึ้นมา วิงวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าอย่างสุดหัวใจว่า "โอ้พระเจ้าของข้าพระองค์ บัดนี้ พวกมุชริกแห่งกุร็อยช์ได้ยกพลมาอย่างโอหัง พวกเขาท้าทายต่อพระองค์ และปฏิเสธศาสนทูตของพระองค์ โอ้อัลลอฮฺ ฉันขอวิงวอนต่อพระองค์ โปรดทรงบันดาลให้คำสัญญาแห่งความช่วยเหลือและชัยชนะของพระองค์เป็นจริงด้วยเถิด หากพระองค์ทรงประสงค์จะทำลายกลุ่มชนเล็ก ๆ นี้ ก็จะไม่เหลือใครอีกแล้วบนโลกใบนี้ที่จะทำการเคารพภักดีต่อพระองค์"…"

ท่านรอซูลวิงวอนด้วยความรู้สึกทุกข์และสะเทือนใจเป็นที่สุด วิงวอนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเสื้อคลุมของท่านหลุดออกจากบ่า ท่านอบูบักรเห็นภาพนั้นก็ทนไม่ไหว ได้เก็บเสื้อคลุมขึ้นมาด้วยความเคารพยิ่ง แล้วคลุมกลับให้ท่านด้วยมือของเขา พร้อมปลอบใจท่านว่า "โอ้ท่านรอซูลลุลลอฮ์ ขอชีวิตของฉันได้สละแด่ท่าน การวิงวอนของท่านเพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ท่านได้แสดงความยืนหยัดในดุอาต่อพระเจ้าของท่านอย่างที่สุดแล้ว แน่นอนว่าอัลลอฮฺตะอาลา จะประทานชัยชนะตามพระสัญญาในไม่ช้านี้อย่างแน่นอน" ในขณะนั้นเอง ท่านรอซูลลุลลอฮ์ได้ออกจากกระโจมพลางอ่านอายะฮฺอัลกะรีมะฮ์นี้ (โดยสื่อความหมายว่า)

"อีกไม่นาน กลุ่มนี้ (ที่บัดรฺ) จะถูกผลักไสให้พ่ายแพ้ไป พวกเขาจะหันหลังกลับและหนีไป และแท้จริง การลงโทษที่แท้จริงของพวกเขาคือในวันกิยามะฮ์ และการลงโทษของวันนั้นหนักหนายิ่งกว่าและขมขื่นยิ่งกว่า"14

"โปรดทรงบันดาลให้คำสัญญาแห่งความช่วยเหลือและชัยชนะของพระองค์เป็นจริงด้วยเถิด หากพระองค์ทรงประสงค์จะทำลายกลุ่มมุสลิมกลุ่มเล็ก ๆ นี้ ก็จะไม่มีใครเหลือบนแผ่นดินนี้ที่จะเคารพสักการะพระองค์อีกเลย…"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

ท่านนบีผู้เป็นที่รักของเราได้มายืนอยู่ ณ แถวหน้าของกองทัพ จากนั้นท่านได้อ่านอายะฮฺอัลกะรีมะฮฺแก่เศาะฮาบะฮฺผู้ทรงเกียรติ โดยความหมายว่า "โอ้บรรดาผู้ศรัทธา เมื่อพวกเจ้าพบเจอกับศัตรูในสนามรบ จงยืนหยัดไว้ให้มั่น และจงระลึกถึงพระนามของอัลลอฮฺตะอาลามาก ๆ เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับความสำเร็จ… จงเชื่อฟังอัลลอฮฺ และรอซูลของพระองค์ และจงอย่าโต้เถียงกัน มิฉะนั้นพวกเจ้าจะล้มเหลว และสูญเสียพลังของความเข้มแข็งไป จงอดทนเถิด แท้จริง อัลลอฮฺตะอาลา อยู่กับผู้ที่อดทน"15

นี่จะเป็นสงครามเต็มรูปแบบครั้งแรกกับศัตรู สงครามกำลังจะเริ่มขึ้น ความตื่นเต้นถึงขีดสุด เมื่อบรรดาเศาะฮาบะฮฺทั้งหมดได้ยินท่านรอซูลอัลอะกฺรอมอ่านถึงโองการที่กล่าวว่า "จงระลึกถึงพระนามของอัลลอฮฺมาก ๆ…" พวกเขาต่างก็กล่าวประสานเสียงกันว่า "อัลลอฮฺอักบัร! อัลลอฮฺอักบัร!" และวิงวอนขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ ตะอาลา เพื่อให้ได้รับชัยชนะ บัดนี้ ทุกคนเฝ้ารอสัญญาณจากท่านนบีผู้เป็นที่รักยิ่ง

ตามธรรมเนียมในยุคนั้น ก่อนที่สงครามจะเริ่มขึ้น มักจะมีนักรบผู้กล้าจากทั้งสองฝ่ายออกมาสู้กันตัวต่อตัว เพื่อกระตุ้นความฮึกเหิมและความกล้าหาญของกองทัพทั้งสองให้พร้อมรบ แต่ในครั้งนี้ อามิร อิบนุ หัฎเราะมี หนึ่งในพวกมุชริก ได้ละเมิดธรรมเนียมนี้ด้วยการยิงธนูเข้าหากองทัพมุสลิมก่อน ลูกธนูนั้นได้พุ่งเข้าใส่ มิฮฺญาอ์ หนึ่งในกลุ่มมุฮาญิร เขาได้รับสถานะของชะฮาดะฮ์ และวิญญาณอันบริสุทธิ์ของเขาได้ถูกยกขึ้นสู่สวรรค์ ท่านนบีผู้เป็นผู้นำแห่งศาสดาทั้งหลาย ได้แจ้งข่าวดีแก่เขาด้วยถ้อยคำว่า "มิฮฺญาอ์คือผู้นำแห่งบรรดาชะฮีด" ขณะนั้นเศาะฮาบะฮฺต่างระงับอารมณ์ไว้แทบไม่ได้ แต่ไม่มีใครกล้าขยับแม้แต่นิด เพราะยังไม่ได้รับคำสั่งจากท่านรอซูล ความเดือดดาลในหัวใจของพวกเขาร้อนแรงราวกับภูเขาไฟที่กำลังจะปะทุ

ในขณะนั้น มีฝ่ายมุชริกสามคนกระโจนออกมา อันได้แก่ อุตบะฮ์ ไชบะฮ์ น้องชายของเขา และวะลีด บุตรของเขา ทั้งสามเป็นศัตรูตัวฉกาจของอิสลามจากวงศ์วานบนีเราะบีอะฮ์ พวกเขาตะโกนใส่ชาวมุญาฮิดีนว่า "มีใครในหมู่พวกเจ้าที่กล้าสู้กับพวกเราหรือไม่" เมื่อ อบูฮุซัยฟะฮ์ ก้าวออกไปเพื่อสู้กับบิดาของตน ซึ่งก็คืออุตบะฮ์ ท่านนบีผู้เป็นสุลต่านแห่งจักรวาลได้สั่งให้เขาหยุด แล้วก็มีสามคนจากเมืองมะดีนะฮ์ คือ มุอาซ และ มุอาววาซ บุตรของสตรีผู้กล้าชื่ออัฟรา และ อับดุลลอฮฺ อิบนุ เราะวาฮะฮ์ ได้ก้าวออกมา พวกเขาเข้าไปยืนประจันหน้ากับอุตบะฮ์ ไชบะฮ์ และวะลีด ถือดาบพร้อมในมือและเตรียมพร้อมรบเต็มที่

พวกมุชริกถามขึ้นว่า "พวกเจ้าเป็นใคร"เพื่อต้องการให้พวกเขาแนะนำตนเอง พวกเขาตอบว่า "เราคือมุสลิมจากมะดีนะฮ์" เหล่ามุชริกจึงกล่าวว่า "เราไม่มีธุระอะไรกับพวกเจ้า เราต้องการสู้กับลูกหลานของอับดุลมุฏฏอลิบ เราอยากประลองกับคนในระดับเดียวกันจากเผ่าของเรา" พวกเขาจึงตะโกนไปยังฝ่ายมุสลิมว่า "โอ้มุฮัมมัด! ส่งคนในเผ่าของเราที่คู่ควรกับพวกเรามาสู้กันสิ"

ท่านรอซูลอัลอักรอม ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ขอดุอาอันงดงามให้กับเศาะฮาบะฮฺผู้กล้าทั้งสาม แล้วสั่งให้พวกเขากลับสู่ตำแหน่ง จากนั้นท่านจึงหันไปมองในหมู่เศาะฮาบะฮฺ แล้วกล่าวว่า "โอ้ลูกหลานแห่งฮาชิม! จงลุกขึ้นมา! จงต่อสู้ในหนทางที่เที่ยงตรงต่อบรรดาผู้ที่มาเพื่อดับแสงแห่งอัลลอฮฺด้วยศาสนาอันเท็จของพวกเขา แท้จริงแล้วนี่คือภารกิจแรกที่อัลลอฮฺตะอาลาส่งศาสนทูตของพระองค์มาเพื่อจัดการมัน โอ้อุบัยดะฮ์! ลุกขึ้นมาเถิด โอ้ฮัมซะฮฺ! ลุกขึ้นมาเถิด โอ้อาลี! ลุกขึ้นมาเถิด"

ท่านฮัมซะห์ ท่านอาลี และท่านอุบัยดะฮ์ เหล่าราชสีห์แห่งอัลลอฮฺตะอาลา ได้สวมหมวกเกราะแล้วเดินลงสู่สนามรบ เมื่อทั้งสามยืนประจันหน้ากับฝ่ายมุชริก พวกเขาถามขึ้นว่า "พวกเจ้าเป็นใครหรือ ถ้าเจ้าเป็นคู่ต่อสู้ที่สมศักดิ์ศรี เราจะต่อสู้ด้วย" ทั้งสามตอบว่า "ข้าคือฮัมซะห์ ข้าคืออาลี ข้าคืออุบัยดะฮ์" พวกมุชริกจึงกล่าวว่า "เช่นนั้น พวกเจ้าก็เป็นผู้มีเกียรติเช่นเดียวกับเรา เรายอมรับในการต่อสู้กับพวกเจ้า"

แม้บรรดามุญาฮิดจะเป็นผู้เชิญชวนให้พวกเขาเข้าสู่ศรัทธา แต่พวกเขาก็ยังปฏิเสธ ทั้งสามจึงชักดาบออกมาพร้อมพุ่งเข้าโจมตี ท่านฮัมซะห์และท่านอาลีสังหารอุตบะฮ์และวะลีดได้ในพริบตา ส่วนท่านอุบัยดะฮ์ได้ใช้ดาบฟันชัยบะฮ์จนบาดเจ็บ แต่ก็ถูกตอบโต้จนตนเองบาดเจ็บด้วย ท่านฮัมซะห์และท่านอาลีจึงรีบเข้าช่วยและจัดการชัยบะฮ์ จากนั้นอุ้มท่านอุบัยดะฮ์กลับไปยังท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม16

เลือดและไขกระดูกไหลออกจากข้อเท้าของท่านอุบัยดะฮ์ อิบนุ ฮาริษ ทว่าท่านกลับไม่สนใจอาการของตนเลย พลางเอ่ยขึ้นว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ! ขอชีวิตข้าได้สละเพื่อท่านเถิด หากข้าตายในสภาพนี้ ข้ามิใช่ชะฮีดหรอกหรือ" ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ตอบว่า "ใช่แล้ว เจ้าเป็นชะฮีด" พร้อมแจ้งข่าวดีว่าเขาควรค่ากับการได้รับสวนสวรรค์ (ท่านอุบัยดะฮ์ได้เสียชีวิตที่บริเวณซัฟรอ ระหว่างทางกลับจากสงคราม)

ฝ่ายมุชริกต้องตกตะลึงเมื่อสูญเสียผู้นำคนสำคัญไปถึงสามคน แต่อบูญะฮัลยังพยายามปลุกขวัญกำลังใจทหารของตนด้วยถ้อยคำว่า "จงอย่าไปสนใจการตายของอุตบะฮ์ ชัยบะฮ์ และวะลีดเลย พวกเขารีบร้อนเข้าสู้จึงตายเปล่า ข้าสาบานว่าเราจะไม่ยอมกลับบ้าน จนกว่าจะจับพวกมุสลิมมามัดด้วยเชือกให้ได้"

เหล่าเศาะฮาบะฮฺผู้กล้าต่างก็ร้อนรน อยากตอบโต้พวกมุชริกด้วยคมดาบให้เร็วที่สุด ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงเฝ้าวิงวอนว่า "โอ้อัลลอฮฺ โปรดทรงทำให้คำสัญญาของพระองค์เป็นจริง หากพระองค์ทรงทำลายหมู่ชนเล็ก ๆ นี้ จะไม่เหลือใครอีกแล้วบนโลกใบนี้ที่จะทำการเคารพภักดีต่อพระองค์"

ในขณะนั้นเอง อับดุรเราะฮ์มาน บุตรของท่านอบูบักร ผู้ยังไม่ได้เข้ารับอิสลามในขณะนั้น และถือเป็นหนึ่งในนักธนูฝีมือฉกาจของกุร็อยช์ ได้เดินออกมาจากฝ่ายมุชริกเพื่อท้าต่อสู้ ท่ามกลางแสงแดดยามเที่ยงในเดือนกรกฎาคม ชายคนหนึ่งจากฝ่ายมุญาฮิดก็ลุกขึ้นทันที เขาคือท่านอบูบักร ผู้เป็นมุสลิมคนแรก และคือผู้ที่สูงส่งที่สุดรองจากบรรดานบี

อบูบักรกำลังจะออกไปต่อสู้กับบุตรของตนเอง แต่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ห้ามไว้ว่า "โอ้อะบา บักรฺ! เจ้าไม่รู้หรือว่าเจ้าเปรียบดั่งดวงตาและใบหูของเรา อย่าทิ้งเราไปเลย ทุกความเจ็บปวดที่เราเผชิญ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ จะบรรเทาลงเมื่อได้เห็นใบหน้าอันเปี่ยมด้วยความจำเริญของเจ้า การอยู่กับเจ้าทำให้หัวใจเราเข้มแข็งขึ้น" ท่านอบูบักรจึงไม่อาจออกไปสู้กับลูกของตนได้ และอดไม่ได้ที่จะพูดกับบุตรของตนว่า "โอ้เจ้าคนหลงผิด! แล้วสายสัมพันธ์ของเจ้ากับข้าเล่า มันหายไปไหนหรือ"

จากนั้น ท่านนบีผู้ทรงเกียรติ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็กำทรายขึ้นมาจากพื้นแล้วโปรยใส่ศัตรูและกล่าวว่า "โอ้อัลลอฮฺ ขอให้ใบหน้าของพวกเขาหมองคล้ำ บรรจุความหวาดกลัวไว้ในหัวใจของพวกเขา และทำให้เท้าของพวกเขาสั่นคลอนด้วยเถิด"

จากนั้น ท่านหันไปยังเศาะฮาบะฮฺและสั่งว่า "จู่โจมได้!" เศาะฮาบะฮฺผู้เปี่ยมศรัทธาที่เฝ้าคอยสัญญาณอยู่ ต่างลุกขึ้นพร้อมใจกันออกศึก เสียงตะโกน "อัลลอฮฺอักบัร! อัลลอฮฺอักบัร!" ดังสนั่นไปทั่ว ลูกธนูพุ่งไปตามทิศทางที่ต้องการ หอกพุ่งแทงเป้าหมาย ก้อนหินกระแทกกับชุดเกราะ พวกเขาจู่โจมด้วยความพร้อมเพรียง

ท่านฮัมซะห์ถือดาบสองเล่มเข้าฟาดฟันอย่างดุดัน ท่านอาลี ท่านอุมัร ซุบัยร์ อิบนุ อาววาม สะอ์ดฺ อิบนุ อบี วักกอศ อบูดุญานะฮ์17 และอับดุลลอฮฺ อิบนุ ญะฮฺช์ ต่างบุกฝ่ากองทัพมุชริกจากปลายด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง ราวกับเป็นป้อมปราการที่ไม่มีใครทะลวงได้

เสียงตักบีร "อัลลอฮฺอักบัร! อัลลอฮฺอักบัร!" ดังกึกก้อง ความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺตะอาลาเหมือนค้อนเหล็กทุบใส่หัวใจของเหล่าศัตรู ขณะที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เฝ้าร่ำร้องต่ออัลลอฮฺว่า "ยา ฮัยยู! ยา ก็อยยูม! ยา ฮัยยู! ยา ก็อยยูม!"

ท่านอาลีได้เล่าว่า "ในวันแห่งบะดัร ผู้ที่กล้าหาญที่สุดในหมู่เราคือรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ท่านอยู่ใกล้กับแนวหน้าของศัตรูที่สุด และทุกครั้งที่เรารู้สึกหวั่นไหว เราจะมุ่งหน้าเข้าไปหาท่านเสมอ"

พวกมุชริกได้ให้อบูญะฮัล ผู้นำของพวกเขามาอยู่ตรงกลางแถว แล้วแต่งตัวชายคนหนึ่งในหมู่พวกเขาให้ดูเหมือนกับอบูญะฮัล ชายผู้โชคร้ายคนนั้นชื่อว่า อับดุลลอฮฺ อิบนุ มุนซิร ท่านอาลีได้เข้าโจมตีและตัดศีรษะเขาต่อหน้าต่อตาอบูญะฮัล ต่อมาพวกมุชริกแต่งกายให้ชายอีกคนชื่ออบู ก็อยส์ ให้เหมือนนักรบคนสำคัญ และเขาก็ถูกท่านฮัมซะห์สังหารในที่สุด

ขณะที่ท่านอาลีต่อสู้อยู่กับชายมุชริกคนหนึ่ง ชายผู้นั้นฟันดาบเข้าใส่ท่านอาลี แต่ดาบของเขาติดอยู่กับโล่ ท่านอาลีจึงใช้ดาบซุลฟิก๊ารฟาดลงไปที่ศัตรูที่สวมชุดเกราะ ดาบได้ตัดผ่านไหล่ลงถึงอกทะลุเกราะอย่างเฉียบขาด ในจังหวะนั้นเอง ท่านเห็นแสงสะท้อนของดาบอีกเล่มหนึ่งสว่างวาบอยู่เหนือศีรษะ ท่านรีบก้มตัวหลบ และมีเสียงเอ่ยขึ้นว่า "เอาไปซะ จากฮัมซะห์ อิบนุ อับดุลมุฏฏอลิบยังไงเล่า!" จากนั้นศีรษะของศัตรูก็หล่นลงพื้นทั้งที่ยังอยู่ในหมวกเหล็ก

เมื่อท่านอาลีหันกลับไป ท่านก็เห็นฮัมซะห์ลุงของท่าน กำลังต่อสู้อย่างกล้าหาญด้วยดาบสองเล่มในมือ

เมื่อท่านนบีเห็นเศาะฮาบะฮฺของท่าน ต่อสู้อย่างไม่หวั่นไหว ท่านกล่าวสรรเสริญพวกเขาว่า "พวกเขาคือเหล่าราชสีห์ของอัลลอฮฺตะอาลาบนผืนแผ่นดินนี้"

"โอ้อะบา บักรฺ! เจ้าไม่รู้หรือว่าเจ้าเปรียบดั่งดวงตาและใบหูของเรา อย่าทิ้งเราไปเลย ทุกความเจ็บปวดที่เราเผชิญ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ จะบรรเทาลงเมื่อได้เห็นใบหน้าอันเปี่ยมด้วยความจำเริญของเจ้า การอยู่กับเจ้าทำให้หัวใจเราเข้มแข็งขึ้น"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

ในอีกมุมหนึ่ง ท่านอุกาชะฮ์ซึ่งต่อสู้อยู่ใกล้ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ดาบของท่านหักออกเป็นสองส่วน ท่านนบีจึงหยิบไม้ท่อนหนึ่งจากพื้นแล้วยื่นให้ท่านอุกาชะฮ์ พร้อมกล่าวว่า "โอ้อุกาชะฮ์! จงต่อสู้ด้วยไม้ท่อนนี้เถิด!"

เมื่อท่านอุกาชะฮ์รับไม้ท่อนนั้นมา มันก็กลายเป็นดาบที่ยาวเงางาม แข็งแรงและคมกริบ ด้วยปาฏิหาริย์จากท่านนบี ท่านอุกาชะฮ์ใช้ดาบนี้สังหารศัตรูจำนวนมากจนกระทั่งจบศึก

ขณะการต่อสู้ดำเนินไป ท่านนบีผู้เป็นที่รักของเรา ได้กล่าวถ้อยคำหนึ่งที่กลายเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่แก่บรรดาเศาะฮาบะฮฺว่า
"ขอสาบานต่ออัลลอฮฺตะอาลา ผู้ทรงถือชีวิตของข้าไว้ในอำนาจของพระองค์ แท้จริงพระองค์จะทรงประทานสวนสวรรค์แก่ผู้ที่ต่อสู้ด้วยความอดทนและแน่วแน่ในวันนี้ มุ่งหวังเพียงความพอพระทัยของพระผู้เป็นเจ้า และถูกฆ่าตายโดยไม่ถอยหลังกลับ"

เมื่ออุมัยรฺ อิบนุ ฮุมาม ได้ยินประโยคนี้ เขาเอ่ยขึ้นว่า "ช่างประเสริฐยิ่งนัก ช่างประเสริฐยิ่งนัก เช่นนั้น คงไม่เหลือสิ่งใดที่ข้าต้องการอีกแล้ว นอกจากการเป็นชะฮีดเพื่อได้เข้าสู่สรวงสวรรค์"

เขาต่อสู้กับศัตรูอย่างกล้าหาญ พลางกล่าวว่า "ผู้ที่ไปหาอัลลอฮฺตะอาลา ไม่ใช่ด้วยเสบียงแห่งดุนยา หากแต่ด้วยความยำเกรงต่อพระองค์ การงานเพื่ออาคิเราะฮ์ และความอดทนในการญิฮาด ส่วนเสบียงใด ๆ นอกเหนือจากนั้น ย่อมต้องหมดไปแน่นอน"

เขาจึงต่อสู้อย่างไม่ย่อท้อ จนกระทั่งได้รับสถานะแห่งชะฮีด

การต่อสู้ยิ่งทวีความรุนแรง เศาะฮาบะฮฺแต่ละคนต้องรับมือกับศัตรูอย่างน้อยสามคน แต่ไม่มีสิ่งใดสามารถทำให้พวกเขาถอยหนีได้ พวกเขาตะโกน "อัลลอฮฺอักบัร! อัลลอฮฺอักบัร!" แล้วกลับเข้าโจมตีอย่างกล้าหาญอีกครั้ง

ในช่วงที่มีการโจมตีจากฝ่ายมุชริกอย่างหนักหน่วง บรรดาเศาะฮาบะฮฺต่างอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงเข้าไปในกระโจมพร้อมกับท่านอบูบักร แล้วเริ่มวิงวอนต่ออัลลอฮฺตะอาลาอีกครั้งว่า "โอ้พระผู้อภิบาลของข้า โปรดประทานความช่วยเหลือตามที่พระองค์ทรงสัญญาแก่ข้าด้วยเถิด!"

ในขณะนั้น วะฮฺยูได้ถูกประทานลงมา จากซูเราะฮ์อัลอันฟาล ความว่า "จงรำลึกถึงเมื่อเจ้าร้องขอต่อพระผู้อภิบาลของเจ้า และพระองค์ก็ทรงตอบรับโดยตรัสว่า 'แน่นอน เราจะเสริมกำลังพวกเจ้าด้วยมะลาอิกะฮฺหนึ่งพันตน ที่จะลงมาต่อเนื่องกัน'"18

ทันทีที่วะฮฺยูสิ้นสุดลง ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็ลุกขึ้นและกล่าวว่า "ข่าวดี โอ้อบูบักร! ความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺตะอาลามาถึงท่านแล้ว นั่นคือญิบรีล ท่านอยู่บนผืนทราย กำลังจับบังเหียนม้า พร้อมอาวุธครบมือ และรอรับคำสั่งอยู่"

ดังที่ปรากฏในซูเราะฮ์อัลอันฟาล พระองค์อัลลอฮฺตะอาลาได้ตรัสกับบรรดามะลาอิกะฮฺว่า
"พระผู้อภิบาลของพวกเจ้าได้ประทานวะฮีย์แก่บรรดามะลาอิกะฮฺว่า "แท้จริงเรานั้นอยู่กับพวกเจ้า ดังนั้นจงให้ความช่วยเหลือแก่บรรดาผู้ศรัทธา จงทำให้พวกเขามีกำลังใจและมั่นคงเถิด และเราจะโยนความหวาดกลัวลงไปในหัวใจของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา ดังนั้นจงฟันลำคอของพวกเขา และจงฟาดใส่ข้อนิ้วมือและนิ้วเท้าของพวกเขา เพราะพวกเขาได้ต่อต้านอัลลอฮฺตะอาลาและรอซูลของพระองค์ และผู้ใดต่อต้านอัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์ แท้จริงอัลลอฮฺตะอาลานั้นทรงลงโทษอย่างรุนแรง"19

เมื่อคำสั่งจากอัลลอฮฺตะอาลาถูกประทานลงมา ญิบรีล มีกาอีล และอิสรอฟีล อะลัยฮิมุสสลาม ต่างก็นำมะลาอิกะฮฺจำนวนหนึ่งพันตนติดตามไปด้วย และได้ลงมาประจำตำแหน่งเคียงข้างท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม20 โดยญิบรีลอยู่ด้านหน้า มีกาอีลอยู่ทางขวา และอิสรอฟีลอยู่ทางซ้ายของท่านนบี

ญิบรีล อะลัยฮิสสลาม สวมผ้าโพกศีรษะสีเหลือง ส่วนมะลาอิกะฮฺตนอื่น ๆ สวมผ้าโพกศีรษะสีขาว พวกเขาปล่อยปลายผ้าทิ้งลงด้านหลังและขี่ม้าสีขาว

ซาร์วาร อัลอาลัม (ผู้นำแห่งจักรวาล) ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวแก่เหล่าเศาะฮาบะฮฺว่า
"มะลาอิกะฮฺมีสัญลักษณ์พิเศษประจำตัว พวกเจ้าก็ควรมีสัญลักษณ์ประจำตัวเช่นกัน"

จากนั้นซุบัยร์ อิบนุ อาววาม จึงพันผ้าสีเหลืองที่ศีรษะ ส่วนอบูดุญานะฮ์พันผ้าสีแดง ท่านอาลีถือธงสีขาว ส่วนท่านฮัมซะห์ติดขนนกกระจอกเทศไว้ที่อก

เมื่อมะลาอิกะฮฺเข้าร่วมศึก เหตุการณ์ในสนามรบก็เปลี่ยนไปในทันที ก่อนที่ดาบของเศาะฮาบะฮฺจะฟาดถึงตัวศัตรู ศีรษะของศัตรูก็หล่นลงสู่พื้นเสียแล้ว

กลุ่มชนนิรนามกำลังต่อสู้กับพวกมุชริกทั้งด้านหน้า ด้านหลัง ด้านซ้ายและขวาของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

ท่านซะฮ์ลฺได้รายงานว่า "ในการรบที่บะดัร เมื่อพวกเราฟันดาบไปยังศีรษะของมุชริก เรากลับเห็นศีรษะหลุดออกจากร่างก่อนที่ดาบจะสัมผัสพวกเขาเสียอีก!"

การสังหารอบูญะฮัล

อบูอะซีซ อิบนุ อุมัยรฺ ผู้ถือธงของฝ่ายมุชริก ถูกจับตัวไว้ได้ ส่วนแม่ทัพใหญ่ของพวกเขา อบูญะฮัล ยังคงขับกล่อมบทกวีปลุกใจชาวกุร็อยช์ พร้อมกับพยายามสร้างขวัญและกำลังใจให้ทหารของตน เขาโจมตีอย่างองอาจ ราวกับชายหนุ่มที่ตะโกนว่า 'แม่ให้ฉันเกิดมาเพื่อวันนี้!' พร้อมทั้งปลุกใจทุกคนให้ฮึกเหิม

ในฝั่งของมุชริก อุบัยดะฮ์ อิบนุ สะอีด ปรากฏตัวในชุดเกราะเต็มตัว เหลือให้เห็นเพียงดวงตา เขาขี่ม้ารอบสนามพลางตะโกนว่า "ข้าคืออบูซาตุลกิริช! ข้าคืออบูซาตุลกิริช!" แปลว่า "ข้าคือบิดาแห่งท้องน้อย (คนพุงใหญ่)" ท่าทีของเขาเป็นการท้าทายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

มุญาฮิดผู้กล้าหาญ ท่านซุบัยร์ อิบนุ อาววาม พุ่งเข้าไปประชิดแล้วเล็งหอกตรงดวงตา เปล่งถ้อยคำว่า "อัลลอฮฺอักบัร!" หอกพุ่งตรงเข้าที่เป้าหมายจนร่างของอุบัยดะฮ์ร่วงตกจากหลังม้าสู่พื้นดิน

เมื่อท่านซุบัยร์เข้าไปถึงตัว ก็พบว่าอีกฝ่ายสิ้นใจแล้ว ท่านจึงเหยียบที่แก้มของเขาไว้แล้วออกแรงดึงหอกออกจากร่าง แต่หอกกลับดึงออกได้ยากจนบิดงอจากแรงต้าน

ความกล้าหาญของท่านซุบัยร์ในการรบที่บะดัรถือว่าโดดเด่นอย่างยิ่ง ไม่เหลือส่วนใดของร่างกายที่ไร้บาดแผล อุรวะฮ์ ผู้เป็นบุตรชายของท่าน ได้เล่าถึงสภาพของบิดาของตนว่า "พ่อของฉันมีแผลลึกจากคมดาบถึงสามแผล แผลหนึ่งอยู่ที่ลำคอ มันลึกจนฉันสามารถเอานิ้วสอดเข้าไปได้"

ในอีกมุมหนึ่ง ท่านอับดุรเราะฮ์มาน อิบนุ เอาฟฺ กำลังต่อสู้อย่างดุเดือดกับชาวกุร็อยช์ ท่านล้มศัตรูที่เข้ามาโดยไม่สนเลือดที่ไหลออกจากบาดแผลของตน

ท่านอับดุรเราะฮ์มานได้เล่าเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นกับตนว่า "มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ไม่มีใครอยู่ตรงหน้าฉัน ฉันได้กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ก็เห็นชายหนุ่มสองคนจากกลุ่มอันศอร พวกเขายืนอยู่ใกล้ ๆ ฉันก็หวังจะอยู่ใกล้กับคนที่ดูแข็งแรงที่สุด แล้วหนึ่งในสองคนนี้ก็มองมาที่ฉันแล้วถามว่า 'ท่านอา ท่านรู้จักอบูญะฮัลหรือไม่' ฉันตอบว่า 'รู้จักสิ' ฉันจึงถามกลับไปว่า 'หลานชายเอ๋ย เจ้าจะทำอะไรกับอบูญะฮัลรึ' เขาตอบว่า 'ฉันได้ยินมาว่าเขาดูหมิ่นท่านรอซูลุลลอฮฺ ขอสาบานต่ออัลลอฮฺตะอาลา ถ้าฉันได้พบเขา ฉันจะไม่ยอมปล่อยเขาไปเด็ดขาด จนกว่าจะตายกันไปข้างหนึ่ง'

ฉันทึ่งในน้ำเสียงเด็ดเดี่ยวของชายหนุ่มผู้นี้ ที่เอ่ยถ้อยคำด้วยความมุ่งมั่นแน่วแน่ ในห้วงเวลาที่ตึงเครียดเช่นนั้น"

ชายหนุ่มอีกคนก็มองหน้าฉัน และพูดเหมือนกันกับคนแรก ระหว่างนั้นเอง ฉันก็เหลือบไปเห็นอบูญะฮัล เขากำลังเดินวนไปวนมาอยู่ในหมู่ทหารฝ่ายศัตรู

"มะลาอิกะฮฺมีสัญลักษณ์พิเศษประจำตัว พวกเจ้าก็ควรมีสัญลักษณ์ประจำตัวเช่นกัน" หะดีษ อัช-ชะรีฟ

ฉันจึงพูดขึ้นว่า "โอ้ชายหนุ่มทั้งสอง! ชายที่กำลังรีบเร่งเดินวนไปมาคนนั้นแหละคืออบูญะฮัล" พวกเขาคว้าดาบแล้วตรงเข้าไปหาอบูญะฮัลทันที จากนั้นการต่อสู้ก็เริ่มขึ้น

ชายหนุ่มทั้งสองคนนั้นคือสองพี่น้อง มุอาซและมุอาววาซ เป็นบุตรของสตรีที่ชื่ออัฟรอ

ในขณะนั้น มุอาซ อิบนุ อัมร์ หนึ่งในเศาะฮาบะฮฺผู้กล้าหาญ มีโอกาสเข้าประชิดอบูญะฮัล เขาโจมตีอบูญะฮัลซึ่งกำลังขี่ม้าหางยาว และฟันเข้าที่ขาด้วยแรงทั้งหมดที่มี ขาของอบูญะฮัลขาดตกลงสู่พื้น

อิกริมะฮฺ ผู้ยังไม่ได้เข้ารับอิสลามในขณะนั้น รีบเข้ามาช่วยพ่อของเขา และต่อสู้กับท่านมุอาซ อิบนุ อัมร์

ในจังหวะนั้น มุอาซและมุอาววาซ สองพี่น้องผู้กล้า พุ่งเข้ามาดั่งเหยี่ยว พวกเขาฟันฝ่าศัตรูตรงหน้า แล้วเข้าไปถึงตัวอบูญะฮัล ใช้ดาบฟาดไม่ยั้งจนคิดว่าเขาสิ้นใจแล้ว

ท่านมุอาซ อิบนุ อัมร์ ได้รับบาดเจ็บที่มือและแขนขณะต่อสู้กับอิกริมะฮฺ มือของเขาถูกฟันจนขาดออกจากข้อมือ เหลือผิวหนังเพียงนิดเดียวที่ยังยึดไว้ แต่เขาไม่สนใจที่จะหยุดพักหรือทำแผลก่อนเลย ถึงแม้มือข้างนั้นจะห้อยรุ่งริ่ง เขาก็ยังคงต่อสู้อย่างไม่ลดละ

อัลลอฮฺอักบัร! ช่างเป็นอีมานที่มั่นคงเหลือเกิน ช่างเป็นภาพที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก หลังจากต่อสู้ในสภาพเช่นนี้อยู่ระยะหนึ่ง เขารู้สึกว่าตนเองเคลื่อนไหวได้ช้าลงเนื่องจากข้อมือที่ขาด เขาใช้เท้าเหยียบมือตัวเองไว้ ฉีกออก และโยนมือนั้นทิ้งไป21

เนาฟัล อิบนุ ฮุวัยลิด ศัตรูตัวฉกาจของอิสลาม และหนึ่งในนักรบผู้เป็นที่ยอมรับของชาวกุร็อยช์ มักตะโกนปลุกปั่น สร้างความปั่นป่วนแก่หมู่มุชริกอยู่เสมอ

เมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เห็นพฤติกรรมของเขา ท่านก็กล่าววิงวอนว่า
"โอ้อัลลอฮฺของข้า โปรดทรงช่วยเหลือข้าจากเนาฟัล อิบนุ ฮุวัยลิด โปรดทำให้เขาต้องพ่ายแพ้ด้วยเถิด"

เมื่อท่านอาลี ผู้เป็นราชสีห์แห่งอัลลอฮฺตะอาลาได้พบกับเนาฟัล เขาก็กระโจนเข้าใส่และฟาดดาบลงอย่างแรง จนขาทั้งสองข้างของเขาขาดสะบั้นทั้งที่สวมเกราะอยู่ จากนั้นเขาก็ฟันซ้ำเข้าที่ลำคอจนศีรษะขาด22

อุมัยยะฮ์ อิบนุ คอลัฟ คือผู้ที่เคยทรมานท่านบิลาล อัลหะบะชี ด้วยการนำตัวเขาไปนอนบนพื้นทรายที่ร้อนระอุ และวางหินก้อนใหญ่ทับอก ถือเป็นหนึ่งในศัตรูของอิสลามที่เหี้ยมโหดที่สุด

ศัตรูอิสลามคนนี้เคยพยายามทุกวิถีทางเพื่อกลั่นแกล้งท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เขาได้พยายามรวบรวมกองกำลังของพวกมุชริกในหุบเขาบะดัร และมุ่งหมายจะดับแสงแห่งอิสลามให้สิ้น

เมื่อท่านบิลาลเห็นเขาในสภาพนั้น ท่านจึงตรงเข้าไปยืนประจันหน้า พร้อมกับชักดาบขึ้นและกล่าวว่า
"โอ้อุมัยยะฮ์ อิบนุ คอลัฟ ผู้นำแห่งการปฏิเสธศรัทธา! ถ้าเจ้ารอด ข้าก็ไม่ปรารถนาจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไป!"

ท่านบิลาลจึงได้เข้าโจมตีเขา พลางตะโกนว่า "โอ้พี่น้องอันศอร!เข้ามาช่วยข้าด้วย ผู้นำแห่งกุฟรฺอยู่ที่นี่!"

เศาะฮาบะฮฺจึงรุมล้อมเขาไว้ และจัดการสังหารเขาทันที

23

กองทัพของพวกมุชริกไม่เหลือผู้นำอีกต่อไป ไม่มีใครรู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป พวกเขาแตกกระเจิง พากันหลบหนีอย่างสับสนอลหม่าน ป้อมปราการแห่งการปฏิเสธศรัทธาจึงพังทลายลง แต่เศาะฮาบะฮฺผู้เปี่ยมศรัทธายังไล่ตามพวกเขาอย่างไม่ลดละ

บางส่วนของพวกมุชริกถูกจับเป็นเชลย และ อับบาส ลุงของท่านนบี คือหนึ่งในผู้ที่ถูกจับกุม24

ชัยชนะเป็นของบรรดาผู้ศรัทธา

เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ถามบรรดาเศาะฮาบะฮฺว่า
"มีใครรู้ข่าวของเนาฟัล อิบนุ ฮุวัยลิดหรือไม่"

ท่านอาลีจึงก้าวออกมาและตอบว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ ข้าเป็นผู้สังหารเขาเอง"

เมื่อท่านนบีได้ยินดังนั้นก็รู้สึกปลาบปลื้มใจ และได้กล่าวตักบีร "อัลลอฮฺอักบัร!" แล้วเอ่ยว่า "อัลลอฮฺตะอาลาทรงตอบรับดุอาของฉันที่ฉันเคยขอเกี่ยวกับเขา"

เมื่อมีผู้มารายงานว่า อุมัยยะฮ์ อิบนุ คอลัฟ ก็ถูกสังหารแล้วเช่นกัน ท่านนบีก็แสดงความดีใจ ท่านกล่าวว่า
"อัลฮัมดุลิลลาฮ์ ขอสรรเสริญแด่อัลลอฮฺตะอาลา พระผู้อภิบาลของฉัน ทรงให้สัจธรรมได้รับชัยชนะ และยกศาสนาของพระองค์ให้สูงส่งด้วยเถิด

ส่วนเรื่องอบูญะฮัล ท่านรอซูล อัลอักรอม ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า "ฉันสงสัยว่าอบูญะฮัลจะเป็นอย่างไรบ้าง ใครจะไปตามหาเขาให้ฉันที"

จากนั้นจึงมีคำสั่งให้ค้นหาเขาในหมู่ผู้เสียชีวิตแต่ไม่พบ ท่านนบีกล่าวว่า "จงหาตัวเขาให้เจอ ฉันได้ให้คำมั่นสัญญาเกี่ยวกับเขาไว้ หากไม่แน่ใจก็ให้ดูรอยแผลที่หัวเข่าของเขา ครั้งหนึ่งตอนเราทั้งคู่ยังเยาว์วัย เราเคยไปร่วมงานเลี้ยงของอับดุลลอฮฺ อิบนุ ญุดอาน ด้วยกัน ฉันตัวโตกว่าเขานิดหน่อย แล้วบังเอิญไปเบียดชนเขา ทำให้เขาล้มลงและได้รับบาดเจ็บที่หัวเข่า รอยแผลนั้นยังคงอยู่จนทุกวันนี้"

เมื่อได้ยินดังนั้น ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุมัสอูด ก็ออกไปตามหาอบูญะฮัล จนพบเขาที่กำลังอยู่ในสภาพบาดเจ็บ ท่านจำเขาได้จึงถามว่า "เจ้านี่ใช่อบูญะฮัลหรือไม่"

จากนั้น ท่านก็เหยียบที่ลำคอของเขา แล้วจับเคราดึงไว้ พลางกล่าวว่า "โอ้ศัตรูของอัลลอฮฺ! พระองค์ทรงทำให้เจ้าต้องอัปยศในที่สุดแล้วสินะ"

อบูญะฮัลตอบด้วยความหยิ่งผยองว่า "ทำไมพระองค์จะต้องทำให้ข้าอัปยศด้วยเล่า โอ้เจ้าเด็กเลี้ยงแกะ! ขออัลลอฮฺทรงทำให้เจ้าต้องพบความอัปยศ เจ้าได้ปีนขึ้นมาสู่จุดที่สูงชันเกินตัว ถ้าอย่างนั้นก็บอกข้าสิว่าฝ่ายใดจะได้รับชัยชนะในที่สุด"

ท่านอิบนุ มัสอูดจึงกล่าวว่า "ชัยชนะเป็นของอัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์เท่านั้น"

ในขณะถอดหมวกเกราะของอบูญะฮัลออก ท่านอิบนุมัสอูดก็พูดว่า "อบูญะฮัล ข้าจะฆ่าเจ้า"

อบูญะฮัลได้แสดงความหยิ่งผยองและดื้อดึงจนวาระสุดท้าย โดยพูดว่า "เจ้าไม่ใช่คนแรกที่ฆ่าผู้นำของหมู่ชนตนเองหรอก แต่สิ่งที่ทำให้ข้ารับไม่ได้คือคนที่ฆ่าข้ากลับต้องเป็นเจ้า อย่างน้อยก็จงฟันคอข้าให้ชิดกับบ่าหน่อยเถิด เพื่อให้ศีรษะของข้าดูสง่างามบ้าง"

เมื่อท่านอิบนุ มัสอูดไม่สามารถตัดหัวอบูญะฮัลได้ด้วยดาบของตน ท่านจึงใช้ดาบของอบูญะฮัล จากนั้นได้นำดาบ ชุดเกราะ หมวกเหล็ก และศีรษะของเขาไปยังท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

ท่านอิบนุมัสอูดกล่าวว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ ขอให้บิดามารดาของข้าได้สละชีวิตเพื่อท่าน นี่คือศีรษะของอบูญะฮัล ศัตรูของอัลลอฮฺตะอาลา"

ท่านนบีกล่าวว่า "ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮ์" จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินไปยังร่างของอบูญะฮัล แล้วกล่าวว่า
"สรรเสริญแด่อัลลอฮฺตะอาลา ผู้ทรงทำให้เจ้าต้องตกต่ำและไร้ค่า โอ้ศัตรูของอัลลอฮฺ เจ้าคือฟิรเอาน์แห่งประชาชาตินี้"

แล้วท่านก็เงยหน้ากล่าวด้วยความขอบคุณว่า "โอ้พระผู้อภิบาลของข้า พระองค์ทรงทำให้สัญญาที่พระองค์ให้ไว้กับข้าเป็นจริงแล้ว"

"ขอสาบานต่อพระผู้อภิบาลของข้า ผู้ทรงส่งฉันมาในฐานะศาสนทูตที่แท้จริง พวกเขาได้ยินเสียงฉันอย่างชัดเจนไม่ต่างจากที่พวกเจ้าได้ยินหรอก เพียงแต่พวกเขาไม่สามารถโต้ตอบได้เท่านั้น"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ดูแลบรรดาเศาะฮาบะฮฺที่ได้รับบาดเจ็บให้ได้รับการรักษา และให้ค้นหาผู้ที่เสียชีวิตเพื่อประกอบพิธีศพ

ในการรบครั้งนี้ มีผู้พลีชีพเป็นชะฮีด 14 คน แบ่งเป็นมุฮาญิรีน 6 คน และอันศอร 8 คน ดวงวิญญาณอันเปี่ยมบารอกัตของพวกเขาทุกคนได้โบยบินสู่สวนสวรรค์

ขณะที่ฝ่ายมุชริกซึ่งพยายามดับแสงแห่งอิสลาม ต้องเสียชีวิตไปถึง 70 คน และถูกจับเป็นเชลยอีก 70 คน

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ส่งอับดุลลอฮฺ อิบนุ รอวาฮะฮ์ฮ์ และซัยด์ อิบนุ ฮาริษะฮ์ ไปยังมะดีนะฮ์ เพื่อแจ้งข่าวดีเรื่องชัยชนะ

ท่านนบีได้เป็นผู้นำละหมาดญะนาซะฮ์ให้แก่บรรดาชะฮีด และสั่งให้ฝังพวกเขาอย่างสมเกียรติ

25

ส่วนศพของพวกมุชริก ถูกโยนลงบ่อแห้ง 24 ศพ และที่เหลือถูกฝังรวมกันในหลุมแล้วกลบด้วยดิน

จากนั้นท่านนบีเดินทางไปยังบ่อฝังศพ พร้อมกับบรรดาเศาะฮาบะฮฺผู้ทรงเกียรติ ท่านนบีได้ยืนอยู่ตรงขอบบ่อแล้วกล่าวว่า "โอ้บรรดาผู้ที่ถูกโยนลงบ่อ"

แล้วท่านก็เอ่ยชื่อพวกเขาพร้อมชื่อบิดาทีละคน "โอ้อุตบะฮ์ อิบนุ รอบีอะฮ์ โอ้อุมัยยะฮ์ อิบนุ คอลัฟ โอ้อบูญะฮัล อิบนุ ฮิชาม... พวกเจ้าช่างเป็นหมู่ชนที่เลวร้ายต่อศาสนทูตของพวกเจ้าเสียเหลือเกิน พวกเจ้าไม่ยอมรับในตัวข้าเหมือนคนอื่น พวกเจ้าขับไล่ข้าออกจากเมืองและแผ่นดินของข้าในขณะที่คนอื่นเปิดบ้านต้อนรับและโอบกอดข้า พวกเจ้าทำสงครามกับข้าในขณะที่คนอื่นช่วยเหลือข้า ตอนนี้พวกเจ้าได้รับสิ่งที่พระผู้อภิบาลของข้าได้สัญญาไว้แล้วหรือยัง แต่บัดนี้ข้าได้รับแล้ว พระองค์ทรงทำให้สัญญาของพระองค์เป็นจริง"

ท่านอุมัรจึงถามขึ้นว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ ท่านพูดกับศพเหล่านี้หรือ"

ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ตอบว่า "ขอสาบานต่อพระผู้อภิบาลของข้า ผู้ทรงส่งฉันมาในฐานะศาสนทูตที่แท้จริง พวกเขาได้ยินเสียงฉันอย่างชัดเจนไม่ต่างจากที่พวกเจ้าได้ยินหรอก เพียงแต่พวกเขาไม่สามารถโต้ตอบได้เท่านั้น"

พวกมุชริกที่หนีเอาชีวิตรอดจากสนามรบนั้น ไม่สามารถนำสัมภาระใด ๆ กลับไปได้เลย บรรดาทรัพย์สินและข้าวของทั้งหมดจึงต้องตกเป็นของฝ่ายมุสลิม

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ทรงแบ่งทรัพย์สงครามให้แก่เศาะฮาบะฮฺทุกคนที่ร่วมในศึกบะดัร รวมถึงผู้ที่ได้รับมอบหมายภารกิจอื่นในช่วงเวลานั้น

พวกเขายังคงอยู่ที่บะดัรต่ออีกสามคืน แล้วจึงเดินทางกลับมะดีนะฮ์ในวันที่สิบเก้าหลังสงคราม

ขณะเดียวกัน อับดุลลอฮฺ อิบนุ รอวาฮะฮ์ฮ์ และซัยด์ อิบนุ ฮาริษะฮ์ ซึ่งถูกส่งไปแจ้งข่าวของชัยชนะ ก็กำลังใกล้จะถึงเมืองมะดีนะฮ์

เช้าวันอาทิตย์ เมื่อทั้งสองเดินทางมาถึงบริเวณอะกี๊ก พวกเขาแยกทางกัน อับดุลลอฮฺ อิบนุ รอวาฮะฮ์ฮ์ เข้าทางหนึ่ง ส่วนซัยด์ อิบนุ ฮาริษะฮ์ เข้าทางอีกด้าน ทั้งคู่เดินเคาะประตูทีละบ้านเพื่อประกาศข่าวดีแห่งชัยชนะ

อับดุลลอฮฺ อิบนุ รอวาฮะฮ์ฮ์ ผู้เป็นกวีประจำตัวของท่านรอซูลุลลอฮฺ ประกาศชัยชนะด้วยเสียงดังก้อง พร้อมขับขานบทกลอนของเขาโดยมีความหมายว่า

โอ้พี่น้องอันศอรเอ๋ย ข้านำข่าวดีมายังพวกท่าน
ศาสนทูตของอัลลอฮฺยังปลอดภัย และมีชีวิตอยู่

ฝ่ายมุชริกถูกสังหารและจับเป็นเชลย
และในหมู่เชลยนั้นก็มีบุคคลสำคัญมากมาย

บรรดาบุตรของรอบีอะฮ์ และฮัดญาญ ก็อยู่ในนั้น
อบูญะฮัล อัมรฺ อิบนุ ฮิชาม ถูกสังหารที่บะดัรแล้ว

ท่านอาซิม อิบนุ อะดีย์ ถามขึ้นว่า "โอ้อิบนุ รอวาฮะฮ์ฮ์ สิ่งที่เจ้าพูดเป็นความจริงหรือ"

อับดุลลอฮฺ อิบนุ รอวาฮะฮ์ฮ์ ตอบว่า "ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ! เป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน อินชาอัลลอฮฺ พรุ่งนี้ท่านรอซูลุลลอฮฺจะเดินทางมาถึง โดยนำเชลยที่ถูกมัดมือเดินทางมาด้วย"

การจากไปของท่านหญิงรุก็อยยะฮ์

ในวันเดียวกับที่ได้รับชัยชนะที่บะดัรนั้น ท่านหญิงรุก็อยยะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา บุตรีของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้จากโลกนี้ไป

สามีของนางคือท่านอุษมาน ได้ทำหน้าที่ละหมาดญะนาซะฮ์ให้แก่นาง แม้ข่าวแห่งชัยชนะจากสนามรบจะมาพร้อมความเศร้าโศก แต่ก็ช่วยบรรเทาจิตใจพวกเขาได้บ้าง

ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และบรรดาเศาะฮาบะฮฺผู้ทรงเกียรติ ต่างร่วมกันขอบคุณอัลลอฮฺตะอาลาสำหรับชัยชนะที่พระองค์ประทาน แล้วต่างก้มลงสุญูดชุกร์ (สุญูดแห่งความขอบคุณ) จากนั้นจึงเดินทางกลับไปยังมะดีนะฮ์ โดยมีเชลยศึกติดตามไปด้วย

ในมะดีนะฮ์ อับดุลลอฮฺ อิบนุ รอวาฮะฮ์ และซัยด์ อิบนุ ฮาริษะฮ์ ซึ่งได้รับมอบหมายให้นำข่าวดีมาก่อนหน้านั้น ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดของสงครามบะดัร พร้อมรายชื่อของผู้ที่เป็นชะฮีด

เด็ก ผู้หญิง และชาวเมืองที่ไม่ได้ร่วมสงคราม ต่างออกมาต้อนรับชัยชนะด้วยความดีใจ พวกเขาเดินทางออกมานอกเมืองเพื่อรอรับการกลับมาของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

หนึ่งในผู้ที่เป็นชะฮีดในการรบครั้งนี้คือ ฮาริษะฮ์ อิบนุ ซุรอกอฮ์ มารดาของเขาชื่อรอบีอ์ เมื่อเธอทราบว่าบุตรชายของตนถูกลูกศรของศัตรูสังหารขณะกำลังดื่มน้ำที่สระน้ำ เธอได้กล่าวว่า "ฉันจะไม่ร้องไห้ให้ลูกของฉัน จนกว่าท่านรอซูลุลลอฮฺจะมาถึง ฉันจะถามท่านด้วยตัวเอง หากลูกของฉันอยู่ในสวนสวรรค์ ฉันจะไม่หลั่งน้ำตาเลยแม้แต่น้อย แต่ถ้าเขาต้องอยู่ในนรก ฉันจะหลั่งเลือดออกมาจากดวงตาของฉัน"

เมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เดินทางถึงมะดีนะฮ์พร้อมกับบรรดาเศาะฮาบะฮฺผู้ทรงเกียรติ นางรอบีอ์ก็เข้าไปหาท่านและกล่าวว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ ขอให้บิดามารดาของฉันได้สละชีพแด่ท่านเถิด ท่านย่อมรู้ดีถึงความรักที่ฉันมีต่อ ฮาริษะฮ์ ลูกชายของฉัน เขาได้เป็นชะฮีดและได้เข้าสวรรค์ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ ฉันจะอดทน แต่ถ้าไม่ ฉันจะหลั่งเลือดออกจากดวงตาแทนน้ำตา"

ท่านฮะบีบ อัลอักรอม จึงกล่าวกับนางว่า "โอ้มารดาของฮาริษะฮ์ ลูกชายของท่านมิได้อยู่ในสวนสวรรค์เพียงแห่งเดียวเท่านั้น แต่เขาได้พำนักอยู่ในหลาย ๆ แห่ง และที่สถิตของเขาคืออัลฟิรเดาส์ (ชั้นสูงสุดของสวนสวรรค์)"

เมื่อได้ยินดังนั้น นางรอบีอ์กล่าวว่า "ฉันจะไม่ร้องไห้ให้ลูกของฉันอีกเลย"

องค์สุลต่านแห่งจักรวาลได้ขอถ้วยใส่น้ำมาใบหนึ่ง แล้วท่านนำมือจุ่มลงไปในน้ำแล้วยกขึ้นมาด้วยความเมตตา ท่านให้แม่ของฮาริษะฮ์และน้องสาวของเขาดื่มจากแก้วใบนี้ และใช้มือลูบใบหน้าและศีรษะของพวกนางด้วยน้ำในถ้วยนั้น

นับจากวันนั้น ใบหน้าของรอบีอ์และลูกสาวของนางมีประกายรัศมีเรืองรอง และทั้งสองได้มีอายุที่ยืนยาว

"โอ้อับบาส อัลลอฮฺตะอาลาทรงรู้ดีว่าเจ้าพูดจริงหรือไม่ หากเจ้าพูดจริง พระองค์จะตอบแทนเจ้า แต่ในสายตาของผู้คน เจ้าคือฝ่ายตรงข้ามพวกเรา ดังนั้นเจ้าจำเป็นต้องจ่ายค่าไถ่"
หะดีษ อัชชะ-รีฟ

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ผู้เป็นผู้นำแห่งจักรวาล ได้แบ่งปันเชลยศึกทั้ง 70 คนที่ถูกนำมายังมะดีนะฮ์ให้แก่เศาะฮาบะฮฺที่ร่วมศึก พร้อมสั่งให้ปฏิบัติต่อเชลยอย่างดี

ขณะนั้นยังไม่มีวะฮีจากอัลลอฮฺตะอาลาเกี่ยวกับชะตากรรมของเชลย ท่านนบีจึงปรึกษากับเศาะฮาบะฮฺ แล้วตัดสินใจว่า เชลยจะได้รับการปล่อยตัวเมื่อมีผู้มาชำระค่าไถ่

จำนวนเงินค่าไถ่ขึ้นอยู่กับฐานะของแต่ละคน ส่วนผู้ที่ไม่มีทรัพย์ แต่รู้หนังสือ จะต้องสอนคนในมะดีนะฮ์ที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้จำนวนสิบคน แล้วจึงจะสามารถกลับไปมักกะฮฺได้

ท่านนบีได้กล่าวกับท่านอับบาส ลุงของท่าน ซึ่งอยู่ในหมู่เชลยว่า "โอ้อับบาส เจ้าจงจ่ายค่าไถ่ของตนเอง ของอุก็อยลฺ อิบนุ อบีฏอลิบ หลานของพี่ชายเจ้า และเนาฟัล อิบนุ ฮาริษ ด้วย เพราะเจ้าเป็นคนที่ร่ำรวยเงินทอง"

ท่านอับบาสจึงตอบว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ ข้าเป็นมุสลิม พวกกุร็อยช์บังคับให้ข้ามาร่วมสงครามนี้"

ท่านรอซูลุลลอฮฺจึงกล่าวว่า "โอ้อับบาส อัลลอฮฺตะอาลาทรงรู้ดีว่าเจ้าพูดจริงหรือไม่ หากเจ้าพูดจริง พระองค์จะตอบแทนเจ้า แต่ในสายตาของผู้คน เจ้าคือฝ่ายตรงข้ามพวกเรา ดังนั้นเจ้าจำเป็นต้องจ่ายค่าไถ่"

อับบาสจึงกล่าวอีกว่า "โอ้รอซูลุลลอฮฺ ข้าไม่มีทรัพย์สินอื่นอีกนอกจากเงินจำนวน 800 ดิรฮัม ที่พวกท่านยึดไว้เป็นทรัพย์สงครามแล้ว"

ท่านนบีจึงกล่าวว่า "โอ้อับบาส แล้วเจ้าจะไม่พูดถึงทองคำที่เจ้ามีหรือ"

อับบาสถามว่า "ทองคำอะไรหรือ"

ท่านนบีจึงตอบว่า "ทองคำที่เจ้าให้ภรรยาอุมมุลฟัฎล์ บุตรีของฮาริษ ในวันที่เจ้าออกจากมักกะฮฺ วันนั้นไม่มีใครอยู่กับเจ้าเลย เจ้าบอกกับนางว่า 'หากมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับข้าระหว่างทาง และข้ากลับมาไม่ได้ ส่วนนี้เป็นของเจ้า ส่วนนี้สำหรับฟัฎล์ ส่วนนี้ให้กับอับดุลลอฮฺ ส่วนนี้สำหรับอุบัยดุลลอฮ์ และอีกส่วนสำหรับกุซัม'"

อับบาสตกใจและได้กล่าวว่า "ขอสาบานว่า ตอนข้าพูดคุยเรื่องนั้นกับภรรยา ไม่มีใครอยู่ที่นั่นเลย ท่านรู้ได้อย่างไร"

ท่านนบีตอบว่า "อัลลอฮฺตะอาลาทรงแจ้งแก่ข้า"

อับบาสจึงกล่าวว่า "ข้าขอปฏิญาณว่า ท่านคือศาสนทูตของอัลลอฮฺตะอาลา และท่านกล่าวคำสัตย์จริง" แล้วเขาก็ได้กล่าวชะฮาดะฮ์ในเวลาต่อมา26

เมื่อท่านอับบาสได้เข้ารับอิสลามแล้ว ท่านนบีได้มอบหมายหน้าที่ให้เขาอยู่ที่มักกะฮฺ เพื่อคอยดูแลบรรดามุสลิม และส่งข่าวเกี่ยวกับศัตรูของอิสลามกลับมายังท่าน

ชาวกุร็อยช์ ผู้พ่ายแพ้ในการรบที่บะดัร ได้รับแจ้งว่าพวกเขาสามารถนำเชลยศึกกลับไปได้โดยการจ่ายค่าไถ่ แต่สำหรับนัศร์ อิบนุ ฮาริษ ผู้เคยทำการทรมานต่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม อย่างต่อเนื่องก่อนเหตุการณ์ฮิจเราะฮ์ เขาถูกตัดสินประหารด้วยการตัดศีรษะ

อีกคนหนึ่งที่ถูกประหารคือ อุกบะฮ์ อิบนุ อบีมุอัยฏ์ ผู้เคยนำเครื่องในอูฐไปวางลงบนแผ่นหลังอันประเสริฐของท่านนบีในขณะที่ท่านกำลังละหมาดในกะอฺบะฮฺ

เมื่อศีรษะของศัตรูอิสลามผู้นี้ถูกตัดขาดจากร่าง ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวสรรเสริญอัลลอฮฺตะอาลา แล้วเดินไปยืนใกล้ร่างของเขา พลางกล่าวว่า "ฉันขอสาบานว่า ฉันไม่รู้จักใครที่เลวร้ายไปกว่าเจ้าอีกแล้ว ผู้ที่ปฏิเสธอัลลอฮฺตะอาลา ปฏิเสธรอซูลของพระองค์ ปฏิเสธอัลกุรอาน และทรมานรอซูลของพระองค์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า"

เชลยศึกทั้งหมดได้อยู่ในความดูแลของเหล่าเศาะฮาบะฮฺเรื่อยมา จนกว่าญาติของพวกเขาจะมาจ่ายค่าไถ่รับตัวกลับไป ทุกคนในหมู่เศาะฮาบะฮฺต่างดูแลเชลยอย่างดี และแบ่งอาหารให้พวกเขากิน

พี่ชายของมุศอับ อิบนุ อุมัยรฺ ชื่อ อบูอะซีซ ก็เป็นหนึ่งหมู่เชลย เขาได้เล่าไว้ว่า "ข้าก็เป็นเชลยอยู่ในบ้านของชาวมะดีนะฮ์คนหนึ่ง พวกเขาดูแลข้าอย่างดี ยอมยกขนมปังที่ตนเองจะกินในตอนเช้าและตอนเย็นให้ข้าทั้งหมด ส่วนพวกเขาก็กินแค่เพียงอินทผลัมเท่านั้น ทุกครั้งที่ใครได้ขนมปัง เขาจะเดินนำมันมาให้ข้าทันที ข้ารู้สึกละอายใจ จึงพยายามคืนขนมปังให้ แต่เขาก็ยื่นกลับมาให้ข้าทุกครั้ง"

อีกคนหนึ่งในหมู่เชลยชื่อยะซีด จากเผ่ากุร็อยช์ ได้เล่าว่า "ระหว่างที่ชาวมุสลิมเดินทางจากบะดัรเพื่อกลับไปมะดีนะฮ์ พวกเขาให้พวกเราเหล่าเชลยศึกได้ขี่สัตว์พาหนะในการเดินทาง ส่วนพวกเขาเองใช้การเดินเท้า"

อาบูอัลอาศ อิบนุ รอบีอ์ ลูกเขยของท่านนบี และเป็นหลานของท่านหญิงคอดียะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ก็อยู่ในหมู่เชลยเช่นกัน เขาเป็นพ่อค้าใหญ่ในมักกะฮฺ มีทรัพย์สินมาก และมีชื่อเสียงในด้านความซื่อสัตย์และความเคร่งศาสนา

เมื่อชาวกุร็อยช์ส่งค่าไถ่จากมักกะฮฺมาเพื่อเป็นค่าไถ่ตัวเชลย ท่านหญิงซัยนับได้ส่งสร้อยคอของมารดาซึ่งท่านเคยได้รับเป็นของขวัญในวันแต่งงานมาสมทบเป็นค่าไถ่ด้วย

เมื่อทรัพย์สินสำหรับค่าไถ่มาถึง ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้เห็นสร้อยเส้นนั้นและจำได้ ท่านจึงกล่าวแก่เศาะฮาบะฮฺว่า "โอ้เศาะฮาบะฮฺของข้า หากพวกท่านเห็นชอบ จงปล่อยเชลยของซัยนับกลับไปพร้อมค่าไถ่เถิด" เหล่าเศาะฮาบะฮฺจึงยอมตกลง

อบูอัลอาศได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับมักกะฮฺพร้อมทรัพย์สินของตน โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องส่งท่านหญิงซัยนับมายังมะดีนะฮ์ อบูอัลอาศจึงมอบหมายให้คินานะฮ์ น้องชายของเขา พาท่านหญิงซัยนับพร้อมผู้ติดตามออกเดินทาง

เมื่อพวกมุชริกรู้ข่าว ก็โกรธจัดและส่งคนติดตามมา พวกเขาตามมาทันที่บริเวณซีตุวา

ฮะบัร อิบนุ อัสวัดได้ขว้างหอกเข้าใส่คนเหล่านั้นจนทำให้อูฐตกใจ จึงทำให้ท่านหญิงซัยนับตกจากหลังอูฐ

คินานะฮ์รีบวางลูกธนูลงตรงหน้า แล้วป่าวประกาศว่า "ใครคิดจะทำร้ายซัยนับ ข้าจะสังหารมันผู้นั้น"

เขาพาท่านหญิงซัยนับออกจากมักกะฮฺ และเดินทางต่อจนถึงจุดหมาย

ท่านหญิงซัยนับเกิดอาการเจ็บป่วยจากการตกอูฐ และขณะนั้นนางกำลังตั้งครรภ์

เมื่อเดินทางถึงมะดีนะฮ์ เธอได้แท้งลูก เมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ทราบเรื่อง ท่านรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง

ข่าวคราวจากการพ่ายแพ้ของพวกมุชริกในสงครามบัดรฺ และการที่พวกเขาหนีออกจากสนามรบในสภาพที่น่าสังเวชนั้น ได้สร้างความตกตะลึงอย่างใหญ่หลวงแก่ชาวมักกะฮฺ ผลลัพธ์นี้ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาคาดคิดไว้ หรือแม้แต่จะจินตนาการได้เลย เมื่อผู้ส่งข่าวมาถึงมักกะฮฺและบอกเล่าเรื่องราวให้ฟัง อบูละฮับและบรรดาผู้ตั้งภาคีคนอื่น ๆ ต่างไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยิน กระทั่งอบูซุฟยาน หนึ่งในผู้นำที่หนีรอดกลับมาได้เดินทางมาถึงมักกะฮฺ พวกเขารีบเรียกตัวเขามาพบ อบูละฮับถามว่า "โอ้หลานชายของข้า! บอกเราหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่"

อบูซุฟยานนั่งลงท่ามกลางผู้คนมากมายที่ยืนล้อมฟัง เขาเล่าว่า "อย่าถามเลยท่าน ตอนที่เราปะทะกับพวกมุสลิม มันรู้สึกราวกับว่ามือของเราถูกมัดเอาไว้ พวกเขาสามารถทำได้ทุกอย่าง ทั้งฆ่า ทั้งจับเป็น ข้าขอสาบานว่า ข้าไม่ตำหนิพวกเราสักคนเลย เพราะในตอนนั้น พวกเราทั้งหมดถูกขวางโดยคนกลุ่มหนึ่งที่สวมชุดขาว ขี่ม้าสีเทาสว่าง ประหนึ่งอยู่ระหว่างฟ้ากับดิน ไม่มีใครต้านทานพวกเขาได้เลย"

"ฉันขอสาบานว่า ฉันไม่รู้จักใครที่เลวร้ายไปกว่าเจ้าอีกแล้ว ผู้ที่ปฏิเสธอัลลอฮฺตะอาลา ปฏิเสธรอซูลของพระองค์ ปฏิเสธอัลกุรอาน และทรมานรอซูลของพระองค์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า" หะดีษ อัช-ชะรีฟ

ขณะนั้น ทาสของท่านอับบาส ผู้มีนามว่าอบูรอฟิอ์ นั่งฟังอยู่ด้วย เขาเข้ารับอิสลามมาตั้งแต่ยุคแรก ๆ แต่ยังปิดเรื่องศรัทธาของตนเป็นความลับเพราะกลัวการทรมานจากพวกมุชริก เขาได้ยินเช่นนั้นจึงดีใจจนลืมตัว เผลอตะโกนออกมาว่า "วัลลอฮิ! พวกเขาเหล่านั้นคือมะลาอิกะฮฺ"

อบูละฮับโมโหมาก เขาตบอบูรอฟิอ์อย่างแรง จับเขาเหวี่ยงลงพื้น แล้วตบตีไม่ยั้ง ท่านอุมมุลฟัฎล์ ภรรยาของท่านอับบาส ซึ่งตอนนั้นรับอิสลามแล้วเช่นกัน ก็ทนเห็นภาพนี้ไม่ได้ เธอคว้าเสาไม้ในบ้าน แล้วตะโกนว่า "เจ้าทำแบบนี้เพราะเห็นว่าเขาไม่มีกำลัง ไม่มีใครใช่หรือไม่" จากนั้นก็ใช้ไม้ฟาดอบูละฮับอย่างแรงจนหัวแตก เขาลุกขึ้นมาด้วยเลือดที่ไหลเต็มใบหน้า แล้วเดินจากไปในสภาพที่น่าเวทนา ถูกเหยียดหยาม และน่ารังเกียจ

เจ็ดวันหลังจากนั้น อัลลอฮฺประทานโรคหนึ่งที่เรียกว่า "อัลอัดซัม" (ฝีดำที่ร้ายแรง) แก่อบูละฮับ เขาเสียชีวิตจากโรคนี้ในที่สุด ลูกชายของเขาปล่อยร่างไร้วิญญาณทิ้งไว้โดยไม่ฝังอยู่สองถึงสามคืน จนศพเริ่มส่งกลิ่นเหม็นรุนแรง ผู้คนต่างพากันรังเกียจ เหมือนกับว่าศพมีโรคระบาดร้ายแรง จนชายคนหนึ่งในหมู่กุร็อยช์ตำหนิลูก ๆ ของอบูละฮับว่า "น่าอายจริง ๆ พวกเจ้าไม่รู้สึกละอายเลยหรือ ปล่อยศพพ่อของตัวเองไว้จนเน่าในบ้าน อย่างน้อยนำไปฝังก็ยังดี" พวกเขาตอบว่า "เรากลัวจะติดโรคจากเขา" ชายผู้นั้นจึงว่า "งั้นพวกเจ้าไปจัดการซะ แล้วข้าจะไปช่วย"

ทั้งสามจึงร่วมกันนำศพไปทิ้งในที่ห่างไกล แล้วเอาหินก้อนใหญ่มาถมไว้จนไม่เห็นร่าง นั่นคือจุดจบของอบูละฮับ ผู้ถูกเหวี่ยงลงสู่เหวลึกในนรกญะฮันนัมอันมืดมน ที่ซึ่งเขาจะถูกทรมานตลอดกาล

ในกลุ่มนักโทษสงครามจากบัดรฺ มีวะลีด อิบนุวะลีด อยู่ด้วย ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุญะฮฺช์ เป็นผู้จับตัวเขาไว้ได้ เมื่อพี่น้องของวะลีด ได้แก่ ฮิชาม และคอลิด อิบนุวะลีด (ซึ่งยังไม่ได้รับอิสลามในเวลานั้น) เดินทางมายังมะดีนะฮ์ พวกเขาพยายามเจรจาขอไถ่ตัว ท่านอับดุลลอฮฺไม่ยอมปล่อยตัวจนกว่าจะได้ค่าไถ่ คอลิดตกลงจะจ่าย แต่ฮิชามไม่ยอมในตอนแรก

ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงเสนอว่าให้จ่ายเป็นอาวุธของบิดาแทน ภายหลัง ฮิชามยอมรับข้อเสนอนั้น ส่วนคอลิดก็ไม่ขัดข้อง สุดท้ายพวกเขาตกลงส่งมอบดาบ เกราะ และหมวกเหล็กของบิดา ซึ่งมีมูลค่าร้อยดีนาร เพื่อแลกกับอิสรภาพของวะลีด

หลังจากได้รับการปล่อยตัว วะลีดออกเดินทางพร้อมกับพี่น้อง แต่เมื่อถึงซุลฮุลัยฟะฮ์ซึ่งห่างจากมะดีนะฮ์เพียงสี่ไมล์ เขาได้แยกตัวออกมา แล้วกลับมายังท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และขอรับอิสลาม กลายเป็นหนึ่งในอัศฮาบผู้มีเกียรติ

ไม่นานหลังจากนั้น วะลีดเดินทางไปยังมักกะฮฺ เพื่อพบพี่น้องของตน เมื่อคอลิดถามว่า "ถ้าเจ้าจะรับอิสลาม แล้วทำไมไม่ทำก่อนที่พวกเราจะจ่ายค่าไถ่ เจ้าทำให้เราต้องเสียของสำคัญที่บิดาทิ้งไว้ให้" วะลีดตอบว่า "ข้ากลัวว่าชาวกุร็อยช์จะพูดว่า 'เขาทนความลำบากของการเป็นเชลยไม่ได้ จึงยอมจำนนต่อมุฮัมมัดอะลัยฮิสสลาม'"

เมื่อได้ยินคำตอบของวะลีด พี่ชายของเขายิ่งเดือดดาล พวกเขาจึงจับวะลีดไปคุมขังร่วมกับบรรดามุสลิมจากเผ่ามันซูม รวมถึงอิยาช อิบนุอบีเราะบีอะฮ์ และซะละมะฮ์ อิบนุฮิชาม (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา)

วะลีด อิบนุวะลีด ต้องถูกจองจำอยู่หลายปีเพียงเพราะเขาศรัทธาในอิสลาม เขาต้องเผชิญกับการกดขี่และการทรมานจากฮิชาม ลุงของเขา ผู้เป็นศัตรูที่ร้ายกาจต่ออิสลาม และจากญาติผู้ตั้งภาคีคนอื่น ๆ ด้วย

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้วิงวอนขอดุอาให้กับอิยาช อิบนุเราะบีอะฮ์, ซะละมะฮ์ อิบนุฮิชาม และวะลีด อิบนุวะลีด รวมถึงบรรดามุสลิมที่ถูกข่มเหงโดยพวกมุชริกโดยกล่าวว่า

"โอ้อัลลอฮฺ ได้โปรดช่วยเหลือวะลีด อิบนุวะลีด ซะละมะฮ์ อิบนุฮิชาม อิยาช อิบนุเราะบีอะฮ์ และบรรดามุสลิมที่ดูเหมือนอ่อนแอและไร้ทางสู้จากน้ำมือของเหล่าผู้ปฏิเสธศรัทธาด้วยเถิด โอ้อัลลอฮฺ ได้โปรดให้เผ่ามุฎ็อร (คือชาวกุร็อยช์) พ่ายแพ้อย่างย่อยยับ และโปรดทำให้ปีเหล่านี้เหมือนกับปีแห่งยูซุฟ (อะลัยฮิสสลาม)"

ด้วยความจำเริญจากดุอาของท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม วะลีดจึงได้มีโอกาสหลบหนีจากพันธนาการ เขาเดินทางไปยังมะดีนะฮ์อัลมุเนาว์วะเราะฮ์และได้พบกับท่านนบีผู้เป็นที่รัก

เมื่อท่านนบีถามถึงอิยาช อิบนุเราะบีอะฮ์ และซะละมะฮ์ อิบนุฮิชาม ว่าเป็นอย่างไร วะลีดตอบว่า พวกเขาถูกล่ามขาเข้าด้วยกัน และถูกทรมานอย่างรุนแรง

หัวใจของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เต็มไปด้วยความเศร้าและห่วงใย ท่านพยายามหาวิธีช่วยเหลือพวกเขา แล้วถามว่า ใครสามารถไปช่วยพวกเขาได้บ้าง แม้วะลีดจะเพิ่งหลุดพ้นจากการถูกทรมานเป็นปี ๆ เขากลับตอบด้วยความกล้าหาญและความรักว่า "โอ้ท่านรอซูลลุลลอฮ์ ข้าจะช่วยพวกเขา ข้าจะพาพวกเขากลับมาหาท่านเอง"

วะลีดจึงกลับไปยังมักกะฮฺอีกครั้ง เขาแอบติดตามหญิงคนหนึ่งที่นำอาหารไปให้ผู้ถูกจองจำ จนสามารถรู้ที่อยู่ของพรรคพวกเขาได้ ทั้งสองคนถูกคุมขังในอาคารร้างที่ไม่มีหลังคาแห่งหนึ่ง

ตกกลางคืน วะลีดปีนกำแพงลงไปหาพวกเขาอย่างกล้าหาญ พบว่าสองคนนั้นถูกล่ามไว้กับก้อนหิน ท่ามกลางแสงแดดที่แผดเผาในทะเลทรายอันร้อนระอุ พวกเขาต้องเผชิญกับความทารุณสารพัดเพียงเพราะความศรัทธาในอิสลาม

วะลีดช่วยปลดพันธนาการของพวกเขา และให้ทั้งสองขี่อูฐ ส่วนตัวเขาเดินเท้ากลับไปยังมะดีนะฮ์ เพื่อกลับไปหาท่านนบีผู้เป็นที่รักยิ่งของเขาให้เร็วที่สุด ไม่ใช่เพราะหนีความร้อนของทะเลทรายที่แผดเผา แต่เป็นเพราะเปลวเพลิงแห่งความปรารถนาในการได้พบหน้าท่านผู้นำแห่งสากลจักรวาลต่างหาก

เขาเดินทางถึงเมืองมะดีนะฮ์ภายในสามวันด้วยเท้าเปล่า ตลอดทางไม่ได้กินอาหารหรือดื่มน้ำเลย ฝ่าเท้าของเขาแตกและมีเลือดซึมออกมาเพราะความลำบากของเส้นทางในทะเลทราย แต่ในที่สุด วะลีด อิบนุวะลีด ก็ได้กลับมาพบท่านนบีผู้เป็นที่รักของเขาอีกครั้ง

ชัยชนะในสมรภูมิบัดรฺนำความปลื้มปีติอันยิ่งใหญ่มาสู่หมู่มุสลิม ขณะที่พวกมุชริกกลับจมอยู่ในความสิ้นหวังและโศกเศร้า

เมื่อกษัตริย์นัจญาชีแห่งอะบิสสิเนียได้รับข่าวแห่งชัยชนะของท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ท่านได้ไปหาบรรดามุสลิมในแผ่นดินของตนและแจ้งข่าวดีกับพวกเขาว่า "ขอความสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงประทานชัยชนะให้แก่รอซูลของพระองค์ในการศึกที่บัดรฺ"

เหตุการณ์หลังสงครามบัดรฺ

หลังจากสงครามบัดรฺ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ต้องเผชิญกับศัตรูหลายฝ่าย ทั้งชาวยิวและพวกมุนาฟิก เช่น อับดุลลอฮฺ อิบนุอุบัย ซึ่งแสร้งแสดงตนว่าเป็นมุสลิม รวมถึงพวกตั้งภาคีด้วย นอกจากนี้ ท่านยังได้เชิญชวนเผ่าต่าง ๆ นอกเมืองมะดีนะฮ์ให้เข้ารับอิสลาม โดยมุ่งหวังให้พวกเขาได้รับเกียรติในการเป็นมุสลิม เข้าร่วมฆ็อซวะฮฺหรือภารกิจทางการทหารต่าง ๆ เช่น กัรกะรอฮ์ บนีก็อยนูกออฺ ซะวีก ฆ็อตฟาน และบะห์รอน ล้วนเกิดขึ้นหลังจากสงครามบัดรฺ

เหตุการณ์บางอย่างในปีฮิจเราะฮ์ที่สอง

ในปีนี้ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ถือศีลอดในวันอาชูรอเป็นครั้งแรก วันหนึ่ง ท่านพบว่าท่านอาลี (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) นอนหลับอยู่โดยมีดินติดตามแผ่นหลัง ท่านจึงปัดดินออกด้วยมืออันเปี่ยมความจำเริญของท่าน พร้อมกล่าวด้วยความเอ็นดูว่า "ลุกขึ้นเถิด โอ้ อะบา ตุร๊อบ ลุกขึ้นเถิด โอ้ อะบา ตุร๊อบ" ในปีนี้เองที่การละหมาดตะรอวีหฺเริ่มถูกปฏิบัติ ศีลอดและซะกาตถูกบัญญัติให้เป็นวาญิบ มีการให้ซะดะเกาะฮ์ฟิฏเราะฮ์ และละหมาดอีดก็เริ่มถูกปฏิบัติขึ้น พร้อมทั้งคำสั่งในการเชือดกุรบานก็ได้มาถึงด้วย

การสมรสกับท่านหญิงอาอิชะฮ์

"ขอความสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงประทานชัยชนะให้แก่รอซูลของพระองค์ในการศึกที่บัดรฺ"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้หมั้นหมายกับท่านหญิงอาอิชะฮ์ตั้งแต่อยู่ที่มักกะฮฺ แต่ยังมิได้จัดพิธีแต่งงาน วันหนึ่ง อบูบักรฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) ได้ถามท่านนบีว่า "โอ้ท่านรอซูลลุลลอฮ์ เหตุใดท่านจึงยังไม่จัดพิธีสมรสกับภรรยาของท่านหรือ" ท่านตอบว่า "เพราะเรื่องมะฮัร" (หมายถึงของขวัญที่ฝ่ายชายมอบให้ฝ่ายหญิงในพิธีสมรส อาจเป็นทอง เงิน หรือทรัพย์สินใด ๆ ที่มีมูลค่า)27

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ท่านอบูบักรฺก็ส่งเงินสำหรับมะฮัรมาให้ ท่านนบีจึงจัดพิธีแต่งงานกับท่านหญิงอาอิชะฮ์ขึ้น ขณะนั้นท่านนบีมีอายุ 55 ปี28

ท่านหญิงอาอิชะฮ์เป็นสตรีที่มีสติปัญญาเฉียบแหลมและความสามารถโดดเด่น สามารถถ่ายทอดเหตุการณ์ต่าง ๆ ผ่านบทกวีได้ทันที อีกทั้งยังมีความจำเป็นเลิศ เมื่อได้เรียนรู้อะไรแล้วก็จดจำได้ตลอดชีวิต ด้วยความเฉลียวฉลาด รอบรู้ รักษาความบริสุทธิ์ และเคร่งครัดในศาสนา ท่านจึงกลายเป็นแหล่งความรู้สำคัญให้แก่เหล่าเศาะฮาบะฮฺผู้มีเกียรติ และยังเป็นหนึ่งในสตรีที่ได้รับการกล่าวถึงในอัลกุรอานด้วย

ฆ็อซวะฮฺกัรกะรอตุลก็อดร์

เมื่อมีข่าวว่ากลุ่มจากเผ่าบนีซะลิมและฆ็อตฟานได้รวมตัวกันที่หุบเขากัรกะรอตุลก็อดร์ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงออกเดินทางจากเมืองมะดีนะฮ์พร้อมด้วยบรรดามุฮาญิรและอันศอรจำนวนสองร้อยคน โดยแต่งตั้งท่านอิบนุอุมมิมักตูมให้ดูแลมะดีนะฮ์แทน และแต่งตั้งท่านอาลีให้เป็นผู้ถือธงสีขาวในการเดินทางครั้งนี้

เมื่อกองทัพมุสลิมไปถึงที่หมาย กลับไม่พบใครอยู่เลย เพราะฝ่ายตั้งภาคีได้ยินข่าวการมาของบรรดาชาวญิฮาด จึงพากันหลบหนีไปก่อน ระหว่างทาง พวกเขาพบชายผู้ดูแลฝูงอูฐอยู่เพียงลำพัง จึงถามถึงพวกบนีซะลิมและฆ็อตฟาน ชายคนนั้นตอบว่า "พวกเขาจ้างข้าให้ดูแลฝูงสัตว์เป็นเวลา 5 วัน แต่ตอนนี้ข้าไม่รู้ว่าพวกเขาไปไหนแล้ว"

ในภารกิจครั้งนี้ กองทัพมุสลิมได้อูฐจำนวนห้าร้อยตัวเป็นทรัพย์เชลย และจับชายเลี้ยงอูฐคนหนึ่งชื่อ ยะซ๊ารฺ ไว้เป็นเชลยด้วย พวกเขาพักอยู่ในหุบเขานั้นเป็นเวลา 3 คืน ก่อนจะออกเดินทางกลับมะดีนะฮ์ โดยต้อนฝูงอูฐกลับมาด้วย

เมื่อถึงสถานที่ชื่อ ดอร็อร ท่านนบีได้แยกอูฐจำนวนหนึ่งในห้าออกมาเป็นส่วนของอัลลอฮฺและรอซูล จากนั้นแบ่งส่วนที่เหลือให้แก่บรรดาผู้ร่วมเดินทาง แต่ละคนได้รับอูฐคนละสองตัว

รุ่งเช้า ขณะกำลังละหมาดศุบฮฺ พวกเขาพบว่า ยะซารฺ เชลยคนนั้นได้เข้าร่วมละหมาดด้วย ท่านนบีจึงปล่อยเขาเป็นอิสระ จากนั้นกองทัพก็เดินทางกลับสู่มะดีนะฮ์โดยสวัสดิภาพ

ใครก็ตามที่เผาไหม้ด้วยไฟแห่งความโหยหา ย่อมกลายเป็นนูร
และหัวใจที่แตกสลายด้วยความรัก ย่อมกลับงอกงามอีกครั้ง

ฆ็อซวะฮฺกับบนีก็อยนูก็ออฺ

วันหนึ่ง ชาวยิวจากเผ่าบนีก็อยนูก็ออได้ล้อเลียนหญิงมุสลิมคนหนึ่งที่ตลาด ซอฮาบีผู้หนึ่งเห็นเหตุการณ์เข้าจึงชักดาบออกมาฆ่าชาวยิวคนนั้นทันที ฝ่ายยิวจึงรุมกันเข้ามาสังหารซอฮาบีผู้นั้นจนเป็นชะฮีด

เมื่อเหตุการณ์นี้ถึงหูท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ท่านได้เรียกชาวยิวเผ่านี้มารวมตัวกันที่ตลาดของพวกเขา และกล่าวด้วยถ้อยคำเปี่ยมเมตตาว่า "โอ้ชาวยิว จงเกรงกลัวเถิดว่า พวกท่านอาจประสบกับการลงโทษเช่นเดียวกับที่อัลลอฮฺได้ประทานแก่ชาวกุร็อยช์ จงเข้ารับอิสลามเถิด เพราะพวกท่านรู้ดีว่าฉันคือศาสนทูตผู้ถูกส่งมาโดยอัลลอฮฺ พวกท่านได้อ่านเรื่องราวนี้และสัญญาของพระองค์ในคัมภีร์ของพวกท่านแล้ว"

แม้ว่าท่านจะกล่าวถ้อยคำนี้ด้วยความเมตตาเพียงใด ชาวยิวกลุ่มนั้นซึ่งละเมิดสัญญากลับท้าทายต่อผู้นำแห่งสากลจักรวาล โดยกล่าวว่า "โอ้มุฮัมมัด อย่าได้หลงคิดว่าท่านเอาชนะคนที่ไม่รู้จักสงครามได้ แล้วจะถือว่าตนแข็งแกร่งนักเลย พวกเราต่างหากคือยอดนักรบตัวจริง และเมื่อถึงเวลาสู้รบกับเรา ท่านจะได้รู้เองว่าพวกเราเป็นนักรบที่เก่งกาจเพียงใด"

ฆ็อซวะฮฺกับบนีก็อยนูก็ออฺ

"แท้จริงพวกเจ้าจะถูกปราชัย และถูกขับไล่ไปยังนรกญะฮันนัม อันเป็นที่พำนักอันเลวร้ายยิ่ง "
ซูเราะฮ์อาลิอิมรอน อายะฮ์ที่ 12

เมื่อชาวยิวเผ่าบนีก็อยนูก็ออฺแสดงการขัดขืนเช่นนี้ นั่นเท่ากับเป็นการละเมิดสัญญาที่เคยทำไว้กับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม อย่างชัดเจน ในขณะนั้น ญิบรีล อะลัยฮิสสลาม ได้นำวะฮีย์จากอัลลอฮฺมายังท่านนบี โดยตรัสว่า "โอ้ผู้ที่เรารัก หากเจ้าหวั่นเกรงว่ากลุ่มคนที่ทำสัญญากับเจ้าจะทรยศ ก็จงประกาศยกเลิกพันธะของพวกเขาอย่างเปิดเผยก่อน ด้วยความยุติธรรมและเที่ยงตรง แท้จริงอัลลอฮฺไม่ทรงรักผู้ทรยศ" 29

และอีกวะฮีย์หนึ่งได้ถูกประทานลงมาว่า "โอ้รอซูลของเรา จงบอกแก่ชาวยิวผู้ปฏิเสธศรัทธาเหล่านั้นว่า แท้จริงพวกเจ้าจะถูกปราชัย และถูกขับไล่ไปยังนรกญะฮันนัม อันเป็นที่พำนักอันเลวร้ายยิ่ง"30

ในช่วงกลางเดือนเชาวาล ซึ่งตรงกับวันเสาร์ ท่านนบีผู้เปี่ยมเมตตาได้จัดตั้งกองทัพขึ้นทันที และมุ่งหน้าไปยังป้อมของชาวยิวเผ่าก็อยนูกออฺ โดยแต่งตั้งท่านฮัมซะฮฺให้ถือธงสีขาว และมอบหมายให้อบูลุบาบาเป็นผู้ดูแลมะดีนะฮ์แทน31

เมื่อกองทัพมุสลิมไปถึง พวกเขาได้ล้อมป้อมของชาวยิวไว้รอบด้าน ชาวยิวซึ่งก่อนหน้านี้เคยอวดอ้างว่า "พวกเราคือนักรบผู้กล้า" กลับไม่กล้ายิงธนูแม้เพียงดอกเดียว ไม่กล้าต่อสู้ และได้แต่ซ่อนตัวอยู่ภายในกำแพงหินของตนเอง ท่านนบีจึงสั่งให้ปิดทางเข้าออกทั้งหมด เพื่อป้องกันการหลบหนี การปิดล้อมดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลา 15 วัน32

เมื่อเวลาผ่านไป ความหวาดกลัวก็แทรกซึมเข้าสู่หัวใจของพวกเขา จนในที่สุดชาวยิวเผ่านี้ต้องยอมจำนน

แม้พวกเขาจะสมควรถูกลงโทษอย่างเด็ดขาด ทว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ผู้เป็นรอซูลแห่งความเมตตา กลับเวทนาและให้โอกาสแก่พวกเขา ท่านอนุญาตให้ชาวบนีก็อยนูก็ออออกจากเมืองมะดีนะฮ์ไปยังดามัสกัส โดยไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้อยู่ต่อ

ดังนั้น พวกเขาจึงถูกขับออกจากแผ่นดินมะดีนะฮ์33 และกลายเป็นผู้ลี้ภัยจากถิ่นฐานของตน ทรัพย์สินและอาวุธของพวกเขาถูกยึดเป็นทรัพย์สงครามของบรรดามุสลิม

ฆ็อซวะฮฺซะวีก

เมื่ออบูซุฟยานกลับไปยังนครมักกะฮฺ หลังจากหนีรอดจากสมรภูมิบัดรฺ เขาได้ตั้งสัตย์ปฏิญาณว่าจะไม่ชโลมน้ำมันบนศีรษะ และจะไม่เข้าใกล้ภรรยาของตน จนกว่าจะได้ล้างแค้นต่อมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

เพื่อให้คำสัตย์นั้นสำเร็จผล ในปีที่สองหลังการฮิจเราะฮ์ วันที่ 5 เดือนซุลฮิจญะฮ์ ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ เขาออกเดินทางไปยังมะดีนะฮ์พร้อมกับกองทหารม้าจำนวนสองร้อยนาย

คืนหนึ่ง เขาไปยังบ้านของชายคนหนึ่งในมะดีนะฮ์และถามหาท่านนบี แต่ชายคนนั้นไม่สนใจเขาเลย และไม่แม้แต่จะเปิดประตูต้อนรับ อบูซุฟยานจึงออกจากที่นั่นไปพักอยู่ที่บ้านของซะลาม อิบนุ มุชกัม

รุ่งขึ้น เขาเดินทางไปยังพื้นที่อาริซ ที่นั่นเขาพบมะอ์บัด อิบนุอัมรุช จากหมู่ชาวอันศอร และคนรับใช้ของเขา อบูซุฟยานได้สังหารทั้งสองขณะที่พวกเขากำลังทำงานอยู่ จากนั้นเขาได้จุดไฟเผาสวนอินทผลัม และกล่าวว่า "คำสัตย์ของฉันสำเร็จแล้ว" แล้วเขาก็รีบถอยกลับไป

เมื่อเหตุการณ์นี้ถูกแจ้งแก่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ท่านได้แต่งตั้งอบูลุบาบะฮ์ให้เป็นผู้รักษามะดีนะฮ์แทน และออกติดตามอบูซุฟยานพร้อมกับชาวมุสลิมจำนวนสองร้อยคน

เมื่อพวกมุชริกได้ยินข่าวว่าท่านนบีกำลังติดตามมา พวกเขาก็รีบหลบหนีเพื่อเอาชีวิตรอด พวกเขาทิ้งทรัพย์สินและอาหารชนิดหนึ่งที่เรียกว่า "ซะวีก" รวมทั้งหม้อหุงต้มที่นำติดตัวมาไว้เบื้องหลัง

ชาวมุสลิมจึงเก็บสิ่งเหล่านั้นไว้เป็นทรัพย์สงคราม และด้วยเหตุนี้ การศึกครั้งนี้จึงถูกเรียกว่า "สงครามซะวีก"

การแต่งงานของอาลีและฟาฏิมะฮ์

ในปีที่สองหลังการฮิจเราะฮ์ ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ บุตรสาวของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มีอายุได้สิบห้าปี วันหนึ่งนางเข้าไปปรนนิบัติรับใช้บิดา ท่านรอซูลเห็นว่าบุตรสาวของท่านได้ถึงวัยสมรสแล้ว หลังจากนั้นมีหลายคนมาสู่ขอท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ อัซซะฮ์รออ์ แต่ท่านนบีมิได้ตอบรับผู้ใดเลย และเพียงกล่าวว่า "การแต่งงานของนางขึ้นอยู่กับพระประสงค์ของอัลลอฮฺตะอาลา"

วันหนึ่งท่านอบูบักร อุมัร และสะอ์ดฺ อิบนุ มุอาซ นั่งสนทนากันอยู่ในมัสยิด พวกเขากล่าวว่า "ทุกคนได้สู่ขอฟาฏิมะฮ์แล้ว ยกเว้นอาลี แต่ไม่มีใครได้รับการตอบรับเลย" ท่านอบูบักรจึงพูดขึ้นว่า "ฉันคิดว่าสุดท้ายแล้วเรื่องนี้จะเป็นของอาลี มาคุยกับเขาดูกันเถอะ หากเขาติดขัดเพราะความยากจน เราจะช่วยเหลือเขา" ท่านสะอ์ดฺตอบว่า "โอ้อบา บักร ท่านทำความดีเสมอ ท่านนำทางเถิด เราจะไปกับท่าน" ทั้งสามจึงออกจากมัสยิดและไปหาท่านอาลี

ขณะนั้นท่านอาลีกำลังขี่อูฐไปรดน้ำสวนอินทผลัมของชาวอันศอร เมื่อเห็นพวกเขา ท่านก็กล่าวสลามและต้อนรับ ท่านอบูบักรถามว่า "โอ้อาลี ท่านเป็นผู้นำในความดีทั้งหลาย และท่านยังมีเกียรติยศในสายตาของท่านรอซูลที่ไม่มีใครได้รับเหมือนท่าน ทุกคนได้สู่ขอฟาฏิมะฮ์แล้ว แต่ไม่มีใครได้รับการตอบรับ เราคิดว่าท่านจะเป็นผู้ที่ได้รับ ทำไมท่านไม่ลองสู่ขอดูบ้างเล่า"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของท่านอาลีก็เอ่อด้วยน้ำตาและกล่าวว่า "โอ้อบูบักร ท่านได้จี้ใจฉันอย่างลึกซึ้ง ไม่มีใครปรารถนานางมากไปกว่าฉัน แต่ความยากจนของฉันเป็นอุปสรรค" ท่านอบูบักรกล่าวตอบว่า "อย่าพูดเช่นนั้นเลย ความมั่งคั่งไม่มีค่าน้ำหนักใด ๆ ในสายตาของอัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์ ความยากจนไม่ใช่อุปสรรค จงไปสู่ขอนางเถิด"

"อุษมานคือสหายของฉันในสวรรค์"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

ท่านอาลีกล่าวว่า "ด้วยความเขินอาย ฉันเข้าไปหาท่านรอซูล ท่านยังคงสง่างามและน่าเกรงขามเช่นเคย ฉันนั่งต่อหน้าท่านแต่พูดไม่ออกเลย ท่านจึงถามว่า 'เจ้ามาเพราะเรื่องอะไร ต้องการอะไรหรือ' ฉันยังคงเงียบอยู่ จนเมื่อท่านกล่าวว่า 'บางทีเจ้าคงมาสู่ขอฟาฏิมะฮ์กระมัง' ฉันสามารถเอ่ยได้เพียงคำว่า 'ใช่'" ท่านนบีได้แจ้งแก่ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ว่าท่านอาลีมาสู่ขอ นางเพียงนิ่งเงียบไม่ตอบอะไร ท่านนบีจึงถามท่านอาลีว่า "เจ้ามีสิ่งใดจะมอบเป็นมะฮัรแก่ฟาฏิมะฮ์หรือ" ท่านอาลีตอบว่า "ฉันไม่มีอะไรเลย โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ" ท่านรอซูลจึงถามว่า "แล้วเสื้อเกราะคุตะมีย์ที่ฉันเคยมอบให้เจ้าเล่า ยังอยู่หรือไม่" เมื่อท่านอาลีตอบว่า "ยังอยู่กับฉัน" ท่านนบีกล่าวว่า "จงนำไปขาย แล้วนำเงินมาให้ฉัน สิ่งนั้นเพียงพอที่จะเป็นมะฮัรได้แล้ว" 34

ในรายงานหนึ่งบันทึกไว้ว่า เมื่อท่านรอซูลถามว่า "เจ้ามีอะไรติดตัวบ้าง" ท่านอาลีตอบว่า "ฉันมีม้าและเสื้อเกราะ" ท่านรอซูลกล่าวว่า "เจ้าจำเป็นต้องใช้ม้า เช่นนั้นจงขายเสื้อเกราะเถิด" และในอีกสำนวนหนึ่ง ท่านได้กล่าวว่า "โอ้อาลี จงไปเช่าบ้านไว้สำหรับตัวเจ้าเอง"

ท่านอาลีอาศัยอยู่กับท่านนบีก่อนแต่งงาน ต่อมาท่านนบีได้สั่งให้ท่านไปเช่าบ้านของฮาริษะฮ์ อิบนุ นุอ์มาน ซึ่งอยู่ใกล้มัสยิดนะบะวีย์ ตรงข้ามกับห้องของท่านหญิงอาอิชะฮ์ แล้วท่านอาลีก็นำเสื้อเกราะไปขายที่ตลาด ขณะนั้นท่านอุษมาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กำลังเดินอยู่ในตลาดและเห็นว่าเป็นเสื้อเกราะของอาลี จึงถามพ่อค้าว่า "เจ้าของต้องการเท่าไร" พ่อค้าตอบว่า "สี่ร้อยดิรฮัม" ท่านอุษมานจึงกล่าวว่า "เอาเงินไป" แล้วกลับไปที่บ้าน ท่านนำเสื้อเกราะนั้นมาซื้อคืนจากพ่อค้าและชำระเงินเรียบร้อย จากนั้นกล่าวว่า "ไม่มีใครคู่ควรกับเสื้อเกราะนี้นอกจากเขา ให้เขาเอาเงินนี้ไปใช้ในการแต่งงานเถิด และขอให้เขายอมรับน้ำใจจากเรา" แล้วท่านได้มอบเงินสี่ร้อยดิรฮัมพร้อมกับเสื้อเกราะคืนแก่ท่านอาลีเป็นของขวัญ

เมื่อท่านอาลีนำเสื้อเกราะและเงินดิรฮัมมามอบแก่ท่านนบีแล้ว ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้วอนขอความดีงามมากมายแก่ท่านอุษมาน และกล่าวว่า "อุษมานคือสหายของฉันในสวรรค์" จากนั้นท่านเรียกบิลาล อัลฮะบะชี มอบเงินบางส่วนให้แล้วสั่งว่า "จงนำเงินนี้ไปตลาด ซื้อกุหลาบน้ำผึ้ง แล้วผสมกับน้ำสะอาดในภาชนะที่บริสุทธิ์ในมุมหนึ่งของมัสยิด ทำเป็นน้ำเชอร์เบทน้ำผึ้ง เพื่อเราจะได้ดื่มหลังจากทำพิธีนิกาหฺเสร็จสิ้น แล้วจงไปเชิญบรรดาอัศฮาบจากหมู่ชาวอันศอรและมุฮาญิรีนที่ว่างอยู่ ให้มารวมกันในมัสยิด และประกาศแก่ผู้คนว่าฟาฏิมะฮ์และอาลีได้แต่งงานกันแล้ว"

บิลาล อัลฮะบะชี จึงออกไปประกาศแก่ผู้คนว่าท่านอาลีและท่านหญิงฟาฏิมะฮ์จะแต่งงานกัน เหล่าเศาะฮาบะฮฺจึงพากันมารวมตัวที่มัสยิดนะบะวีย์ จนแน่นขนัดทั้งด้านในและด้านนอก ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงลุกขึ้นกล่าวคุตบะฮ์ว่า "การสรรเสริญและการขอบคุณทั้งปวงเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮฺ พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก พระองค์ทรงคู่ควรแก่การสรรเสริญในบรรดาพรที่พระองค์ประทาน และทรงคู่ควรแก่การเคารพภักดี เพราะอำนาจและฤทธิ์เดชของพระองค์ไร้ขอบเขต การลงโทษและการสอบสวนของพระองค์เป็นสิ่งที่น่าหวาดเกรง คำสั่งและกฎเกณฑ์ของพระองค์ครอบงำทั้งแผ่นดินและท้องฟ้า พระองค์คือผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งด้วยพระเดชานุภาพ ทรงจำแนกหมู่มนุษย์ด้วยกฎอันเที่ยงธรรม ทรงให้เกียรติมนุษย์ด้วยศาสนาอิสลาม และด้วยนบีของพระองค์ มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม …

"โอ้ฟาฏิมะฮ์ เกิดอะไรขึ้น ทำไมเจ้าจึงร้องไห้ ขอสาบานต่ออัลลอฮฺตะอาลา ว่าฉันได้ยกเจ้าให้แก่ผู้ที่ประเสริฐที่สุดในความรู้ ความอ่อนโยน และสติปัญญา ในบรรดาผู้ที่มาสู่ขอเจ้า" หะดีษ อัช-ชะรีฟ

อัลลอฮฺตะอาลาทรงบัญชาให้ฉันยกบุตรสาวของฉัน คือฟาฏิมะฮ์ แก่ท่านอาลี อิบนุ อบีฏอลิบ และบัดนี้ ฉันขอให้พวกท่านทั้งหลายเป็นพยานว่า — ด้วยคำสั่งของอัลลอฮฺตะอาลา — ฉันได้ยกฟาฏิมะฮ์ให้แก่อาลี อิบนุ อบีฏอลิบ ด้วยมะฮัรจำนวนเงินสี่ร้อยมิษก็อล ขอพระผู้อภิบาลของฉันทรงรวมพวกเขาไว้ด้วยกัน และประทานความจำเริญแก่พวกเขา ขอพระองค์ทรงทำให้เชื้อสายของพวกเขาบริสุทธิ์ เป็นกุญแจแห่งความเมตตา เป็นแหล่งแห่งปัญญา และเป็นที่พึ่งที่ไว้วางใจได้ของประชาชาติของมุฮัมมัด นี่คือสิ่งที่ฉันอยากกล่าว และฉันขอความเมตตาจากพระผู้อภิบาลของฉัน ทั้งเพื่อตัวฉันเองและเพื่อพวกท่านทั้งหลาย"

หลังจากนั้น ท่านอาลีจึงลุกขึ้นกล่าวคุตบะฮ์สั้น ๆ ว่า "ขอกล่าวซอลาวาตและสลามแด่มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ผู้ซึ่งเรากำลังอยู่ต่อหน้า ท่านได้ยกลูกสาวอันประเสริฐของท่าน คือฟาฏิมะฮ์ ให้แก่ฉัน ด้วยมะฮัรจำนวนสี่ร้อยมิษก็อล โอ้พี่น้องร่วมศาสนาของฉัน แท้จริงพวกท่านก็ได้ยินและเป็นพยานในสิ่งที่ท่านรอซูลได้กล่าวไว้ ฉันก็เป็นพยานและยินยอมเช่นกัน และฉันยอมรับโดยเต็มใจ อัลลอฮฺตะอาลาทรงเป็นพยานต่อคำพูดของเราทุกคน และทรงเป็นผู้คุ้มครองของเราทั้งหลาย"35

เมื่อเสร็จพิธีนิกาหฺ ท่านนบีได้ให้ผลอินทผลัมสดนำมาแจก และกล่าวว่า "จงรับอินทผลัมเหล่านี้และรับประทานเถิด" ทุกคนนำไปรับประทาน จากนั้นบิลาลก็แจกเชอร์เบทน้ำผึ้ง ทุกคนจึงดื่ม และเหล่าสหายต่างกล่าวดุอาว่า "บาร็อกัลลอฮุฟี กุมา วะอะลัยกุมา วะญะมาอะ ชัมละกุมา" (ขออัลลอฮฺตะอาลาทรงประทานความจำเริญแก่ทั้งสอง ขอพระองค์ทรงทำให้ทุกสิ่งที่มาถึงพวกเขาเต็มไปด้วยความจำเริญ และขอพระองค์ทรงรวมพวกเขาไว้ด้วยกัน)

ขณะทำพิธีนิกาหฺนั้น ท่านฟาฏิมะฮ์ รอฎิยัลลอฮุอันฮา มีอายุ 15 ปี และท่านอาลี รอฎิยัลลอฮุอันฮุ มีอายุ 25 ปี

หลังจากพิธีนิกาหฺเสร็จสิ้น ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ก็ร้องไห้ ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงเข้าไปหานางและถามว่า "โอ้ฟาฏิมะฮ์ เกิดอะไรขึ้น ทำไมเจ้าจึงร้องไห้ ขอสาบานต่ออัลลอฮฺตะอาลา ว่าฉันได้ยกเจ้าให้แก่ผู้ที่ประเสริฐที่สุดในความรู้ ความอ่อนโยน และสติปัญญา ในบรรดาผู้ที่มาสู่ขอเจ้า" ท่านฟาฏิมะฮ์ตอบว่า "โอ้ท่านบิดาที่รัก มะฮัรของสตรีทุกคนถูกกำหนดด้วยทองและเงิน หากมะฮัรของฉันก็ถูกกำหนดเช่นนั้น แล้วความแตกต่างระหว่างท่านกับผู้อื่นจะอยู่ที่ใด ในวันกิยามะฮ์ เมื่อท่านจะได้ชะฟาอะฮ์เพื่อช่วยเหล่าศรัทธาชนผู้เป็นชาย ฉันก็อยากจะได้ชะฟาอะฮ์เพื่อภรรยาของพวกเขาเช่นกัน นี่คือสิ่งที่ฉันปรารถนา" เมื่ออัลลอฮฺตะอาลาทรงแจ้งว่าคำขอของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ได้รับการตอบรับแล้ว ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า "โอ้ฟาฏิมะฮ์ เจ้าได้แสดงให้เห็นชัดแล้วว่าเจ้าเป็นบุตรของนบี"
ท่านอาลีกล่าวว่า "หลายเดือนผ่านไปโดยไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้เลย ด้วยความเคอะเขิน ฉันไม่กล้าเอ่ยปาก แต่บางครั้งเมื่อท่านรอซูลุลลอฮฺพบฉันตามลำพัง ท่านจะกล่าวว่า 'ภรรยาของเจ้าช่างเป็นสตรีที่ประเสริฐยิ่ง เจ้าจงยินดีเถิด เพราะนางสูงส่งเหนือสตรีทั้งหลายในโลกนี้'"
วันหนึ่ง ท่านอุเกล น้องชายของท่านอาลี กล่าวว่า "โอ้อาลี เราดีใจยิ่งนักกับนิกาหฺครั้งนี้ แต่ความปรารถนาของฉันคือให้ทั้งสองได้อยู่ใกล้กันจริง ๆ" ท่านอาลีกล่าวว่า "นั่นก็เป็นความปรารถนาของฉันเช่นกัน แต่ฉันก็เขินอาย" ท่านอุเกลจึงจูงมือท่านอาลีไปยังบ้านของท่านนบี ระหว่างทางพวกเขาพบสาวใช้ของท่านรอซูลคืออุมม์อัยมัน จึงเล่าความประสงค์ให้ฟัง อุมม์อัยมันกล่าวว่า "ท่านไม่จำเป็นต้องมาเองหรอก เราจะปรึกษาภรรยาของท่านรอซูลแล้วแจ้งให้ทราบ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องฟังความเห็นจากฝ่ายสตรี"
ดังนั้นอุมม์อัยมันจึงไปปรึกษากับภรรยาของท่านนบี แล้วพวกนางก็ไปยังบ้านของท่านหญิงอาอิชะฮ์ และเมื่อกล่าวถึงท่านหญิงคอดีญะฮ์ พวกนางก็พูดว่า "หากนางยังมีชีวิตอยู่ เราคงไม่ต้องกังวล" ท่านนบีได้ยินแล้วก็หลั่งน้ำตา และกล่าวว่า "จะมีภรรยาคนใดเหมือนคอดีญะฮ์อีกเล่า ในยามที่ผู้คนปฏิเสธฉัน นางกลับเชื่อมั่นในตัวฉัน นางใช้ทรัพย์สินทั้งหมดของนางเพื่อฉัน นางช่วยเหลือศาสนาอิสลามอย่างยิ่งใหญ่ และเมื่อคอดีญะฮ์ยังมีชีวิตอยู่ อัลลอฮฺตะอาลาได้บัญชาให้ฉันมอบข่าวดีแก่นางว่า พระองค์ได้สร้างคฤหาสน์มรกตให้นางในสวนสวรรค์"
ภรรยาของท่านนบีได้แจ้งความประสงค์ของท่านอาลีต่อท่านรอซูล เมื่อได้รับฟังแล้ว ท่านรอซูลุลลอฮฺจึงสั่งให้อุมม์อัยมันไปเชิญท่านอาลีมา เมื่อท่านอาลีมาถึง บรรดาสตรีก็ลุกออกไป ท่านอาลีก้มศีรษะและนั่งลง ท่านรอซูลถามว่า "โอ้อาลี เจ้าปรารถนาภรรยาของเจ้าหรือไม่" ท่านอาลีกล่าวว่า "ใช่แล้ว โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ ขอบิดามารดาของฉันได้สละชีพเพื่อท่านเถิด" ท่านรอซูลผู้ประเสริฐจึงกล่าวแก่อัสมาอ์ บินต์ อุมัยส์ว่า "จงไปจัดเตรียมบ้านของฟาฏิมะฮ์" อัสมาอ์จึงไปยังบ้านที่ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์จะเข้าอยู่ในฐานะเจ้าสาว นางทำหมอนหนึ่งใบจากหนังผืนใหม่ อีกหนึ่งใบจากหนังปะชุน และอีกหนึ่งใบจากกิ่งอินทผลัมที่สานไว้ แล้วบรรจุด้วยใยอินทผลัม หลังจากละหมาดอิชา ท่านนบีได้ไปตรวจดูการจัดเตรียมในบ้านของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์

ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้สั่งให้นำเงินที่ท่านอาลีนำมา 2 ใน 3 ส่วน สำหรับซื้ออาหาร เครื่องประดับ และน้ำหอม และอีก 1 ใน 3 ส่วนสำหรับเสื้อผ้า แล้วท่านได้จัดหาสิ่งของเครื่องใช้ในบ้านให้ครบถ้วน เครื่องเรือนและเครื่องใช้ของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์มีดังนี้ หมอน 3 ใบที่อัสมาอ์ บินต์ อุมัยส์ทำขึ้น ใบหนึ่งจากหนังผืนใหม่ ใบหนึ่งจากหนังเก่า และอีกใบหนึ่งสานจากกิ่งอินทผลัม พรมมีพู่หนึ่งผืน หมอนใยอินทผลัมหนึ่งใบ เครื่องโม่มือสองเครื่อง ถุงบรรจุน้ำหนึ่งใบ หม้อน้ำดินเผา ถ้วยน้ำจากหนังหนึ่งใบ ผ้าเช็ดตัวหนึ่งผืน กระโปรงหนึ่งตัว หนังแกะฟอกหนึ่งผืน พรมเก่าหลากสีจากเยเมนหนึ่งผืน เตียงสานจากกิ่งอินทผลัมหนึ่งตัว เสื้อหลากสีจากเยเมนสองชุด และผ้าห่มกำมะหยี่อีกหนึ่งผืน ท่านนบีได้มอบเงินบางส่วนให้ท่านอาลีเพื่อไปซื้ออินทผลัมและน้ำมัน

ท่านอาลีเล่าว่า "ฉันซื้ออินทผลัมด้วยเงินห้าดิรฮัม และซื้อน้ำมันด้วยเงินสี่ดิรฮัม จากนั้นก็นำไปให้ท่านรอซูล ท่านขอแผ่นหนังมารองอาหาร แล้วท่านได้ผสมอินทผลัม แป้ง น้ำมัน และโยเกิร์ตด้วยมือของท่านเอง ทำเป็นอาหารชนิดหนึ่ง แล้วท่านบอกฉันว่า 'โอ้อาลี จงออกไปเชิญทุกคนที่เจ้าพบเจอ' ฉันออกไปและพบผู้คนมากมาย ฉันจึงเชิญพวกเขาทั้งหมดแล้วกลับมาเรียนว่า 'โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ มีผู้คนมามากมายเหลือเกิน' ท่านนบีผู้ทรงเกียรติยิ่งแห่งสิ่งถูกสร้างทั้งปวงจึงกล่าวว่า 'จงพาพวกเขาเข้ามารับประทานครั้งละสิบคน' ฉันจึงทำตามนั้น พวกเขานับจำนวนผู้คนได้ถึงเจ็ดร้อยคน ทั้งชายและหญิงได้กินจนอิ่ม'"

หลังจากงานเลี้ยงแต่งงานของท่านอาลีกับท่านฟาฏิมะฮ์เสร็จสิ้น ตามคำเล่าของอุมม์อัยมัน ท่านนบีได้กล่าวกับท่านอาลีว่า "โอ้อาลี ฟาฏิมะฮ์บุตรสาวของฉัน ได้ไปยังบ้านของเจ้าในฐานะเจ้าสาวแล้ว คืนนี้หลังละหมาดอิชา ฉันจะไปและขอดุอาที่นั่น เจ้าจงรอฉันเถิด"
เมื่อท่านอาลีกลับถึงบ้าน เขานั่งอยู่มุมหนึ่ง ส่วนท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ก็นั่งอยู่อีกมุมหนึ่ง จากนั้นท่านนบีมาถึงและเคาะประตู อุมม์อัยมันออกมาเปิด ท่านนบีถามว่า "น้องชายของฉันอยู่หรือไม่" อุมม์อัยมันถามว่า "โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ ขอบิดามารดาของฉันสละชีพเพื่อท่าน ใครคือน้องชายของท่านหรือ" ท่านนบีกล่าวว่า "อาลี อิบนุ อบีฏอลิบ" อุมม์อัยมันจึงถามต่อว่า "ท่านยกลูกสาวของท่านให้แต่งงานกับน้องชายของท่านเองหรือ" ท่านนบีกล่าวว่า "ใช่แล้ว" คำตอบนี้แสดงให้เห็นว่าการแต่งงานระหว่างลูกพี่ลูกน้องที่มิได้เกิดจากพ่อแม่เดียวกันนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่อนุญาต (เนื่องจากท่านอาลีเป็นบุตรของลุงของท่านนบี)
จากนั้นท่านนบีถามว่า "อัสมาอ์ บินต์ อุมัยส์อยู่ด้วยหรือไม่" เมื่ออุมม์อัยมันตอบว่า "อยู่" ท่านกล่าวว่า "นางมารับใช้บุตรสาวของรอซูลุลลอฮฺแล้วหรือ" เมื่ออุมม์อัยมันตอบว่า "ใช่" ท่านจึงกล่าวว่า "ขอให้อัลลอฮฺทรงประทานความจำเริญแก่นางเถิด"
จากนั้นท่านนบีขอถ้วยน้ำมา ท่านล้างมือของท่าน แล้วหยดชะมดเชียงลงในน้ำนั้น ท่านเรียกท่านหญิงฟาฏิมะฮ์เข้ามา นางก้มมองเสื้อผ้าด้วยความเขินอาย ท่านนบีเอาน้ำนั้นพรมน้ำที่อก ศีรษะ และหลังของนาง พร้อมขอดุอาว่า "อัลลอฮฺมมะ อินนี อะอีซุฮา บิกะ วะซุรรียะตะฮา มินัชชัยฏอนิรเราะญีม" (โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน ข้าพเจ้าขอความคุ้มครองในพระองค์เพื่อเธอและลูกหลานของเธอจากชัยฏอนที่ถูกสาปให้ถูกขว้าง) แล้วท่านก็ทำเช่นเดียวกันกับท่านอาลี และกล่าวว่า "อัลลอฮฺมมะ บาริก ฟีฮิมา วะบาริก อะลัยฮิมา วะบาริก ละฮุมา ฟี นัศลิฮิมา" จากนั้นท่านได้อ่านซูเราะฮ์อิคลาศและซูเราะฮ์มุเอาวิซะตัยน์ แล้วกล่าวว่า "จงเข้าสู่ภรรยาของเจ้าด้วยพระนามและความจำเริญของอัลลอฮฺตะอาลาเถิด" แล้วท่านก็จับประตูทั้งสองด้านด้วยมือของท่านเอง พร้อมกล่าวดุอาอฺขอความจำเริญก่อนออกไป36

ท่านอาลีกล่าวว่า "สี่วันหลังจากงานแต่งงาน ท่านนบีได้มาให้เกียรติยังบ้านของเรา ท่านได้แนะนำด้วยถ้อยคำเต็มไปด้วยวิทยปัญญาที่ชุ่มชื่นหัวใจ ท่านกล่าวว่า 'อาลี นำน้ำดื่มมาให้ฉัน' ฉันจึงลุกไปนำน้ำดื่มมาให้ท่าน ท่านอ่านอายะฮ์หนึ่งใส่น้ำถ้วยนั้น แล้วกล่าวว่า 'จงดื่มน้ำนี้ส่วนหนึ่งและเหลือไว้ส่วนหนึ่ง' ฉันจึงทำตาม จากนั้นท่านได้นำน้ำที่เหลือมาปะพรมที่ศีรษะและอกของฉัน แล้วท่านกล่าวอีกว่า 'จงนำน้ำมาอีก' ฉันจึงไปนำน้ำมาอีกครั้ง ท่านก็ทำแบบเดียวกันกับฟาฏิมะฮ์ แล้วท่านก็ให้ฉันออกไป"

"โอ้อาลี จงดูแลจิตใจของฟาฏิมะฮ์ นางเป็นเสี้ยวหนึ่งจากฉัน หากเจ้าทำให้นางเศร้าใจ เจ้าก็ทำให้ฉันเศร้าใจด้วย"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

หลังจากอาลีออกไปแล้ว ท่านนบีได้ถามบุตรสาวของท่านเกี่ยวกับอาลี ฟาฏิมะฮ์ตอบว่า "บิดาที่รักของฉัน เขามีคุณสมบัติของความสมบูรณ์พร้อมทั้งหมด แต่บรรดาสตรีจากเผ่ากุร็อยช์บางคนมักพูดกับฉันว่า 'สามีของเจ้านั้นยากจน'" ท่านรอซูลุลลอฮฺจึงกล่าวว่า "โอ้บุตรสาวของฉัน ทั้งพ่อและสามีของเจ้าไม่ได้ยากจนเลย ทั้งโลกนี้และฟากฟ้าพร้อมกับขุมทรัพย์ทั้งหมดถูกหยิบยื่นมาให้พ่อ แต่พ่อไม่รับมัน เพราะพ่อเลือกสิ่งที่มีค่าที่สุดในสายตาของอัลลอฮฺตะอาลา โอ้บุตรสาวของฉัน หากเจ้ารู้ในสิ่งที่พ่อรู้ โลกนี้จะไร้ค่าในสายตาของเจ้า ขอสาบานต่ออัลลอฮฺตะอาลา สามีของเจ้าเป็นหนึ่งในเศาะฮาบะฮฺกลุ่มแรก ๆ ผู้มีฐานะสูงในอิสลามและมีความรู้ลึกซึ้ง โอ้บุตรสาวของฉัน อัลลอฮฺตะอาลาทรงเลือกคนสองคนจากอะฮ์ลุลบัยต์ คนหนึ่งคือพ่อของเจ้า อีกคนคือสามีของเจ้า จงอย่าฝ่าฝืนเขาและอย่าคัดค้านคำสั่งของเขา"

หลังจากให้โอวาทแก่บุตรสาวแล้ว ท่านนบีผู้ประเสริฐจึงเชิญท่านอาลีเข้ามา ท่านได้ฝากฝังฟาฏิมะฮ์ให้แก่เขาโดยกล่าวว่า "โอ้อาลี จงดูแลจิตใจของฟาฏิมะฮ์ นางเป็นเสี้ยวหนึ่งจากฉัน หากเจ้าทำให้นางเศร้าใจ เจ้าก็ทำให้ฉันเศร้าใจด้วย" แล้วท่านก็ฝากทั้งสองไว้ในความคุ้มครองของอัลลอฮฺตะอาลา จากนั้นท่านก็ลุกขึ้นเพื่อจะกลับออกไป

ขณะนั้นท่านฟาฏิมะฮ์ได้กล่าวว่า "โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ ฉันจะดูแลงานภายในบ้าน ส่วนอาลีจะดูแลงานนอกบ้าน แต่หากท่านประทานหญิงรับใช้แก่ฉันสักคนหนึ่งเพื่อช่วยงานบ้านได้บ้าง ฉันก็จะยินดีเป็นอย่างยิ่ง" ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า "โอ้ฟาฏิมะฮ์ เจ้าต้องการให้พ่อมอบสิ่งที่ดีกว่าหญิงรับใช้ หรือให้หญิงรับใช้แก่เจ้าดีเล่า"

ท่านฟาฏิมะฮ์จึงตอบว่า "ขอสิ่งที่ดีกว่าหญิงรับใช้เถิด" ท่านนบีจึงกล่าวว่า "ทุกวันเมื่อเจ้าจะเข้านอน จงกล่าว ซุบฮานัลลอฮ์ 33 ครั้ง อัลฮัมดุลิลลาฮ์ 33 ครั้ง อัลลอฮฺอักบัร 33 ครั้ง และ 'ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮ์ วะฮ์ดะฮู ลา ชะรีกะละฮ์ ละฮุลมุลกุ วะละฮุลฮัมดุ วะฮุวะอะลา กุลลิชัยอิน กอดีร' อีกหนึ่งครั้ง รวมครบหนึ่งร้อยถ้อยคำ แล้วเจ้าจะพบกับผลบุญหนึ่งพันความดีในวันกิยามะฮ์ และความดีของเจ้าจะมีน้ำหนักเหนือกว่าบนตาชั่ง (มีซาน)"

แล้วท่านนบีก็ออกจากบ้านของบุตรสาวและกลับไปยังเรือนอันเปี่ยมสุขของท่าน

การสังหารกาอฺบฺ อิบนุ อัชร็อฟ

หลังจากชัยชนะในสมรภูมิบัดรฺ หัวใจของชาวยิวและพวกมุชริกในเมืองมะดีนะฮ์เต็มไปด้วยความหวาดกลัว บางคนในหมู่ชาวยิวยอมรับความจริงและเข้ารับอิสลามโดยกล่าวว่า "แน่นอน นี่คือบุคคลที่เราเคยอ่านลักษณะของเขาในคัมภีร์ของเรา เราไม่อาจจะต่อต้านเขาได้ เพราะเขาจะเป็นผู้ชนะเสมอ" แต่บางคนกลับบอกว่า "มุฮัมมัดทำการต่อสู้กับกุร็อยช์ซึ่งไม่มีความชำนาญในการรบ นั่นเลยทำให้เขาชนะ หากเขาต้องสู้กับพวกเรา เราจะแสดงให้เห็นว่าการรบและชัยชนะที่แท้จริงเป็นเช่นไร"

เมื่อชาวยิวที่มีชื่อว่า กาอฺบฺ อิบนุ อัชร็อฟ ได้ยินข่าวชัยชนะของกองทัพอิสลามที่บัดรฺ เขาก็เต็มไปด้วยความเคียดแค้น เขาจึงเดินทางไปนครมักกะฮฺเพื่อรวมกลุ่มกับพวกมุชริกที่นั่น และขับขานบทกลอนปลุกระดมให้ทุกคนโจมตีมะดีนะฮ์ เขาสนับสนุน ยั่วยุ และทำข้อตกลงร่วมกันเพื่อสู้กับท่านนบี จนถึงขั้นวางแผนลอบสังหารท่านรอซูลุลลอฮฺ อัลลอฮฺตะอาลาทรงแจ้งเหตุการณ์นี้แก่ท่านรอซูลุลลอฮฺ และมีโองการว่า "พวกเขาเป็นชนกลุ่มหนึ่งซึ่งอัลลอฮฺทรงสาปแช่ง (ผู้ที่ถูกทำให้ห่างไกลจากความเมตตาของพระองค์)…."37

เมื่อเป็นดังนี้ ท่านรอซูลผู้ทรงเกียรติจึงถามบรรดาอัศฮาบของท่านว่า "ใครเล่าจะเป็นผู้ไปสังหารกาอฺบฺ อิบนุ อัชร็อฟ เพราะเขาได้ทำการลบหลู่อัลลอฮฺตะอาลาและรอซูลของพระองค์" มุฮัมมัด อิบนุ มัสละมะฮ์จึงถามว่า "โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ ท่านต้องการให้ข้าสังหารเขาหรือไม่" ท่านรอซูลตอบว่า "ใช่ ฉันต้องการเช่นนั้น"

มุฮัมมัด อิบนุ มัสละมะฮ์วางแผนอยู่หลายวัน เขาไปบอกแก่สหายของเขาอันได้แก่ อบูนายละฮ์ อับบาด อิบนุ บิชรฺ ฮาริษ อิบนุ เอาส์ และอบูอับส์ อิบนุ ญับรฺ ว่าท่านนบีได้สั่งการเช่นนี้ ทุกคนต่างเห็นชอบและกล่าวว่า "เราจะไปสังหารเขาด้วยกัน" พวกเขาทั้งหมดจึงไปพบท่านรอซูลและแจ้งแก่ท่านว่า "โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ หากท่านอนุญาต พวกเราจะกล่าวบางอย่างเกี่ยวกับท่าน ที่ กาอฺบ จะชอบใจเวลาที่คุยกับเขาได้หรือไม่" ท่านรอซูลอนุญาตและกล่าวว่า "จงพูดตามที่พวกเจ้าต้องการเถิด"

จากนั้น มุฮัมมัด อิบนุ มัสละมะฮ์และสหายของเขาจึงไปหา กาอฺบฺ อิบนุ อัชร็อฟ เขากล่าวว่า "มุฮัมมัดบังคับให้เราจ่ายศอดะเกาะฮ์ เขายังกำหนดภาษีแก่เราเป็นจำนวนที่สูงมาก นั่นคือเหตุผลที่ฉันมาขอหยิบยืมทรัพย์สินจากท่าน" กาอฺบฺ ได้ฟังแล้วรู้สึกยินดี คิดว่า มุฮัมมัด อิบนุ มัสละมะฮ์ เข้าข้างตน เขากล่าวว่า "มุฮัมมัดจะยิ่งกดดันพวกเจ้ามากขึ้นไปอีก" มุฮัมมัด อิบนุ มัสละมะฮ์จึงตอบว่า "เอาเถิด เราได้เชื่อฟังเขามาครั้งหนึ่งแล้ว เราจะเชื่อฟังเขาต่อไป จะคอยดูว่าเรื่องนี้จะลงเอยอย่างไร ตอนนี้ก็ขอยืมอินทผลัมจากท่านหน่อยสิ" กาอฺบตอบว่า "ได้ แต่พวกเจ้าต้องเอาของมาค้ำประกันให้ฉัน" พวกเขาถามว่า "ท่านต้องการอะไรเป็นหลักประกันหรือ" กาอฺบกล่าวว่า "ฉันอยากได้สตรีของพวกเจ้าเป็นหลักประกัน" พวกเขาไม่ยอมรับเงื่อนไขนั้น กาอฺบจึงกล่าวว่า "ถ้าเช่นนั้น จงนำบุตรชายของพวกเจ้ามาค้ำประกันแทน" พวกเขาตอบไปว่า "เราทำไม่ได้ เพราะถ้าทำแบบนั้น บุตรชายของเราจะถูกเรียกขานว่าเป็นตัวประกันเพื่อแลกกับอินทผลัมเพียงหนึ่งหรือสองโหลอูฐ ซึ่งจะเป็นความอับอายติดตัวไปตลอดกาล แต่เราสามารถนำอาวุธและเสื้อเกราะของเรามาเป็นหลักประกันแทนได้" กาอฺบยอมรับข้อเสนอนี้ และนัดหมายเวลาที่พวกเขาจะต้องมาพบอีกครั้ง38

คืนหนึ่ง มุฮัมมัด อิบนุ มัสละมะฮ์ได้ไปหา กาอฺบฺ โดยมี อบูนัยละฮ์ ไปด้วย กาอฺบเรียกพวกเขาเข้าป้อมของตน และเขาเองก็ลงมาพบ ภรรยาของกาอฺบถามว่า "ท่านจะออกไปไหนในยามนี้" กาอฺบตอบว่า "คนที่มา คือมุฮัมมัด อิบนุ มัสละมะฮ์ และพี่น้องร่วมแม่นมของฉัน อบูนัยละฮ์" ภรรยากล่าวว่า "เสียงที่ฉันได้ยินนั้นไม่เป็นลางดีเลย มันเหมือนกับเสียงของเลือดที่หยดลงมา" กาอฺบตอบว่า "ไม่ใช่หรอก พวกเขาคือมุฮัมมัด อิบนุ มัสละมะฮ์ และพี่น้องร่วมแม่นมของฉัน อบูนัยละฮ์ เขาเป็นชายหนุ่มที่ดี แม้จะถูกเรียกให้ไปสู้กับคมดาบกลางค่ำกลางคืน เขาก็จะออกไปโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย เขาเป็นคนเช่นนั้นแหละ"

มุฮัมมัด อิบนุ มัสละมะฮ์พาเพื่อนอีกสองคน (บางรายงานบอกว่าสามคน) เข้าไปด้วย ได้แก่ อบูอับส์ อิบนุ ญับรฺ ฮาริษ อิบนุ เอาส์ และอับบาด อิบนุ บิชรฺ39 มุฮัมมัด อิบนุ มัสละมะฮ์บอกสหายของเขาว่า "เมื่อกาอฺบออกมา ฉันจะบอกเขาว่าจะขอดมกลิ่นผมของเขา ฉันจะจับศีรษะของเขาและดมกลิ่น เมื่อพวกเจ้าเห็นว่าฉันจับศีรษะเขาแน่นแล้ว จงฟันเขาด้วยดาบของพวกเจ้า"

กาอฺบฺ อิบนุ อัชร็อฟ ออกมาพบพวกเขาในสภาพแต่งกายงดงามและมีกลิ่นหอม มุฮัมมัด อิบนุ มัสละมะฮ์ เดินเข้าไปใกล้พลางพูดว่า "ฉันไม่เคยได้กลิ่นอะไรหอมเท่านี้มาก่อนเลย" กาอฺบ พูดโอ้อวดต่อว่า "เพราะสตรีที่หอมที่สุดแห่งอาหรับอยู่กับฉันยังไงล่ะ" มุฮัมมัด อิบนุ มัสละมะฮ์ กล่าวว่า "ท่านจะอนุญาตให้ฉันดมศีรษะของท่านหรือไม่" กาอฺบ อนุญาต มัสละมะฮ์จึงดม แล้วก็ชวนเพื่อนมาดมด้วย จากนั้นเขาพูดว่าอยากจะขอดมซ้ำอีก คราวนี้มุฮัมมัด อิบนุ มัสละมะฮ์ คว้าศีรษะของ กาอฺบ ไว้แน่น แล้วส่งสัญญาณให้เพื่อนฟันคอของกาอฺบ

"เขารบกวนเราอยู่ตลอด และแต่งบทกลอนเพื่อโจมตีเรา หากในหมู่พวกท่านมีผู้ใดทำเช่นนั้น จงรู้ไว้เถิดว่า บทลงโทษของมันคือคมดาบ"
หะดีษ อัช-ชะรีฟ

ด้วยคมดาบแรก กาอฺบร้องเสียงดังลั่น แต่เขายังไม่หมดลมหายใจ มุฮัมมัด อิบนุ มัสละมะฮ์ จึงใช้กริชแทงซ้ำ จนเขาสิ้นใจในที่สุด

บรรดามุญาฮิดีนที่สังหาร กาอฺบ รีบออกจากที่นั่นทันทีและกลับไปยังมะดีนะฮ์ เมื่อพวกเขานำข่าวดีไปบอกท่านรอซูลุลลอฮฺ ท่านก็กล่าวสรรเสริญอัลลอฮฺตะอาลาและวอนขอความดีงามแก่เหล่ามุญาฮิด

เหตุการณ์นี้ทำให้พวกยิวเกิดความหวาดหวั่นอย่างยิ่ง เพราะเมื่อผู้นำคนสำคัญเช่นเขายังถูกสังหารได้ ก็เท่ากับว่าความตายอาจมาถึงพวกเขาได้ทุกเมื่อ รุ่งเช้าวันต่อมา พวกเขาจึงรวมตัวกันไปหาท่านนบี และร้องเรียนถึงเหตุการณ์เมื่อคืนที่ผ่านมา
ท่านรอซูลุลลอฮฺผู้ทรงเกียรติกล่าวว่า "เขารบกวนเราอยู่ตลอด และแต่งบทกลอนเพื่อโจมตีเรา หากในหมู่พวกท่านมีผู้ใดทำเช่นนั้น จงรู้ไว้เถิดว่า บทลงโทษของมันคือคมดาบ"

เมื่อได้ยินถ้อยคำนี้ พวกยิวต่างก็หวาดกลัว และจำต้องทำสัญญาสงบศึกกับท่านรอซูลุลลอฮฺอีกครั้ง…40

ฆ็อซวะฮฺฆ็อตฟาน

การศึกครั้งนี้มีอีกชื่อหนึ่งว่า "สงครามอันมาร" และ "สงครามซิอัมรฺ" กลุ่มชนจากเผ่าบนีสะละบะฮ์และบนีมุฮาริบได้มาชุมนุมกันที่แห่งหนึ่งชื่อซิอัมรฺ แล้ววางแผนจะออกปล้นสิ่งใดก็ตามที่พบรอบเมืองมะดีนะฮ์ ผู้นำของพวกเขาคือชายชื่อดะอ์ซุร อิบนุฮาริษ อิบนุมุฮาริบ ซึ่งมีฉายาว่าเอารัส

ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้มอบหมายให้อุษมาน อิบนุ อัฟฟาน รอฎิยัลลอฮุอันฮุ เป็นตัวแทนดูแลเมืองมะดีนะฮ์ แล้วท่านก็ออกเดินทางพร้อมกองทัพ 450 นาย ระหว่างทางพวกเขาพบชายคนหนึ่งชื่อญับบาร จึงถามเขาเกี่ยวกับข้าศึก เขาตอบว่า "พวกเขาไม่อยากสู้รบกับท่าน เมื่อเห็นทัพของท่าน พวกเขาก็หนีขึ้นภูเขาไปแล้ว" ท่านรอซูลุลลอฮฺได้เชิญเขาสู่อิสลาม และเขาก็ยอมรับ จึงเข้ารับอิสลามในทันที

เมื่อกองทัพอิสลามเคลื่อนไปยังหุบเขา ฝนก็ตกลงมาอย่างหนักอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงค่อยเบาลงและหยุดลง รวมถึงท่านนบีเอง มุญาฮิดีนทุกคนเปียกโชกไปหมด ต่างคนต่างแขวนเสื้อผ้าไว้ตามที่ต่าง ๆ เพื่อให้แห้ง ท่านนบีเองได้แขวนเสื้อไว้กับต้นไม้ในที่ลับตาและนั่งพักอยู่ใต้ต้นไม้ ขณะนั้นพวกกาฟิรที่แอบมองอยู่เห็นว่าท่านอยู่เพียงลำพัง จึงรีบไปรายงานแก่ดะอ์ซุร อิบนุฮาริษ เขาจึงย่องเข้ามาอย่างเงียบเชียบเพื่อสังหารท่านนบี

เขาชักดาบขึ้นพลางพูดว่า "ใครจะช่วยเจ้าจากมือของฉันได้เล่า" ท่านนบีตอบว่า "อัลลอฮฺตะอาลาจะช่วยฉันเอง" ทันใดนั้นเองญิบรออีล อะลัยฮิสสลามก็ปรากฏและผลักที่อกของดะอ์ซุรจนเขาล้มลง ดาบร่วงจากมือของเขา ท่านนบีจึงหยิบดาบนั้นขึ้นมาแล้วถามว่า "แล้วใครจะช่วยเจ้าจากมือของฉันเล่า" ดะอ์ซุรตอบว่า "ไม่มีใครเลย" แล้วกล่าวชะฮาดะฮ์เข้ารับอิสลาม เขากลายเป็นสาเหตุให้ผู้คนอีกหลายคนหันมามีอีหม่าน41 และเขายังสัญญาว่าจะไม่เกณฑ์คนไปทำสงครามอีก

กองทัพอิสลามกลับสู่มะดีนะฮ์โดยไม่มีการสู้รบใด ๆ การศึกครั้งนี้ใช้เวลาทั้งหมดสิบเอ็ดวัน

ฆ็อซวะฮฺบะฮฺรอน

การศึกครั้งนี้ยังมีอีกชื่อว่า "สงครามบนีสุลัยม์" หรือ "สงครามนัจรอน" มีข่าวว่ามุชริกจำนวนมากจากเผ่าบนีสุลัยม์ได้มารวมตัวกันและวางแผนจะบุกโจมตีเมืองมะดีนะฮ์ ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงออกเดินทัพไปหาศัตรูพร้อมกองกำลัง 300 นาย เมื่อฝ่ายศัตรูได้ยินว่ากองทัพอิสลามกำลังมา พวกเขาก็หนีขึ้นภูเขาไป จึงไม่ได้มีการสู้รบใด ๆ การศึกครั้งนี้กินเวลาสิบสองวัน

เหตุการณ์บางอย่างในปีฮิจเราะฮ์ที่สาม

ท่านรอซูลุลลอฮฺได้ยกลูกสาวของท่าน อุมม์กุลษูม ให้แต่งงานกับท่านอุษมาน และในปีเดียวกันนั้น ท่านนบีได้แต่งงานกับฮัฟซอฮฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮา บุตรสาวของท่านอุมัร และในปีนั้นเองท่านฮะซัน บุตรชายของท่านอาลีก็ถือกำเนิด

ความรักพระองค์หลอมใจข้าให้หลงใหล
โอ้อัลลอฮฺ ข้ารักพระองค์สุดหัวใจ
ความรักพระองค์หวานละไมดังน้ำผึ้ง
โอ้อัลลอฮฺ ข้ารักพระองค์ไม่เสื่อมคลาย

ทรัพย์สินไม่อาจเย้ายวนใจข้า
ข้าไม่หลงใหลในเงินทองสมบัติ
เพียงความรักพระองค์เท่านั้นที่ปลอบประโลม
โอ้อัลลอฮฺ ข้ารักพระองค์ชั่วนิจนิรันดร์

พระองค์ทรงบัญชาให้เราละหมาดฮะซัน
ทรงสรรเสริญผู้ยืนมั่นบนทางเที่ยงตรง
ทรงโปรยพรประทานไม่สิ้นสุด
โอ้อัลลอฮฺ ข้ารักพระองค์เหนือสิ่งใด

นัฟซ์ของข้านั้นคือจอมหลอกลวงและทรยศฮะซัน
พาข้าไหลหลงสู่ความใคร่และความสุขจอมปลอม
แต่ข้าได้ลิ้มรสความสุขแท้จริงแล้ว
โอ้อัลลอฮฺ ข้ารักพระองค์ด้วยใจที่สงบ

วันและคืน ข้าทำทั้งอิบาดะฮ์
และแสวงหาปัจจัยยังชีพอย่างพอดี
นี่คือชีวิตของข้าในทุกลมหายใจ
โอ้อัลลอฮฺ ข้ารักพระองค์ไม่วันเปลี่ยน

ความรักมิใช่เพียงถ้อยคำ โอ้ฮิลมี
พระผู้อภิบาลทรงตรัสให้เราพากเพียร
ให้มารยาทและการงานเป็นพยาน
โอ้อัลลอฮฺ ข้ารักพระองค์อย่างจริงแท้

ศัตรูของอิสลามมีมากมายนัก
ซ่อนคมมีดบั่นศรัทธาอย่างลับเร้น
เราจะนิ่งเฉยเพิกเฉยได้อย่างไร
โอ้อัลลอฮฺ ข้ารักพระองค์ด้วยหัวใจมั่น

ผู้ที่มีความรักย่อมไม่อาจนั่งนิ่งเฉย
เกรงว่าที่รักจะถูกทำร้ายแม้เพียงเล็กน้อย
จงลุกขึ้นดับเสียงศัตรูด้วยความจริง
แล้วประกาศด้วยใจสัตย์ว่า
โอ้อัลลอฮฺ ข้ารักพระองค์ตลอดกาล